กรมชลฯคุมใช้น้ำหน้าแล้งให้พอ วอนเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เกี่ยวข้าวแล้วไม่เพาะปลูกต่อเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)ว่า วันเดียวกันนี้มีปริมาณน้ำรวมกัน 15,250 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 61 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 8,554 ล้าน ลบ.ม. สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 430 ลบ.ม./วินาที คงปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ 90 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์น้อย กรมชลประทานได้บริหารจัดการระบายน้ำ ให้สอดคล้องกับแผนการจัดสรรน้ำและความต้องการใช้น้ำตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ในส่วนของผลการจัดสรรน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนถึงขณะนี้มีการใช้น้ำไปแล้ว 5,442 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 68 ของแผนฯ(แผนตั้งไว้ 8,000 ล้าน ลบ.ม. คงเหลือปริมาณน้ำต้นทุนที่สามารถจัดสรรได้ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 ประมาณ 2,558 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอื่นๆ ตามแผนที่วางไว้ โดยในส่วนของการเพาะปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง 6.07 ล้านไร่ ขณะนี้เกษตรกรปลูกไปแล้ว 5.94 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 98 ของแผนฯ ใกล้เต็มพื้นที่แล้ว (ข้อมูล วันที่ 13 กุมาภันธ์ 2562)

เฉพาะการปลูกข้าวนาปรังในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.86 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 110 ของแผนฯ(แผน 5.30 ล้านไร่) จะเห็นได้ว่า ทำการปลูกข้าวนาปรังเกินกว่าแผนที่ได้กำหนดไว้แล้วประมาณร้อยละ 10 ของแผนฯ กรมชลประทาน จะดำเนินการควบคุมการใช้น้ำและรักษาระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและระบบชลประทานตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้มีปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2562 ประมาณ 5,500 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอื่นๆ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว (นาครั้งที่ 2) ไม่เพาะปลูกต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดและขอให้ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่หลายพื้นที่ในประเทศไทยได้ประสบกับปัญหามลภาวะเป็นพิษ pm2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงปัญหาไฟป่าที่ลุกลามไหม้ตามสถานที่ต่างๆ เป็นวงกว้าง จนทำให้หลายพื้นที่ประกาศคำสั่งห้ามเผาตอซังข้าว รวมถึงห้ามเผาอ้อย แต่ก็ไม่ได้รับความใส่ใจจากเกษตรกรสักเท่าใด จนกระทั่งมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งการจับกุมดำเนินคดีและขอความร่วมมือโรงงานผลิตน้ำตาลในการหักค่าปนเปื้อนจากการเผา ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวด้วยการจ้างรถตัดอ้อยหรือหาแรงงานเพื่อตัดอ้อยสดส่งโรงงานทดแทนการเผาใบอ้อยก่อนตัด แต่จากคำสั่งดังกล่าวก็ได้เริ่มส่งผลกระทบกับเกษตรกรเนื่องจากทางภาครัฐไม่ได้มีมาตรการรองรับในจุดนี้ก่อนจะออกคำสั่ง

ซึ่งจากปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีการเล็งมาที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยซึ่งจะมีการเผากันมากในช่วงเวลานี้ว่าเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหามลพิษโดยมีการระบุสาเหตุของฝุ่นมาจากกิจกรรมการเผาของเกษตรกร จนทำให้ชาวไร่อ้อยกลายเป็นจำเลยของสังคมไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจากการลงพื้นที่สอบถามถึงสาเหตุจำเป็นในขั้นตอนการเก็บผลผลิตของเกษตรกรพบว่าชาวไร่อ้อยหลายรายยังคงใช้วิธีการเผาใบอ้อยเพื่อเก็บผลผลิตเช่นเดิมมิได้ใส่ใจกับคำเตือนห้ามเผาจากทางภาครัฐเท่าใดนัก

