กรมปศุสัตว์จึงกำหนดให้พื้นที่ทั้ง 76 จังหวัด เป็น 3 สีด้วยกัน

สีเขียว คือ จังหวัดที่ไม่เคยเกิดโรคพิษสุนัขบ้าเลยตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป บางจังหวัด 7 ปีก็มี ที่ยังไม่เคยเกิดอุบัติกาลโรคพิษสุนัขบ้าเลย รวมทั้งหมดรวม 22 จังหวัด มี 42 จังหวัดที่เป็นพื้นที่สีเหลือง ที่ใน 2 ปียังเกิดอุบัติการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าอยู่ แต่ยังไม่มีคนตายใน 42 จังหวัด

ส่วนอีก 13 จังหวัด ยังมีอุบัติการโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์และก็มีคนตาย ทำให้แบ่งเกรด เพื่อให้าสามารถบริการจัดการ ให้ผู้บริหารแต่ละจังหวัดได้ทราบสถานะตนเอง ในพื้นที่สีเขียว สีเหลือง สีแดง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เกษตรกร เจ้าของสัตว์เอง จะได้ทราบว่าพื้นที่ที่เลี้ยงสัตว์ของท่านอยู่ในพื้นที่สีใด เรื่องสำคัญในการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าก็คือ ต้องให้เจ้าของสัตว์มีสำนึกรับผิดชอบ ในการเลี้ยงดูแลสัตว์

ถ้าเขามีสำนึกรับผิดชอบในการดูแลแล้ว เขาต้องมีหน้าที่ในการนำสุนัขไปฉีดวัคซีน ไม่ต้องไปรอวัคซีนฟรี เพราะกฎหมายกำหนดแล้วว่า ถ้าใครเป็นเจ้าของสุนัขและแมว ก็มีหน้าที่ในการนำสัตว์ไปฉีดวัคซีน ถ้าเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ตรวจพบไม่ฉีดวัคซีน ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย เปรียบเทียบปรับ

สำหรับจังหวัดใด พื้นที่ใดที่มีการประกาศเขตโรคระบาด ก็ขอความกรุณาว่าจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งเจ้าของสัตว์ในพื้นที่ประกาศเขตโรคระบาด ทั้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ จะต้องดำเนินไปตามกฎหมาย หากมีใครฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษทันที ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินการแจ้งความทันที ในพื้นที่กำหนดเขตโรคระบาด 5 กม. เพราะต้องเข้มงวด

นายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค เนื่องจากว่าสัตว์ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน เพราะวัคซีนเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าฉีด และมีการบริการจัดเก็บวัคซีนที่ดี วัคซีนจะคุมโรคแน่นอน โดยการฉีดแต่ละครั้ง ตั้งแต่ลูกแรกเกิด ตั้งแต่อายุ 2-4 เดือน ต้องนำไปฉีดวัคซีน และต่อไปก็ต้องนำไปฉีดวัคซีน ทุกปี

สัตว์ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคคือ สุนัขและแมว ตอนนี้มีพื้นที่เสี่ยงโรคระบาดมาก และมีการจัดการเลี้ยงดูที่ไม่ดี มีสุนัขจรจัดมาก ซึ่งสุนัขจรจัด เป็นแหล่งรังโรค หรือแหล่งที่มีเชื้อแพร่มาก และอาจจะเสี่ยงไปในพื้นที่แหล่งเลี้ยงโค โดยเฉพาะภาคใต้ ก็ยังมีปัญหาเรื่องโค เพราะภาคใต้ชอบเลี้ยงโค แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรมาก จริงๆแล้วก็มีปัญหาที่สุนัขและแมว โคเป็นเรื่องเล็กน้อย ช้างก็มีโอกาสเพราะช้างเป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม คือโรคพิษสุนัขบ้านั้น สัตว์ใดที่ให้นมลูก สัตว์ตัวนั้นจะมีโอกาสเป็นได้ทุกชนิด

ส่วนสถานการณ์ผู้เสียชีวิต ตั้งแต่เดือนมกราราคม 2561 มี 1 ราย ที่ จ.สุรินทร์, กุมภาพันธ์ 1 ราย ที่ จ.สงขลา จริงๆแล้วเดือนมีนาคม 2561 นี้ ที่ จ.ตรัง ยังไม่เสียชีวิต เพราะตรวจแล้วว่าเป็นโรค รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวฯ

นายศักดิ์ สมบุญโต ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมโครงการส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับของกลุ่มผู้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ที่แปลงเกษตรกลุ่มผู้ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ บ้านดงเมือง ตำบลลำพาน อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งจังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานเกษตรจังหวัด และเกษตรกรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันทำเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยเป็นการนำร่องแปลงเกษตรที่แบ่งพื้นที่นาเพื่อปลูกไม้ดอกไม้ประดับออกจำหน่ายตามท้องตลาดอย่างเป็นระบบ

นายเอนก รัตน์รองใต้ เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เกษตรแปลงใหญ่ปัจจุบันมีสมาชิก 30 คน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมส่งเสริมและให้แนวคิดในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งที่นาบางส่วนปลูกไม้ดอกไม้ประดับจำหน่ายเป็นรายได้เสริมนอกเหนือจากการทำนา ซึ่งโครงการนี้นอกจากเป็นไปตามโครงการตามแผนงานบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศแล้ว ยังตอบโจทย์โครงการกาฬสินธุ์แฮปปี้เนสโมเดล หรือนโยบายแก้ปัญหาความยากจนของรัฐบาลอีกด้วย

8 มี.ค. 2561 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เเถลงกรณีการออกใช้ธนบัตรแบบ 17 ว่า ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ให้จัดพิมพ์และออกใช้ธนบัตรแบบใหม่ (แบบ 17) ทุกชนิดราคา เพื่อใช้เป็นธนบัตรหมุนเวียนทั่วไป โดยพระราชานุญาตให้นำธนบัตรแบบใหม่ออกใช้ในปีนี้ มีแนวคิดคือการเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี

โดย ธนบัตรแบบ 20,50,100 บาท จะออกใช้ในวันที่ 6 เมษายน 2561 ส่วนธนบัตรชนิด 500, 1,000 บัตร จะออกใช้ในวันที่ 28 ก.ค.2561 ทั้งนี้ ธนบัตรทุกแบบที่ออกใช้ก่อนหน้านี้ยังสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

โรงสีตื่นข้าวเปลือกสะวิงราคาวันเดียว 3 รอบ บิ๊กส่งออก”พงษ์ลาภ” ฉุดราคาซื้อข้าว 5% พุ่งตันละ 12,000 บาท รับข่าวดีออร์เดอร์นอกทะลัก 500,000 ตัน ทั้งจีทูจีคอฟโก้-อินโดฯ-ฟิลิปปินส์เปิดประมูล ชาวนาลุ้นอานิสงส์ข้าวเปลือกนาปรังขยับตาม คาดผลผลิตทะลักกลางเดือนมีนาคมนี้
แหล่งข่าวจากวงการโรงสีข้าวกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความผันผวนของราคาข้าวในช่วงนี้ว่า เฉพาะวันที่ 5 มีนาคมเพียงวันเดียว ปรากฏ “ข้าวสาร” มีการปรับราคารับซื้อถึง 3 ครั้ง เริ่มจากช่วงเช้าที่ราคาเปิดตลาดตันละ 11,500 บาท พอมาถึงช่วงบ่าย “กลุ่มพงษ์ลาภ” ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ไปตลาดอินโดนีเซีย ได้แจ้งราคาซื้อขยับขึ้นเป็นตันละ 11,800 บาท ส่งผลให้ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่หลายราย เช่น กลุ่มนครหลวงค้าข้าว-เอเซียโกลเด้นท์ไรซ์-กลุ่มไทยฟ้า (2511) ต่างปรับราคารับซื้อข้าวขึ้นตาม จนถึงช่วงเวลาเย็นของวันเดียวกัน มีผู้ส่งออกบางรายแจ้งราคารับซื้อข้าวกับโรงสีพันธมิตรในเครือข่าย (แบบไม่เป็นทางการ) สูงถึงตันละ 12,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงขึ้นมาก

“ที่ราคาข้าวขยับขึ้นเป็นผลมาจากผู้ส่งออกได้รับคำสั่งซื้อใหม่ ๆ จากตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวหลักของกลุ่มพงษ์ลาภ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งซื้อข้าวแบบ G to G กับคอฟโก้ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจีน เป็นข้าวขาว 5% เข้ามาอีก 100,000 ตัน ในราคาตันละ 451 เหรียญสหรัฐ (แพ็ก 50 กก.) และราคา 461 เหรียญสหรัฐ (แพ็ก 25 กก.) เมื่อคิดทอนมาเป็นข้าวสารหักค่าสีแปรสภาพแล้วอยู่ที่ตันละ 12,500 บาท ในขณะที่ผู้ส่งออกกลับซื้อข้าว (เพื่อรอส่งมอบคอฟโก้) ในราคาตลาด คือ ตันละ 11,500 บาท หรือมีส่วนต่างราคาตันละ 1,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ควรจะซื้อสูงขึ้นกว่านี้” แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ราคาข้าวภายในประเทศมีความผันผวนอย่างรุนแรง จากราคาเริ่มต้นที่ตันละ 12,000 บาท พอมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ ราคาข้าวกลับตกลงมาเหลือตันละ 11,400 บาท จากปัญหาโรงสีข้าว “ขาดสภาพคล่อง” ประกอบกับหน่วยงานรัฐบาลยังค้างค่าเช่าคลังในช่วงโครงการรับจำนำข้าว ทำให้โรงสีต้องกดราคารับซื้อข้าวเปลือกอยู่ที่ตันละ 7,600-7,700 บาทเท่านั้น

พงษ์ลาภลุ้น 1.5 แสนตันอินโดฯ

ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” สอบถามไปยัง นายสมพงษ์ กิติเรียงลาภ ประธานบริษัท พงษ์ลาภ จำกัด ยอมรับว่า การปรับขึ้นของราคารับซื้อข้าวสารที่สูงขึ้น เป็นผลมาจากบริษัทกำลังยื่นประมูลขายข้าวสาร 5% กับข้าว 15% ให้กับหน่วยงานจัดซื้อข้าวของอินโดนีเซีย (บูล็อก) ปริมาณ 150,000 ตัน คาดว่า บูล็อกจะประกาศผลราคาภายใน 1-2 วันนี้ ซึ่งหากไทยชนะก็จะส่งผลดีกับภาพรวมของราคาข้าวเปลือกนาปรังปี 2561 แต่หากไม่ชนะ ทางบริษัทก็สามารถสต๊อกข้าวลอตที่รับซื้อไว้ก่อนหน้านี้ และนำไปปรับปรุงส่งมอบในออร์เดอร์ที่รับไว้ในช่วงปลายปี 2560 ที่ยังมีเหลือทั้งของมาเลเซีย-จีน และเตรียมสต๊อกเพื่อรองรับการประมูลข้าวของรัฐบาลประเทศอื่น ๆ ที่จะเปิดประมูลเร็ว ๆ นี้ เช่น ฟิลิปปินส์ อีก 250,000 ตัน

ข้าวหอมมะลิราคาพุ่ง

ด้าน ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การที่ผู้ส่งออกปรับขึ้นราคารับซื้อข้าวจากตันละ 11,600 เป็น 11,800-12,000 บาท เพราะขณะนี้คอฟโก้ตกลงซื้อข้าว G to G จากรัฐบาลไทยจริง แต่ยังอยู่ระหว่างการยืนยันราคา โดยข้าวลอตนี้จะต้องส่งมอบภายในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ ถือเป็นข้าวลอตที่ 5 ภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ลอตที่ 2 ที่เคยตกลงกันไว้ปริมาณ 1 ล้านตัน และส่งมอบไปแล้ว 500,000 ตัน

“แต่หยุดชะงักมาระยะหนึ่ง” อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาข้าวปรับขึ้น “น่าจะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น” เพราะคำสั่งซื้อจากตลาดอื่นยังมีความไม่แน่นอน เช่น การประมูลของฟิลิปปินส์ 250,000 ตัน ซึ่งเดิมจะมีประมูลเดือนเมษายนนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน ขึ้นอยู่กับการเมืองภายในประเทศ ขณะที่เวียดนามจะเริ่มเกี่ยวข้าวนาปี 2561/2562 ในเดือนมีนาคมนี้แล้วก็จะทำให้ปริมาณซัพพลายข้าวโลกเพิ่มขึ้น ทั้งภาวะอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมีผลต่อราคาส่งออกข้าว

“แม้ว่าจะมีคำสั่งซื้อข้าวคอฟโก้เข้ามา แต่คาดว่ายอดส่งออกข้าวในเดือนนี้จะทำได้เพียง 800,000 ตันลดลงจากเดือนก่อนที่ส่งออกได้960,000 ตันจากคำสั่งซื้อข้าวค้างเก่ามาจากปลายปี 2560 ซึ่งจะทำให้ยอดส่งออกทั้งปีได้ 9.5 ล้านตันตามเป้าหมายเดิมเพราะตลาดข้าวหอมมะลิก็ยังน่าห่วง เนื่องจากราคาข้าวหอมมะลิของไทยยังสูงถึงตันละ 1,200 เหรียญสหรัฐ เสี่ยงจะเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวมะลิให้คู่แข่ง” ร.ต.ท.เจริญกล่าว

ข้าวเปลือกราคาไม่ขยับตาม

นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ขณะนี้ราคาข้าวเปลือก 5% (ความชื้น 15%) ราคาเฉลี่ยตันละ 7,400-7,600 บาท “ซึ่งเป็นระดับราคาที่ใกล้เคียงกับปีก่อน” แต่มีบางพื้นที่ที่รับซื้อสูงถึง 7,800 บาท โดยแนวโน้มราคาข้าวเปลือก “น่าจะทรงตัว” อยู่ในระดับนี้ไปตลอดช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรังปี 2561 ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาด และจะออกมามากที่สุดช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป ทางสมาคมคาดการณ์ว่า ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปี 2561 จะมีปริมาณ 7-8 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งเป็นปริมาณใกล้เคียงกับปีผ่านที่มาเช่นกัน

“ราคาข้าวเปลือกไม่ได้ปรับขึ้นไปตามราคาข้าวสาร เพราะจำนวนโรงสีในระบบมีเยอะมาก ตลาดข้าวสารเป็นของผู้ซื้อ กล่าวคือ ผู้ส่งออกเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อข้าว ขณะที่ความสามารถในการรับซื้อของโรงสีแต่ละโรงก็ไม่เท่ากันอีก ขึ้นกับสภาพคล่องของแต่ละราย” นายเกรียงศักดิ์กล่าว

“บีโอไอ” เผยคณะผู้บริหารบริษัทชั้นนำ นักลงทุนกลุ่มอุตฯ เป้าหมาย และสื่อมวลชนทั่วโลกกว่า 300 คน เตรียมเข้าร่วมสัมมนาใหญ่บีโอไอ 19 มีนาคม พร้อมลงพื้นที่ศึกษาศักยภาพลงทุนในอีอีซี ด้านรัฐบาลจ่อประกาศทิศทางส่งเสริมหนุนไทย 4.0 ย้ำขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 มีนาคม บีโอไอเตรียมจัดงานสัมมนา “Thailand Taking off to New Heights” ที่อิมแพค เมืองทองธานี โดยงานสัมมนานี้เป็นกิจกรรมสำคัญของบีโอไอในปีนี้ ในงานดังกล่าวมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลร่วมให้ข้อมูล ได้แก่ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายพิเชษ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

โดยเบื้องต้นพบว่า มีนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสนใจและตอบรับเข้าร่วมงานสัมมนา เป็นจำนวนมาก ล่าสุดสำนักงานบีโอไอในต่างประเทศทั้ง 14 แห่ง ยืนยันนำคณะผู้บริหารของบริษัท ชั้นนำ และนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ และสื่อมวลชนต่างประเทศ รวมกว่า 300 คน เพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาในวันดังกล่าว และจะได้เดินทางไปศึกษาศักยภาพของการลงทุนในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อีกด้วย

นางสาวดวงใจ กล่าวว่า งานสัมมนาครั้งนี้รัฐบาลจะประกาศถึงความพร้อมและทิศทางการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยในการก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ โดยในงานนี้บีโอไอได้รวบรวมมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ๆ มานำเสนอ อาทิ การขยายขอบข่ายมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ส่วนหนึ่งของมาตรการส่งเสริมให้นำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้โดยขยายให้ครอบคลุมถึงโครงการที่นำระบบดิจิทัลมาใช้ด้วย รวมทั้งการปรับปรุงมาตรการเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันโดยการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม อาทิ การพัฒนาทักษะด้านคอมพิวเตอร์ชั้นสูง

นางสาวดวงใจ กล่าวว่า นอกจากนี้ จะจัดให้มีบริการสมาร์ทวีซ่าซึ่งเป็นวีซ่าประเภทพิเศษเพื่ออํานวยความสะดวกแก่ผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้บริหารระดับสูง และสตาร์ตอัพ จากต่างประเทศ ที่เข้ามาทำงาน หรือลงทุนในกิจการ ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐานในกระบวนการผลิตหรือการให้บริการ และเป็นกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ สำหรับรองรับการลงทุนแห่งอนาคต โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน อาทิ การเสวนา หัวข้อ “เร่งเครื่องขับเคลื่อนไทยสู่มิติใหม่” การเสวนา หัวข้อ “เดินหน้าพลิกโฉมประเทศไทย” และการเสวนา เรื่อง “ก้าวใหม่ของไทยจากมุมมองเอกชนต่างชาติ”

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ระดับนานาชาติ 2561 (TIF) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของไทยระหว่างวันที่ 7-11 มีนาคม 2561 ที่อิมแพค เมืองทองธานี ว่า การส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 5% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 3.7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและน่าสนใจของเฟอร์นิเจอร์ไทย โดยผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ของไทยไม่ได้เน้นผลิตและขายที่จำนวนมาก แต่หันมาเน้นการผลิตที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า และคุณภาพสินค้าไทยได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ประกอบกับตลาดเฟอร์นิเจอร์ยังขยายตัวต่อเนื่องตามสังคมเมืองที่เกิดขึ้นทั่วโลก เชื่อว่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อธุรกิจ เอสเอ็มอี ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ ส่วนประเด็นค่าแรง ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ เป็นแรงงานฝีมือ ได้รับค่าแรงในระดับที่ดี จึงไม่น่ากังวลมากนัก

“การจัดแสดงงานเฟอร์นิเจอร์ระดับนานาชาติครั้งแรกในไทยรอบนี้ จะช่วยตอกย้ำและแสดงศักยภาพของกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทยว่าเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดของ อาเซียน” นายสนธิรัตน์ กล่าว

นายสนธิรัตน์ กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาเตรียมดำเนินการมาตรการทางการค้า จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยต้องดูว่าแนวโน้มที่จะออกมาตรการจะกระทบกับสินค้าประเภทไหนบ้าง เพื่อเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ ในเร็วๆ นี้อาจจะเชิญภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยและหารือกันเพื่อประเมินสถานการณ์เตรียมการรับมือ และแนวทางลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

นายไชยยงค์ พงษ์สุทธิมนัส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า มั่นใจว่าการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของไทยในปีนี้จะเติบโตได้มากกว่า 5% ตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักฟื้นตัว เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และซีแอลเอ็มวี

นายพิชัย พินิตกาญจนพันธุ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ภายในประเทศจะเติบโตประมาณ 10% หลังจากช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ยอดขายรวมเฟอร์นิเจอร์ของทั้งอุตสาหกรรมตกลงมาต่ำกว่าระดับปกติต่อปีที่ 7 พันล้านบาท

“การลองผิดลองถูกหลายๆ วิธี ไม่ว่าจะเป็นการลดแลกแจกแถม เพื่อให้คนในหลายอาชีพ หลายพื้นเพ รู้จักสินค้า พร้อมรับฟังความคิดเห็นแล้วนำคำติชมมาปรับปรุงแก้ไข โดยอาศัยความผิดพลาดให้เป็นครูสอนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เริ่มแรกคือ การทำปลากะพงบางบ่อ เพราะคิดว่ามีสูตรปลาสลิดบางบ่ออยู่แล้วคงทำได้ไม่ยาก แต่ปรากฏว่าลักษณะของเนื้อปลาไม่เหมือนกัน จึงต้องปรับปรุงและพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน”

คือแนวคิดของ “วุฒิชัย แป้นถึง” เจ้าของแบรนด์ปลากะพงไร้ก้างพร้อมปรุง สมุทรเชฟ (Samutr Chef) ทายาทรุ่นที่ 2 ของฟาร์มปลากะพงราชาวดี ที่ได้เข้ามาสืบทอดกิจการต่อจากครอบครัว ที่ทำมากว่า 25 ปีแล้ว

“วุฒิชัย” เล่าให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ฟังว่า หลังจากเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัยจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2558 เริ่มหันมาทำฟาร์มอย่างจริงจัง มีความคิดที่จะพัฒนาฟาร์มปลากะพงราชาวดีกว่า 150 ไร่ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของครอบครัวให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แม้เคยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็นข้าราชการ แต่ตนคลุกคลีอยู่กับปลากะพงมาตั้งแต่เด็ก รับรู้กระบวนการการผลิตของปลากะพงตั้งแต่ไข่ปลาเริ่มฟักตัว จนกระทั่งมาเป็นอาหารอยู่บนจาน ฉะนั้น จึงตั้งความหวังไว้ว่าจะทำให้ปลากะพงของจังหวัดสมุทรปราการเป็นสินค้าแบรนด์หรูเทียบชั้นกับปลาแซลมอน หรือปลาหิมะให้ได้

ปัจจุบันการพัฒนาแบรนด์อยู่ในช่วงทดลองฝากขายตามห้างสรรพสินค้า Tops Supermarket ในกรุงเทพฯ ได้แก่ โรบินสัน ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, มาร์เก็ตเพลส นางลิ้นจี่, เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต, เซ็นทรัล ลาดพร้าว และเซ็นทรัล พระราม 2 ซึ่งได้เริ่มคิกออฟตลาดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยยังคงพัฒนาแพ็กเกจจิ้งควบคู่กันไปด้วย โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในไตรมาสที่ 1-2 ปี 2561 จะสามารถผูกสัญญากับห้างสรรพสินค้าได้ และอาจจะเพิ่มสาขาจัดจำหน่ายให้มากขึ้น ส่วนไตรมาสที่ 3-4 วางแผนไว้ว่าจะขยายการตลาดไปยัง Max Value, Food Land, Food Villa และ Gourmet Market ให้ได้

จากภาพรวมของตลาดปลากะพงในประเทศไทยมีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 2 พันล้านบาท/ปี หรือตีเป็นปลากะพงเฉลี่ยเกือบ 20 ล้านกิโลกรัม ต่อปี และพบได้มากที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และสุราษฎร์ธานี ส่วนสมุทรปราการนั้นมีอยู่ไม่กี่เจ้า

เขาจึงมองว่า การจะทำผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นต้องสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและน่าจดจำ จึงได้เลือกใช้กลยุทธ์สีน้ำเงิน หรือ Blue Ocean Strategy มาพัฒนาเป็นแบรนด์ Samutr Chef เป็นการแสวงหาทะเลแห่งใหม่ แทนที่จะมุ่งลอกเลียนแบบเอาชนะคู่แข่ง ซึ่งหลักการที่สำคัญคือ ไม่เน้นอุปสงค์หรือลูกค้ากลุ่มเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่จะเน้นสร้างอุปสงค์หรือความต้องการของผู้บริโภคขึ้นมาใหม่ ภายใต้การตลาดแบบใหม่

“วุฒิชัย” บอกว่า กรรมวิธีการแล่ก้างออกจากเนื้อปลากะพงทั่วไป จะทำให้เนื้อส่วนท้องที่เป็นพังผืดติดอยู่กับก้าง และมีคุณค่าทางอาหารรสชาติอร่อยเสียไป ซึ่งวิธีนี้จะทำให้มีความรวดเร็ว ง่ายต่อการจัดจำหน่ายในปริมาณที่มาก แต่ Samutr Chef ใช้วิธีการดึงออกด้วยมือ เพราะต้องใช้ความประณีตเพื่อมุ่งไปยังตลาดพรีเมี่ยม โดยมีทีมงานในฟาร์มเพียงแค่ 6 คน และปัจจุบันได้มีการวิจัย เครื่องจักรทุ่นแรงในการถอดก้างปลาโดยไม่เสียเนื้อส่วนท้อง กับคณะวิศวกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งอยู่ในระหว่างการเจรจา

“ยอมทำอะไรที่ยาก เพื่อให้ลูกค้าได้อะไรที่ง่ายและดี ปลาที่ดีต้องมีความสด ปกติปลากะพงถ้าแช่แข็งจนมีน้ำแข็งเกาะ รสชาติจะเปลี่ยน แต่ไม่ใช่กับผลิตภัณฑ์นี้ รับรองว่ารสไม่มีเปลี่ยนแน่นอน สามารถแช่แข็งได้ถึง 2 ปี ตราบใดที่แช่ด้วยอุณหภูมิ ลบ 18 องศาเซลเซียส”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์แบรนด์ Samutr Chef ที่วางขายคือ ปลากะพงไร้ก้างพร้อมปรุง สนนราคาที่ชิ้นละ 169 บาท แม้จะแพงกว่าราคาปกติตามท้องตลาด แต่ “วุฒิชัย” ยืนยันว่าคุณภาพที่ได้มานั้นคุ้มราคา โดยเฉพาะความสะดวกที่ลูกค้าจะได้รับ เนื่องจากปลากะพงไร้ก้างพร้อมปรุงนี้ สามารถนำไปประกอบอาหารได้เลย ตั้งแต่ เข้าไมโครเวฟ ทำข้าวต้มปลา ทอดราดน้ำปลา ไปจนถึงเมนูต่างประเทศ เช่น สเต๊กปลากะพงโรยพริกไทยดำ หรือแม้กระทั่งเมนูญี่ปุ่นอย่างกะพงย่างซอสมิโซะ พร้อมชูจุดเด่น ในเรื่องของความสด รับประกันเก็บรักษาด้วยความเย็นตลอดจนถึงมือผู้บริโภค

นี่เป็นอีกการพัฒนาของคนรุ่นใหม่ ที่หันมาสืบทอดกิจการของครอบครัว และพยายามสร้างธุรกิจของตัวเองให้เติบโตไปได้ในอนาคต นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวภายหลังนำเจ้าหน้าที่ค้าภายในจังหวัด และกรมศุลกากร ออกสุ่มตรวจแหล่งจำหน่ายกระเทียมขนาดใหญ่ ในบริเวณตลาดไท รังสิต เพื่อควบคุมให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 7 มีนาคมว่า มีผู้ค้ากระเทียมไม่น้อยกว่า 5 ราย ไม่แจ้งปริมาณการครอบครอง และไม่มีบัญชีการซื้อและขาย ซึ่งต้องทำเป็นรายวัน จึงได้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยโทษหากไม่แจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ และจัดทำบัญชีคุม จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีก