“กรมชลฯ”เข็น5โครงการน้ำขนาดใหญ่มูลค่ากว่า4หมื่นล.เข้าครม.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานอยู่ในระหว่างเร่งรัดดำเนินการเปิดโครงการก่อสร้างระบบชลประทาน ขนาดใหญ่ ตามแผนงานปีงบประมาณ 2561 เพื่อให้สอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2558-2569 และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 20 ปี จำนวน 5 โครงการ วงเงินรวม 40,895 ล้านบาท

ประกอบด้วย 1.โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก จ.เลย วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานรองรับน้ำฝน 72,500 ไร่ และแก้ไขพื้นที่ประสบภัยแล้ง 18,100 ไร่ คาดว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติเปิดโครงการได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์นี้ 2.โครงการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่อ.เมืองนครศรีธรรมราช วงเงิน 9,580 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอ.เมืองนครศรีธรรมราช ให้ลดลง 90% ของพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จำนวน 17,400 ไร่ คาดว่าจะเสนอเข้าครม.ได้ภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2560

นายสมเกียรติ กล่าวว่า 3.โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบ จ.นครศรีธรรมราช วงเงิน 2,377 ล้านบาท โดยมีความจุอ่าง 20.1 ล้านลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 13,014 ไร่ คาดว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯซึ่งมีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน เห็นชอบภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้

จากนั้นจะเสนอเข้าครม.ภายในเดือนพฤศจิกายน 4.โครงการห้วยหลวง จ.หนองคาย วงเงิน 21,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ 45,390 ไร่ และเพิ่มน้ำต้นทุน 245.87 ล้านลบ.ม. ครอบคลุมพื้นที่ 315,195 ไร่ คาดว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เห็นชอบภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ จากนั้นจะเสนอเข้าครม.ภายในเดือนพฤศจิกายน 5.อ่างเก็บน้ำลำน้ำชี จ.ชัยภูมิ วงเงิน 2,938 ล้านบาท โดยมีความจุอ่าง 70.21 ล้านลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 75,000 ไร่ คาดว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เห็นชอบภายในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ จากนั้นจะเสนอเข้าครม.ภายในเดือนพฤศจิกายน

นายสมเกียรติ กล่าวว่า นอกจากนี้กรมชลประทาน จะเร่งรัดผลักดันโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ภายหลังจากครม.ได้อนุมัติหลักการเตรียมความพร้อมดำเนินโครงการไปเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา โดยขณะนี้กรมชลประทาน และกระทรวงเกษตรฯอยู่สร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ จากนั้นจะทำการเปิดรับฟังความคิดเห็นคิดของผู้เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมในการปักหลักเขตที่ดินให้เกิดความชัดเจน

ควบคู่ไปกับการสำรวจออกแบบ จากนั้นจะประเมินค่าใช้จ่ายของทั้งโครงการ และจะเสนอครม.เพื่ออนุมัติเปิดโครงการ คาดว่าจะใช้เวลาทั้งสิ้น 8 – 9 เดือนนับจากนี้ และจะดำเนินการก่อสร้างต่อไป

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กรมการข้าว และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมจัดสัมมนา “เกษตรก้าวไกล ชาวนาไทย 4.0+” เพื่อเสริมพลังและความแข็งแกร่งให้ชาวนาไทยก้าวสู่ยุค 4.0 อย่างยั่งยืน ออกโรดโชว์เผยแพร่ความรู้แก่เกษตรกร 3 จังหวัด พิษณุโลก ขอนแก่น และยโสธร พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำเกษตรยุคใหม่ พัฒนาเกษตรกรไทย สู่การเป็น Smart Farmer แนะแนวทางการปลูกข้าวให้ได้มูลค่าสูง ตลอดจนการแปรรูปข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่เกษตรกร

นายโอภาศ ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็นเกษตรกรรม 4.0 ทั้งการเสริมสร้างทักษะและศักยภาพเกษตรกร พัฒนาคุณภาพ มาตรฐานสินค้าเกษตร และเพิ่มมูลค่าด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ รวมทั้งการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์มากขึ้น

ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ กรมการข้าว จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “โลกเปลี่ยนไว ชาวนาไทยต้องปรับ” ขึ้น เพื่อเปิดเป็นเวทีระดมความคิดเห็น หาแนวทางพัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตชาวนาไทยให้เข้มแข็ง รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันข้าวไทยในตลาดโลก และนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ไปปรับปรุงการทำนาของเกษตรกรไทย โดยมีเกษตรกรจากทั่วประเทศเดินทางมาเข้าร่วมงานสัมมนาเป็นจำนวนมาก