จากการสอบถามนางเทียน วิลัย เกษตรกรชาวไร่อ้อยในตำบลหนองระเวียง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า สาเหตุหลักที่เกษตรกรใช้วิธีการเผาใบอ้อยก่อนทำการตัดก็เพราะแรงงานในการตัดนั้นหายากมักปฏิเสธการตัดอ้อยสดเนื่องจากต้องสางใบอ้อยออกก่อนทำการตัดซึ่งทำให้ยุ่งยากและมีราคาแพงกว่า โดยอ้อยตัดสด 10 ลำอ้อยจะตัดในราคา 4 บาท ส่วนอ้อยเผาไฟ 15 ลำ 2 บาท ซึ่งความแตกต่างทางด้านราคาก็เป็นอีกปัจจัยที่เกษตรกรใช้วิธีการเผาใบก่อนตัด ซึ่งตามความจริงเกษตรกรไม่มีใครอยากเผาใบอ้อย

เพราะทราบดีถึงผลเสียที่จะตามมาทั้งมลพิษทางอากาศและการที่ส่งผลกับหน้าดิน รวมถึงถูกหักค่าปนเปื้อนแต่เพราะว่าเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการที่ผลักให้ชาวไร่อ้อยเป็นตัวการก่อมลพิษนั้นคงไม่ถูกต้องเสียทีเดียวเนื่องจากการเผาก่อนตัดอ้อยนั้นได้ทำการเผามาก่อนหน้านี้เป็นสิบๆปี ไม่เคยมีปัญหารวมถึงสภาพอากาศในเมืองกรุงที่ไม่ได้มีไร่อ้อยแต่ก็ประสบปัญหามลพิษได้เหมือนกันจึงไม่ใช่เพียงแค่ชาวไร่อ้อยเท่านั้นที่ควรรับผิดชอบกับปัญหานี้เพียงลำพัง ส่วนการแก้ปัญหาถ้าจะไม่ให้เกษตรกรเผาใบอ้อยควรให้โรงงานน้ำตาลลงมาทำความเข้าใจกับชาวไร่อ้อยในการรับซื้อ เนื่องจากถ้าตัดอ้อยสดส่งโรงงานแล้วมีใบอ้อยติดไปด้วยโรงงานก็ปฏิเสธการรับซื้อทำให้เป็นปัญหากับชาวไร่ รวมถึงการเพิ่มปริมาณรถในการตัดอ้อยเพื่อลดการรอคิวนานข้ามเดือนของชาวไร่อ้อยอีกด้วย

ฝรั่ง เป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย สามารถผลิตได้ทั้งปี โดยในบ้านเราผลผลิตส่วนใหญ่จะมีจำหน่ายมากในช่วงเดือนกรกฎาคม–ตุลาคม และมีจำหน่ายน้อยในช่วงเมษายนของทุกปี

ซึ่งชาวสวนฝรั่งโดยมากจะเลี่ยงการผลิตฝรั่งออกในช่วงเดือนเมษายน เพราะเป็นช่วงที่ผลไม้จากภาคตะวันออกซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลใหญ่ของผลไม้บ้านเรา ออกสู่ตลาดหลายชนิดและมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่รู้กันของชาวสวนฝรั่งว่า เมื่อไรก็ตาม ที่ มะม่วง เงาะ ทุเรียน มังคุด ออกสู่ตลาดเมื่อไร เมื่อนั้นผลไม้ชนิดอื่นแทบหมดความสำคัญ และช่วงนั้นจะเป็นช่วงตกต่ำของผลไม้ชนิดอื่น เพราะเป็นช่วงที่มีผลไม้ออกสู่ตลาดมากที่สุดนั่นเอง

ส่วนช่วงที่ฝรั่งมักมีราคาสูงจะเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีผลไม้ชนิดไหนออกสู่ตลาด อย่างช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ช่วงนั้นราคาฝรั่งจะสูง 25-40 บาท ต่อกิโลกรัม กับอีกช่วงคือเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งบ้านเราจะมีเทศกาลต่างๆ มากในช่วงนี้ ในบ้านเรามีฝรั่งที่ปลูกในเชิงการค้าหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักๆ ก็จะมี ฝรั่งแป้นสีทอง กิมจู และรองลงมาก็จะมี ขาวอัมพร ฝรั่งไร้เมล็ด พันธุ์แป้นไส้แดง กรอบสามสี ทับทิมสยาม และในยุคที่ฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ๆ จากไต้หวันเข้ามาก็จะมีสายพันธุ์ หงเปาสือ ซีกวา เฟิ่นหงส์มี่ เหวินหง เจินจู สุ่ยหมี่ เป็นต้น

ข้อดีของฝรั่งนอกจากจะปลูกง่ายแล้ว ยังให้ผลผลิตได้เร็ว คือหลังปลูกไปแล้วเพียง 6 เดือนขึ้นไป ก็สามารถออกดอกและติดผลได้บ้าง แล้วทำให้เกษตรกรที่เริ่มทำสวนหรือปลูกใหม่มีรายได้เร็วกว่าไม้ผลชนิดอื่นๆ ที่ต้องรอเวลาอย่างน้อย 2-4 ปีขึ้นไป เป็นพืชที่สามารถบังคับให้ออกดอกติดผลได้หลายวิธี ซึ่งที่นิยมคือ การตัดแต่งกิ่งหรือปลายใบของกิ่ง รองลงมาก็จะเป็นการโน้มกิ่ง เป็นต้น ทำให้เกษตรกรสามารถคาดการณ์กำหนดให้ผลผลิตออกสู่ตลาดตามที่เกษตรกรต้องการได้

ฝรั่งสายพันธุ์ดีของจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ได้คัดเลือกจากการนำเมล็ดมาเพาะและคัดเลือกนานหลายปี จนได้ฝรั่งสายพันธุ์ดี เนื้อดี รสชาติหวาน กรอบ 2 สายพันธุ์ คือ ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 1” (ผลสีเขียว) และ ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 2” (ผลสีแดง) โดยมีลักษณะสายพันธุ์ ดังนี้

ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 1” (ผลสีเขียว)

เกิดจากการนำเมล็ดฝรั่งไต้หวันพันธุ์ฮ่องเต้มาเพาะ โดยมีวัตถุประสงค์แรกเพื่อจะใช้ทำต้นตอ และนำไปทาบกิ่ง เพื่อจะได้ต้นพันธุ์ที่มีรากแก้ว-เมล็ด ส่วนหนึ่งได้นำไปปลูกแซมในสวนมะนาวแป้นดกพิเศษ เพื่อตรวจสอบดูว่าจะมีฝรั่งต้นใดกลายพันธุ์มาดีกว่าพันธุ์ฮ่องเต้หรือไม่ ผลปรากฏว่ามีฝรั่งอยู่ต้นหนึ่ง ปลูกด้วยเมล็ดไปเพียง 4-5 เดือนเศษ เริ่มออกดอกและติดผลดกมาก เมื่อผลแก่พบว่า ฝรั่งมีผลเป็นทรงกลมคล้ายพันธุ์กลมสาลี่ มีผิวขาวนวล เนื้อกรอบ เนื้อมีความละเอียดมากเป็นพิเศษ เมล็ดน้อย รสชาติหวานรับประทานอร่อยมาก ความหวานน่าจะไม่ต่ำกว่า 14% บริกซ์

ถ้ามีการบำรุงรักษาที่ดี มีการไว้ผลที่พอเหมาะ ผลจะมีน้ำหนักได้ถึง 1 กิโลกรัม ต่อผล ที่สำคัญเมื่อผลฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 1” แก่จัด เนื้อจะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และเนื้อล่อนหลุดง่ายจากเมล็ด การออกดอกติดผลดกมาก ขนาดผลโดยเฉลี่ย 500-800 กรัม จัดเป็นฝรั่งที่มีรสชาติอร่อยมากอีกพันธุ์หนึ่ง และได้ตั้งชื่อพันธุ์ว่า “พันธุ์พิจิตร 1” เพราะต้นแม่เกิดที่จังหวัดพิจิตร คาดว่าในอนาคตฝรั่งพันธุ์พิจิตร 1 จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการปลูกฝรั่งไทยในอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่งมีเพื่อนเกษตรกรหลายท่านที่ปลูกฝรั่งพันธุ์กิมจูอยู่ก่อนหน้านี้ได้ให้คำตอบว่า รับประทานอร่อยกว่าฝรั่งพันธุ์กิมจู และได้ขยายพื้นที่ปลูกเพื่อจำหน่ายผลเพิ่มแล้วในตอนนี้ เนื่องจากมั่นใจในรสชาติมาก แล้วมีการตอบรับที่ดีจากลูกค้าที่ซื้อไปรับประทาน

ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 2” (ผลสีแดง)

เป็นฝรั่งอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากการเพาะเมล็ดของฝรั่งพันธุ์แดงบางกอก หลังจากการเพาะเมล็ด ต้นฝรั่งที่เพาะเมล็ดโตจนออกดอกและติดผล พบว่า มีบางต้นที่แสดงลักษณะที่ดีและดีมากกว่าเดิม คือ ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 2” ผลมีขนาดใหญ่ เฉลี่ย 350-600 กรัม เนื้อหนากว่าต้นแม่อย่างฝรั่งแดงบางกอกอย่างชัดเจน รสชาติหวาน กรอบ รับประทานอร่อย มีกลิ่นหอม ส่วนใบ ดอก ผล จะมีสีม่วงแดงสวยมาก และแน่นอนฝรั่งที่มีผิวและเนื้อสีแดงม่วงก็จะย่อมมีสารแอนโทไซยานินสูง สีผลฝรั่งเป็นที่สนใจแก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก และได้ตั้งชื่อพันธุ์ว่า “พันธุ์พิจิตร 2” เพราะต้นแม่เกิดที่จังหวัดพิจิตร

ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 1” และ “พิจิตร 2” จัดเป็นไม้ผลที่น่าปลูกมาก เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เร็วสำหรับการปลูกไม้ผล กล่าวคือ ปลูกเพียง 6 เดือน ต้นสามารถออกดอกและติดผลแล้ว และสามารถเก็บผลผลิตขายได้ภายใน 1 ปี เท่านั้น ซึ่งตอนนี้สวนคุณลี จำหน่ายผลฝรั่ง พันธุ์ “พิจิตร 1” และฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 2” ได้กิโลกรัมละ 50 บาท ออกจากหน้าสวน

ถือว่าเป็นผลไม้ที่มีมูลค่าในการจำหน่ายที่ค่อนข้างดีถ้าเทียบกับไม้ผลหลายๆ ชนิดที่มีการดูแลที่มากและนานกว่าฝรั่ง ซึ่งตอนนี้สวนคุณลีก็ขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น เพื่อให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด สำหรับท่านที่สนใจผลผลิตหรือต้นพันธุ์ฝรั่งแท้จากต้นตำรับ ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. 081-886-7398, 056-513-021 หรือช่องทางเฟซบุ๊ก : สวนคุณลี

การปลูกฝรั่งให้ความสำคัญในเรื่องของสภาพดินปลูก ที่จะต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำที่ดีและมีอินทรียวัตถุสูง เป็นที่สังเกตว่าการนำกากอ้อยมาใช้เป็นปุ๋ยหมักในการปรับโครงสร้างของดิน และที่เน้นเป็นพิเศษคือ จะต้องมีการตรวจเช็คค่าความเป็นกรด-ด่าง ของดิน เมื่อดินเป็นกรดจะแนะนำให้ใส่ปูนโดโลไมท์ ระยะการปลูกมีหลายระยะตามความเหมาะสมของแต่ละสวน เช่น 2.5×3 เมตร 3×3 เมตร และ 4×4 เมตร เป็นต้น มีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า การใช้ระยะปลูกที่ห่างพอสมควรมีส่วนช่วยในเรื่องของระบบการถ่ายเทอากาศที่ดี มีส่วนช่วยลดปัญหาโรคและแมลงได้ แล้วบางสวนเอาเครื่องจักรหรือรถขนาดเล็กเข้าทำงานก็จะง่าย ยกตัวอย่าง ถ้าระยะปลูกระหว่างแถวและระหว่างต้น ประมาณ 3×3 เมตร ในเนื้อที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 160 ต้น

