กบง. หาเงินอุ้ม แอลพีจี ถึงสิ้นปี กองทุนน้ำมันฯ ลดเงินชดเชยดีเซล

เหลือ 13 สตางค์/ลิตรนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) หรือก๊าซหุงต้มในขณะนี้ที่มีความผันผวนมาก ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2561 เห็นชอบปรับลดอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จาก 50 สตางค์ ต่อลิตร เป็น 13 สตางค์ ต่อลิตร โดยยืนยันไม่มีผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าการตลาดยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมกองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจากเดิม ที่มีรายจ่าย 1,040 บาท ต่อเดือน เป็นมีรายจ่าย เหลือ 315 ล้านบาท ต่อเดือน จากปัจจุบันสถานภาพเงินกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 15 ก.ค. 2561 บัญชีน้ำมัน มีฐานะเป็นบวกสุทธิ 29,673 ล้านบาท เพื่อสามารถมีเงินนำมารักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันและก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในประเทศได้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้

โดยจากสถานการณ์ด้านราคาก๊าซ แอลพีจี ตลาดโลกขณะนี้มีความผันผวนมาก ที่ประชุม กบง. ยังมีมติให้กำหนดบัญชี แอลพีจี ของกองทุนน้ำมันฯ สามารถติดลบได้ไม่เกิน 3,000 ล้านบาท เพื่อการบริหารจัดการสถานการณ์ แอลพีจี ให้เกิดเสถียรภาพในการรักษาระดับราคา แอลพีจี ขายปลีก ขนาดถัง 15 กิโลกรัม ให้คงอยู่ที่ 363 บาท ต่อถัง ซึ่งต้องใช้เงินอุดหนุน 560 ล้านบาท ต่อเดือน เพื่อรักษาระดับราคาให้อยู่ในระดับนี้ได้เป็นระยะเวลา 6 เดือน

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติพิจารณาการใช้จ่ายวงเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) และแก้ไขปัญหาเพื่อปลดล็อกอุปสรรคของการใช้บัตร ดังนี้คือ กระทรวงพาณิชย์ ได้รับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ กรณีร้านธงฟ้าเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้บัตรคนจนในการซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค โดยอ้างว่าต้องนำไปจ่ายค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% เรื่องนี้ถือเป็นการฉ้อโกง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซีเรียสเรื่องนี้มาก สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการเด็ดขาด

“กรณีร้านธงฟ้า เรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ใช้บัตรคนจนซื้อของ โดยอ้างว่า ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เรื่องนี้ นายกฯ สอบถามกระทรวงพาณิชย์ว่า ดำเนินการอย่างไร กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า เรื่องนี้ได้ยกเลิกสิทธิร้านธงฟ้า และยึดเครื่องรูดบัตรคนจน หรือเครื่อง อีดีซี คืนแล้วบางส่วน แต่เรื่องนี้นายกฯ กำชับว่า ไม่ควรดำเนินการเพียงการยึดคืนเครื่อง หรือเรียกคืนสิทธิ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องฉ้อโกง ควรดำเนินการขั้นเด็ดขาด ในคดีการฉ้อโกงด้วย”

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า นอกจากนี้ ครม. ยังอนุมัติการเชื่อมข้อมูลผู้ถือบัตรคนจนและมารดาที่รับเงินค่าเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ขวบ ในอัตรา 600 บาท/เดือน เพราะตามสิทธิแล้วผู้ที่ใด้รับค่าเลี้ยงดูบุตร 600 บาท/เดือน ถือว่าเป็นผู้มีรายได้เข้าเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อย และมีสิทธิได้รับบัตรคนจน แต่เมื่อกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำรวจกลับมีมารดาที่ได้รับค่าเลี้ยงดูบุตร แต่ไม่มีบัตรและไม่ชื่ออยู่ในทะเบียนผู้มีสิทธิถือบัตรคนจน 2.11 แสนคน จึงมีการขอขยายระยะเวลาลงทะเบียนบัตรคนจนสำหรับกรณีนี้ให้สิ้นสุด 31 มี.ค. 2561 แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาให้ลงทะเบียนกลับมีคนมาลงทะเบียนเพียง 6.25 หมื่นคน หรือ 29% ของทั้งหมด วันนี้ ครม. จึงขยายเวลาการลงทะเบียนไปให้จนถึง 31 ก.ย. 2561 หากผู้ที่ได้รับเงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตรไม่มา เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่ขยายให้ จะไม่ได้รับเงิน 600 บาท ค่าเลี้ยงดูบุตร

