กยท. อนุมัติงบกว่า 73 ล้านบาท สนับสนุนเงินแก่สถาบันเกษตรกร

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2561 ฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การยางแห่งประเทศไทย จัดประชุมคณะทำงานพิจารณาคำขอรับเงินส่งเสริมสนับสนุนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตามมาตรา 49 (6) ระดับประเทศ ประจำปีงบ 62 ณ ห้องประชุมรัษฎา การยางแห่งประเทศไทย พร้อมอนุมัติงบกว่า 73 ล้านบาท มุ่งส่งเสริม-สนับสนุนเงินแก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ในการดำเนินกิจกรรมของสถาบัน ตาม พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558

นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ให้เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานพิจารณาคำขอรับเงินส่งเสริมสนับสนุน สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตามมาตรา 49 (6) ระดับประเทศ ซึ่งมีผู้แทนเครือข่ายสถาบันเกษตรกรร่วมเป็นคณะทำงานฯ ด้วย โดยครั้งนี้ได้เข้าร่วมพิจารณา กลั่นกรองรายละเอียด แผนการดำเนินงาน งบประมาณโครงการที่เกษตรกรยื่นขอ รับเงินส่งเสริม สนับสนุน จากการยางแห่งประเทศไทย ตามมาตรา 49 (6) ในปีงบประมาณ 2562 ทั้งระดับเขต ระดับจังหวัดและสาขา เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ของสถาบันฯ เช่น การประชุมประจำปี การอบรม สัมมนา ศึกษาดูงานและค่าใช้จ่ายในกิจกรรมอื่นๆ เป็นต้น

“ที่ประชุมได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนฯ แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งสิ้น 73,268,297 บาท เพื่อสนับสนุนสถาบันเกษตรกรจำนวน 728 สถาบัน ในการดำเนินกิจกรรม 2,881 โครงการ/กิจกรรม ซึ่งจะเป็นการช่วยส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในอนาคตต่อไป” นายธีรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าวและโฆษกกรมการข้าว เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 17-21 กันยายนนี้ คณะนักวิจัยกรมการข้าวร่วมกับ ผศ.ดร.นารีรัตน์ สีระสาร อาจารย์ประจำสาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้ร่วมวิจัยและผู้ประสานงานฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางศึกษาดูงานภายใต้โครงการความร่วมมือการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวอินทรีย์ตามระบบมาตรฐานของจีนเพื่อการส่งออก ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยเข้าพบ ศ.ดร.หยิน ชาง ปิน ผู้อำนวยการใหญ่สถาบันทรัพยากรทางการเกษตรและการวางแผนระดับภูมิภาค ภายใต้สถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Chinese Academy of Agricultural Sciences : CAAS) และ นายถัง เริ้น ผู้เชี่ยวชาญการรับรองและตรวจสอบมาตรฐานอินทรีย์แห่งศูนย์พัฒนาอาหารอินทรีย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China Organic Food Development Center : OFDC) เพื่อหารือความร่วมมือและศึกษาเทคโนโลยีการผลิตข้าวอินทรีย์ของประเทศจีนในมิติต่างๆ

ทั้งการวิจัย การพัฒนาการผลิตข้าว การตรวจสอบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของจีน และกระบวนการส่งออกข้าวไทยไปยังประเทศจีน นำมาซึ่งการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทยให้ได้มาตรฐานและข้อกำหนดด้านการผลิตข้าวอินทรีย์ให้ได้รับการพัฒนาเทียบเคียงมาตรฐานของประเทศจีน สามารถตอบโจทย์มาตรฐานและความต้องการข้าวอินทรีย์ของผู้บริโภคจีนได้ในอนาคต

สำหรับข้าวหอมมะลิของไทยเป็นสินค้าข้าวพรีเมี่ยมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากชาวจีน เนื่องจากเป็นข้าวที่มีกลิ่นหอมเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร โดยสถิติตัวเลขการค้าช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังตลาดโลกมีมูลค่าเกือบ 42,000 ล้านบาท มีตลาดหลัก ได้แก่ อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา 28% จีน 15% และฮ่องกง 11% แม้ว่าจีนจะเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของโลกแต่ก็ยังไม่เพียงพอความต้องการ ในขณะนี้ราคาข้าวหอมมะลิมีแนวโน้มดีขึ้นสามารถปรับตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตันละ 1,250 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาส่งออกในปี 2551 ที่มีราคาส่งออกเฉลี่ยตันละ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ

“ข้าวที่มีการส่งออกส่วนใหญ่มีการผลิตแบบใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี ส่วนข้าวอินทรีย์มีปริมาณส่งออกน้อยมาก สวนทางกับกระแสผู้บริโภคที่รักสุขภาพและที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในประเทศจีนยังคงมีโอกาสขยายได้อีก แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการจัดสรรโควต้าและต้องผ่านการตรวจสอบสินค้าอินทรีย์มาตรฐานคุณภาพแบบทัดเทียมตามเกณฑ์มาตรฐานของสหภาพยุโรป จาก China Organic Food Development Center (OFDC) การศึกษาด้านข้าวอินทรีย์ของจีนในครั้งนี้จึงช่วยเติมเต็มการผลิตส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ของไทยที่กำลังดำเนินอยู่ให้ได้รับการพัฒนาเทียบเคียงมาตรฐานของประเทศจีน สามารถตอบโจทย์มาตรฐานและความต้องการข้าวอินทรีย์ของผู้บริโภคจีนได้ในอนาคต” นายกฤษณพงศ์ กล่าว

กรมส่งเสริมสหกรณ์สนองนโยบายรัฐบาล ใช้กลไกประชารัฐสร้างความร่วมมือระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชน ส่งออกสินค้าอาหารทะเลและโคเนื้อสู่ผู้บริโภคประเทศในภูมิภาค CLMV และจีน พร้อมเปิดตัวตราสินค้ากลางของเครือข่ายสหกรณ์ประมงและโคเนื้อ ภายใต้แบรนด์ Fish Coop และ E-coop Beef หวังเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับการดำเนินธุรกิจส่งออกสินค้าไปต่างประเทศของสหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือการขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์สหกรณ์ว่าด้วยกลไกประชารัฐ ว่าตามที่รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยกลไกประชารัฐ ซึ่งเป็นการรวมความร่วมมืออระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ในการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้เจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของการบริหารสินค้าการเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต

กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้นำนโยบายประชารัฐมาเป็นแนวทางในการสร้างความร่วมมือระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชน ผลักดันให้ชุมนุมสหกรณ์ประมงแห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์เครือข่าย โคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำกัด เป็นแกนหลักในการส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์สู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาค CLMV และจีน

ทั้งนี้ สินค้าประมง เช่น ปลานิล ปลากระพง กุ้งก้ามกราม เป็นสินค้าที่มีการส่งออกที่สำคัญมีมูลค่าการ ส่งออกไม่น้อยกว่าปีละ 50,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะส่งออกเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน มีสหกรณ์ประมงที่ดำเนินธุรกิจ 69 แห่ง สมาชิก 17,989 ราย มีสหกรณ์ที่สามารถส่งออกสินค้าประมงไปต่างประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ส่งออกกุ้งขาวแวนาไม ไปประเทศจีน ในปีที่ผ่านมา จำนวน 500 ตัน มูลค่า 150 ล้านบาท สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งตราดยั่งยืน จำกัด จังหวัดตราด ส่งออกกุ้งกุลาดำ ไปประเทศจีน จำนวน 6 ตัน มูลค่า 2.16 ล้านบาท และสหกรณ์สหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี ส่งออกปลาคัง ไปประเทศมาเลเซีย จำนวน 8 ตัน มูลค่า 0.84 ล้านบาท และส่งออกปลานิล ไปประเทศตะวันออกกลาง จำนวน 15 ตัน มูลค่า 0.5 ล้านบาท

ส่วนสินค้าปศุสัตว์ พบว่า ปัจจุบัน โคเนื้อเป็นอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ในประเทศ แต่ละปีมีการ ส่งออกโคเนื้อประมาณ 150,000 ตัว มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์ที่ทำธุรกิจส่งออกโคเนื้อ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร ตลาดหลักคือ จีน และเวียดนาม และในปีที่ผ่านมาได้มีทดลองตลาดโดยการส่งเนื้อแช่แข็งไปที่ร้านอาหารในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 3.6 ตัน มูลค่า 1.1 ล้านบาท

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์ของสหกรณ์ ด้วยกลไกประชารัฐ ซึ่งการส่งออกสินค้าประมง เป็นการลงนามความร่วมมือระหว่างชุมนุมสหกรณ์ประมงแห่งประเทศไทย จำกัด กับตัวแทนบริษัทผู้ส่งออก ได้แก่ บริษัท พี.เค.เนเชอรัล ฟิช ฟาร์ม จำกัด, ห้องเย็นเกษตรสมบูรณ์, บริษัท ศิริคุณ ซีฟู๊ดส์ จำกัด และ บริษัท เอกชัย อินเตอร์ฟูดส์ จำกัด ส่วนสินค้าโคเนื้อ เป็นการลงนามความร่วมมือระหว่างชุมนุมสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำกัด กับสมาคมส่งเสริมการผลิตและส่งออกสินค้ากสิกรรม แขวงสะวันเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมทั้งได้เปิดตัวตราสินค้ากลางของเครือข่ายสหกรณ์ประมงและโคเนื้อ ภายใต้แบรนด์ Fish Coop และ E-coop Beef หวังเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้มีความพร้อมและสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้

“กรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมจะสนับสนุนและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการ ส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศให้กับสหกรณ์ พร้อมทั้งแสงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเข้ามาช่วยผลักดันและขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์ให้กับสหกรณ์ต่างๆ ส่วนชุมนุมสหกรณ์ประมงแห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำกัด มีหน้าที่ให้การสนับสนุน และบริหารจัดการผลิตและการแปรรูปของสมาชิกสหกรณ์ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ขณะที่บริษัทผู้ส่งออกและสมาคมส่งเสริมการผลิตและ ส่งออกสินค้ากสิกรรม แขวงสะหวัดเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีหน้าที่ให้การสนับสนุนความรู้และเทคโนโลยีการจัดการผลผลิต การแปรรูป ข้อมูลทางการตลาด และส่งเสริมช่องทางการจำหน่าย ซึ่งเป็นความร่วมมือตามกลไกประชารัฐที่จะช่วยเสริมสร้างธุรกิจการส่งออกสินค้าของสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ท่ามกลางบรรยากาศของประชาคมโลก นโยบายประเทศ และผู้คนในสังคมที่ต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนตามกรอบเป้าหมายตัวชี้วัด SDGs ย่อมเป็นโอกาสดีในการริเริ่มนวัตกรรมตัวแบบธุรกิจตามแนวทาง Inclusive Business Model (IBM) ที่มุ่งเน้นการสร้างทางเลือกแก่เกษตรกรรายย่อยให้เข้าไปมีส่วนร่วมในโซ่คุณค่าผลิตภัณฑ์ และได้รับประโยชน์ในการทำธุรกิจอย่างเป็นธรรม