เตรียมหลุมปลูกขนาดของหลุมปลูก ควรกว้างประมาณ 1 หน้าจอบ ถ้าเป็นดินร่วน แต่ถ้าเป็นดินที่ไม่ดี จำเป็นต้องขุดหลุมกว้างขึ้น เพื่อเปลี่ยนสภาพดินในหลุมให้ดีขึ้น ดังนี้

ควiขุดดินโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ดินบนและดินล่าง ดินบนเป็นส่วนที่มีอินทรียวัตถุมากอยู่แล้ว ให้แยกไว้ส่วนหนึ่ง ดินล่างคือดินที่เมื่อขุดลึกลงไปแล้วพบว่าดินมีสีจางลง เป็นชั้นที่ไม่มีอินทรียวัตถุ ตากดินไว้ 10-15 วัน เพื่อให้แสงแดดส่องฆ่าเชื้อโรคในหลุมปลูกและในดิน กลบดินบนลงในหลุมผสมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ต่อดินข้างบน 2 ส่วน โรยสารสตาร์เกิล จี (สารไดโนทีฟูแรน) ซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดแมลงชนิดเม็ดสำหรับรองก้นหลุมและโรยรอบๆ โคนต้น

ซึ่งสารสตาร์เกิล จี จะช่วยป้องกันแมลง เช่น มด ปลวก ที่เข้ามากัดกินรากของต้นกล้าได้ตั้งแต่เริ่มปลูก รวมถึงยังป้องกันการทำลายของแมลงปากดูด อย่างเช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน แมลงหวี่ขาว บริเวณยอดอ่อนของฝรั่ง สามารถคุมได้นาน 30-45 วัน แล้วจึงนำต้นฝรั่งลงในหลุมทับชั้นดินบน จนมีระดับสูงกว่าระดับพื้นดินธรรมดา ประมาณ 10 เซนติเมตร การที่ต้องกลบดินให้สูงกว่าระดับดินเดิมนั้น เพื่อที่เมื่อเวลาปลูกแล้วต้นจะยุบตัวลงเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้พอดีระดับดินเดิม ถ้าไม่เผื่อไว้จะเป็นแอ่งและมีน้ำขัง ทำให้รากเน่าตายได้

หลังจากเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้นำกิ่งพันธุ์ที่ต้องการไปปลูกลงในหลุม กลบดินให้แน่นพอสมควร แล้วใช้ไม้ปักเป็นหลักผูกกันลมโยกและรดน้ำทันที จากนั้นใช้ทางมะพร้าวมาคลุมพรางแสงแดดให้แก่ต้นฝรั่งจนกว่าต้นฝรั่งจะตั้งตัวได้ แต่ถ้าต้นฝรั่งมีความแข็งแรงดีอยู่แล้วในถุงดำ แล้วระบบน้ำดี ก็ไม่จำเป็นต้องทำที่บังแดดให้แต่อย่างใด การปักไม้ค้ำกันลมในระหว่างที่ต้นฝรั่งยังเล็กอยู่ ควรปักไม้ค้ำกันลมเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นโยก เพราะอาจกระทบกระเทือนทำให้ต้นฝรั่งไม่โต การปักไม้ค้ำกันลมควรใช้ไม้รวกหรือแขนงไม้ไผ่ ยาว 1 เมตร ค้ำกิ่งต้นละ 1 ถึง 2 อัน และใช้เชือกพลาสติกผูกติดกับกิ่ง แต่อย่าผูกให้แน่นมาก เพราะอาจเจริญเติบโตช้า

การพยุงผลฝรั่ง ฝรั่งจะเริ่มออกผลเมื่อประมาณ 6 เดือนขึ้นไป ควรใช้ไม้ไผ่ปักไว้เพื่อพยุงผลฝรั่ง โดยใช้ปลายหรือแขนงไม้ไผ่ขนาดเล็ก ยาว 1 เมตร หรือมากกว่านั้น ปักใกล้กับปักกิ่งที่ออกผลแล้ว ควรผูกยึดกับกิ่งไว้ บางส่วนจะผูกขั้วผลกับกิ่งหรือไม้ปักเพื่อไม่ให้ผลถ่วงต้น เพราะน้ำหนักผลฝรั่งมาก ถ้ามีลมพัดแรงต้นจะเฉาตายและรากจะขาด

