กรณีพบการระบาดของโรคราแป้ง ให้เกษตรกรพ่นด้วย

สารป้องกันกำจัดโรคพืชสารซัลเฟอร์ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรโฟรีน 19% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร และควรหยุดพ่นสารก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 15 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารในช่วงที่ดอกเงาะบานหรือเริ่มติดผลอ่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแมลงช่วยผสมเกสร สำหรับสารซัลเฟอร์ ไม่ควรพ่นในช่วงที่มีสภาพอากาศร้อนหรือมีแดดจัด เพราะอาจทำให้เกิดอาการไหม้ที่ช่อดอกและผลอ่อนได้

เมื่อเร็วๆ นี้ นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรชาวสวนยางที่นำยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันมาขายที่สำนักงานตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์ราคายาง และพูดคุยกับเกษตรกรชาวสวนยางที่นำยางมาขายเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน และสิ่งที่ กยท. กำลังดำเนินการและประชุมหารือกับเจ้าหน้าที่สำนักงานตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา เพื่อวางแผนดำเนินการซื้อขายยางผ่านสำนักงานตลาดกลางยางพาราให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรักษาเสถียรภาพราคายาง ให้เป็นไปตามกลไกของตลาด ทั้งนี้ ได้ขอบคุณผู้ประกอบกิจการยางพาราภาคเอกชนที่ให้ความร่วมมือในการซื้อขายยางผ่านสำนักงานตลาดกลางยางพาราของ กยท. ด้วยดีเสมอมา

“กฤษฎา” ชูกฎหมายใหม่ ซึ่งกระทรวง​เกษตร​ฯ ​เริ่มใช้เมื่อ 2 ปีก่อน​ ​”พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560″ ที่รัฐบาล ​คสช.​ ทำเพื่อปฏิรูป​ภาค​เกษตร​กรรม​ของ​ไทย​ ซึ่ง​มีสาระสำคัญคือ ให้ผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรเข้ารับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกร​โดยตรง กำหนดให้ทำสัญญาปริมาณการรับซื้อและรับประกันราคา นับเป็นระบบเกษตรกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกรมีผู้รับซื้อผลผลิตแน่นอน ตามราคาที่ตกลงกัน ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถจัดหาผลผลิตทางการเกษตรได้ตามปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ ​ล่าสุดมีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนธุรกิจเกษตร
พันธสัญญาแล้วกว่า 200 ราย

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีเกษตรกรและผู้ประกอบการ สนใจทำเกษตรระบบพันธสัญญาเพิ่มมากขึ้น จากที่กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ตั้งแต่ 27 พ.ย. 2560 จนถึงปัจจุบัน (ก.ค. 62) การรับแจ้งการประกอบธุรกิจนั้น ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการมาแจ้งประกอบธุรกิจแล้ว 225 ราย ยืนยันการรับแจ้งและขึ้นทะเบียนแล้ว 214 ราย​ ประกอบด้วย ด้านพืช 160 ราย ด้านปศุสัตว์ 39 ราย ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 11 ราย ด้านปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 ราย ด้านพืช ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 ราย ด้านพืชและด้านปศุสัตว์ 2 ราย และ
มีส่วนที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐาน 11 ราย

รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าวว่า วิถีการทำเกษตรกรรมในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้เปลี่ยนรูปแบบไป เนื่องจากประชากรโลกเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการอาหาร (Demand) เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสูงขึ้​น ทำให้โครงสร้างการผลิตทางการเกษตรเปลี่ยนไป ต้องใช้เทคโนโลยีและเงินทุนมากขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตและคุณภาพผลผลิต (Supply) รวมทั้งทำให้มีความแน่นอนทางด้านราคาด้วย จากเดิมเกษตรกรใช้ระบบการผลิตแบบครัวเรือนหรือในฟาร์มขนาดเล็ก ซึ่งต้นทุนการผลิตสูง

เผชิญกับความเสี่ยงด้านรายได้ที่ไม่แน่นอน ขณะที่กลุ่มบริษัทธุรกิจการเกษตรที่เดิมเป็น “คนกลาง” นั้น ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรวบรวมสินค้าเกษตรและส่งออกแล้ว แต่เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของโลกข้างต้นทำให้การผลิตภาคการเกษตรปรับกระบวนการ เป็น “อุตสาหกรรมการเกษตร” คือ เน้นการผลิตในปริมาณที่มากขึ้น นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิตและการจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่างๆ เช่น ลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงของเกษตรกร เพิ่มมูลค่าของผลผลิต จนเกิดความสัมพันธ์แบบใหม่ในห่วงโซ่การผลิตที่เน้นการรวมตัวและกำกับดูแลซึ่งกันและกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจำหน่ายปัจจัยการผลิต การแปรรูป กระทั่งการส่งออก ที่เรียกว่า
“ระบบเกษตรพันธสัญญา” (Contract Farming)

ทั้งนี้ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เป็นกฎหมายใหม่ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการทำการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญา โดยวางหลักเกณฑ์และมาตรการในการกำกับดูแลการทำสัญญาระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย สำหรับเกษตรกรจะได้รับประโยชน์หลายประการคือ สามารถตรวจสอบทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรจากกระทรวงเกษตรฯ ได้ก่อนทำสัญญา พ.ร.บ. ดังกล่าว ยังกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องจัดส่งเอกสารสำหรับการชี้ชวนและร่างสัญญาให้เกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลและรายละเอียดสำคัญที่จำเป็นก่อนตัดสินใจทำสัญญา นอกจากนี้

ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องจัดส่งสำเนาเอกสารสำหรับการชี้ชวนให้กระทรวงเกษตรฯ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรในการทำสัญญาและป้องกันการโฆษณาชวนเชื่อและชี้ชวนเกินจริงในหนังสือสัญญาต้องกำหนดระยะเวลาการทำสัญญาให้สอดคล้องกับระยะเวลาคืนทุน ระบุวิธีการคำนวณ
ราคาวัตถุดิบและผลผลิต และใช้ราคา ณ วัน เวลา วันและสถานที่ใดในการส่งมอบ ข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามสัญญากรณีเกิดเหตุสุดวิสัย ใครเป็นผู้รับความเสี่ยงภัย การเยียวยาความเสียหาย สิทธิการบอกเลิกสัญญา และที่สำคัญคือ ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจะไม่สามารถใช้บังคับได้

สำหรับฝ่ายผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรคู่สัญญาจะได้รับผลผลิตทางการเกษตรในปริมาณและได้คุณภาพที่ตกลงกัน ตามเวลาที่กำหนดในสัญญา ดังเช่น บริษัท อีส เวส์ ซีด (ประเทศไทย) จำกัดซึ่งเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตราศรแดง มีเกษตรกรคู่สัญญา 25,000 ราย พื้นที่ 13,000 ไร่ ใน 20 จังหวัด ทุกภาค เมื่อบริษัทเข้าไปส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตแก่เกษตรกร ทำให้บริษัทได้รับเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น ด้าน บริษัท โดล ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตผลไม้กระป๋องต้องการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และระยอง ปีละ 200,000 ตัน เมื่อเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาแล้ว ทางบริษัทได้รับผลไม้คุณภาพดี

และรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรได้ตรงกับตารางการผลิตของโรงงานผลไม้กระป๋อง ส่วน บริษัท ราชสีมา กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัด ซึ่งผลิตแป้งมันสำปะหลัง เมื่อเข้าไปส่งเสริมปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยแก่เกษตรกรทำให้ได้หัวมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้งสูงตามต้องการ อีกทั้งมีปริมาณเพียงพอที่จะป้อนโรงงานที่ต้องการหัวมันสำปะหลังสด 1,200 ตัน ต่อวัน เพื่อให้ได้แป้งมันดิบ 350 ตันเป็นต้น

“กรณีเกิดข้อพิพาท ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา กฎหมายระบบเกษตรพันธสัญญากำหนดให้คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อน โดยมีคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกรุงเทพมหานครและคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งกำหนดมาตรการคุ้มครองระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยห้ามมิให้คู่สัญญา ชะลอ ระงับ หรือยุติการปฏิบัติตามสัญญาในระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หากการไกล่เกลี่ยไม่ประสบผล ให้นำคดีไปสู่การพิจารณาของศาลต่อไป ที่ผ่านมาได้ไกล่เกลี่ยและยุติข้อพิพาท โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว 2 เรื่อง ใน 2 จังหวัด และอยู่ระหว่างดำเนินการ 1 เรื่อง

ใน 16 จังหวัด ซึ่งการทำเกษตรระบบนี้ เป็นการสร้างกระบวนการพัฒนาการผลิตร่วมกันระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ ทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อีกทั้งนำไปสู่การสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าว

ทั้งนี้​ การทำระบบเกษตรพันธสัญญาเกิดขึ้นมานาน ขณะนี้มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา สำหรับผลผลิตทางการเกษตรในประเทศพัฒนาแล้ว อยู่ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา เช่น ฟาร์มโคนม สัตว์ปีก และอ้อย ในเยอรมนี ผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อในญี่ปุ่น ปัจจุบัน ธุรกิจแปรรูปอาหารที่มาจากระบบเกษตรพันธสัญญาอยู่ระหว่าง ร้อยละ 60-85 ของธุรกิจทางการเกษตรในสาธารณรัฐเชคโกสโลวาเกีย และฮังการี นอกจากนี้ ในจอร์เจีย เอมมาเนีย ยูเครน และรัสเซีย โดยระบบเกษตรพันธสัญญาขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการผลิตผลไม้ พืชไร่ ยางพารา อ้อย ปศุสัตว์ และประมง ทั้งเป็นทุนที่ดำเนินการมาจากภายในประเทศและต่างประเทศหรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment)

รัฐมนตรีเกษตรฯ​ ย้ำว่า ที่ผ่านมาแม้ประเทศต่างๆ จะมีประสบการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบจากการทำระบบเกษตรพันธสัญญา แต่กระทรวงเกษตรฯ ได้นำระบบการทำเกษตรพันธสัญญามาใช้ในไทย โดยมี​ “พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560” ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากำกับดูแลอย่างครบวงจร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าเกษตรได้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์ทุเรียนภาคใต้ ซึ่ง สศก. ได้ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 9-15 มิถุนายน 2562 ภายใต้โครงการศึกษาบทบาทของผู้ประกอบการธุรกิจผลไม้ที่มีต่อผลไม้ไทย กรณีศึกษาทุเรียน พบว่า

ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ในฤดูปีนี้ จะมีประมาณ 3-4 รุ่น โดยแต่ละรุ่นจะห่างกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยเริ่มทยอยออกตลาดตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2562 และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 ขณะที่ทุเรียนภาคใต้นอกฤดู (ทุเรียนทวาย) ขณะนี้อยู่ในช่วงที่เกษตรกรกำลังตัดแต่งกิ่งใบ เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำทุเรียนนอกฤดู และบางพื้นที่มีการตัดแต่งผลทุเรียนที่มีตำหนิ รวมทั้งตัดแต่งรูปทรงที่ไม่สวยออกจากต้นเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยทุเรียนนอกฤดูจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562 ถึงมกราคม 2563 ซึ่งจากการดูแลเอาใจใส่ของเกษตรกร ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน โดยพบว่า ผลผลิตร้อยละ 80-90 เป็นทุเรียนเกรด A และเกรด B ที่เหลือร้อยละ 10 เป็นทุเรียนตกเกรดและมีตำหนิ

ด้านแรงงาน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากพม่า ค่าจ้างแรงงานมีทั้งแบบจ่ายรายวัน เหมาจ่าย และการจ่ายค่าจ้างแบบแบ่งสัดส่วนรายได้หลังจากขายทุเรียนเสร็จแล้ว เช่น เจ้าของสวนได้ ร้อยละ 90 และแรงงานได้ ร้อยละ 10 ขึ้นอยู่กับข้อตกลง ส่วนด้านเทคโนโลยีมาใช้กับสวนทุเรียน พบว่ามีการใช้เทคโนโลยีไม่มากนัก เนื่องจากมีกิจกรรมที่ค่อนข้างละเอียด เช่น การโยงกิ่ง ตัดลูก จึงพบการใช้เทคโนโลยีค่อนข้างน้อย แต่มีการทดลองใช้โดรนพ่นยา ซึ่งยังพบข้อจำกัดเนื่องจากระดับความสูงของต้นทุเรียนไม่เท่ากัน โดยปัญหาโรคแมลงที่พบในการผลิตทุเรียนของเกษตรกร ได้แก่ ราดำ เพลี้ยไฟ และไฟธอปเทอร่า ซึ่งทำให้ทุเรียนตายได้ง่าย

ด้านการตลาด เกษตรกรที่มีการรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนจะมีรูปแบบการจำหน่ายโดยการประมูลให้กับล้งส่งออก ที่ให้ราคาสูงกว่า และไม่ผูกขาดกับผู้ซื้อรายเดิม หรือบางกลุ่มมีล้งส่งออกเข้ามาติดต่อขอดูผลผลิต และทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 20-30 วัน โดยกำหนดราคาตามคุณภาพของผลผลิต ซึ่งในส่วนของทุเรียนนอกฤดูปีนี้ คาดว่าจะเริ่มมีการติดต่อทำสัญญาซื้อขายประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2562 ผลผลิตของเกษตรกรประมาณ ร้อยละ 80-90 จะแบ่งขายให้กับล้งส่งออก และร้อยละ 10-20 เป็นการจำหน่าย ออนไลน์ผ่าน Facebook และ Line ส่วนผลผลิตที่มีตำหนิ หรือ ราดำ จะส่งเข้าโรงงานแปรรูป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ล้งส่งออกและแผงรับซื้อในพื้นที่ยังเปิดรับซื้อไม่มากนัก โดยคาดว่าเดือนกรกฎาคมจะเปิดแผงรับซื้อมากขึ้น

สำหรับสถานการณ์ตลาดจีน ขณะนี้ยังคงมีความต้องการบริโภคทุเรียนไทยต่อเนื่อง ทุเรียนที่นิยมบริโภคในตลาดจีน ได้แก่ ทุเรียนหมอนทอง ก้านยาว และพวงมณี โดยทุเรียนไทยที่เข้าสู่ตลาดจีนในช่วงนี้มีไม่มากนัก เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อของผลผลิตภาคตะวันออกและภาคใต้ จึงทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ซึ่งทุเรียนที่เข้าตลาดจีนมีการจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้า และผ่านตลาดค้าส่งเจียงหนาน เมืองกว่างโจว เพื่อกระจายต่อไปยังเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มากซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจ และมีค่าครองชีพสูงจะจำหน่ายได้ราคาดีกว่า อาทิ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเจียซิง ในมณฑลเจ้อเจียง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีทุเรียนของประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ตลาดจีนมาก ซึ่งมีราคาถูกกว่าทุเรียนไทย ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น

ดังนั้น การรักษาคุณภาพและมาตรฐาน จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุเรียนไทย เพื่อรักษาตลาดให้ยั่งยืนในอนาคต โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป กระทรวงศุลกากรของจีนแจ้งว่า ผลไม้จากไทยที่ส่งไปจีน (มะม่วง ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ และมังคุด) ทุกกล่องจะต้องระบุรหัสการขึ้นทะเบียนสวน และรหัสโรงคัดบรรจุกล่องทุกกล่อง มิฉะนั้นจะถูกปฏิเสธการนำเข้าจากด่านนำเข้าทันที (สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร, 2562) เกษตรกรและผู้ประกอบการจึงต้องรักษาคุณภาพผลผลิตให้ดี ปฏิบัติตามกฎระเบียบมาตรฐานของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่งครัด ไม่จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ และระมัดระวังการตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งนอกจากผิดกฎหมายผู้บริโภค เข้าข่ายหลอกลวง มีโทษ ทั้งจำทั้งปรับแล้ว ยังส่งผลต่อเสถียรภาพราคาและความเชื่อมั่นทุเรียนไทยในระยะยาว

นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม (คนที่ 5 จากซ้าย) นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด (คนที่ 4 จากซ้าย) ร่วมด้วย ผู้แทนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผู้แทนองค์กรชาวไร่อ้อย และผู้แทนกลุ่มสมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ร่วมลงนามในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ว่าด้วยการดำเนินโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) เพื่อส่งเสริม และเผยแพร่องค์ความรู้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยพัฒนากระบวนการปลูก และเก็บเกี่ยวอ้อยโดยวิธีปลอดการเผา ผ่านกิจกรรมและโครงการรณรงค์ต่างๆ ให้เกษตรกรเกิดความยั่งยืนในอาชีพ ตลอดจนสร้างรายได้เพิ่มจากการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแบบครบวงจร ณ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม

คณะนักธุรกิจจีน นำโดย นายเฉินเว่ยปิน (Shen Wei Bin) ผู้อำนวยการด้านการตลาด บริษัท กวางโจว ยูฝู จำกัด (Guangzhou You Fu) ซึ่งเป็นบริษัทรับซื้อผลไม้จากทั่วโลกไปจำหน่ายในประเทศจีน รายใหญ่อันดับต้นๆ ร่วมกับผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เดินทางมาเยี่ยมชมและตรวจสอบคุณภาพการปลูกทุเรียนบาตามัส (ทุเรียนหมอนทอง) ภายใต้โครงการทุเรียนคุณภาพ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ดำเนินการร่วมกับภาคราชการและเกษตรกร

หลังจากศึกษาพื้นที่และพูดคุยกับเกษตรกรชาวสวนทุเรียนของโครงการฯ นายเฉินเว่ยปิน กล่าวว่า มีความยินดีที่มีโอกาสได้เยี่ยมชมและรับฟังผลการดำเนินงานพัฒนาเพื่อให้ได้ผลผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสและรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายเฉินเว่ยปิน กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการนำเข้าทุเรียนผลสดจากประเทศไทยอยู่ที่ ร้อยละ 90-95 อีกร้อยละ 5-10 เป็น ผลผลิตจากประเทศเวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งจากการที่รัฐบาลจีนเข้มงวดมากขึ้นเรื่องคุณภาพ ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามก็กำลังพยายามขอโอกาสจากรัฐบาลจีนในการส่งออกทุเรียน เพิ่มขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือ การสร้างมาตรฐานทุเรียนไทยให้เข้มแข็ง

“คนจีนนิยมทานทุเรียนมาก ทุเรียนที่ได้รับความนิยม เป็นทุเรียนที่มีเนื้อละเอียด สีเหลืองทองออกเข้ม เต็มพู รสชาติหวาน ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงทุเรียนไทย ชาวจีนจะรับรู้ว่า เป็นทุเรียนจากจันทบุรี ดังนั้นการขายทุเรียนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงเป็นเรื่องใหม่ที่จะสร้างการรับรู้ว่า ที่นี่ก็เป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพอีกแห่งหนึ่งของไทย นอกจากนี้ ยังจะมีการมองหาทุเรียนพันธุ์อื่น นอกจาก “หมอนทอง” ที่รสชาติดีมีคุณภาพ ไปเป็นตัวเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคอีกด้วย

นายเฉินเว่ยปิน กล่าวย้ำว่า เขามั่นใจในคุณภาพของทุเรียนที่ผลิตจากพื้นที่นี้ เพราะในโครงการมีคู่มือผลิตทุเรียนคุณภาพและสมุดตรวจแปลง ซึ่งเป็นเรื่องที่พิเศษมาก เพราะหากทำตามคู่มือการผลิตและมีการบันทึกติดตามการผลิตอย่างเข้มงวดจริงจัง ผลทุเรียนที่ได้จะมีคุณภาพที่ดีมาก เพราะในคู่มือมีแม้แต่การกำหนดระยะเวลาตัดทุเรียน โดยพิจารณาที่ระดับความหวานของทุเรียน ซึ่งจะเป็นจุดเด่นในการสร้างมาตรฐานที่มีความพิเศษ ต่างจากแหล่งอื่นๆ ที่บริษัทเคยรับซื้อมา

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า “โครงการทุเรียนคุณภาพปีนี้ ดำเนินการเป็นปีที่สองแล้ว เพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขาดโอกาส ความรู้ และทุนในการผลิตและจำหน่ายทุเรียน ปิดทองหลังพระฯ จึงบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีภาครัฐ เอกชนและประชาชน สนับสนุนองค์ความรู้ในการบำรุงดูแลต้น สนับสนุนระบบน้ำเข้าแปลง และปัจจัยการผลิตต่างๆ ในรูปแบบยืมก่อนจ่ายทีหลัง รวมทั้งมีการคัดเลือก ‘อาสาทุเรียน’ 91 คน จากเกษตรกรในพื้นที่ไปฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรพอเพียง ตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตั้งแต่การบำรุงดูแลต้น การป้องกันโรคและศัตรูพืช ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อนำความรู้กลับมาแนะนำเกษตรกรรายอื่นต่อไป

“ในปีนี้ สามารถขยายผลการดำเนินการไปยังสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น จำนวน 664 ราย พื้นที่ 1,125 ไร่ จำนวนทุเรียนรวม 22,508 ต้น ซึ่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ในกลางเดือนกรกฎาคม 2562 นี้ มีการคาดการณ์ผลผลิตว่าจะมีประมาณ 2,500 ตัน คาดว่าจะสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวมกันไม่น้อยกว่า 160 ล้านบาท”

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สำหรับมหกรรมธุรกิจแฟรนไชส์ยิ่งใหญ่แห่งปี Smart SME EXPO 2019 โดยได้รับเกียรติจาก ดร. อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานพิธีเปิด โดยมี คุณณริณณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล (คนกลาง) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จัดงาน พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตร (จากซ้ายไปขวา) ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดร. ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คุณสุวรรณชัย โลหะ วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คุณจารุพันธุ์ จารโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และ คุณกรวิทย์ วงศ์ประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สานความร่วมมือเพื่อให้เกิดงานดีๆครั้งนี้ขึ้น มีผู้สนใจเข้าร่วมชมงานอย่างล้นหลาม โดยงานจัดเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากข้อมูลของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ได้ออกเตือนเกษตรกรถึงการเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม เป็นต้นไป จนถึงเดือนกันยายน 2562 จึงจำเป็นต้องวางแผนในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลักที่มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำไม่ถึง ร้อยละ 30 ให้มีประสิทธิภาพ โดยในปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 อาจจะเกิดวิกฤตภัยแล้งได้ จึงขอให้พี่น้องชาวนา-เกษตรกรบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เพียงพอต่อการอุปโภค/บริโภค รวมไปถึงการทำนาปลูกข้าว ที่จำเป็นจะต้องใช้น้ำในการดูแลผลผลิต

นายประสงค์ กล่าวต่อไปว่าจากสถานการณ์น้ำข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะฝนทิ้งช่วงย่อมมีปัญหาต่อการปลูกข้าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม กรมการข้าว ได้มีงานวิจัยการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งในการทำนา พบว่า สามารถช่วยประหยัดน้ำได้ถึง ร้อยละ 30-50 ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ ซึ่งการทำนาแบบให้น้ำขังตลอดฤดูปลูกซึ่งเป็นวิธีปกติของชาวนาทั่วไปจะต้องใช้น้ำประมาณ 1,200 ลบ.ม./ไร่/ฤดู อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูบน้ำได้ 30% นอกจากนี้ ในสภาพดินแห้ง รากข้าวได้รับอากาศสามารถแตกรากข้าวใหม่มากขึ้นเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น ต้นข้าวแข็งแรงขึ้น ทนต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวได้ดีขึ้น เป็นผลให้ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวอีกทางหนึ่ง

ขั้นตอนของการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งในนาข้าว มีดังนี้ 1) การเตรียมดิน 2) ปรับให้พื้นที่สม่ำเสมอ 3) ปลูกข้าว (หว่าน ปักดำ หรือหยอด) 4) ถ้าปลูกด้วยวิธีการหว่าน หลังหว่านข้าวให้ระบายน้ำให้แห้งเพื่อให้เมล็ดข้าวงอกสม่ำเสมอ พ่นสารคุม-ฆ่าวัชพืชหลังหว่านข้าว 10 วัน และเอาน้ำเข้าแปลงหลังพ่นสารภายใน 2 วัน ประมาณ ครึ่งต้นข้าว รักษาระดับน้ำไว้จนถึงช่วงการใส่ปุ๋ยรองพื้น 5) เมื่อข้าวอายุ 20-25 วัน ให้ใส่ปุ๋ยรองพื้น 6) หลังจากหว่านปุ๋ยรองพื้น ปล่อยน้ำในนาให้แห้งไปโดยธรรมชาติจนน้ำอยู่ที่ระดับ 15 เซนติเมตร ใต้ผิวดิน สูบน้ำเข้าแปลงจนระดับน้ำสูง 5 เซนติเมตร เหนือผิวดิน จากนั้นปล่อยน้ำให้แห้งไปตามธรรมชาติ ทำสลับกันไปจนถึงช่วงการใส่ปุ๋ยแต่งหน้า ที่ระยะกำเนิดช่อดอก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าระยะข้าวแต่งตัว 7) ใส่ปุ๋ยแต่งหน้า และรักษาระดับน้ำในแปลงให้อยู่ที่ 5 เซนติเมตร เหนือผิวดิน จนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน จึงปล่อยให้แปลงแห้งเพื่อให้ข้าวสุกแก่สม่ำเสมอและสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว

เพื่อความสะดวกในการดูระดับน้ำ ให้ติดตั้งท่อดูน้ำ 1-2 จุด ในแปลงนา (ท่อดูระดับน้ำเป็นท่อ พีวีซีขนาดความยาว 25 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว เจาะรูด้วยสว่านเส้นผ่านศูนย์กลางหุนครึ่งถึงสองหุน 4-5 แถวรอบๆ ท่อ แต่ละรูห่างกัน 5 เซนติเมตร ฝังลงไป 20 เซนติเมตร ให้ปากท่อโผล่ขึ้นพ้นผิวดิน 5 เซนติเมตร)