ส่วนสิทธิประโยชน์ของผู้ถือบัตรคนจน ขณะนี้คนที่มีบัตรคนจนสามารถใช้ชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงได้ ตั้งแต่ 20 ก.ค. 2561 เป็นต้นไป โดยให้นำบัตรไปลงทะเบียนที่สถานีรถไฟฟ้า และ 1 ต.ค. 2561 เป็นต้นไป จะสามารถใช้บัตรเพื่อใช้บริการจ่ายค่าขึ้นรถ ขสมก. รถไฟฟ้าใต้ดิน และแอร์พอร์ตลิงก์ ยกเว้น บีทีเอส เพราะเป็นคู่สัญญากับ กทม. ไม่ใช่กระทรวงคมนาคม จึงต้องรอการพัฒนาต่อไป

สำหรับวงเงินในบัตรคนจน สามารถใช้ในการค่าขนส่งได้ เดือนละ 500 บาท ที่ผ่านมาพบอุปสรรคการใช้บัตรคือ วงเงินในบัตรคงเหลือ แต่ไม่พอสำหรับการใช้เพื่อค่าขนส่ง ค่ารถไฟฟ้าในรอบนั้นๆ ทาง ครม. อนุมัติให้สามารถใช้เกินได้ เดือนละ 1 ครั้ง โดยวงเงินที่เกินจากวงเงิน 500 บาท จะถูกหักจากยอดวงเงินที่ได้ประจำในเดือนถัดไป

อย่างไรก็ตาม การให้การช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนที่มีรายได้น้อย ได้รับบัตรสวัสดิการ มี 2 กลุ่ม 1. กลุ่มที่มีรายได้น้อย ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี 2. กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ปี ทั้ง 2 กลุ่ม จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและมีสิทธิประโยชน์ วันนี้ตรวจสอบพบว่า ผู้ลงทะเบียน 11.47 ล้านใบ มีผู้มาขอรับบัตรไปแล้ว 11.06 ล้านใบ หรือ 96% รัฐบาลขอให้ผู้ได้รับบัตรมารับบัตรเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต ส่วนของร้านค้าที่จำหน่ายสินค้า ที่ภาครัฐจะมีการติดเครื่อง อีดีซี ให้ 4.56 หมื่นเครื่อง ขณะนี้ติดตั้งเครื่องไปแล้ว 3.04 หมื่นเครื่อง เหลือ 1.5 หมื่นเครื่อง ยังติดตั้งไม่เสร็จ จึงให้ร้านค้าที่ยังไม่ได้รับเครื่องให้ไปโหลดแอปพลิเคชั่น ที่ธนาคารกรุงไทย เพราะแอปพลิเคชั่นนี้จะสามารถอ่านข้อมูลในบัตรคนจนได้ การโหลดแอปพลิเคชั่น เพื่อมาให้บริการกับผู้ถือบัตร จะใช้ได้จนกว่าเครื่อง อีดีซี จะติดตั้งแล้วเสร็จ

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลาง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2560 เพิ่มเติม วงเงิน 3,136.735 ล้านบาท เนื่องจากกรอบวงเงินตามที่ ครม. อนุมัติให้ไว้ไม่เพียงพอ โดยอุทกภัย จากพายุตาลัสและเซินกา ระหว่าง วันที่ 5 ก.ค.-15 ส.ค. 2560 และพายุทกซูรี ระหว่าง 16 ส.ค.-31 ต.ค. รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนละ 3,000 บาท รวมกรอบวงเงิน 6,027.659 ล้านบาท แต่คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อกพ.) ได้พิจารณาความเสียหายและผลกระทบที่รัฐต้องเยียวยาเกษตรกร วงเงิน 7,312.347 ล้านบาท ส่งผลให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรไม่เพียงพอ ต้องของบประมาณเพิ่มเติม 1,284.688 ล้านบาท

นอกจากนี้ เมื่อปลายปี 2560 เกิดอุทกภัยเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ 13 จังหวัด เกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวน 617,349 ครัวเรือน อกพ. ได้สำรวจความเสียหายและวงเงินที่ต้องจ่ายชดเชยให้เกษตรกรครัวเรือนละ 3,000 บาท รวมเงิน 1,852.047 ล้านบาท

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสู่การพัฒนาตลาดสินค้าสหกรณ์ รวมทั้งกิจกรรมการเจรจาธุรกิจ เปิดเวทีให้สหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคได้พบกับตัวแทนสหกรณ์ภาคออมทรัพย์ หวังขยายช่องทางการตลาดให้กับสินค้าสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจให้กับเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสู่การพัฒนาตลาดสินค้าสหกรณ์ โดยเชิญผู้แทนสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ สหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าเกษตร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยและสหกรณ์เครือข่าย เข้าร่วมประชุม 220 คน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจร่วมกันระหว่างสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ สหกรณ์ผู้ผลิตสินค้า และสหกรณ์ที่เป็นเครือข่ายในการกระจายสินค้าสหกรณ์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจให้กับเครือข่าย ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ยังได้จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างสหกรณ์ที่ผลิตสินค้ากับสหกรณ์ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อขยายช่องทางตลาดสินค้าสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยนำนโยบายการตลาดนำการผลิต ร่วมขาย ร่วมผลิต ร่วมกันคิดแบบเครือข่ายสหกรณ์ มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตลาดสินค้าสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายที่จะต่อยอดธุรกิจให้กับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ หรือที่รู้จักกันในนาม CDC ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรและร้านสหกรณ์ ซึ่งกรมได้ใช้เวลาในการสร้างและพัฒนามากว่า 7 ปี จนถึงปัจจุบัน มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ตั้งอยู่ทั่วประเทศจำนวน 122 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรซึ่งดำเนินธุรกิจ ทั้งผลิต แปรรูป และกระจายสินค้าภายในเครือข่าย CDC ด้วยกันเอง เพื่อส่งต่อและกระจายไปสู่ผู้บริโภค และสหกรณ์ร้านค้า ที่จำหน่ายสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค แต่สิ่งที่กรมอยากจะต่อยอดเพื่อขยายผลจากรูปแบบธุรกิจของเดิมคือ

เชิญชวนสหกรณ์ภาคออมทรัพย์เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นช่องทางตลาดให้กับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ เพราะสหกรณ์ออมทรัพย์ยังมีกลุ่มผู้บริโภคอีกจำนวนมากที่ต้องการอุดหนุนสินค้าของสหกรณ์ แต่ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยหรือหาแนวทางที่จะร่วมมือกัน ซึ่งในการประชุมครั้งนี้อาจยังไม่มีการตกลงทำสัญญาซื้อขาย แต่นับว่าเป็นโอกาสดีที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น เป็นการเปิดตลาดสินค้าสหกรณ์ ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ที่เป็นฝั่งผู้บริโภค ที่จะมาร่วมกันซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน ซึ่งสินค้าของสหกรณ์เหล่านี้สามารถนำไปจำหน่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์ของตัวเองได้ นำไปเป็นสวัสดิการของสมาชิกได้อีกด้วย และยังมีสินค้าของสหกรณ์อีกหลายตัวที่เป็นสินค้าเกรดพรีเมียม เป็นสินค้าออกสู่ตลาดภายนอก ทั้งยังสามารถพัฒนาต่อยอดธุรกิจได้อีกจำนวนมาก

ทั้งนี้ ในการเจรจาธุรกิจระหว่างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์และเครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์ สินค้าที่จะจำหน่ายระหว่างกันมีทั้ง ข้าวสาร กาแฟ นมพร้อมดื่ม ผัก ผลไม้ สมุนไพร หมอนยางพารา และสินค้าแปรรูปต่างๆ ซึ่งผลการเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ ได้กำหนดทิศทางในการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์กับเครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยสหกรณ์ในเครือข่ายชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ในเขตกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1) และเครือข่ายธุรกรรมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร

พื้นที่ 2 จำนวน 45 แห่ง เข้าร่วมในการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิต และสหกรณ์ที่มีศักยภาพทางการตลาด โดยได้วางแผนการผลิตและการตลาดด้วยการนำหลักการคิด “การตลาดนำการผลิต” และให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย เป็นแกนนำหลักในการรวบรวมสินค้าคุณภาพกับจากเครือข่าย CDC เพื่อนำมากระจายสู่สหกรณ์ออมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้มีการพัฒนาต่อยอดสินค้าสหกรณ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า เพิ่ม QR Code มีข้อมูลสินค้า

สร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าสหกรณ์เป็นข้อมูลที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าของสหกรณ์ และจากนี้จะมีการจัดงานสหกรณ์ผู้ผลิตพบผู้บริโภค รวมทั้งส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ เช่น Co-op Click Cooperative Online Product Marketing, Line เป็นต้น ซึ่งการขยายช่องทางการติดต่อ และการสั่งซื้อสินค้าจากสหกรณ์ต่างๆ ด้วย

นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 6 พร้อมด้วย นายชูชาติ รักจิตร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง และ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล ลงพื้นที่ควบคุม การระดมกำลังในการซ่อมแซมพนังกั้นลำน้ำยัง บริเวณบ้านท่าเยี่ยม ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

ซึ่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่ วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ได้เชื่อมพนังกั้นลำน้ำแล้วเสร็จ ร้อยละ 50 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเสร็จภายในเย็นวันนี้ หากไม่มีฝนตกหนัก ซึ่งจะทำให้ปฏิบัติงานได้ช้าลง

นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนกำลังพลจากทหารและทีมจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ ใน จ.ร้อยเอ็ด จำนวน 150 คน มาช่วยกันซ่อมแซมพนังกั้นลำน้ำดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล กล่าวว่า หลังจากที่ซ่อมแซมเสร็จแล้ว กรมชลประทาน ได้เตรียมพร้อม เครื่องจักรเครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำ เพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อไป

จีนลบทิ้ง “ตัวนิ่ม-ส่วนผสมยาจีน” พ้นแบบเรียนเด็กประถม ก่อนสูญพันธุ์
จีนลบทิ้ง – เว็บไซต์ ไชน่าเดลี่ รายงานว่า จีนสั่งแก้ไขแบบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมฯ 6 และหนังสืออ้างอิงสำหรับครู ให้ถอดข้อความเรื่อง ความเชื่อในการใช้ตัวนิ่มมาเป็นส่วนผสมปรุงยา ออกไป ตามที่มูลนิธิเพื่อการพัฒนาสีเขียวและอนุรักษ์ความหลากหลายทางธรรมชาติของจีนทำจดหมายร้องเรียนไป ว่าเป็นเนื้อหาไม่เหมาะสม และตัวนิ่มเป็นสัตว์คุ้มครองของประเทศ

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาสีเขียวและอนุรักษ์ความหลากหลายทางธรรมชาติในประเทศจีน แจ้งว่าได้รับจดหมายตอบรับจากผู้ประกอบการด้านการผลิตหนังสือเรียนและสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ว่าจะลบชื่อตัวนิ่มออกจากส่วนผสมของยาในตำราแพทย์แผนจีน

หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ดังกล่าว จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์วิทยาศาสตร์การศึกษา แต่เดิมตีพิมพ์เนื้อหาเกี่ยวกับส่วนผสมยาแพทย์แผนจีน กระทั่งมูลนิธิรณรงค์ว่า

“การระบุชื่อของตัวนิ่มลงไปในหนังสือเป็นสิ่งไม่เหมาะสม เพราะตัวนิ่มถือเป็นสัตว์ที่อยู่ในความคุ้มครองของประเทศ หลังจากตรวจสอบเนื้อหาตำราแล้วเราจึงเห็นด้วยว่า ควรลบข้อมูลส่วนนี้ออกจากหนังสือเรียนของเด็กและตำราของครูผู้สอน แน่นอนว่าก่อนภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วงนี้ การแก้ไขข้อมูลทุกอย่างจะเรียบร้อย”

นอกจากนี้ มูลนิธิยังเปิดเผยข้อมูลอีกด้วยว่า ตัวนิ่ม ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ป่าคุ้มครองของจีนที่ห้ามล่านำมาบริโภคเท่านั้น แต่การนำมาเลี้ยงและครอบครองยังถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ภายหลังผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตัวนิ่ม จัดอยู่ในสัตว์อีกชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์และควรค่าแก่การอนุรักษ์ แต่ในประเทศจีนตั้งแต่สมัยโบราณผู้คิดมีความเชื่อว่าตัวนิ่มมีสรรพคุณทางยา จึงนิยมบริโภคตัวนิ่มมากเป็นพิเศษ การปรับเนื้อหาตำราเรียนของเด็กจึงมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์และปกป้องสิทธิแก่สัตว์ในอนาคตได้

บรรดาเครื่องปั้นดินเผา มีบทบาทต่อชีวิตสังคมของคนเรามานานมากแล้ว แทบทุกชาติทุกภาษา จะแตกต่างกันที่รูปแบบที่บ่งบอกของความเป็นมา ชุมชน นอกจากทำเป็นถ้วยชาม เครื่องใช้ในครัวเรือนแล้ว ยังทำเป็นในรูปแบบของกระถางเพื่อใช้ในการปลูกพืชอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระถางต้นไม้แบบทำจากดินเผา หรือปูนซีเมนต์ ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ที่บางคนอาจจะเรียกว่า กระถางโอ่งมังกร

คุณหทัย สิงหศักดิ์ ศิษย์เก่าเกษตรบ้านกร่าง รุ่นที่ 7 และได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นให้ข้อเสนอแนะว่า การทำกระถางต้นไม้รูปแบบใหม่ เพื่อให้ทันกับยุคการเปลี่ยนแปลงการเกษตรปัจจุบัน และเป็นการเปลี่ยนรูปแบบของการตลาด เป็นกระถางรูปแบบเลียนแบบธรรมชาติ กระถางรูปทรงใบไม้ สำหรับปลูกพืชต้นเตี้ย หรือทำเป็นบ่อปลาแบบตื้นๆ วิธีการทำแบบง่ายๆ โดยใช้ดินหรือทรายกองทรงสูงตามความต้องการ จากนั้นนำใบไม้ที่มีขนาดใหญ่ และเป็นใบไม้ที่มีลวดลายตามต้องการ เช่น ใบสัก ใบบัว หรืออาจจะหลายใบก็ได้ วางคว่ำลงไป จากนั้นจึงผสมปูนกับทรายละเอียดเททับลงไป ทิ้งไว้ไม่นาน รอให้ปูนแห้ง จึงแกะออกมาแล้วนำไปทาสีตามที่ต้องการ

อีกรูปแบบหนึ่งคือ กระถางไม้มงคล วิธีการทำก็ง่ายคือ หล่อปูนซีเมนต์ฐานให้เป็นรูปกระถางรอจนแข็งตัวก่อน จากนั้นหาวัสดุที่อ่อน สามารถขึ้นรูปทรงต่างๆ ได้ แล้วใช้ปูนซีเมนต์ผงเป็นตัวช่วยให้รูปทรงสวยงาม จากนั้นจะใช้ต้นไม้ขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่อยู่ในถุงแล้ว วางลงในกระถางมงคลรุ่นใหม่นี้ได้เลย จากแนวคิดแบบนี้ ยังสามารถดัดแปลงไปทำเป็นรูปแบบอื่นๆ เช่น การออกแบบทางเดินทางเท้าในสนามหญ้า ฝาผนังในสวนหย่อม