หลังจากปลูกฝรั่งแล้วต้องหมั่นคอยรดน้ำในช่วงระยะแรกจนกว่าต้นฝรั่งจะตั้งตัวได้ดี หลังจากนั้น ก็สังเกตดูความชุ่มชื้นของดิน ถ้าดินแห้งมากต้องรีบให้น้ำ และถ้ามีฝนตกหนักก็ควรสำรวจระบายน้ำออกจากแปลง ถ้าน้ำท่วมขัง การให้น้ำจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามความต้องการของต้นฝรั่ง ช่วงของการเจริญเติบโตโดยเฉพาะช่วงที่เลี้ยงผลบนต้น จะต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่เมื่อผลใกล้จะแก่อย่างน้อย 7-10 วัน ก่อนหน้า จะลดการให้น้ำแก่ต้นฝรั่งเพื่อเป็นการเพิ่มความหวานวิธีหนึ่ง

โดยปกติการปลูกพืชทุกชนิดควรมีการใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีสูตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะฝรั่งที่มีการออกผลดกและติดผลจำนวนมากเกือบตลอดทั้งปี ที่แนะนำคือ ใช้สูตรเสมอ เช่น 15-15-15 ยืนพื้น แล้วก่อนตัดแต่งกิ่ง ก็จะให้ปุ๋ย สูตร 8-24-24 จนออกดอก และติดผลขนาดเล็กพร้อมที่จะห่อผล ก็จะมาสลับสูตรปุ๋ยที่มีตัวหน้าสูง (ขยายขนาดผล) และตัวท้ายสูง (เพิ่มคุณภาพและความหวาน) เช่น ปุ๋ยสูตร 21-7-14 หรือ 11-6-25 หรือ 13-10-21 หรือ 8-24-24 โดยเน้นการให้อัตราที่น้อยแต่บ่อยครั้ง

หากจะให้ฝรั่งมีการสร้างเนื้อที่ดี มีรสชาติที่ดียิ่งขึ้น ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตรที่คล้ายๆ กับทางดิน แต่เน้นปุ๋ยที่มีสูตรตัวท้ายสูง เช่น ปุ๋ยไฮโปส (10-4-36) ปุ๋ยเฟอร์ติไจเซอร์ (3-16-36) ฉีดสัปดาห์ละครั้ง ประมาณ 1-2 ครั้ง เพื่อสร้างคุณภาพผล เช่น เพิ่มขนาดผล สร้างเนื้อ และความหวาน

ชาวนาอ่วม! สนช.นัดผ่านกฎหมายข้าว 20 ก.พ.นี้ ติดดาบ “กรมการข้าว” คุมเมล็ดพันธุ์เบ็ดเสร็จ
ชาวนา พรบ.ข้าว – เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 20 ก.พ. มีวาระการพิจารณาที่น่าสนใจคือ ร่างพ.ร.บ.ข้าว พ.ศ…ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญได้พิจารณาเสร็จแล้ว เพื่อให้ที่ประชุมสนช.ลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป มีสาระสำคัญของกฎหมายคือ

การกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการช้าว (นบข.) โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดนโยบาย และแผนการส่งเสริม และบริหารจัดการข้าว ของประเทศ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ

ขณะเดียวกันกมธ.วิสามัญยังได้เพิ่มมาตรา 27/1 ที่บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการให้มีพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเหมาะสมแก่การแพร่พันธุ์ข้าวเพื่อนำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่าย ให้กรมการข้าวมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าว

พันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ที่เหมาะสมแก่การ นำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย ให้กรมการข้าวประกาศให้เป็นพันธุ์ข้าวรับรองโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป รวมทั้งเผยแพร่พันธุ์ข้าวดังกล่าวต่อประชาชน

มาตรา 27/1 ยังกำหนดหลักการให้ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายชองพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้คุณภาพ ให้อธิบดีกรมการข้าวโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศว่าพันธุ์ข้าวใดไม่ได้คุณภาพ และเมื่อได้มีการประกาศแล้วให้สั่งระงับการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์จากข้าวดังกล่าว

ตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการกำหนด และให้ถือว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น มีความผิดฐานฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ของพนักงาน เจ้าหน้าที่ ตามพ.ร.บ.นี้ โดยมาตรา 32 วรรคสองบัญญัติของการฝ่าฝินหรือไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าที่ว่าต้องระวางโทษจำคุไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

อย่างไรก็ตาม มีบทเฉพาะกาลในมาตรา 34/1 ซึ่งกำหนดให้พันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองพันธุตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชก่อนวันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองแล้วตามมาตรา 27/1 และเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้กรมการข้าวประกาศรายชื่อพันธุ์ข้าวในราชกิจจานุเบกาและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไปภายใน 30 วันนับแต่วันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ

ชื่ออื่นๆ (รวมทุกชนิด) ตาขบ ขรบฝรั่ง ครบ (ปัตตานี) มะเกว๋นควาย ตะขบควาย ตานเสี้ยน มะเกว๋นนก มะเกว๋นป่า หมักเบ็น ตากบผมสับสนกับตัวเอง เพราะแต่ละภาคของประเทศจัดผมอยู่ในกลุ่มต่างๆ ทั้งเป็นชนิด “อยู่ป่า” “ในไทย” และ “ฝรั่ง” แต่เวลาเอ่ยชื่อผม ก็เอ่ยว่า “ตะขบ” อย่างเดียวไม่ต้องสนใจว่าสัญชาติใด ผมก็รู้ว่าเป็นตัวผม เพราะเป็นที่รู้จักกันตั้งสองร้อยกว่าปีมาแล้ว เรื่องนี้ผมภาคภูมิใจมาก จากที่ผมถูกเอ่ยชื่อในกลอนบทละคร จากเรื่อง “อิเหนา” ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กล่าวถึงตะขบป่า ว่า

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 ครองราชย์ พ.ศ. 2352 ถึง พ.ศ. 2367 แต่สืบค้นเพิ่มเติม พบว่า อิเหนาเป็นวรรณคดีที่รู้จักกันมาตั้งแต่ช่วงปลายสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาด้วย แต่สมัยนั้นเอ่ยถึงชื่อผมหรือเปล่าไม่ทราบ ผมมารู้ตัวอีกครั้งว่าผมดังในระดับสื่อ “โซเชียล” ยุค 4.0 เชียวนะ เลย “ฮง” ตัวเอง

จากกรณีวิกฤติฝุ่นละลอง PM 2.5 ปัญหาต่อสุขภาพ และแนวทางแก้ไขมีข้อมูลด้านวิชาต่างๆ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่เสนอมาตรการแก้ปัญหาระยะยาว เรื่องการปลูกต้นไม้โดยกล่าวถึง “ต้นตะขบ” ว่า มีใบมีขนซึ่งดูดซับฝุ่นได้ดี ผมงี้สะดุ้งโหยง คิดดูจากเมืองอิเหนาสองร้อยกว่าปีมาแล้ว ธรรมดาก็อยู่ป่า แล้วเขาก็นำมาปลูกในเมือง ในบ้าน บอกว่าให้ร่มเงาเป็นอย่างดี เด็ดลูกผล ดอกกินได้ มาถึงยุคก่อนมีสภาผู้แทนปี ’62 นี้ จะเอาผมมาอยู่ริมถนนคอยดูดซับฝุ่นมลพิษต่างๆ ที่รถแต่ละคันปล่อยควันดำ คนเผาขยะ ขนดิน ขนปูน ก่อสร้างบ้าน คอนโดฯ แล้วให้ผมยืนต้นผลิใบอ่อนแก่ ทำเป็นเครื่องดูดฝุ่น ก็คิดว่าเป็นข้อเสนอที่ผมปฏิเสธไม่ได้ เพราะเรื่องนี้คนที่พูดถึงผมมีตำแหน่งถึง “แพทยสภา” และสนับสนุนโดย “กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมือง” ให้เกียรติเชื่อมือผมขนาดนี้ ก็คงต้องยอมรับอย่างภูมิใจ

สมัยก่อนผมคิดว่าต้น “ผกากรอง” ที่ปลูกกลางถนน เขาคงไว้ดูดซับมลพิษจากควันรถ เขาจึงตั้งชื่อเป็นต้นไม้ที่ใช้ “กรอง” แต่เห็นว่าต้นเตี้ย พุ่มเล็ก กลางถนน ได้รดน้ำให้บ้างไม่ให้บ้าง แต่ก่อนมีมากเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นแล้ว

แต่เอ่ยถึงต้นไม้ใหญ่ว่า อย่างต้นจามจุรี และต้นมะขาม ก็มีในเมืองกรุงมาก มาตอนนี้นักวิชาการบอกว่าต้นไม้เป็นเครื่องฟอกอากาศที่ดีของคนเมือง มีการอบรม “รุกขกร” ตัดแต่งต้นไม้ ทำแผนปลูกต้นไม้ใหญ่ให้อยู่ร่วมกับสังคมเมืองได้

เรื่องชื่อแปลกๆ ของผมมีเรียกกันหลากหลายทุกภูมิภาค แต่ผมติดใจ “คนภาคใต้” ที่เรียกชื่อผมว่า “ลูกขรบ” หรือ “หลูกครบ” ลองออกเสียงภาษาใต้ดูนะ ผมว่า “หร๊อยน้ากิน” ไม่ต้อง “ฮง” หรอก ผมเห็นว่าเด็กๆ ชอบปีนต้นผมเก็บลูกสุกๆ กินได้ตลอดปี แต่เขาชอบ “คลึงลูกขรบ” ก่อนกิน จะทำให้ไม่ฝาดลิ้น อ้อ! บอกสักนิดว่าเวลาเคี้ยวลูกตะขบแล้ว ห้ามยิ้มให้ใครเห็นฟันนะ เพราะคนกินหมากก็ชิดซ้ายไปเลย ปากก็ดำ ฟันก็ด่าง ลิ้นสีน้ำตาล จินตนาการเอาเอง

โดยธรรมชาติ ผมขยายพันธุ์ง่ายๆ ด้วยเมล็ด เพราะสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะนกเต็มต้นส่งเสียงร้องทั้งวัน กินไม่ทันก็ร่วงใต้ต้น หล่นลงในน้ำพวกปลาก็ชอบ ใบ ดอก ราก ผมก็เป็นสมุนไพรด้วยนะครับ

คลึงลูกขรบ พบกันริมถนน ช่วยคนเมือง เรื่องฝุ่นควัน จะดูดซับทั้งวัน ขอเพียงที่ต้นฉันรับประกัน อย่าให้ผู้แทนมาแขวนป้าย “ตะ”อ.ต.ก. ตลาดสดคุณภาพ ประกาศก้าวข้ามผ่านการเป็นผู้นำสินค้าเกษตรอาเซียน สู่แผนการดำเนินงาน ตั้งเป้า ปี 2562-2564 ผลักดันตลาดสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท ต่อปี

นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ให้ข้อมูลว่า ในช่วง ปี 2560 ที่ผ่านมา อ.ต.ก. ติดอันดับ 4 ตลาดดีมีคุณภาพของโลก จากการจัดอันดับ ซีเอ็นเอ็น ซึ่งก็ถือได้ว่า “อ.ต.ก. ได้ก้าวผ่านความเป็นผู้นำตลาดอาเซียนมาแล้ว ในปีนี้เราจะเริ่มลงมือปฏิบัติตามพันธกิจที่วางแผนชู อ.ต.ก. เป็นตลาดที่มีมูลค่าสินค้าเกษตร ไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท/ปี ในปี 2564”

ตั้งเป้า อ.ต.ก. เป็นตลาดที่มีมูลค่าสินค้าเกษตร ไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท ในปี 2564

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจในการดูแลเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล และใน ปี 2562 อ.ต.ก. ได้มีการตั้งและปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการบริหารงานใหม่ จากเดิมเราตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำตลาดอาเซียน แต่ ณ ปัจจุบันนี้ ที่ อ.ต.ก. ได้ก้าวผ่านตรงนั้นมาแล้ว