กรมชลฯ บุก “บ่อไร่” ถก อบต.หนองบอน ผุดอ่าง “ห้วยสะตอ”

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน (ชป.) พร้อมด้วย นายชูชาติ รักจิตร ผู้อำนวยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง เดินทางสำรวจพื้นที่ห้วยสะตอ อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด จากนั้นร่วมหารือกับสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) หนองบอน เรื่องการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสะตอ ความจุ 57 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

นายเฉลิมเกียรติ เผยว่า ส.อบต.หนองบอน และเกษตรกรในพื้นที่เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะสภาพปัจจุบันมีทั้งปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ต้องดึงน้ำจากอ่างเก็บน้ำคีรีธาร จังหวัดจันทบุรี หรือสูบน้ำย้อนขึ้นจากอ่างเก็บน้ำคลองโสน อำเภอบ่อไร่ มาช่วยการเพาะปลูก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวนผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน กลับกันมักมีเหตุน้ำท่วมในฤดูฝน ทั้งตัว อำเภอบ่อไร่ อำเภอเขาสมิง และ อำเภอเมืองตราด โดยกรมชลประทานจะเร่งสำรวจและออกแบบเร็วขึ้น คาดว่าน่าจะก่อสร้างได้ในปี 2563 เร็วกว่าแผนเดิม 1 ปี และกักเก็บน้ำได้ในปี 2566 ตามนโยบายของนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ที่ห้องประชุมศรีสยาม มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา นายสุวิทย์ คำดี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อย (Focus Group) โครงการจัดทำโรดแมป (Road Map) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมแห่งชาติ ระยะ 20 ปี (2561-2579) โดยมีนายพุฒิพงษ์ สรพฤกษ์ รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ พร้อมชี้แจงถึงการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้สอดรับต่อการพัฒนาและการขับเคลื่อนสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 อันเป็นการกำหนดแนวทางการพัฒนาในมิติการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมของทุกภาคส่วนให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ นักวิชาการและหน่วยงานภาครัฐ เกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม และรับฟังข้อเสนอแนะวิสัยทัศน์หรือสิ่งที่คาดหวังในอนาคตด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม โดยจัดให้มีการระดมความคิดเห็นแบ่งเป็น 5 ภาค และในวันนี้เป็นการระดมความคิดเห็นในส่วนภาคตะวันออก รอบที่ 2 ครั้งสุดท้าย

นายสุวิทย์กล่าวว่า การจัดโครงการดังกล่าวเป็นการจัดทำยุทธศาสตร์ควบคู่ไปกับการจัดทำแผนที่นำทาง หรือโรดแมป และนำไปสู่การจัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม รวมทั้งการขับเคลื่อนภารกิจในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมเรื่อง ดังกล่าวในระยะยาวของประเทศแบบบูรณาการ โดยให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนในการร่วมดำเนินงานสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนและผลักดันการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม ไปสู่การกำหนดเป็นนโยบายและแผนระดับชาติต่อไป

ได้เดินทางไปยังวัดแสงดาว หมู่ 6 ตำบลปากโทก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก สถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลสรีระสังขารของพระอธิการเทพฤทธิ์ มหาวิริโย เจ้าอาวาสวัดแสงดาว พระนักพัฒนาที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความเคารพศรัทธา โดยจะมีพิธีสวดพระอภิธรรมบำเพ็ญกุศล เป็นเวลา 7 วัน และจะมีพิธีบรรจุสรีระสังขารไว้อีก 100 วัน ก่อนจะมีพิธีฌาปนกิจเมรุลอยกลางแจ้งต่อไป