ทำให้ในปีนี้บริษัทฯ ได้สานต่อโดยจัดงานสัมมนาในระดับภูมิภาค โดยจัดขึ้นที่ จังหวัดพิษณุโลก ขอนแก่น และยโสธร มุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมงานสัมมนาได้เปิดมุมมองใหม่ในการทำเกษตรกรรม ผสมผสานองค์ความรู้ในการเพาะปลูกเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร

รวมไปถึงการเล็งเห็นความสำคัญของการทำเกษตรแบบกลุ่ม ผ่านตัวแทนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านข้าวจากหลากหลายภาคส่วนที่จะร่วมแบ่งปันความรู้และมุมมองการทำเกษตรในหลากหลายประเด็น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Smart Farmer อันเป็นพลังสำคัญที่จะร่วมกันขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทยให้พัฒนาเข้าสู่มาตรฐานสากลต่อไป

“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สยามคูโบต้า ได้ทำการศึกษาและทดลองวิธีการที่จะเป็นแนวทางในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของประเทศ เพื่อช่วยให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย “KUBOTA (Agri) Solutions” เกษตรครบวงจร ด้วยการนำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและนวัตกรรมการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยเกษตรกรในการลดต้นทุน เพิ่มปริมาณผลผลิต และรายได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนนำความรู้ และวิธีการเพาะปลูกข้าวที่มีคุณภาพนั้น มาจัดทำเป็นปฏิทินความรู้เรื่องข้าว สำหรับนำมาแจกให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรได้นำไปปรับใช้ในพื้นที่ต่อไป”

ดร. ธนาวิชญ์ จินดาประดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แอทไวส คอนซัลติ้ง จำกัด และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาด้านการเกษตรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและเกษตร 4.0 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงเนื้อหาส่วนหนึ่งในการสัมมนาหัวข้อ “เกษตร 4.0” ว่า ปัจจุบันคำว่า ไทยแลนด์ 4.0 กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคม ซึ่งหัวใจหลักของไทยแลนด์ 4.0 นั้นคือ ต้องเปลี่ยนจาก ทำมากได้น้อย เป็น ทำน้อยได้มาก เช่นเดียวกับ เกษตร 4.0 ต้องเปลี่ยนจากการทำแบบดั้งเดิม เป็นการทำเกษตรสมัยใหม่ หรือ ที่เรียกว่า Smart Farmer ด้วยการนำนวัตกรรม บวกกับความคิดสร้างสรรค์

โดยมีวัตถุประสงค์ในการทำ คือ ทำน้อยได้มาก หากเกษตรกรยังทำในรูปแบบเดิมๆ ที่เคยทำมาตลอด ผลลัพธ์จะได้แบบเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเกษตรกรอยากทำให้แตกต่างจากเดิมจะต้องเปลี่ยนวิธีการในการทำใหม่ ศึกษาข้อมูลความต้องการของตลาด แล้วหาช่องทางในการตอบโจทย์ โดยอาศัยความรู้ ความคิดสร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่ และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วย เกษตรกรรมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่คนไทยควรสานต่อ และพัฒนาสู่การเป็น Smart Farmer

และสำหรับในช่วงบ่ายมีการเสวนาในหัวข้อ “เกษตรก้าวไกล ชาวนาไทย 4.0 +” โดยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เปิดการเสวนาในประเด็น ประเทศไทยมีพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ตลาดในเมืองไทยและโลกอย่างไรบ้าง? โดย ดร.อัจฉราพร ณ ลำปาง เนินพลับ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษกรมการข้าว

“ถ้าพูดถึงข้าวที่มีคุณค่าโภชนาการสูง เราคงจะนึกถึงข้าวหอมมะลิ ถ้าเป็นข้าวอย่างอื่นจะใหม่สำหรับคนไทย แต่ทุกวันนี้ประเทศเพื่อนบ้าน มีการแข่งขันในเรื่องของข้าวหอมมะลิกับประเทศไทย เมื่อมีการแข่งขันสูง เราจำเป็นต้องหนีให้พ้นจากการแข่งขัน พร้อมๆ กับมองว่าประเทศเรามีของดีอะไรในมือบ้าง เพื่อให้เหนือกว่าคู่แข่ง ประกอบกับปัจจุบันเทรนในเรื่องของสุขภาพและความสวยงามกำลังเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ กรมการข้าวจึงได้ทำการศึกษาเรื่องข้าวคุณค่าโภชนาการสูงมากว่า 10 ปี โดยพบว่า ข้าวลืมผัว เป็นข้าวที่อร่อย มีกลิ่นหอม และมีคุณค่าโภชนาการสูง ยิ่งสีเข้มคุณค่าโภชนาการจะสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ และยังสามารถนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นทั้งอาหารคาวหวาน เครื่องดื่ม และเครื่องสำอางได้อีกด้วย”

นายไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักไหม จังหวัดศรีสะเกษ ได้เล่าถึงการรวมกลุ่มของชุมชน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ว่า พื้นที่ของชุมชนผักไหมปลูกข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์หลักของเราคือการทำเมล็ดพันธุ์ข้าว มีบางส่วนผลิตเป็นข้าวอินทรีย์และแปรรูปเป็นข้าวสารอินทรีย์ น้ำนมข้าวอินทรีย์ และไปผสมกับถั่วเหลืองซึ่งชุมชนปลูกเป็นพืชหลังนา

ช่วงแรกผลิตภัณฑ์ของชุมชนยังไม่เป็นที่รู้จัก เนื่องจากตลาดยังไม่รู้จักเรา แต่กว่าจะทำมาได้ขนาดนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรในการผลิตให้ได้คุณภาพและมาตรฐานที่ตลาดยอมรับ และสามารถนำผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ ทั้งนี้ชุมชนผักไหมเริ่มรวมกลุ่มกันตั้งแต่ปี 2541 เป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อสร้างเครือข่ายร่วมกัน แล้วจึงเริ่มขยายเป็นระดับตำบลในปี 2551

และต่อมาเริ่มรวมกลุ่มอย่างจริงจังในปี 2555 เพื่อพัฒนาข้าวเป็นหลัก จนปัจจุบันได้เข้าสู่โครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบนาแปลงใหญ่ และมีการนำเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาทำเกษตรกรรม โดยมีแนวคิดที่จะลดค่าใช้จ่ายในการจ้างนายทุนจากข้างนอกเข้ามาทำงาน จึงรวมเงินกันในชุมชนลงทุนซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้กันร่วมกัน มีการวางแผนบริหารจัดการการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในกลุ่มเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการใช้งาน

คุณสุวรรณา จิวัฒนไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซองเดอร์ ไทยออร์กานิคฟู้ด จำกัด เปิดเผยถึงวิธีการสร้างความต้องการให้ลูกค้าเห็นความสำคัญเรื่องสุขภาพ ว่า “สิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นคืออยากสร้างอาหารดีๆ กินเอง และแบ่งปันให้คนที่รัก เมื่อมีคนอื่นเห็นจึงต้องการลองบ้าง เราจึงเริ่มต้นคิดในแง่ธุรกิจ เริ่มต้นเรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ พบว่าเกษตรกรไม่ได้ปลูกข้าวเพื่อจะกินเอง เอาไปขายให้กับโรงสี ทำให้คิดว่าเราควรทำข้าวไว้กินเอง แล้วหาความรู้ในการแปรรูป จึงทำการแปรรูปจากข้าวอินทรีย์เต็มเมล็ด ไม่ปนเปื้อน เพื่อสุขภาพ และสามารถดูแลสิ่งแวดล้อม ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์มากกว่า 20 อย่าง”

ผศ.ดร.เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์ ภาควิชาเกษตรกลวิธาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เล่าถึงนวัตกรรมสำหรับการเพาะปลูกข้าว ที่จะช่วยให้เกษตรกรทำนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ว่า ตอนนี้เราเหมือนเป็น Smart Phone Farmer เราจะโทรสั่งงาน จ้างงานเยอะเกินไป อะไรที่เคยทำได้เองก็ไม่ได้ทำ ต้นทุนจะสูงขึ้นตามความท้าทายต่างๆ เราจำเป็นต้องนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องเป็น Smart Agriculture หรือ การทำเกษตรแบบชาญฉลาด โดยแยกคำว่า SMART ออกเป็น S คือ Sensor ซึ่งเป็นเรื่องของอุปกรณ์รับสัญญาณ วัดสัญญาณต่างๆ เราส่งเข้าไปประมวลผล Machine Mission เป็นอุปกรณ์คล้ายๆ ดวงตา ที่สามารถมองทะลุเข้าไปในผลผลิต โดยการถ่ายภาพที่ตัวผลผลิต แล้วสามารถได้ข้อมูลเกี่ยวกับขนาด น้ำหนัก หรือปริมาณน้ำตาลในผลผลิตผลนั้นๆ ทำหน้าที่คล้ายๆ เครื่อง X-ray