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ทุ่มงบ 26.4 ล้านบาท ดันธุรกิจสหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด เพื่อชะลอปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดในฤดูกาลเก็บเกี่ยว สร้างมูลค่า-ความเข้มแข็งให้สหกรณ์และสมาชิก มั่นใจ ตอบโจทย์เกษตรกรชาวรากหญ้าอย่างแท้จริง คาดได้รองรับผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 20,000 ตัน ต่อปี พร้อมยืนยันใช้งบโปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

นางวัณนพ เกี้ยวกลาง ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในส่วนของสหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา ว่า สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง ได้รับงบประมาณ จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน รวม 5 รายการ แบ่งเป็นโครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จำนวน 2 รายการ ได้แก่ เครื่องสับมันสำปะหลัง จำนวน 1 เครื่อง วงเงิน 5 หมื่นบาท เครื่องสีข้าวโพด จำนวน 3 เครื่องพร้อมช่องควบคุม วงเงิน 2.1 ล้านบาท และโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร ได้รับการสนับสนุน 3 รายการ ได้แก่ ลานตาก วงเงิน 2.5 ล้านบาท เครื่องชั่งจำนวน 1 เครื่อง วงเงิน 1.3 ล้านบาท และโกดังเก็บสินค้าขนาด 8,000 ตัน วงเงิน 20.2 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้นจำนวน 26.4 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขอเบิกงบประมาณจากจังหวัดเพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างอุปกรณ์การตลาดและจัดซื้อเครื่องมือเพื่อนำมาใช้ในการแปรรูปผลผลิต โดยเฉพาะมันสำปะหลังและข้าวโพด

อย่างไรก็ตาม ในการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดนี้ทางสหกรณ์ได้ดำเนินการตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของทุกขั้นตอน นอกจากนี้ ในส่วนของสหกรณ์ยังได้มีการปฏิบัติตามขั้นตอนและคำแนะนำของกรมส่งเสริมสหกรณ์อย่างเคร่งครัด ในส่วนของการก่อสร้างจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง คณะกรรมการกำหนดราคากลาง คณะกรรมการตรวจรับ และยังได้แต่งตั้งสมาชิกสหกรณ์ร่วมเป็นคณะกรรมการในการตรวจรับพัสดุและตรวจการจ้างการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ขณะเดียวกัน ยังมีการประชุมชี้แจงผลการดำเนินงานของสหกรณ์ให้สมาชิกรับทราบทุกเดือนอีกด้วย

ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด กล่าวต่อว่า สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ทำให้สหกรณ์ได้มีอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือต่างๆ ที่จะให้บริการแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ เพื่อรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของอำเภอขามสะแกแสง ได้แก่ ข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าแก่ผลผลิต เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับมาสามารถกักเก็บและชะลอผลผลิตไว้ได้ในช่วงต้นฤดู ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ราคาตกต่ำ ดังนั้น งบประมาณจากนโยบายไทยนิยม ยั่งยืน จะช่วยให้สหกรณ์สามารถรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปมาเก็บไว้ได้ในปริมาณมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อชะลอการขายไว้ระยะหนึ่ง จึงค่อยนำออกมาจำหน่ายในช่วงที่ราคาขยับขึ้น ทั้งนี้ เมื่อสหกรณ์นำผลผลิตไปขายได้ราคามากขึ้นก็จะมีผลกำไรเพื่อมาเฉลี่ยคืนให้สมาชิกตอนสิ้นปี

ทั้งนี้ งบไทยนิยมฯ ที่สหกรณ์ได้รับ จะสามารถสร้างประโยชน์แก่สมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างมาก โดยเฉพาะโกดังเก็บรวบรวมผลผลิตที่มีช่องระบายอากาศอยู่ใต้พื้น จะสามารถเก็บผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อชะลอไว้ให้ได้ราคา และเป็นการสร้างแก้มลิงเก็บรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ปีที่ผ่านๆ มา ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สหกรณ์ซื้อมา-ขายไป มีประมาณ 5,000-6,000 ตัน ต่อปี เมื่อมีโกดังเก็บผลผลิตที่สมบูรณ์แบบและมีโรงอบที่มีคุณภาพ คาดว่าสหกรณ์จะสามารถรวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ตัน ต่อปี ส่วนเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแผนงานของสหกรณ์คือ การดูดซับผลผลิตเข้ามาที่สหกรณ์ให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากต่อจากนี้ไปสหกรณ์จะมีโรงอบ โกดังเก็บรวบรวม เพื่อให้สหกรณ์สามารถจัดเก็บผลผลิตได้มากขึ้น และยังมีเครื่องสับมันเส้น ซึ่งสหกรณ์จะนำมาแปรรูปมันสำปะหลัง และจะเปรียบเทียบมูลค่าของการขายมันสดและแปรรูปเป็นมันเส้นขาย ว่าแบบไหนที่จะได้ราคามากกว่ากัน

“โครงการไทยนิยมภายใต้โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ถือว่าตอบโจทย์สมาชิกและเกษตรกรอย่างแท้จริง เนื่องจากตัวสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปสามารถนำผลผลิตของตัวเองมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์โดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปส่งสินค้าไกล ซึ่งได้ราคาที่มากกว่าพ่อค้าเอกชน อีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนและมีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อสหกรณ์ช่วยเหลือเรื่องการตลาดให้แก่สมาชิกได้ สมาชิกก็จะเกิดความไว้ใจและนำผลผลิตมาขายให้สหกรณ์โดยตรง ซึ่งตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา สหกรณ์ได้สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสมาชิกกับสหกรณ์ ทำให้สมาชิกเกิดความศรัทธาในตัวสหกรณ์ และยิ่งสหกรณ์ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ จะยิ่งตอบโจทย์เรื่องการให้บริการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกได้อย่างดี ส่งผลให้ธุรกิจสหกรณ์เกิดความเข้มแข็ง และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้ในที่สุด” นางวัณนพ กล่าว

เตรียมตัวแพ็กกระเป๋าออกเดินทางแบบลุยๆ สัมผัสการเที่ยววันธรรมดาที่แสนจะไม่ธรรมดา แถมยังเดินทางสะดวกไม่ต้องทนรถติด พานั่งรถไฟด่วนพิเศษอุตราวิถีจากเชียงใหม่เที่ยวกรุงเทพมหานคร ตื่นตาตื่นใจกับสถานที่สุดฮิต พร้อมทำภารกิจสุดท้าทายเพื่อชิงเงินรางวัลขวัญถุงมูลค่ากว่า 40,000 บาท

รายการสมุดโคจร On The Way ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคกลางจัดทริปท่องเที่ยวเพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่ม Gen Y หันมาลองเที่ยวในวันธรรมดา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สมุดโคจร เที่ยววันธรรมดา” พาเดินทางโดยใช้บริการขนส่งสาธารณะในการท่องเที่ยวอย่างรถไฟ เที่ยวข้ามภาคจากจังหวัดเชียงใหม่มายังกรุงเทพมหานคร โดยมีกูรูท่องเที่ยว จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร พิธีกรรายการสมุดโคจร On The Way พร้อมทั้งนักแสดงหนุ่มมาดกวนจอมทะเล้น อย่าง เจมส์ – กิจเกษม แมคแฟดเดน, เลโอ โซสเซย์ และเหล่าเน็ตไอดอล Gen Y สุดน่ารักจากเชียงใหม่ ร่วมประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลต์ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร อาทิ เสาชิงช้า, นิทรรศน์รัตนโกสินทร์, อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, ถนนราชดำเนิน, ช่างชุ่ย, ตลาดนางเลิ้ง, ล้ง1919 เป็นต้น พร้อมร่วมกันปฏิบัติภารกิจสุดท้าทาย ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ทีม โดยมีหัวหน้าทีม อย่าง เจมส์ กิจเกษม และ เลโอ โซสเซย์ พากันออกเดินทาง ใช้บริการขนส่งสาธารณะอย่าง รถตุ๊กตุ๊ก, BTS และเรือ ทำภารกิจถ่ายรูปตามสถานที่ดังกล่าวแล้วนำมาโพสต์ลงเฟซบุ๊กทีมละ 20 รูป หากทีมใดได้ยอดไลก์เยอะที่สุดเป็นผู้คว้าชัยชนะไปในภารกิจนี้