โดยชาวบ้านที่มาฟังพระสวดพระอภิธรรมต่างต้องสะดุดตากับการบรรเลงดนตรีซอไม้ไผ่ ที่นอกจากจะมีความแปลกจากเครื่องดนตรีแล้ว ยังใช้คนบรรเลงเพียงคนเดียว แต่ให้เสียงดนตรีที่ไพเราะมีจังหวะของเครื่องดนตรีครบถ้วน ที่ชาวบ้านรวมใจกันเป็นเจ้าภาพว่าจ้างมาบรรเลงในพิธีสวดพระอภิธรรม บำเพ็ญกุศลสรีระสังขารของพระอธิการเทพฤทธิ์ โดยเจ้าของเสียงบรรเลงดนตรีของซอไม้ไผ่ คือ ลุงทวี จันทร์แจ้ง อายุ 65 ปี ชาว จังหวัดพิจิตร ที่ยึดอาชีพวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัด และเล่นจะเข้ตามวงดนตรีต่างๆ มาก่อน ก่อนที่จะมาประยุกต์สร้างเครื่องดนตรีเป็นของตัวเอง คือซอไม้ไผ่ และยึดเป็นอาชีพมานานกว่า 15 ปี สร้างรายได้เดือนละ 3-4 หมื่นบาท ต่อเดือน

ลุงทวี บอกว่า เดิมยึดอาชีพวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดต่างๆ ทั่วไปที่ว่าจ้างมา เวลาไม่มีงานก็จะไปเล่นดนตรีกับวงปี่พาทย์ตามงานบุญต่างๆ โดยจะเล่นจะเข้ญี่ปุ่นเป็นหลัก ก็ยึดอาชีพนี้มากว่า 40 ปี จนต่อมาเครื่องดนตรีจะเข้ญี่ปุ่นเสื่อมโทรมไปตามอายุ ซ่อมบ่อยหาช่างซ่อมก็ยาก จึงคิดที่จะทำเครื่องดนตรีเป็นของตัวเอง ตามภูมิปัญญาของคนเรียนจบเพียงชั้น ป.7 เท่านั้น โดยใช้หลักของเครื่องดีดอย่างจะเข้ญี่ปุ่น กับเครื่องดนตรีประเภทสีอย่างซอมาประยุกต์ ก็ลองผิดลองถูกอยู่นาน จนมาลงตัวที่ซอไม้ไผ่ชิ้นนี้

“สำหรับอุปกรณ์ก็ไม่มีอะไรมาก ทั้งเครื่องของซอไม้ไผ่จะใช้อุปกรณ์เป็นไม้ไผ่หลากหลายชนิดทั้งไผ่น้ำเต้า ไผ่ตรง ไผ่สีทอง อยู่ตามส่วนประกอบต่างๆ ของซอ ส่วนสายจะใช้เป็นสายกีตาร์แทนสายเอ็น เพราะจะมีความคงทนและเสียงใสมากกว่า โดยจะเพิ่มลิ่มนิ้วขึ้นมาเป็นตัวบังคับคอร์ด ถ้าเทียบกันลิ่มนิ้วก็เหมือนกับแป้นคีย์บอร์ดของเปียโน หรืออิเล็กโทนในเครื่องดนตรีสมัยนี้ หัวใจหลักที่สำคัญอีกอย่างก็คือไม้คันสี ที่ตัวไม้ก็จะทำด้วยไม้ไผ่เช่นเดียวกัน และจะใช้คู่กับเอ็นไนลอนอย่างดี ที่จะให้เสียงที่ไพเราะมากยิ่งขึ้น”

ลุงทวีบอกอีกว่า จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ปาไปกว่า 15 ปีแล้ว ที่ทำซอไม้ไผ่ได้ประสบความสำเร็จ และด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้ต้องหันหลังให้กับการรับจ้างวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังอย่างถาวร หันมารับงานดนตรีด้วยซอไม้ไผ่ เพียงอย่างเดียวตามงานบุญต่างๆ ที่เจ้าภาพว่าจ้างไป โดยจะเล่นซอไม้ไผ่เพียงคนเดียว มีเพียงตัวลำโพง ตัวขยายเสียง และตัวคุมจังหวะเพียงเท่านั้น ก็สามารถรับงานได้ทั่วราชอาณาจักร

ส่วนราคาก็ไม่แพงหากเทียบกับการต้องจ้างวงดนตรีเต็มวง ก็จะแพงกว่าเยอะ โดยจะรับงานเริ่มตั้งแต่ราคา 4,000 บาทเป็นต้นไปแล้วแต่ระยะทาง เฉลี่ยต่อเดือนแล้วมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเดือนละ 3-4 หมื่นบาท และตอนนี้ได้มีการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

ช่วงนี้เริ่มมีคนที่สนใจว่าจ้างให้ทำซอไม้ไผ่ให้ ซึ่งตนก็รับออเดอร์ไว้ 4 เครื่องด้วยกัน ราคาตั้งแต่ 6,000-19,000 บาท แล้วแต่ขนาด

นอกเหนือจากเครื่องดนตรีแล้ว ด้วยความใจรักของลุงทวีที่ชื่นชอบไม้ไผ่เป็นชีวิตจิตใจ ก็ได้มีการตกแต่งรถ เป็นรถไม้ไผ่ทั้งภายในและภายนอกด้วยความสวยงามและสามารถขับได้จริงอีกด้วย

สำหรับท่านใดสนใจว่าจ้างลุงทวีไปเล่นดนตรีตามงานบุญต่างๆ หรือสนใจอยากจะสั่งทำเครื่องดนตรี ซอไม้ไผ่หนึ่งเดียวในโลก ก็สามารถติดต่อได้ทางโทรศัพท์ หมายเลข (083) 620-4952

ประเมินผลผลิตฤดูผลิตนาปี-นาปรัง 2561 ข้าวแยะขึ้น 20% พณ.ยันเอาอยู่ เตรียมมาตรการพยุงข้าวเปลือกหอมไม่ตก 1.5 หมื่น/ตัน ข้าวเปลือกเจ้าไม่ต่ำ 8 พัน/ตันข้าวถุงหยุดทำโปรปล่อยราคาขึ้น 20-30 บาท/ถุง เพื่อลดภาระต้นทุนสูง 35%

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แนวโน้มผลผลิตข้าวนาปรังและนาปี 2561/62 เทียบปีที่ผ่านมาจะเพิ่มขึ้น 10-20% เนื่องสภาพอากาศและปริมาณน้ำค่อนข้างดี และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาราคาตก รัฐบาลได้เตรียมมาตรการและแผนส่งเสริมการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวคุณภาพ รวมถึงมีการเชื่อมโยงตลาดค้าข้าวล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิฤดูกาลใหม่ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท ต่อตัน และข้าวเปลือกเจ้าไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ต่อตัน นอกจากนี้ มีแผนดูแลราคาสินค้าชนิดต่างๆ ด้วย เช่น ปาล์มน้ำมัน หลังรัฐบาลออก 5 มาตรการในการลดปริมาณสต๊อกที่เกิน 4-5 แสนตัน และควบคุมราคารับซื้อน้ำมันปาล์ม ทำให้ราคาผลปาล์มไม่ต่ำกว่า 3.0-3.20 บาท/กิโลกรัมแล้ว

นายสนธิรัตน์ กล่าวถึงทิศทางราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ว่า สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามและศึกษาโครงสร้างต้นทุนสินค้าต่างๆ ว่ามีสินค้าอะไรบ้างที่จะได้รับผลกระทบต่อต้นทุนและราคาที่เพิ่มขึ้น โดยจะออกมาตรการดูแลที่สมดุลและไม่กระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งเบื้องต้นกรมรายงานว่า มีผลต่อต้นทุนบางรายการขยับเพียงเล็กน้อย

นายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทยและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวถุงมาบุญครอง กล่าวว่า จากต้นทุนราคาข้าวสารหอมมะลิมีราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 23 บาท เป็น 34-35 บาท หรือสูงขึ้นกว่า 35% ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยกเลิกการจัดโปรโมชั่นลดราคาข้าวถุงเพื่อส่งเสริมการขายแทนการปรับราคาหน้าถุง ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิ (ถุง 5 กิโลกรัม) ขายเฉลี่ยถุงละ 240-250 บาท สูงขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ 20-30 บาท ขณะที่ราคาข้าวสารเจ้ายังทรงตัวถุงละ 70-80 บาท โดยคาดการณ์ว่าราคาขายข้าวถุงจะทรงตัวระดับนี้จนถึงผลผลิตฤดูกาลใหม่ออกสู่ตลาดในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม

“ที่น่าสังเกตคือเมื่อราคาข้าวหอมมะลิสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันไปบริโภคข้าวหอมจังหวัดมากขึ้น และราคาส่วนใหญ่ขายต่ำกว่า 200 บาท หรือประมาณ 170-180 บาท ต่อถุง สะท้อนว่า ผู้บริโภคนิยมซื้อข้าวหอมที่ไม่ถึง 200 บาท และปัจจุบันข้าวหอมจังหวัดมีสายพันธุ์ให้เลือก ซึ่งเป็นข้าวที่มีความหอมและหุงแบบนุ่ม บางพันธุ์น้ำตาลต่ำ ตามที่ผู้บริโภค จึงเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้กระทบต่อยอดขายข้าวหอมมะลิ ที่ยอดจำหน่ายยังทรงตัว เพราะราคาข้าวหอมมะลิเพิ่งสูงขึ้นเมื่อปลายปี 2560 หลังจากราคาลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี2551” นายสมเกียรติ กล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า ตลาดรวมข้าวสารบรรจถุงในไทยจะมีการบริโภคต่อปี 4-5 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนข้าวหอมมะลิและข้าวหอมชนิดต่างๆ ประมาณ 45% ที่เหลือยังเป็นข้าวเจ้าเป็นส่วนใหญ่ ข้าวเหนียวเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะคนไทยบริโภคข้าวต่อคนต่อปี 90 กิโลกรัม แต่ผู้บริโภคในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ บริโภคค่อนข้างต่ำไม่เกิน 50 กิโลกรัม เพราะมีอาหารทดแทนข้าวมาชิงตลาด

นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า จากกรณีนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาเรียกร้องให้แรงงานชาวกัมพูชาที่กำลังทำงานอยู่ในไทย เดินทางกลับไปทำงานในบ้านเกิด เชื่อว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมกับชาวกัมพูชาที่เข้ามาค้าแรงงานในไทย อาจกระทบแรงงานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจากการประเมินของสมาคมพบว่าปัญหาแรงงานขาดแคลนและค่าจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง หากผู้ประกอบการรับสร้างบ้านไม่ปรับตัวการดำเนินธุรกิจหรือผลประกอบการจะค่อยๆ ถดถอยลงหรือรับงานได้น้อยลงอาจถึงขั้นออกจากธุรกิจ

นายสิทธิพร กล่าวว่า และพบว่าผู้ประกอบการรับสร้างบ้านทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ส่วนใหญ่คงใช้ระบบก่อสร้างรูปแบบเดิมคือหล่อคอนกรีตในที่หรือการผูกเหล็ก ประกอบไม้แบบ และเทคอนกรีตโครงสร้าง ณ สถานที่ก่อสร้างที่ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก สวนทางกับผู้ประกอบการใหญ่ใช้ระบบพรีแฟบหรือโครงสร้างสำเร็จรูป จึงขอแนะนำผู้ประกอบการรับสร้างบ้านหันมาใช้ระบบพรีแฟบ ซึ่งสามารถควบคุมต้นทุนได้มากขึ้น

สำหรับภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านในช่วง 5 เดือนปีนี้ ยังสามารถขยายตัวได้ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยสมาคมประเมินมูลค่าตลาดช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ไว้ที่ 7.5-8 พันล้านบาท สำหรับความต้องการสร้างบ้านในต่างจังหวัด พบว่า 5 เดือนแรกปีนี้ หลายจังหวัดในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง เริ่มมีความต้องการและกำลังซื้อดีขึ้นมาก เช่น เชียงราย ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สุรินทร์ นครราชสีมา และสระบุรี เป็นต้น

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่โรงแรมดวงตะวัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ นายชลัยสิน โพธิเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการงานควบคุมและกำกับดูแลการปลูกเฮมพ์ (กัญชง) เป็นพืชเศรษฐกิจ โดยมีคณะทำงานควบคุมและกำกับดูแลเฮมพ์ (กัญชง) ระดับจังหวัด จาก 8 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ตาก แพร่ เพชรบูรณ์ ปทุมธานี และขอนแก่น รวมทั้งชุดปฏิบัติการตรวจเฮมพ์ 14 อำเภอ และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.กว่า 150 คน เข้าร่วมประชุม

นายชลัยสิน กล่าวว่า ต้องการให้เจ้าหน้าที่มีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการควบคุมกำกับดูแลการปลูกเฮมพ์ หรือกัญชง และพิจารณาอนุญาตให้การปลูกกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศอย่างแท้จริง ยอมรับว่า ป.ป.ส.เป็นห่วงว่า อาจมีการลักลอบปลูกกัญชาปะปนกับกัญชง จึงต้องมีการพัฒนาพันธุ์ที่เหมาะสม มีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ต่ำกว่า ร้อยละ 0.3 และต้องมีการตรวจวัดปริมาณสาร THC ของกัญชงที่ปลูก ต้องไม่เกินร้อยละ 1 ต่อน้ำหนักแห้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำกัญชงไปใช้ในทางที่ผิด จึงกำหนดแผนงานช่วงแรกในการพัฒนาพันธุ์ไว้ 3 ปี

“ป.ป.ส.พยายามคลี่คลายปัญหา เพื่อให้สามารถปลูกกัญชงได้อย่างถูกกฎหมาย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการสิ่งทอและเส้นใย ปัจจุบันต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันมี 4 จังหวัดรวม 8 อำเภอ จำนวนกว่า 190 ไร่ ที่ทดลองปลูกกัญชงอยู่ โดยมีสถาบันวิจัยพัฒนาเกษตรบนพื้นที่สูงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุน หากประสบผลสำเร็จก็จะขยายผลต่อไป” นายชลัยสิน กล่าว

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม น.สพ. สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีและโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยภายหลังนำคณะลงพื้นที่ด่านกักกันสัตว์นครพนม เพื่อตรวจติดตามการดูแลสุนัขและแมว ที่นำมาจากพื้นที่เกิดโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อดูแลฟื้นฟูว่า ปัจจุบันไม่พบปัญหาการขาดแคลนทั้งอาหาร รวมถึงยารักษา แต่ในส่วนของสุนัขป่วยตายถือว่าเป็นไปตามสภาพ และดูแลตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว โดยไม่สามารถจะส่งคืนให้เจ้าของไปเลี้ยงดูแลได้ เพราะยังอยู่ในระยะเวลาที่จะต้องดูแลฟื้นฟู จนกว่าจะไม่มีปัญหาต่อการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า โดยปัจจุบันมีสุนัขที่ยังต้องดูแลฟื้นฟู หรือกลุ่มเสี่ยงรวม 700 ตัว และอาจมีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลการดูแลสุนัข และมีข่าวว่าปล่อยให้สุนัขทยอยตาย

“ทางกรมปศุสัตว์ยืนยันว่าเรามีมาตรฐานในการดูแลตามขั้นตอน ส่วนสุนัขที่ป่วยตายมาจากปัญหาเจ็บป่วยของสุนัข ที่มีการดูแลตามขั้นตอนดีที่สุดแล้วถือว่าสุดวิสัย และมีการนำไปฝังทำลาย ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคระบาดแน่นอน ที่สำคัญในส่วนของสุนัข จำนวน 120 ตัว จะมีการส่งคืนเจ้าของ และหาบ้านใหม่ให้สุนัขชุดแรกในเดือนมิถุนายน เพราะครบกำหนดการฟื้นฟู 6 เดือน ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ นอกจากนี้ ทางกรมปศุสัตว์จะเร่งสนับสนุนงบประมาณ รวมถึงเครื่องมือในการดูแลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเชื่อว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคพิษสุนัขบ้า ถือว่าสามารถควบคุมได้แล้ว และปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่จากองค์กรเอกชนมาร่วมดูแลฟื้นฟูด้วย” น.สพ.สมชวน กล่าว

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับใหม่) (ฉบับที่…) พ.ศ… ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่าการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่นี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการรับฟังและร่วมกันเสนอความคิดเห็นในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสหกรณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสหกรณ์ ก่อนจะรวบรวมความเห็นส่งประกอบกับร่างกฎหมายเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา

“หลังจากรับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้วจะรวบรวมความเห็นที่เป็นประโยชน์นำไปประกอบกับร่างกฎหมาย ก่อนจะเสนอไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบภายในเดือนมิถุนายนนี้ จากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติตาม ขั้นตอนต่อไป ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์กับสหกรณ์ 10,000 กว่าแห่ง ที่มีสมาชิก 12 ล้านกว่าคน รวมมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท” นายวิวัฒน์ กล่าว

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดประชุมดังกล่าวมีเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สหกรณ์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 ให้มีความทันสมัย และเหมาะสมกับสถานการณ์ในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น และเพื่อรับฟังความเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ทั้งหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งตัวแทนสหกรณ์และชุมชุมสหกรณ์ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการจัดประชุมรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2561 ที่ผ่านมา และได้รวบรวมรายละเอียดก่อนจัดทำเป็นร่างกฎหมายเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในหลักการไปเป็นที่เรียบร้อย โดยที่ประชุม ครม.ได้ส่งมอบกฎหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักการบางส่วนในข้อกฎหมาย จึงมอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทำหนังสือแจ้งมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าวอีกครั้ง

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการยกร่างเพื่อแก้ไข จะส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์ต่างๆ ให้มีความสะดวกและคล่องตัว เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารกิจการสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันในร่างกฎหมายยังมีการแก้ไขเรื่องของอำนาจ ของนายทะเบียนสหกรณ์ รวมไปถึงการอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ซึ่งจากเดิมต้องเสนอให้คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ แต่ในกฎหมายฉบับใหม่จะมีการตั้งคณะทำงานย่อยขึ้นมาพิจารณาเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและเป็นประโยชน์ต่อสหกรณ์มากขึ้นด้วย

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟสายประวัติศาสตร์เชื่อมไทย-กัมพูชา ในเส้นทางสายอรัญประเทศ-ปอยเปต โดยระบุว่า ขณะนี้การก่อสร้างรางรถไฟเส้นทางทั้งฝั่งไทยและกัมพูชาดำเนินการแล้วเสร็จ และทางกัมพูชาเริ่มเปิดให้บริการเดินรถแล้ว จึงมั่นใจว่าภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ จะสามารถลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พร้อมเปิดเดินรถเชื่อมโยงทั้งสองประเทศอย่างเป็นทางการ

“ส่วนของระบบราง การเดินรถต่างๆ ในเส้นทางอรัญประเทศ – ปอยเปต ตอนนี้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงการลงนามข้อตกลง ซึ่งทางกัมพูชาได้ยื่นขอให้พิจารณา 3 ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการบริหารจัดการ เช่น กรณีรถไฟของไทยไปเสียที่ฝั่งกัมพูชา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบซ่อมแซม ซึ่งประเด็นทั้งหมดนี้ก็มอบหมายให้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เร่งพิจารณา” นายอาคม กล่าว

นายอาคม กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากทั้งสองฝ่ายสามารถสรุป 3 ประเด็น ด้านการบริหารจัดการแล้วเสร็จ ก็คาดว่าจะมีการลงนาม MOU ร่วมกัน ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา พร้อมทั้งเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการเปิดเส้นทางเดินรถอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้

นายอาคม กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการรถไฟไทย-จีนว่า ในวันที่ 30-31 พฤษภาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมที่ประเทศไทย โดยจะหารือถึงความคืบหน้าโครงการทั้งหมด รวมทั้งเร่งรัดในส่วนของการออกแบบตอนที่ 2 ช่วงปากช่อง-คลองขนานจิตร ระยะทาง 11 กิโลเมตร (กม.) ภายหลังได้เริ่มก่อสร้างเส้นทางตอนที่ 1 ช่วงกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร แล้ว เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ยะลา – รายงานแจ้งว่า เศรษฐกิจค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ด้านอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งอยู่ติดกับอำเภอเปิงกาลันฮูลู รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย ความเคลื่อนไหวการค้าชายแดนด้านอำเภอเบตง คึกคักเป็นพิเศษ เริ่มสดใสขานรับ มหาเธร์ โมฮัมหมัด เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ก่อนเลือกตั้งค่าเงิน 1 ริงกิต แลกเป็นเงินไทยได้ 8.13 บาท

ด้าน นายสมชาย แซ่แต้ นักธุรกิจชาวอำเภอเบตง แวดวงแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ระบุ แม้จะเป็นสัญญาณที่ดีเมื่อค่าเงินริงกิตปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าค่าเงินริงกิตยังไม่มีเสถียรภาพ เพราะการปรับขึ้นของค่าเงินริงกิตนั้นส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินบาทอ่อนตัวลง ทำให้ค่าเงินริงกิตขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม และก็ลดลง เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งขึ้น จนมาถึงวันนี้ค่าเงินริงกิต 1 ริงกิต แลกเป็นเงินไทย 7.98 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นการขยับขึ้นในระยะสั้นจากปัจจัยทางการเมือง

“จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ภายในประเทศมาเลเซียอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง จึงจะเห็นความชัดเจนว่าค่าเงินจะแข็งค่าขึ้นในระยะยาวหรือไม่ และมาจากปัจจัยใดบ้าง ดังนั้น จึงไม่อยากให้เตรียมเก็บเงินริงกิตไว้เก็งกำไรในระยะนี้เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะประสบภาวะขาดทุน”

นางพรรณี วิทยสิริไพบูลย์ แม่ค้าขายส่งทุเรียนเผยว่า หลังค่าเงินสกุลริงกิตที่แข็งค่าขึ้น ทำให้การค้าแนวชายแดนระหว่างไทยกับมาเลเซียดีขึ้น และคาดว่าการค้าในอนาคตจะสดใสดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

การปรับขึ้นของค่าเงินริงกิตในวันนี้ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มมีความหวังว่าค่าเงินริงกิตจะแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นส่วนหนึ่งเพื่อให้ชาวมาเลเซียมีแรงจูงใจที่จะเดินทางกลับเข้ามาท่องเที่ยว และเพิ่มกำลังการจับจ่ายซื้อสินค้าในประเทศไทยมากขึ้น ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้ามาเที่ยวน้อยมาก รวมไปถึงช่วงเทศกาลของไทยที่ผ่านมา แรงงานไทยที่อยู่มาเลเซียกลับมาบ้านน้อยเช่นกันเพราะช่วงนั้นเงินริงกิตอ่อนมาก

ตราด – นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวภายหลังสำรวจพื้นที่ห้วยสะตอ อำเภอบ่อไร่ ว่า มีทั้งปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ดึงน้ำจากอ่างเก็บน้ำคีรีธาร หรือสูบน้ำย้อนขึ้นจากอ่างเก็บน้ำคลองโสน อำเภอบ่อไร่ ส่วนใหญ่เป็นสวนทุเรียน กลับกันมักมีเหตุน้ำท่วมในฤดูฝน ทั้งอำเภอบ่อไร่ เขาสมิง และอำเภอเมืองตราด ศึกษาและออกแบบสร้างอ่างเก็ฐน้ำห้วยสะตอ มาร่วม 20 ปี จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาแล้ว 20 ปี จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาแล้ว 2 ครั้ง น่าจะผ่านการพิจารณาจากสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมชลประทานจะเร่งสำรวจและออกแบบเร็วขึ้น คาดว่าน่าจะก่อสร้างได้ในปี 2563 เร็วกว่าแผนเดิม 1 ปี และกักเก็บน้ำได้ในปี 2566 นอกจากนี้ ยังเตรียมการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองแอ่ง ในอำเภอบ่อไร่ ความจุ 38 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งผ่านการพิจารณาอีไอแล้ว เหลือแต่การจ่ายชดเชยค่าที่ดินราษฎร

สมคิด เดินหน้าเต็มสูบ ดันไทยผงาดเป็น สตาร์ตอัพฮับในเอเชีย ดึงดูดธุรกิจสตาร์ตอัพทั้งในและต่างประเทศมาลงทุน เสริมทัพวิสาหกิจไทยแห่งอนาคตด้วย “นักรบเศรษฐกิจใหม่” ด้านรมว.วิทย์ย้ำกรุงเทพฯ อันดับ 1 เอเชียดีสุดด้านสตาร์ตอัพ

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวในวันเปิดงาน STARTUP THAILAND 2018 จัดระหว่าง 17-20 พฤษภาคม นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า 2 ปีของการสร้างนักรบเศรษฐกิจใหม่ ก่อให้เกิดกระแสตื่นตัวเรื่องสตาร์ตอัพ มีความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน จนกรุงเทพฯ ถูกยกเป็นเมืองดีที่สุดสำหรับสตาร์ตอัพในเอเชีย อันดับ 7 ของโลก