ส่วนการตอบโจทย์เรื่องการขาดแคลนแรงงาน หรือแรงงานขาดทักษะ จะเป็นระบบ Autonomous การควบคุมอัตโนมัติ หรือการทำงานของเครื่องจักรกลการเกษตรอัตโนมัติ และเรื่อง Remote and Micro sensing การตรวจสอบระยะไกลในการประเมินผลผลิต โดยการใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม หรือการใช้ภาพถ่ายจากอากาศเข้ามาช่วย

ปัจจุบันเรามีเครื่องบินเล็ก หรือ โดรน ซึ่งเป็นการตรวจสอบระยะใกล้ขึ้นบินสำรวจ และสุดท้ายเราต้องมีหลักคิด คือ Technology for life ซึ่งจะประกอบด้วยการทำเกษตรแบบแม่นยำ หรือ Precision Agriculture เป็นการทำเกษตรแบบประณีต ถัดมาเป็นเรื่องเกษตรในเมือง หรือเป็นเรื่องการใช้ของเสีย และเกษตรปลอดภัย เป็นต้น

การสัมมนาในครั้งนี้นับเป็นการประสานความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ในการแบ่งปันองค์ความรู้ ตลอดจนความพร้อมในการใช้วิธีการและนวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำเกษตรกรรม เพื่อช่วยสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่เกษตรกร ถือเป็นการร่วมกันสร้างแนวทางในการช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย ให้มีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นเกษตร 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน

พลเอกประสาท สุขเกษตร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 45 ปี มีกิจกรรมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมส่งเสริมสหกรณ์ การทำบุญเลี้ยงพระ การอ่านสาร พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้กับข้าราชการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและผู้ปฏิบัติงานในกรมส่งเสริมสหกรณ์ อดีตผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ และบุคลากรในขบวนการสหกรณ์เข้าร่วมใน พิธี โดยมีนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยนายเชิดชัย พรหมแก้ว นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกรมฯร่วมให้การต้อนรับ ณ บริเวณลานพระอนุสาวรีย์พระราชวรวงค์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ทะเลอันดามันตอนบนเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคกลาง และภาคตะวันออก ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงบางแห่ง

สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้มีกำลังปานกลาง ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักในระยะนี้ อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางแผ่ลงมาปกคลุมประเทศลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ลักษณะเช่นนี้จะทำให้บริเวณตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกชุก

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่กับมีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงบางแห่งบริเวณจังหวัดหนองคาย อุดรธานี สกลนคร นครพนม มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษและอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ catflux-forum.net และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรีและตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ได้คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 2-6 ตุลาคม 2560 บริเวณประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งนี้ เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

กรมชลประทานจึงสั่งการให้ทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศ กำชับเจ้าหน้าในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมกับให้ตรวจสอบระบบชลประทาน อาคารชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้เต็มศักยภาพ ตามสถานการณ์น้ำที่เป็นจริงในแต่ละช่วงเวลา รวมทั้งบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด สำหรับพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องมืออื่นๆ เตรียมพร้อมไว้ด้วยแล้ว

นายทองเปลวกล่าวว่า สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่กรมชลประทานได้ส่งเสริมให้ทำการเพาะปลูกไปก่อนแล้วและอยู่ระหว่างเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลากนั้น ได้มอบหมายให้โครงการชลประทานในพื้นที่บูรณาการร่วมกับจังหวัด ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปดำเนินการประชุมชี้แจงเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆ ให้ชะลอการเพาะปลูกข้าวต่อเนื่อง โดยให้ไปทำการเพาะปลูกพร้อมกันในช่วงต้นฤดูแล้งปี 2560/61

นอกจากนี้ ยังได้ให้ทุกโครงการฯเตรียมความพร้อมทางด้านเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบ๊กโฮ/รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ และเครื่องผลักดันน้ำ ในบริเวณพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ เพื่อให้สามารถนำไปช่วยเหลือประชาชน เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมได้อย่างทันท่วงที จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิดด้วย

นายทองเปลวกล่าวว่า ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2560 มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 56,574 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 75% ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 9,303 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 32,755 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 64% สามารถรองรับน้ำได้อีก 18,644 ล้าน ลบ.ม.