ประเด็นท้าทายคือ การสร้างกลไกการจัดการความสัมพันธ์ใหม่ในการดำเนินธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโซ่คุณค่าผลิตภัณฑ์ซึ่งประกอบด้วยเกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในฐานะผู้ผลิต สถาบันเกษตรกร และภาคีผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน เพื่อนำผลผลิตการเกษตรไปยังผู้บริโภคในตลาดเป้าหมาย และมีการจัดสรรผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม อันเป็นที่มาของแนวคิดการพัฒนาตัวแบบธุรกิจ IBM เพื่อการสร้างสรรค์ระบบธุรกิจเกษตรในรูปแบบและแนวทางที่ก่อให้เกิดสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเกษตรกรรายย่อยที่เข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจได้รับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ปัจจัยการผลิต ตลาด และได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม โดยใช้สถาบันเกษตรกรเป็นกลไกในการดำเนินธุรกิจบนหลักการพึ่งพาและร่วมมือกัน

และนี่คือที่มาของงานวิจัย “โครงการธุรกิจข้าวแบบมีส่วนร่วม : กรณีวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์ทุ่งทองยั่งยืน จ.สุพรรณบุรี” ซึ่งมี รองศาสตราจารย์จุฑาทิพย์ ภัทราวาท สถาบันวิชาการด้านสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากฝ่ายชุมชนและสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการทำธุรกิจข้าวแก่สถาบันเกษตรกรด้วยการพัฒนาโซ่คุณค่า ภายใต้ความร่วมมือของภาคีภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ภายใต้คำขวัญ “ระบบธุรกิจที่ไม่ทิ้งชาวนาไว้ข้างหลัง”

การออกแบบระบบการวิจัยสำหรับแนวทางการสร้างสรรค์ธุรกิจข้าว IBM มุ่งเน้นการสร้างกลไกการทำงานใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. การส่งเสริมการเรียนรู้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างสมรรถนะ 3 มิติ (ทัศนคติ กระบวนทรรศน์ ความรู้) 2. การยกระดับกระบวนการธุรกิจของสถาบันเกษตรกรภายใต้กรอบการพัฒนาโซ่คุณค่า 3. การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างภาคีในการสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจสู่เป้าหมายร่วม โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชน เพื่อแก้ปัญหาชาวนาอย่างเป็นองค์รวม นำไปสู่การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ซึ่งจะช่วยสานต่อนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศภายใต้โมเดลประเทศไทย 4.0

“เราเลือกพื้นที่ ต.จระเข้สามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เป็นพื้นที่วิจัย เพราะมีจุดเด่นหลายประการ ประการแรกคือ มีประธานวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็งและเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่ได้รับความเชื่อถือและศรัทธาจากชุมชนและหลายหน่วยงาน ในฐานะเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล และมีการจำหน่ายภายใต้สัญญาข้อตกลงกับบริษัทซองเดอร์ นอกจากนี้ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนดังกล่าวก็มีความรักใคร่สามัคคีกัน มีความจริงใจให้ความร่วมมือและพึ่งพากัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเพื่ออาชีพเกษตรที่มั่นคงยั่งยืน”

ภายใต้กระบวนการวิจัยนั้น หัวใจสำคัญประการหนึ่ง คือการปลุกจิตสำนึกและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ยังทำนาเคมีปรับเปลี่ยนสู่การทำนาอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน นอกจากนั้น การส่งเสริมให้เกษตรกรมีทักษะด้านการประกอบการผ่านการเรียนรู้ในการวางแผนธุรกิจ เข้าใจกลไกการตลาดและการกำหนดราคา การวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทน การบริหารความเสี่ยงในธุรกิจ แนวทางดังกล่าวนอกจากจะช่วยยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ข้าวแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรรายย่อยมีต้นทุนการผลิตลดลง มีรายได้เพิ่ม ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชนและโอกาสการเชื่อมโยงสู่ตลาดสากลได้อีกด้วย

“ปัญหาสำคัญของชาวนา คือ “ราคาผันผวน” ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากปริมาณการผลิตข้าวมีมากกว่าความต้องการ ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ต้องแก้ให้ถูกจุด โดยใช้กลไกของระบบธุรกิจข้าวแบบมีส่วนร่วม เริ่มต้นโดยเกษตรกรจะมีส่วนร่วมในการวางแผนการผลิตข้าวมาตรฐานอินทรีย์ IFOAM วางแผนธุรกิจร่วมกับภาคีเพื่อจำหน่ายในตลาดเป้าหมายตั้งแต่ต้นฤดู โดยสร้าง smart farmer ที่สามารถวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต ร่วมกันผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนการผลิตและคิดค่าเสียโอกาสเป็นด้วย เราต้องส่งเสริมให้เกษตรกรรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ชาวนา”

ในระยะแรกเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการบางส่วนยังทำนาเคมีอยู่ นักวิจัยจึงต้องติดอาวุธทางปัญญา ให้ความรู้เติมเต็มภูมิปัญญาชาวบ้าน จากนั้นก็สร้างแรงจูงใจ ใส่แนวคิด IBM ตั้งเป้าธุรกิจในพื้นที่ 137 ไร่ ให้ “พี่จูงน้อง” ชักชวนลูกกลุ่มมาทำนาอินทรีย์ ซึ่งการเปลี่ยนความคิดของคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นับเป็นความท้าทายของนักวิจัยและผู้นำเกษตรกรเป็นอย่างมากที่จะให้สมาชิกกลุ่มละวางจากการทำนาประสบการณ์เดิมที่คุ้นเคยกับการใช้สารเคมี หันมาทำเกษตรอินทรีย์ตามยุทธศาสตร์ชาติ เราจึงต้องปลูกจิตสำนึกของชาวนาเพื่อให้ตระหนักถึงพิษภัยจากการบริโภคสารเคมีเพื่อการมีสุขภาพดี

การส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันนั้นนักวิจัยได้พาเกษตรกรไปดูงาน เพื่อการเรียนรู้จากแนวปฏิบัติที่ดี ในการคัดเกรดผลผลิต การถนอมอาหาร แปรรูปผลิตภัณฑ์ การขอรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา ตลาดเกษตรกรเพื่อเรียนรู้การตลาดและความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการสร้างแบรนด์ “ข้าว IBM ทุ่งทองยั่งยืน” การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การทดสอบตลาดโดยประเมินความคิดเห็นกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคอยู่ในระดับ ดี-ดีมาก อีกทั้งการฝึกทักษะขายสินค้าออนไลน์ผ่านคิวอาร์โค้ด มุ่งสู่การเป็น “เกษตรกร 4.0” อย่างเต็มตัว

ขณะที่ นายปัญญา ใคร่ครวญ เกษตรกรต้นแบบ ต.จรเข้สามพัน และประธานกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เล่าว่า ผู้บริโภคเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต ดังนั้น จึงเกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรในชุมชนเพื่อเดินสู่ปลายทางด้วยหวังที่จะผลิตสินค้าอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภค โดยมีตลาดเป้าหมายที่ชัดเจนและทำงานแบบมีส่วนร่วม โชคดีที่เราได้ทำงานร่วมกับนักวิจัย ทำให้เราได้เริ่มคิด เริ่มทำ และมองเห็นว่าเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการจะได้เห็นทิศทางที่จะลุกขึ้นมายืน มาเดิน และเชื่อมโยงประสานงานในวิถีของเราให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในฐานะแกนนำต้องขอบคุณนักวิจัยจากสถาบันวิชาการด้านสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ สกว. ที่ให้โอกาสพวกเราได้ร่วมกันคิด ทำ และประเมินตนเอง

ทั้งนี้ แผนการทำงานในระยะต่อไปของนักวิจัย คือ ส่งเสริมการดำเนินการตามแผนธุรกิจข้าว IBM ให้เป็นจริงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยประสานกับกรมการข้าวเพื่อรับรองมาตรฐาน มกท. ปรับปรุงโครงสร้างและกลไกของวิสาหกิจให้มีขีดความสามารถในการรวมซื้อรวมขาย การสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ให้ชาวนามีส่วนร่วมในการตัดสินใจของตัวเองอย่างชาญฉลาด

สร้างนักการตลาดประจำวิสาหกิจที่มีทักษะในการเจรจาต่อรองกับภาคีทางการตลาดที่มีความจริงใจกับเกษตรกร ขณะที่เกษตรกรเองก็ต้องซื่อสัตย์และจริงใจกับผู้บริโภค และที่สำคัญเราจะสนับสนุนให้สร้างศูนย์เรียนรู้มีชีวิต (Living Learning Center) ที่สำนักงานวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ทุ่งทองเพื่อการเผยแพร่แนวคิดธุรกิจข้าวแบบมีส่วนร่วม ที่จะช่วยรณรงค์ให้ชาวนาตื่นตัวและหันมาใช้แนวทางการแก้ปัญหาอาชีพอย่างเป็นองค์รวม เพื่อการยืนหยัดในอาชีพอย่างยั่งยืนและสมศักดิ์ศรีในการเป็น “ชาวนา 4.0” อย่างแท้จริง

กรุงเทพฯ-กรมป่าไม้ ร่วมกับ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการประกวดป่าชุมชนตัวอย่าง โครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” ประจำปี 2561 โดยมีป่าชุมชนบ้านเหล่าเหนือ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การนี้ พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

โครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” เป็นความร่วมมือระหว่าง กรมป่าไม้ และ บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ตั้งแต่ ปี 2551 มุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในรูปแบบป่าชุมชน โดยชุมชนเป็นผู้ดูแลรักษาป่าและใช้ประโยชน์ผลผลิตจากป่า ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ส่วนสังคมและประเทศมีป่าเป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งช่วยลดโลกร้อน ตลอดระยะเวลา 11 ปี ของโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ได้จัดกิจกรรมการประกวดป่าชุมชน เพื่อคัดสรรป่าชุมชนตัวอย่างที่มีการบริหารจัดการป่าแบบบูรณาการ ตั้งแต่การฟื้นฟู อนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ บนพื้นฐานของความพอเพียงและยั่งยืน โดยมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในชุมชน ซึ่งจะเป็นต้นแบบและสามารถขยายผลไปยังป่าชุมชนทั่วประเทศได้

นางสาวสุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ป่าชุมชนเป็นกลไกสำคัญที่กรมป่าไม้ใช้ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ถึง 40% ของทั้งประเทศ ในปี 2561 จำนวนป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้เพิ่มขึ้นเป็น 11,246 ป่าชุมชน เป็นพื้นที่ป่ารวม 6,124,375 ล้านไร่ หรือประมาณ 5.9% ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศ ทั้งนี้ กรมป่าไม้ มีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เพิ่มจำนวนป่าชุมชนใน 21,850 หมู่บ้าน ทั่วประเทศ คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 19.1 ล้านไร่ และมั่นใจว่าเป้าหมายดังกล่าวจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ภายใต้พระราชบัญญัติป่าชุมชน พุทธศักราช 2561 ที่เป็นกุญแจเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมกันดูแลผืนป่าและใช้ประโยชน์จากป่าไม้ที่ร่วมกันอนุรักษ์ได้ นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงและเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญ”

“กฎหมายป่าชุมชน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ พัฒนา ฟื้นฟูป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน เพราะป่าชุมชนจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่จะต้องดูแลรักษาฟื้นฟูให้สมบูรณ์คงอยู่ และพื้นที่ป่าใช้สอย ซึ่งชุมชนสามารถใช้ประโยชน์เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ของชุมชนได้ รูปแบบนี้จะส่งผลให้ชุมชนและป่าอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ชุมชนมีความสามัคคีและเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผืนป่าให้เป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ลดโลกร้อนที่เป็นต้นเหตุของสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจนเกิดภัยธรรมชาติของชุมชนและสังคมได้อย่างเข้มแข็ง”

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ถือเป็นโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR หลักของบริษัท มุ่งหมายส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ผ่านการบริหารจัดการ ‘ป่าชุมชน’ อันเป็นกลไกที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการฟื้นฟู รักษาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศ สามารถตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม

“จวบจนปัจจุบัน โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ได้ส่งเสริมชุมชนที่มีการบริหารจัดการป่าชุมชนแบบมีส่วนร่วมและมีพัฒนาการโดดเด่น โดยประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชูเป็นป่าชุมชนต้นแบบรวมกว่า 1,500 แห่ง อีกทั้งยังเสริมหนุนการสร้างเครือข่ายทั้งคนรุ่นปัจจุบันและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมการสัมมนาผู้นำป่าชุมชน และค่ายเยาวชนกล้ายิ้ม บริษัทมีเจตนารมณ์ที่จะดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเชื่อมั่นในแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของผืนป่าในรูปแบบของ ‘ป่าชุมชน’

ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดการป่าไม้ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ประชาชน-ภาครัฐ-เอกชน ที่มีประสิทธิภาพและได้ผลเป็นรูปธรรม เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้เป็นแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของบริษัท ที่มุ่งมั่นดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งจากกระบวนการผลิตควบคู่กับการส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ และตอบสนองกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศในเป้าหมายที่ 12 ว่าด้วยการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน และเป้าหมายที่ 13 ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก”

สำหรับการประกวดป่าชุมชนตัวอย่าง โครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” มีจำนวนป่าชุมชนที่เข้าร่วม 1,171 แห่ง ในจำนวนนี้มี 144 ป่าชุมชน ที่ได้รับรางวัล รวมพื้นที่ป่า 136,896.27 ไร่ ซึ่งสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 273,792.54 ตัน

ป่าชุมชนบ้านเหล่าเหนือ หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกลาง อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ได้รับรางวัลป่าชุมชนรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล จำนวน 200,000 บาท ป่าแห่งนี้โดดเด่นจากการวางกลยุทธ์พลิกฟื้นผืนป่า ด้วยวิธี “ปิดป่า” ห้ามทุกคนเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่าทุกรูปแบบเป็นเวลา 3 ปี เป็นการเยียวยาด้วยวิธีธรรมชาติจนกระทั่งผืนป่าคืนสู่สภาพสมบูรณ์อีกครั้ง ชุมชนได้รวมตัวกันยื่นขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชน 2,720 ไร่ และปัจจุบันได้พึ่งพิงประโยชน์จากป่าชุมชน ช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในครัวเรือนจากการหาของป่าเพื่อบริโภค มีแหล่งต้นน้ำจนสามารถพัฒนาเป็นระบบประปาภูเขา หล่อเลี้ยงวิถีอาชีพทางการเกษตร

รางวัลรองชนะเลิศระดับประเทศ จำนวน 3 รางวัล จะได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล แห่งละ 100,000 บาท ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านเขาวัง หมู่ที่ 12 ตำบลหินตก อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

– ป่าชุมชนบ้านปากหมัน หมู่ที่ 4 ตำบลปากหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

– ป่าชุมชนตำบลสหกรณ์นิคม ตำบลสหกรณ์นิคม อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

สำหรับรางวัลเฉพาะด้านในปีนี้ เน้นที่การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ ป่าชุมชนบ้านภูเขาแก้ว หมู่ที่ 8 ตำบลเชียงเคี่ยน อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งจะได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล จำนวน 100,000 บาท ส่วนรางวัลรองชนะเลิศ จำนวน 3 รางวัล จะได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัลแห่งละ 25,000 บาท ได้แก่

– ป่าชุมชนบ้านยางงอย หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 10 ตำบลศรีสงคราม อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

– ป่าชุมชนบ้านหนองบัว หมู่ที่ 1 ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

– ป่าชุมชนบ้านบนควน หมู่ที่ 6 ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา