กรมชลประทาน ส่งเสริมทำดินพร้อมปลูกผสมผักตบชวา

นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้สนองนโยบายของรัฐบาล โดยการนำผักตบชวาที่เป็นวัชพืชทางน้ำ ไปแปรรูปและใช้ประโยชน์สร้างรายได้และอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ อย่างในพื้นที่ตำบลศาลาดิน อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ที่กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานมหาสวัสดี ได้นำผักตบชวามาแปรรูปทำดินพร้อมปลูกผสมผักตบชวา เพื่อส่งขายสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน

สำหรับการนำผักตบชวาที่เก็บได้จากแม่น้ำหรือคลองต่างๆ มาใช้ในการทำดินพร้อมปลูกผสมผักตบชวาของกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานมหาสวัสดี นั้น จะเริ่มจากการรับซื้อผักตบชวาตากแห้งจากชาวบ้าน ที่นำผักตบชวาไปสับก่อนนำไปตากแดดเป็นเวลา 3 วัน ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท จากนั้นนำผักตบชวาตากแห้งมาผสมกับกาบมะพร้าวสับ แกลบดิบ ขี้เถ้าแกลบ และดินบดละเอียด

ในอัตราส่วนที่เท่ากัน เช่น ถ้าใช้กระป๋องตวง ก็ให้ใช้ส่วนผสมอย่างละ 1 กระป๋อง เท่ากัน ได้เป็นดินพร้อมปลูกผสมผักตบชวาที่เหมาะแก่การปลูกพืชได้ทุกชนิด ก่อนบรรจุใส่ถุงจำหน่าย ส่งขายให้กับห้างสรรพสินค้าทั่วไป ในราคาถุงละ 10 บาท หักเข้ากลุ่มฯ 1 บาท เป็นค่าตอบแทนคนทำ ถุงละ 2 บาท ชาวบ้านที่ทำผักตบมาขายให้กับกลุ่มฯ จะมีรายได้ตั้งแต่ 2,000-6,000 บาท ต่อเดือน ปัจจุบัน มียอดขายดินพร้อมปลูกกว่า 5,000 ถุง ต่อเดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

“ทั้งนี้ ผักตบชวาที่เก็บขึ้นมาจากคลอง 25 กิโลกรัม จะนำมาทำผักตบชวาตากแห้งได้ 1 กิโลกรัม ผักตบชวาสด 1 ไร่ ได้น้ำหนักที่ 40 ตัน ชาวบ้านที่เก็บผักตบชวามาขาย 1 ไร่ จะได้เงินประมาณ 32,000 บาท โดยที่ผ่านมามีการรับซื้อผักตบชวาแห้ง เฉลี่ยปีละ 72,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1.44 ล้านบาท สามารถช่วยรัฐกำจัดผักตบชวาตามลำคลองได้กว่า 1,800 ตัน ต่อปี”

การนำผักตบชวามาแปรรูปสร้างมูลค่าและผลิตภัณฑ์ส่งขาย นอกจากจะเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบดูแลความสะอาดแม่น้ำลำคลองในพื้นที่อาศัยของตนได้อีกด้วย ทั้งนี้ กรมชลประทาน พร้อมที่จะขยายผลแนวทางดังกล่าวไปยังกลุ่มบริหารการใช้น้ำอื่นๆ ทั่วประเทศอีกกว่า 2,700 กลุ่ม

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายธีระพล ตั๊งสมบุญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา เป็นประธานในการประชุม ร่วมกับบุคลากรสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 , 4 , 10 , 11 , 12 , 13 และผู้ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ลุ่มน้ำแม่กลอง (ครั้งที่ 1) ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/2562 ต่อเนื่องไปยังการเตรียมพร้อมการบริหารจัดการน้ำต้นฤดูฝนหน้า ช่วงเดือน พ.ค. 62 สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำรวมกัน 18,815 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 76 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 12,119 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำรวมกันประมาณ 47.70 ล้าน ลบ.ม./วัน เฉพาะเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำใช้การได้รวมกัน 10,799 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 66 ของความจุอ่างฯ ระบายน้ำรวมกัน ประมาณ 42.92 ล้าน ลบ.ม./วัน

เนื่องจากประเทศไทยในปีนี้เข้าสู่ฤดูแล้งเร็ว ส่งผลให้ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ลดลงเร็วตามไปด้วย ประกอบกับช่วงฤดูฝนที่ผ่านมามีฝนตกในพื้นที่ไม่มากนัก ปริมาณน้ำต้นทุนสะสมจึงมีอยู่อย่างจำกัด กรมชลประทาน จึงดำเนินการบริหารจัดการน้ำตามความเหมาะสม โดยมีแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/2562 ของลุ่มน้ำเจ้าพระยารวม 8,000 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำจาก 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา 7,300 ล้าน ลบ.ม. และผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง 700 ล้าน ลบ.ม. เข้ามาช่วยสนับสนุน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ถึง ปัจจุบัน (7 ธ.ค. 61) จัดสรรน้ำไปแล้ว 1,410 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 18 ของแผนฯ ซึ่งปริมาณน้ำต้นทุนมีเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตรต่อเนื่อง และสนับสนุนการปลูกข้าวนาปีตามแผนที่ได้วางไว้

การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ลุ่มน้ำแม่กลอง กรมชลประทาน ได้วางแผนการระบายน้ำลงสู่เจ้าพระยาตอนล่าง โดยใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์ เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวนาปีและพืชที่ใช้น้ำน้อยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ได้ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชฤดูแล้งตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งรณรงค์การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา

ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทนการปลูกข้าวนาปรัง ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด การบริหารจัดการน้ำเพื่อควบคุมคุณภาพค่าความเค็มและการผลิตน้ำประปาที่สถานีวัดน้ำสำแลให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมจัดรอบเวรการสูบน้ำของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและการใช้น้ำของอาคารเชื่อมต่อแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามข้อตกลงและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ลุ่มน้ำแม่กลอง ต่อเนื่องไปยังฤดูฝนหน้าได้อย่างยั่งยืน และไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในอนาคต

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 7 ธ.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา เผยแพร่พยากรณ์อากาศประจำวัน ตั้งแต่เวลา 23.00 น. วันที่ 7 ธ.ค. ถึงเวลา 23.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. โดยระบุว่า ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคใต้ตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนัก และฝนที่ตกสะสมอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

สำหรับบริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นกับมีลมกระโชกแรง อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียสในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ขอให้เกษตรกรบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังความเสียหายจากผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศลาวและเวียดนามตอนบนแล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือในวันที่ 8 ธ.ค.

ในขณะที่มีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นกับลมกระโชกแรงในระยะแรก หลังจากนั้นอากาศจะเย็น และอุณหภูมิจะลดลง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง

ภาคเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 19-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-35 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 7-13 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 19-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-15 องศาเซลเซียส

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป: ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส เกือบปีที่ผ่านมา กระแสการแข่งไก่ขันได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ในหลายจังหวัด เปิดสนามแข่งไก่ขันมากขึ้นเรื่อยๆ

ไก่ขัน หรือ ขันไก่ ความหมายใกล้เคียงกัน แต่ในท้ายที่สุด ก็หมายถึงอาการของไก่ที่โก่งคอให้เสียงออกมาจากลำคอ ที่เรียกว่า ขันไก่ที่นิยมนำมาแข่งให้ขัน เป็นไก่ในตระกูลเดียวกับไก่ป่าคือ ไก่แจ้ ไม่ได้เน้นรูปลักษณ์ความสวยงามใดๆ ไม่ได้เน้นที่เสียงขันต้องไพเราะเสนาะหูเหมือนการแข่งนกขัน แต่เน้นที่จำนวนครั้งของการขันตามระยะเวลาที่แต่ละสนามกำหนดเป็นกติกา

แท้จริงแล้ว พื้นที่ภาคใต้เริ่มเปิดสนามมากกว่าภาคอื่น แต่ก็ใช่ว่าความนิยมในภาคอื่นจะด้อยคุณสุริยศักดิ์ กายสิทธิ์ เจ้าของกิ๊กป๊อกฟาร์มไก่ต่อ-สบเมย ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลแม่ตะควน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับการแนะนำจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ว่า เป็นฟาร์มไก่แจ้แม่ฮ่องสอนที่เพาะเลี้ยงดีและจำหน่ายออกไปทั่วประเทศที่ดีที่สุดของอำเภอ

ที่การันตีว่าดีที่สุดของอำเภอ เพราะกิ๊กป๊อกฟาร์มไก่ต่อ-สบเมย เป็นฟาร์มไก่แจ้ที่เปิดมานาน 25 ปีแล้ว ไม่เคยมีประวัติไปในทางลบ มีแต่จะพัฒนา เพราะคุณสุริยศักดิ์ทุ่มเทด้วยความรักไก่แจ้อย่างจริงจัง ทำให้สำนักงานปศุสัตว์อำเภอสบเมย เลือกกิ๊กป๊อกฟาร์มไก่ต่อ-สบเมย เป็นที่พัฒนาสายพันธุ์ไก่แจ้ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเรียกว่า ไก่แจ้แม่ฮ่องสอน

ด้านหน้าของฟาร์ม เป็นขอนไม้ทรงสูง ประมาณ 1.20 เมตร ตั้งไว้เป็นตอ 24 ตอ ห่าง 1.20×1.20 เมตร มีซาแรนกางให้ร่ม ทุกๆ วันจะมีไก่แจ้ มายืนเกาะคอนละตัว มีคุณสุริยศักดิ์ มาเดินวนเวียน ส่งเสียงเรียกชื่อไก่แต่ละตัวพร้อมทั้งดีดนิ้ว เพื่อให้ไก่ขัน

คุณสุริยศักดิ์ บอกว่า เป็นการซ้อมให้ไก่ขันให้จำนวนครั้งมาก สำหรับเตรียมตัวลงแข่งในสนามแข่งไก่ขัน ซึ่งคุณสุริยศักดิ์เป็นทั้งคนนำไก่ไปสมัครแข่งไก่ขันด้วยตนเอง และฝึกไก่ไว้สำหรับลูกค้าที่ต้องการไก่ที่มีความสามารถในการขันแล้วด้วย

“24 ปีที่ผ่านมา ผมเลี้ยงไก่แจ้ขายในรูปแบบของไก่ต่อ ลูกค้าจะซื้อไปเพื่อนำไปต่อไก่ป่า ความเก่งก็ขึ้นอยู่กับไก่แต่ละตัว นอกจากนี้ ยังเลี้ยงไก่แจ้สวยงาม สำหรับลูกค้าที่ชอบไก่แจ้แฟนซี นำไปเลี้ยงเพื่อความสวยงาม ประดับบารมี ตามแต่ความชอบของลูกค้า ส่วนไก่อีกประเภทที่มาเริ่มขายจริงจังเมื่อเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา เพราะความนิยมไก่ขัน บางทีเราก็เรียกว่า ไก่แจ้ขายเสียง ยิ่งทางสำนักงานปศุสัตว์อำเภอมาส่งเสริม เพราะเป็นไก่ป่าพื้นบ้านเดิมของแม่ฮ่องสอน มาพัฒนาสายพันธุ์ จึงเรียกให้เข้าใจตรงกันว่า ไก่แจ้แม่ฮ่องสอน”

ไม่ว่าจะขายไก่แจ้สถานะใด แต่ทั้ง 3 สถานะ การขายไก่แจ้ของคุณสุริยศักดิ์ ก็ได้รับการยอมรับ เพราะปัจจุบัน ไก่ทุกสถานะมีลูกค้าสนใจติดต่อซื้อ และส่งไปให้กับลูกค้าแล้วทั่วประเทศ

วิธีเลี้ยงไก่แจ้ของฟาร์มนี้ คุณสุริยศักดิ์ เน้นที่ธรรมชาติ ใช้วิธีล้อมรั้ว ป้องกันสัตว์อันตรายที่จะเกิดกับไก่ เช่น สุนัขหรืองู เลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติ มีล้อยางแขวน และทำคอนไว้ ไก่แต่ละตัวจะมีคอนของตัวเอง ทุกๆ วันจะให้ข้าวเปลือกเป็นอาหาร และมีขันน้ำประจำที่ ไก่จะจิกกินเอง

ถ้าไก่ตัวใดผอม ดูแล้วไม่สมบูรณ์ คุณสุริยศักดิ์ จะแยกไว้ต่างหากและให้อาหารลูกหมู เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับไก่เหล่านั้น

ไก่แจ้ทั้ง 3 ชนิด คือ ไก่ต่อ ไก่สวยงาม และไก่ขายเสียง จะได้รับการดูแลที่เหมือนกันตามที่กล่าวมา แต่สำหรับไก่ขายเสียง จะได้รับการดูแลที่พิเศษมากกว่าอีก 2 ชนิด คือ ก่อนแข่งขันประมาณ 1 เดือน ไก่จะได้รับน้ำมันตับปลา และวิตามิน บำรุงครั้งละ 1 วัน ให้วันเว้นวัน และยังให้กินสมุนไพรเป็นบอระเพ็ดดองน้ำผึ้ง ลักษณะเดียวกับการดูแลไก่ชน

คุณสุริยศักดิ์ บอกว่า ไก่ที่จะลงสนามแข่งขันต้องมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ จึงจะขันได้ดี หากไก่มีความสมบูรณ์ อย่างไรก็จะขันดี ขันบ่อย ได้จำนวนครั้งมากตามกติกาของการแข่งไก่ขัน และต้องพิจารณาดูช่วงที่ไก่ผลัดขนด้วย หากยังผลัดขนอยู่ ไก่จะขันน้อย ต้องให้ไก่สมบูรณ์เสียก่อน จึงเหมาะสำหรับลงแข่งขัน นอกจากนี้ การฝึกซ้อมให้ไก่ขันก็จะเป็น ดังนั้น ในทุกๆ เช้าจะนำไก่ออกมายืนคอนเพื่อฝึกขัน ก็ต้องทำ โดยเฉพาะการทำให้ไก่คุ้นกับคนก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะไก่จะต้องลงสนามที่มีคนจำนวนมาก ส่งเสียงดังมาก ไก่จะตกใจและไม่ขัน จึงควรทำให้ไก่คุ้นกับคน โดยการนำมาเล่น นำมาอุ้ม เหมือนสัตว์ชนิดอื่นที่อุ้มเล่นได้ เมื่อคุ้นมือหรือคุ้นกับคนแล้ว ค่อยมุ่งไปที่การพัฒนาจำนวนครั้งของการขัน โดยการบำรุงให้ไก่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุด และต้องมีวิตามินสำหรับให้ไก่ก่อนลงสนามแข่ง 1-2 ชั่วโมง เป็นวิตามินตัวเดียวที่ให้ไก่ชน เป็นที่รู้จักดีในวงการคนรักไก่แจ้

คุณสุริยศักดิ์ มีพ่อแม่พันธุ์รวมประมาณ 600 ตัว ปล่อยให้ผสมตามธรรมชาติ และให้แม่ไก่ฟักไข่เองตามธรรมชาติ แต่เมื่อฟักออกเป็นลูกไก่แล้ว จะนำขึ้นกรงอนุบาลกกไฟ เพื่อเพิ่มอัตราการรอด เริ่มคัดแยกความสวยงาม และแยกไก่ต่อ ไก่สวยงาม ไก่ขันขายเสียง เมื่อไก่เริ่มเข้าสู่ไก่รุ่น

ราคาไก่ต่อ ขึ้นกับความสามารถของไก่ มีทดลองนำไปต่อกับไก่ป่าให้ดู หากลูกค้าพึงพอใจตกลงที่ราคาใดก็ซื้อขายกันได้ราคาไก่สวยงาม ก็ขึ้นกับความสวยงามของไก่ และราคาที่ตกลงแล้วทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีความพึงพอใจร่วมกัน ซึ่งไก่สวยงาม หากผ่านเวที มีรางวัลการันตี ราคาก็จะสูงตามไปด้วย

สำหรับไก่ขัน ถือว่าเป็นไก่ขายเสียง เรื่องความสวยงามของไก่ น้ำเสียงไพเราะหรือไม่ ไม่ได้เป็นตัวกำหนดราคาสูงหรือต่ำ แต่ราคาของไก่ขายเสียงไม่ต่ำกว่าหลักพันถึงหลักหมื่น

คุณสุริยศักดิ์ บอกด้วยว่า ไก่ขายเสียงนี้ ทำเงินให้กับฟาร์มไม่น้อย แม้จะเพิ่งได้รับความนิยมไม่ถึงปี แต่มีลูกค้าจากทั่วประเทศติดต่อเข้ามา เพราะไก่แจ้ที่นี่ฝึกซ้อมทุกวัน พาไปลงสนามและผ่านสนามได้รับรางวัลมาไม่น้อย โดยเฉพาะภาคใต้ที่เปิดสนามแข่งหลายจังหวัด ไก่หลายตัวก็ออกจากฟาร์มแห่งนี้ไป

วิธีขายไก่ของฟาร์ม ทำด้วยการโพสต์คลิปวิดีโอการขันของไก่ และถ่ายรูปให้เห็นตัวจริง บอกลักษณะที่ถูกต้องกับลูกค้า หากลูกค้าต้องการ ตกลงเป็นที่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย ก็ชำระเงิน และส่งไก่ผ่านรถรับส่งไก่ทั่วประเทศ

กิ๊กป๊อกฟาร์มไก่ต่อ-สบเมย เป็นฟาร์มไก่แจ้ ที่เริ่มต้นจากการเพาะไก่ต่อ ไก่สวยงาม มาถึงไก่ขายเสียง แต่ก็ทำให้คุณสุริยศักดิ์ มีรายได้มากกว่างานประจำ ถือเป็นงานอดิเรกที่สร้างรายได้หลักให้ในแต่ละเดือน โดยใช้เวลาไม่มากในแต่ละวัน

ระยะเวลาของการทำฟาร์มมา 25 ปี เป็นเครื่องการันตีได้ว่า ไก่แจ้จากฟาร์มแห่งนี้ ไม่มีตำหนิใดๆ

สนใจติดต่อคุณสุริยศักดิ์ กายสิทธิ์ หมู่ที่ 3 ตำบลแม่ตะควน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ (094) 750-8352 หรือ เฟซบุ๊ก : กิ๊กป๊อกฟาร์มไก่ต่อ-สบเมย“งานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร” ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 8-16 ธันวาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ งานเกษตรยิ่งใหญ่แห่งปีอีกงานหนึ่งที่ทุกท่านตั้งตารอ เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วไทย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้จัดพิธีแถลงข่าวการจัด “งานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร” พร้อมยกตัวอย่างกิจกรรมน่าสนใจมาจัดแสดง ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่

คุณวิรุฬ พรรณเทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่รุกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ 4 ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 โดยเฉพาะโครงการพัฒนาอุตสาหรรมอาหารอินทรีย์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งซึ่งได้ขานรับยุทธศาสตร์นี้ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ประกอบกับทางจังหวัด ได้มีแผนพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2561-2564 ที่มีประเด็นยุทธศาสตร์ ในการส่งเสริมการเกษตร การผลิตสินค้าชุมชน การค้า การลงทุน ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ เชื่อมโยงชุมชนและท้องถิ่น เสริมสร้างสังคมให้มีคุณภาพ คงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

“งานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร” จึงเชื่อมโยงในทุกมิติ อยากให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ ในนามจังหวัดเชียงใหม่ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนในการเป็นเจ้าบ้านให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างดี ผมขอเชิญพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่านมาเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การจัดงานให้ประชาชนได้รับทราบทั่วถึงกัน”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สถาบันอุดมศึกษาที่มีรากฐานทางการเกษตรเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย กำลังจะมีวาระครบรอบ 85 ปี ในปี 2562 ได้ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถออกมารับใช้สังคมและประเทศชาติเป็นเวลานาน และได้สั่งสมองค์ความรู้ด้านการเกษตรจนเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการอย่างกว้างขวาง มีคณาจารย์และบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ อีกทั้งยังมีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงเกษตรกรมากมาย

มหาวิทยาลัยได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญขององค์ความรู้ต่างๆ ที่ควรจะได้มีการถ่ายทอดสู่ชุมชนอย่างเหมาะสม ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก อันจะนำไปสู่การพัฒนาตนเองแบบยั่งยืนและพอเพียง พร้อมเผยแพร่ผลงานวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สังคม บูรณาการร่วมกันระหว่างเครือข่าย สร้างความเข้มแข็ง ทั้งในและต่างประเทศ จึงได้กำหนดจัด งานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร”

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดี ประธานคณะกรรมการดำเนินงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานในครั้งนี้มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น นิทรรศการ การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ การจัดแสดงและประกวดพืช สัตว์ ประมง กล้วยไม้ และสวนหย่อม การจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม Smart Farming แปลงสาธิตแบบมีชีวิตและฟาร์มแม่โจ้ การแสดงศิลปวัฒนธรรมและเวทีบันเทิงทุกค่ำคืน กิจกรรมฟุตบอลดารานำทีมโดยศิลปินดาราจากช่อง 3 ที่จะมาสร้างความสนุกสนานในงาน ตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย “กาดแม่โจ้ 2477” รวมถึงงานศิษย์เก่าแม่โจ้คืนถิ่น ซึ่งขณะนี้ในแต่ละส่วนงานได้มีการจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานในครั้งนี้อย่างเต็มที่ เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมงานจากทั่วประเทศ

โดยเฉพาะในส่วนของการแสดงแปลงสาธิตฯ จะมีทั้งแปลงสาธิตพืชผักจากบริษัทชั้นนำของประเทศไทย กิจกรรม Plant Factory Tour ทัวร์เยี่ยมชมระบบโรงงานผลิตพืช เทคโนโลยีการปลูกผักในครัวเรือน Fresh In Box ช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ การสาธิตและผึกอบรม/แปลงสาธิตพืชสวนประดับได้แตรียมแปลงดอกไม้หลากหลายสีสันหลายสายพันธุ์ กว่า 100,000 ต้น กิจกรรมการจัดสวนหย่อมไม้ดอกไม้ประดับ/แปลงสาธิตพืชไร่ทัวร์ท่องเที่ยวแปลงปลูกและเก็บผลผลิตพืชไร่ นิทรรศการข้าวและผลผลิตจากข้าว นิทรรศการธนาคารน้ำใต้ดินพร้อมทั้งจัดอบรมระยะสั้น/แปลงสาธิตไม้ผล ชมการปลูกไม้ผลในรูปแบบต่างๆ การปลูกฝรั่งขึ้นค้าง ปลูกมะเดื่อฝรั่งกึ่งตัววี การจัดทรงลำไย ชมโรงเรือนอัจฉริยะ

การแสดงและการประกวดทางสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี การประกวดไก่พื้นเมือง ไก่แจ้ ประกวดควายล้านนา/กิจกรรมด้านเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มีทั้งการเสวนา ฐานเรียนรู้ ประกวดปลาหมอสี การประกวดจัดตู้พรรณไม้น้ำ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี การประกวดเมนูประมงเพื่อสุขภาพ รวมถึงแปลงสาธิตของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย ที่เตรียมแปลงไม้ดอกทานตะวัน/คอสมอสส์ บนพื้นที่ 13 ไร่ แปลงพืชผักอินทรีย์ 5 ไร่ ชมโรงเรือน Smart Farming 10 โรงเรือน ชมการผลิตลำไยนอกฤดู กว่า 200 ต้น จุด Land Mark แปลงไผ่ 85 ปี 85 พันธุ์ไผ่ ล้วนแล้วแต่น่าสนใจทั้งสิ้น”