กข 6 เป็นข้าวเหนียว ให้ผลผลิตสูง ประมาณ 666 กิโลกรัม ต่อไร่

ทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง มีคุณภาพการหุงต้มดี มีกลิ่นหอม ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล และคุณภาพการสีดี อย่างไรก็ตาม นอกจากพันธุ์ข้าวทั้ง 7 พันธุ์ จะนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว ยังนำมาบรรจุซองแจกจ่ายให้พสกนิกรผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ จำนวน 366,000 ซอง เพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรของตนตามประเพณีนิยม และเป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

วันที่ 3 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้สภาพอากาศยังคงแปรปรวน บางวันมีถึงสามฤดู ทั้งร้อนจัด มีฝนตก และอากาศเย็นช่วงเช้า ถึงแม้จะมีบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดพายุฤดูร้อน แต่กับเป็นผลดีกับเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร นอกจากจะสามารถทำเกษตรสร้างรายได้เสริม ยังเป็นผลดีต่อเกษตรกรในพื้นที่ มีอาชีพหาของป่าขาย หลังมีฝนตกลงมา บวกกับสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ทำให้เห็ดป่าออกดอกจำนวนมากกว่าทุกปี อาทิ เห็ดเผาะป่า เห็ดโคน เห็ดดิน เห็ดปลวก

รวมถึงเห็ดกินได้นานาชนิด โดยเฉพาะเห็ดเผาะ เห็ดปลวก ถือเป็นเห็ดที่นิยม มีรสชาติอร่อย ทำให้มีราคาแพง นำไปปรุงเป็นเมนูเด็ด ทำให้เกษตรกรต่างพากันหันไปยึดอาชีพเก็บเห็ด มาขายสร้างรายได้เสริม ช่วงรอฤดูกาลทำนาปี ส่งผลให้ตามตลาดต่างๆ รวมไปถึงริมถนนเส้นทางสายหลักในพื้นที่ จ.นครพนม มีบรรดา พ่อค้า แม่ค้า นำเห็ดป่าออกมาวางขายกันคึกคัก

จากการสอบถามบรรดาแม่ค้า มาขายริมทางถนน 212 ท่าอุเทน-นครพนม บริเวณทางเข้าบ้านน้อยชลประทาน ทราบว่า ในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสทองของชาวบ้านหาของป่า มีรายได้จำนวนมาก เพราะอากาศร้อนสลับฝนจะทำให้เห็ดป่าออกดอกจำนวนมาก ยิ่งในช่วงต้นฤดูมีหลากหลายเห็ด ทั้งเห็ดตับเต่า เห็ดไข่ เห็ดนานาชนิด แต่ราคาเห็ดเผาะจะแพงมาก รวมถึงเห็ดปลวก ตกราคากิโลกรัมละ 800-1,000 บาท แต่ยังมีชาวบ้าน นิยมซื้อไปรับประทาน นำไปปรุงเมนู แกง นึ่ง คั่ว ตามความชอบ เพราะมีรสชาติอร่อย สร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านเป็นอย่างดีในช่วงนี้ บางรายมีรายได้วันละ 1,000-2,000 บาท

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า กล้วยน้ำว้า เป็นกล้วยเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เป็นกล้วยที่อุดมด้วยคุณค่าทางอาหารมากด้วยคุณประโยชน์หลากหลาย ซึ่งคนไทยแทบทุกบ้านเรือนมักปลูกกล้วยน้ำว้าไว้บริโภคในครัวเรือน

แต่ในปัจจุบันมีการปลูกกล้วยเพื่อการค้าแบบเชิงพาณิชย์มากขึ้น เพราะกล้วยน้ำว้านอกจากให้ผลเพื่อรับประทานสดแล้ว ยังเพิ่มมูลค่าจากการแปรรูปที่หลากหลาย และทุกส่วนของกล้วยยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทำให้มีความต้องการกล้วยน้ำว้าเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากตลาดในประเทศและตลาดส่งออก เกษตรกรจึงหันมาสนใจวิธีการผลิตกล้วยให้ได้คุณภาพดีกันอย่างมาก โดยเฉพาะการนำเทคนิคการคุมหน่อที่มีประสิทธิภาพมาใช้ เพราะเครือกล้วยจะมีจำนวนหวีมากหรือน้อยและสมบูรณ์เพียงใด ขึ้นอยู่กับอาหารที่สะสมไว้ในเหง้า ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณแสงและการคุมหน่อในกอ สังเกตได้จากกล้วยปลูกปีแรกจะให้ผลผลิตดีที่สุด เนื่องจากได้รับแสงเต็มที่และส่งอาหารไปเลี้ยงผลผลิตเพียงเครือเดียว

โดยปกติเมื่อกล้วยอายุ 6 เดือน จะเริ่มแทงหน่อ และสะสมอาหารสำหรับตกเครือให้ผลผลิต ควรคุมหน่อในกอแต่ละรุ่นให้เหลือเพียง 1 หน่อ โดยเลือกไว้หน่อใบดาบที่อยู่ไกลจากต้นแม่ และคุมหน่อรุ่นต่อไปให้มีอายุห่างกัน 3 เดือน จะทำให้ได้ผลผลิตกล้วย 4 เครือ ต่อกอ ต่อปี ที่มีคุณภาพสูงใกล้เคียงกับการปลูกใหม่

ด้าน นายบัณฑิต สิทธิหล่อ ผู้อำนวยการศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก อธิบายถึงเทคนิคการคุมหน่อที่มีประสิทธิภาพ ว่ามีวิธีการตั้งแต่ การขุดแยกหน่อ ใช้เมื่อหน่อยังมีขนาดเล็กหรือยังอยู่ในระยะหน่อใบดาบ แต่ไม่ควรขุดขณะที่ต้นแม่อยู่ในช่วงให้ผลผลิต เนื่องจากกระทบต่อผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพหรือที่เรียกว่า “กล้วยงัน” การเบนหน่อ หรือ ปาดหน่อ วิธีนี้ไม่สามารถกำจัดหน่อได้ แต่ช่วยชะลอการเจริญเติบโตและทำให้เหง้าสะสมอาหารมีขนาดใหญ่ขึ้น เหมาะสำหรับนำไปปลูก ควรปาดหน่อ 2-3 ครั้ง ก่อนที่จะขุดแยกไปปลูก

การทำลายหน่อขนาดใหญ่ ซึ่งไม่สามารถขุดออกได้ ให้ปาดและใช้ปลายมีดคว้านให้เป็นหลุมแล้วหยอดด้วยน้ำมันก๊าด ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ เพื่อทำลายหน่อ โดยวิธีนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับต้นแม่ ซึ่งหากเกษตรกรไว้หน่อ 4 ต้น ต่อกอ ตามเทคนิคที่กล่าวมานี้ จะทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ในทุกรอบของการเก็บเกี่ยว สามารถวางแผนการผลิต มีผลผลิตกล้วยจำหน่ายตลอดทั้งปี และมีปริมาณวัตถุดิบกล้วยสดเพื่อรองรับความต้องการการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กล้วยตากและกล้วยแปรรูปชนิดต่างๆ

หากเกษตรกรท่านใดมีความสนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก 99/1 หมู่ 5 ต.งิ้วงาม อ.เมือง จ.พิษณุโลก โทรศัพท์ 055-906220 โทรสาร 055-906221

ปัจจุบัน ภาคใต้มีพื้นที่เหมาะแก่การทำเกษตร มีสภาพอากาศที่ร้อนชื้นตลอดปี ทำให้มีพืชทางการเกษตรมากมาย ทั้ง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ และหมาก เป็นต้น ทั้งนี้ หมาก เป็นพืชที่ปลูกกันมากและสร้างรายได้ให้แก่เกษตกร ทั้งหมากแห้งและหมากสด เป็นพืชที่มีคุณประโยชน์หลายด้าน ทั้งการทำสีย้อมผ้า การฟอกหนังฟอกเส้นใย การทำยารักษาโรค และยังเป็นพืชสินค้าที่มีราคาที่ดี และส่งเป็นสินค้าส่งออกของประเทศ

โดยปกติเกษตรกรจะนำหมากสดไปตากแดดเพื่อทำเป็นหมากแห้งสามารถตากแดดแบบทั้งลูกและแบบผ่าซีกก่อนตากแดด ซึ่งในการตากแดดแบบทั้งลูกจะใช้เวลาตากประมาณ 25–30 วัน ถึงจะได้หมากแห้งตามต้องการ และสามารถนำหมากออกจากเปลือกได้ ส่วนวีธีผ่าสดแบบผ่าซีก ก่อนตากแดด จะใช้เวลาตากประมาณ 1 สัปดาห์ ทั้งสองวิธีมีข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ไม่เอื้ออำนวยต่อการตากผลหมาก หากมีแสงแดดไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผลหมากมีความชื้นและเกิดเชื้อรา ทำให้คุณภาพของผลผลิตและมีราคาตกต่ำ

ด้วยเหตุนี้ นายเฉลิมพล เสนเรือง และ นายสัจพงษ์ สิงห์พันธ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า วิทยาลัยอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ขนอม จึงคิดค้นสร้างเครื่องอบหมากแบบพาความร้อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

การสร้างเครื่องอบหมากแบบพาความร้อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เกิดจากการเรียนรู้การทำงาน ของระบบไฟฟ้า โดยตัวเครื่องจะควบคุบความร้อนด้วย Haeter เป็นอุปกรณ์ทำความร้อน
ในอุตสาหกรรม เมื่อมีกระแสไหลผ่านลวดตัวนำที่มีค่าความต้านทานสูง ลวดตัวนำจะร้อน ส่วนตัวควบคุมเครื่องจะใช้ตัวควบคุมแบบ PID โดยใช้ Arduino เป็นส่วนประมวลผล และมีโปรแกรมในการสั่งการควบคุมเครื่องอบหมาก สำหรับการทำงานของระบบไฟฟ้าดังกล่าว ที่นำมาใช้ในการสร้างเครื่องอบหมากแบบพาความร้อน ด้วยพลังงานไฟฟ้า ผลที่ได้สามารถอบหมากให้แห้งเหมือนตอนนำไปตากแดด และได้ผลดีกว่า ตอนตากแดด อีกทั้งยังลดระยะเวลาในการตากผลหมาก ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นและมีปริมาณที่เพียงพอในการส่งออก ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ

อาจารย์ ดร.อาคม ลักษธสกุล และ อาจารย์อภิรัญธ์ จันทร์ทอง ซึ่งคอยดูแลและให้คำปรึกษา กล่าวว่า ในอนาคตจะมีการคิดค้นเครื่องอบสำหรับผลผลิตพืชทางการเกษตรชนิดอื่นๆ และยังส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ทั้งเพิ่มมูลค่า เพิ่มคุณภาพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ ดร.อาคม ลักษธสกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ขนอม โทรศัพท์ 089-992-2082

วันที่ 2 พฤษภาคม พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเรือเอกพิเชฐ ตานะเศรษฐ เสนาธิการทหารเรือ อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เดินทางมาตรวจราชการและมอบนโยบายการบริหารกิจการประมงทะเลที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภายในสำนักงานประมงจังหวัด ตามแผนปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของศูนย์แจ้งเข้า-ออกเรือประมง หรือ PIPO โดยใช้แนวทางการตรวจแบบบูรณาการข้อมูลการทำการประมงในเส้นทางทางการทำประมงที่ได้จากระบบติดตามเรือประมง และอำนวยความสะดวกให้ผู้ปฏิบัติตามกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หลังจาก PIPO ประจวบคีรีขันธ์ มีผลการปฏิบัติงานดีเยี่ยมเป็นต้นแบบให้กับศูนย์ในจังหวัดอื่นอีก 30 แห่งทั่วประเทศ เนื่องจากมีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ มีการบูรณการทำประมงในยุคประเทศไทย 4.0

จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมกิจกรรมของเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านทุ่งน้อย ต.เขาแดง อ.กุยบุรี ตามโครงการนำร่องชาวประมงดิจิทัล ที่รวมกลุ่มเป็นชุมชนชาวประมงเข้มแข็ง คำนึงถึงการลงทุนในการใช้เทคโนโลยีที่มีความหลากหลายของเรือและชนิดเครื่องมือทำการประมง โดยชาวประมงกว่า 120 ราย มีการติดตั้งอุปกรณ์ติดตามเรือเพื่อให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมการทำประมง เครื่องมือทำการประมง ระบุพิกัดของการจับสัตว์น้ำ การขนถ่ายในทะเล และอุณหภูมิของการจัดเก็บสัตว์น้ำ

“7 ล้งจีน” รายใหญ่เมืองจันท์บุก “อุตรดิตถ์” แหล่งผลิตทุเรียนใหญ่ภาคเหนือ 32,000 ไร่ กว้านซื้อทุเรียนพันธุ์ “หมอนทอง” ส่งออกจีน ด้าน “ชาวสวนเมืองลับแล” รวมกลุ่มชูพันธุ์ “หลงลับแล” เจาะตลาดพรีเมี่ยม ทดลองชิมลางส่งออกไปตีตลาด “ไต้หวัน-ฮ่องกง” เกษตรอำเภอเผยตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูก 2-3 พันไร่/ปี รับความต้องการที่สูงขึ้น

นายอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันจังหวัดอุตรดิตถ์มีพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งหมด 40,000 ไร่ อยู่ในพื้นที่ อ.ลับแล อ.เมือง และ อ.ท่าปลา ตามลำดับ

นับเป็นจังหวัดเดียวในภาคเหนือที่ปลูกทุเรียนเป็นหมื่นไร่ โดยส่วนใหญ่ปลูกพันธุ์หมอนทอง หลงลับแล หลินลับแล และพันธุ์พื้นเมืองอื่น ๆ เช่น พวงมณี เป็นต้น ซึ่งทุกปีจังหวัดได้จัดประกวดทุเรียนเพื่อหาสายพันธุ์ใหม่ ๆ โดยลักษณะการปลูกจะเป็นการปลูกแซมในป่า

โดยปีนี้ผลผลิตออกล่าช้ากว่าปี 2560 และลดลงจาก 50,000 ตัน เหลือประมาณ 48,935 ตัน คาดว่าเดือนพฤษภาคมจะมีผลผลิตออกมาเพียง 10% และจะมากช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม โดยผลผลิตทุเรียนพันธุ์หมอนทองจะจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกจีน ส่วนพันธุ์หลงลับแล และหลินลับแล ปัจจุบันจำหน่ายภายในประเทศเท่านั้น และความต้องการบริโภคยังคงสูง ซึ่งพันธุ์หลงลับแล 350 บาท/กก. และพันธุ์หลิน 400 บาท/กก. รวมถึงขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเริ่มขยายการผลิตทุเรียน เพื่อรองรับความต้องการของตลาด

ปัจจุบันเริ่มเห็นล้งไทยและจีนเข้ามาตั้งจุดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่แล้ว ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบนโยบายเรื่องการแนะนำเกษตรกรไม่ให้จำหน่ายทุเรียนอ่อน เพื่อรักษาภาพลักษณ์คุณภาพของทุเรียนพื้นเมือง รวมถึงขณะนี้กำลังปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ในการผลักดันให้จัดเทศกาลเชิญชวนนักชิม นักช็อป เข้ามาท่องเที่ยวที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อสัมผัสบรรยากาศการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนตามธรรมชาติ ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม

นายธีรพล เหมืองหม้อ เกษตรอำเภอลับแล กล่าวว่า อำเภอลับแลมีพื้นที่ปลูกทุเรียนประมาณ 32,000 ไร่ ส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นพันธุ์หมอนทอง รองลงมาเป็นพันธุ์หลงลับแล 3,000 ไร่ ซึ่งเป็นสินค้าเด่นของจังหวัด เจาะกลุ่มตลาดพรีเมี่ยม และหลินลับแล 700-800 ไร่ โดยที่ผ่านมาเกษตรกรชาวสวนลองกองหันมาปลูกทุเรียนมากขึ้น ซึ่งอำเภอลับแลถือเป็นแหล่งผลิตทุเรียนใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ หรือคิดเป็น 95% ของทุเรียนภาคเหนือ

นอกจากนี้ ยังมีการปลูกในพื้นที่อำเภอเมืองอุตรดิตถ์และท่าปลาโดยปี 2560 สร้างรายได้ให้จังหวัด 2.5 พันล้านบาท ซึ่งปี 2561 คาดว่าจะสร้างรายได้กว่า 3 พันล้านบาท

โดยปี 2561 คาดว่าจะมีผลผลิตทุเรียนประมาณ 3-4 รุ่น เนื่องจากมีผลผลิตมากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะสภาพอากาศและปริมาณฝนค่อนข้างดี โดยผลผลิตจะเริ่มออกช่วงเดือนพฤษภาคม และออกมากสุดช่วงมิถุนายน จะออกสู่ตลาดหลังจากภาคตะวันออก โดยพันธุ์หมอนทองผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 1,000 กิโลกรัม/ไร่ ราคาอยู่ที่ประมาณ 80-85 บาท/กิโลกรัม พันธุ์หลงลับแลและหลินลับแล 850-900 กิโลกรัม/ไร่ โดยราคาอยู่ที่ 450 และ 600 บาท/กิโลกรัม ตามลำดับ

ทั้งนี้ มีการส่งจำหน่ายตลาดภายในประเทศเป็นหลักถึง 90% เช่น ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และทั่วประเทศ ขณะที่การส่งออก ตลาดหลักคือ จีน ซึ่งมีทั้งล้งจีนจากจังหวัดจันทบุรี และพ่อค้าในท้องถิ่นเข้ามารับซื้อและแพ็กกล่องส่งออกเฉพาะพันธุ์หมอนทองเท่านั้น โดยล้งจะเข้ามาติดต่อกับเทศบาลตำบลหัวดง อำเภอลับแล ซึ่งคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 6-7 รายที่เข้ามาตั้งล้งรับซื้อ โดยจะขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ไปที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมองว่าหากมีล้งเข้ามาหลายราย ยิ่งทำให้เกิดการแข่งขัน ส่งผลให้ราคาสูงขึ้น

ขณะเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา กลุ่มพัฒนาคุณภาพทุเรียนของชาวสวนในจังหวัดได้รวมกลุ่มและทดลองส่งทุเรียนพันธุ์หลงลับแล และหลินลับแลไปตลาดไต้หวันและฮ่องกงประมาณ 7-8 ตัน ได้รับการตอบรับที่ดี แต่ยังคงติดปัญหาเรื่องปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จังหวัดจึงวางแผนขยายพื้นที่เพาะปลูกให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มปีละ 2-3 พันไร่

สศก. ร่วมขับเคลื่อน ‘แม่ฮ่องสอนโมเดล’ ติดตามเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนในจังหวัด ระบุ ครัวเรือนมีรายได้ภาคเกษตรเฉลี่ยต่อปี 37,389 บาท และรายได้นอกภาคเกษตรเฉลี่ย 43,573 บาท หนี้สินส่วนใหญ่น้อยกว่า 60,000 บาทต่อครัวเรือน รัฐพร้อมเดินหน้าทุกหน่วย ขับเคลื่อนโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนครั้งแรกในประเทศไทย ใน 4 ตำบล ได้แก่ ปางหมู จองคำ ผาบ่อง และห้วยโป่ง รวม 1,750 แปลง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนเกษตรกร เพื่อขับเคลื่อนแม่ฮ่องสอนโมเดลกับการแก้ไขปัญหาความยากจนของครัวเรือนเกษตรกร พบว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ประมาณ 7.9 ล้านไร่ พื้นที่ถือครองทางการเกษตรประมาณ 0.36 ล้านไร่ หรือร้อยละ 4.5 ของพื้นที่จังหวัด มีครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร จำนวน 37,545 ครัวเรือน หรือร้อยละ 62 ของครัวเรือนทั้งหมด พืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว กระเทียม ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กะหล่ำปลี พริก และด้านปศุสัตว์ เช่น โค กระบือ และสุกร ซึ่งการผลิตอาหารส่วนใหญ่ผลิตเพื่อการบริโภคภายในจังหวัดเป็นหลัก

ด้านเศรษฐกิจของครัวเรือนจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่า ครัวเรือนมีรายได้ภาคเกษตรเฉลี่ย 37,389 บาทต่อครัวเรือนต่อปี รายได้นอกภาคเกษตรเฉลี่ย 43,573 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ในด้านหนี้สิน พบว่า ประชากรที่มีหนี้สิน ส่วนใหญ่จะมีหนี้สินน้อยกว่า 60,000 บาทต่อครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 79.95 ของครัวเรือนที่มีหนี้สินทั้งหมด และประชากรที่มีหนี้สินมากกว่า 60,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 19.37 ส่วนที่มีหนี้สินมากกว่า 500,000 บาท มีเพียงร้อยละ 0.6 โดยหนี้สินส่วนใหญ่ เป็นหนี้สินหมุนเวียนเพื่อจัดซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าจังหวัดอื่น เนื่องจากสภาพพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นภูเขา ผลผลิตทางการเกษตรต่ำ ชนิดพืชไม่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาหลักของเกษตรกรคือการไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ประกอบกับการผลิตพืชของเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่ได้รับการรับรอง ทำให้เกษตรกรไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร

การที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่ำสุดและมีความเหลื่อมล้ำสูง รัฐบาลจึงได้ดำเนินนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ หรือ “แม่ฮ่องสอนโมเดล” เพื่อยกระดับรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญคือ “การขับเคลื่อนโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.)” เป็นการจัดที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนครั้งแรกในประเทศไทย โดยเกษตรกรจะได้รับสมุดประจำตัวในการจัดสรรที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง ซึ่งที่ดินดังกล่าวไม่สามารถซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนได้ การที่เกษตรกรได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง จะช่วยลดข้อกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศที่ไม่รับซื้อผลผลิตในพื้นที่ผิดกฎหมายและภาครัฐไม่รับรอง และเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาคนอยู่กับป่า ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโครงการ “สร้างป่า สร้างรายได้” เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร ที่ถูกทำลาย และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

การจัดที่ทำกินให้ชุมชนในระยะแรก ดำเนินการในพื้นที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จำนวน 4 ตำบล ได้แก่ ปางหมู จองคำ ผาบ่อง และห้วยโป่ง รวม 1,750 แปลง เป็นการจัดที่ทำกินในพื้นที่ป่าแม่ปายฝั่งซ้าย ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีประชาชนอยู่ต่อเนื่องมาก่อนปี 2541 โดยพื้นที่ที่จัดที่ทำกินในระยะแรก คือพื้นที่ตำบลปางหมูและจองคำ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนตำบลผาบ่องและห้วยโป่ง เป็นทั้งพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรบางส่วน

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ของ สศก. และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ได้เสนอแนวทางในการเพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาม “แม่ฮ่องสอนโมเดล” คือ 1) การสนับสนุนให้เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ และการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรทั้งการผลิตและแปรรูปเพื่อพิ่มมูลค่า ซึ่งปัจจุบัน พืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัด คือ ถั่วเหลือง และกระเทียม 2) ดำเนินการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ที่มีการจัดสรรที่ดินทำกิน

การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน สนับสนุนอาชีพและการแปรรูปผลผลิตสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยืดอายุผลผลิต 3) การส่งเสริมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ 4) สนับสนุนการผลิตสินค้าปลอดภัยได้มาตรฐาน เช่น มาตรฐาน GAP 5) การประชาสัมพันธ์สินค้าของดีแม่ฮ่องสอนให้มากขึ้น เช่น คุณค่าและการใช้ประโยชน์จากถั่วเน่า 6) การสนับสนุนเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนิเวศน์ (Agro-Tourism) และ 7) การพัฒนาจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านห้วยต้นนุ่น ในอำเภอขุนยวม เขตติดต่อกับเมืองหลอยก่อ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐคะยา สหภาพเมียนมา เป็นเส้นทางที่สามารถสัญจรไปยังเมืองต่างๆ จะช่วยให้มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น มีการค้าการลงทุนเพิ่มมากขึ้น

นครสวรรค์ – คุณสมศักดิ์ ชื่นจิต อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 159 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองเต่า อำเภอเก้าเลี้ยง จังหวัดนครสวรรค์ เจ้าของฟาร์มหนูพุก (หนูนา) เผยว่า มีความคิดจะเลี้ยงหนูนา มา 5 ปี เพราะว่าในพื้นที่หนูนาลดลงเรื่อย เนื่องจากเกษตรกรใช้ยาเบื่อหนู และใช้กระแสไฟฟ้าชอร์ตบ้าง ในขณะที่กระแสความนิยมในการบริโภคหนูนายังมีความต้องการสูง ตลาดเริ่มขาดแคลนหนูนา และมีความต้องการถึง วันละ 15 ตัน ตนจึงคิดริเริ่มทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาขึ้น โดยนำอิฐบล็อกและสังกะสีมาทำเป็นโรงเรือน

เริ่มเพาะเลี้ยงหนูนาด้วยการปูพื้นด้วยซีเมนต์ป้องกันการขุดรูหนี ก่อนนำดินลงกลบ และหาพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งธรรมชาตินำมาปล่อยโดยใช้ปล้องไม้ไผ่ ท่อพีวีซี และฟางให้เป็นที่อาศัย และให้อาหาร เช่น ข้าวเปลือก มันสำปะหลัง และอ้อย หลังเริ่มต้นเลี้ยงจากไม่กี่สิบตัว ในเวลาไม่ถึงปีมีหนูนาเพิ่มขึ้นเป็น 200 ตัว ชาวบ้านโทรศัพท์สั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง โดยราคาขายหนูนาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 200 บาท

ล่าสุดช่วงสงกรานต์นี้มีลูกค้าสั่งจองจำนวนมากส่งผลให้มีปริมาณหนูนาไม่พอจำหน่ายให้กับพ่อค้าในพื้นที่หมู่บ้านของตนเองและหมู่บ้านใกล้เคียง ชำแหละขายและไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด สำหรับราคาหนูนาสดในท้องตลาดในขณะนี้ ถ้าหนูนาขนาดใหญ่ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะขายได้ถึงตัวละ 200 บาท ส่วนตัวเล็กลงมาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 150-180 บาท

ปัจจุบัน มีรายได้จากการขายหนูนาทุกวัน ต่อมามีความคิดว่าถ้าจับหนูที่มีขนาดเล็ก ยังโตไม่ได้ขนาดมาพักในบ่อและให้อาหาร ไม่กี่วันก็สามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นอีกตัวละ 30-50 บาท ถ้าจำนวนมากก็จะทำเงินได้มาก

ดังนั้น จึงนำมาพักไว้ในบ่อซีเมนต์ที่มีอยู่แล้ว เพียง 10-20 วันก็โตและจับขายได้ โดยในช่วงนี้ตลาดมีความต้องการสูง จึงคิดจะขยายบ่อเลี้ยงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่ โทร. (082) 177-3567

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ บริษัท ควีน โฟรเซน ฟรุต (หลังตลาดไท) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นางกาญจนา แย้มพราย ประธานกรรมการ ควีน โฟรเซน ฟรุต และ นายเย่ เว่ย ประธานกรรมการ บริษัท เจดี เฟรซ ได้ร่วมลงนามความร่วมมือ MOU ในการซื้อ-ขายทุเรียน 25% ของผลผลิตทั้งหมด เพื่อนำทุเรียนกระจายสู่ผู้บริโภคในประเทศจีน ที่ประชากรถึงง 1,400 ล้านคน โดยบริษัท เจดี เฟรซ ได้ ทำการตลาดภายในประเทศจีน เป็นโอกาสที่ทุเรียนแช่แข็งของไทยจะก้าวเข้าสู่ตลาดจีนมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถส่งออกทุเรียนได้ตลอดทั้งปี ทั้งในและนอกฤดูกาล

นางกาญจนา แย้มพราย กล่าวว่า เป็นโอกาสได้ช่วยเกษตรกร โดยเซ็น MOU เพื่อนำสินค้าไทยสู่ตลาดโลก ที่ผ่านมาได้มีตัวแทนของบริษัทไปบรรยายและลงนามกับเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนในสามจังหวัด ชายแดนภาคใต้ เพิ่มความมั่นใจให้กับเกษตรกรว่า ยินดีรับซื้อสินค้าของเกษตรกรทั้งหมด