กรมส่งเสริมสหกรณ์ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่สนใจ

ไปเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์โดยตรงได้ในงาน “Fresh From Farm” ซึ่งจะจัดขึ้นใน 16 จังหวัดกระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป กรมวิชาการเกษตรเปิดตัว “หมู่บ้านวิชาการเกษตร”ในพื้นที่ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล หวังเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดผลงานวิจัยด้านการผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจสู่ชุมชน

นางสาวอิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัญหาระดับชาติที่ทุกรัฐบาลหยิบยกมาเป็นประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และแนวทางที่นำมาในการพัฒนาตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมา คือการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แม้แต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกือบทุกฉบับและในยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี(2561-2580) ก็ได้กำหนดวิสัยทัศน์ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้อย่างเข้มแข็ง

ทั้งนี้เพื่อสนองนโยบายสำคัญดังกล่าวของรัฐบาล ในปี 2562 กรมวิชาการเกษตรจึงได้เปิดตัวโครงการหมู่บ้านวิชาการเกษตรขึ้น โดยโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดผลงานวิจัยด้านการผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นในพื้นที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 (สวพ.8) ประกอบด้วย 4 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คือ ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล โดยวางเป้าจะต้องมีเกษตรกรในชุมชนต้นแบบมีการผลิตพืชตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 8 ชุมชน รวม 120 คน พื้นที่ 240 ไร่ และเกษตรกรทั่วไปที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี400-800 คนต่อปี

ด้านนายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สวพ.8 กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิชาการเกษตรได้ยกระดับหมู่บ้านวิชาการเกษตรจากชุมชนต้นแบบ เพื่อให้เห็นภาพลักษณ์ของหมู่บ้านที่พัฒนาโดยกรมวิชาการเกษตรที่ชัดเจนขึ้น โดยรูปแบบดำเนินการในหมู่บ้านแห่งนี้ ได้วางเป้าหมายให้มีการพัฒนาหมู่บ้านวิชาการเกษตร 1 หมู่บ้าน ให้มีการพัฒนาต่อเนื่องระยะเวลา 3-5 ปี และหมู่บ้านขยายผล ปี ละ 1 หมู่บ้าน

งานที่ดำเนินการประกอบด้วย 4 เสาหลักสู่ความพอเพียง คือ พัฒนาความเข้มแข็งชุมชน พัฒนา 9 กลุ่มพืชผสมผสาน พัฒนาเทคโนโลยีผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาการดำรงชีพตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการพัฒนาการผลิตพืชให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ 9 กลุ่ม ได้แก่ พืชอาหาร พืชรายได้ พืชสมุนไพรสุขภาพ พืชสมุนไพรศัตรูพืช พืชอนุรักษ์ดินและน้ำ พืชอาหารสัตว์ พืชใช้สอย พืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่นพื้นเมือง และ พืชพลังงาน เป็นต้น

“หมู่บ้านวิชาการเกษตรเป็นโครงการที่บูรณาการผลงานวิจัยและพัฒนาของกรมลงสู่พื้นที่ชุมชน เพื่อให้เกษตรกรได้ศึกษาเทคโนโลยีจากเงื่อนไขที่เป็นจริงของเกษตรกร และสามารถนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ต่อได้เหมาะสม เกษตรกรสามารปรับผลงานวิจัยไปรับใช้ในการพัฒนาคุณภาพการผลิตทางการเกษตรได้จริงและเห็นผล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งในชุมชนแบบยั่งยืนในอนาคต” นายธัชธาวินท์ กล่าว

ตำบลตะเคียนเลื่อน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา อาชีพหลักส่วนใหญ่ของประชาชนในตำบลคือ การทำไร่ ทำสวนผลไม้ ซึ่งมีหลากหลายชนิดตามฤดูกาล ต่อมามีการนำพันธุ์กล้วยไข่จากจังหวัดกำแพงเพชรมาปลูก และมีการขยายพื้นที่ปลูกออกไป จึงเกิดการเรียนรู้ การปรับปรุง การพัฒนาคุณภาพการผลิตขึ้น จนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วประเทศ

ต่อมาได้รับคำแนะนำ รวมทั้งเงินทุนในด้านการบริหารจัดการจากทางราชการ จึงมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ และกลุ่มแม่บ้านแปรรูปอาหารจากผลไม้ตามฤดูกาลขึ้น รวมถึงการผลิตและการจำหน่ายผลไม้สดตามฤดูกาลทั้งในพื้นที่อำเภอ จังหวัด จังหวัดใกล้เคียง และต่างประเทศ

ปัจจุบัน กล้วยไข่ตะเคียนเลื่อน นับเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนครสวรรค์ นับเป็นผลไม้ที่หายากตลาดมีความต้องการสูง ด้วยจุดเด่นที่กล้วยไข่ของที่ตำบลตะเคียนเลื่อนมีขนาดผลที่ใหญ่ ผิวสวย รสชาติดี เพราะมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์และสภาพพื้นที่เหมาะสมในการปลูกกล้วยไข่เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเคยมีการทดลองนำกล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนไปปลูกที่อื่นก็ไม่ได้ผลดีเหมือนปลูกที่ตะเคียนเลื่อน เพราะฉะนั้นกล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนจึงกลายเป็นงานเกษตรสร้างรายได้ และกลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของพี่น้องเกษตรกรชาวนครสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย

คุณสุเทพ ธาระนาม อยู่บ้านเลขที่ 118 หมู่ที่ 12 ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนเป็นอาชีพ เล่าว่า ครอบครัวของตนมีอาชีพเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษปู่ ย่า ตา ยาย สืบมาถึงรุ่นพ่อ รุ่นแม่ และตกมาถึงรุ่นลูก ถือว่าตนเองมีความผูกพันได้ซึมซับวิถีชีวิตของการเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่เกิด เมื่อโตมาจึงคิดว่าอาชีพเกษตรกรรมน่าจะเป็นอาชีพที่ถนัดและเหมาะกับตนมากที่สุด จึงยึดเป็นอาชีพมาเรื่อยๆ

ส่วนพืชหลักที่ปลูกเลี้ยงครอบครัว มีอยู่ 2 ชนิด คือ กล้วยไข่ และผักชีฝรั่ง ปลูกสลับกันไป เพราะต้องบอกตามตรงว่า ราคาพืชผลทางการเกษตรไม่แน่นอน กล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนตลาดต้องการมากก็จริง แต่ราคาก็มีความผันผวนสูง บวกกับภัยธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ จึงจำเป็นต้องหาปลูกพืชอายุสั้นอย่าง ผักชีฝรั่ง เสริม เพื่อป้องกันการผิดพลาด

ปลูกกล้วยไข่ตะเคียนเลื่อน ให้ได้คุณภาพ
เทคนิคสำคัญประกอบด้วยหลายปัจจัย
เจ้าของบอกว่า การปลูกกล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ลูกใหญ่ ผิวสวย รสชาติดี ต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ตนก็เคยปลูกกล้วยไข่มาก่อน แต่ต้องหยุดไป เนื่องด้วยสภาพพื้นที่ปลูกไม่เหมาะสม พื้นที่ต่ำเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ปลูกแล้วไม่เห็นทุน เห็นกำไร จึงหยุดปลูกไปสักพัก เพิ่งจะมาเริ่มฟื้นฟูการปลูกกล้วยไข่ใหม่อีกครั้ง นับปีนี้เป็นปีที่สอง เนื่องจากหาพื้นที่การปลูกที่เหมาะสมได้แล้ว

ดังนั้น การปลูกกล้วยไข่จึงต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน
1. พื้นที่ปลูกต้องมีความเหมาะสม ดินต้องเป็นดินร่วนซุย จะเหมาะกับการปลูกกล้วยไข่เป็นที่สุด
2. ต้องมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ที่จังหวัดนครสวรรค์นับว่าโชคดีที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ มีระบบชลประธานไม่ขาด
3. ปุ๋ยอย่าให้ขาด พยายามเลือกใช้สูตรให้ตรงต่อความต้องการของพืช
4. กล้วยไข่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินแรก พูดง่ายๆ คือ ต้องขยันเปลี่ยนแปลงปลูกทุกๆ 2 ปี เปลี่ยน 1 ครั้ง เพื่อคุณภาพและผลผลิตที่เท่าเดิม และถ้าสงสัยว่าไม่เปลี่ยนพื้นที่ได้ไหม แต่ใช้เป็นวีธีการบำรุงดินแทนก็ได้ แต่ด้วยที่เรามีข้อจำกัดเรื่องเงินทุน เรามีพื้นที่ปลูกเยอะจึงไม่คุ้ม ถ้าเปลี่ยนพื้นที่ปลูกจะง่ายและประหยัดต้นทุนมากกว่า

วิธีการปลูก
“ปัจจุบัน ผมปลูกกล้วยไข่บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ นับเป็นต้นก็ประมาณเกือบ 10,000 ต้น พันธุ์กล้วยที่ปลูกสืบเนื่องจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ได้พันธุ์กล้วยมาจากกำแพงเพชร แล้วนำมาปลูกต่อที่บริเวณหลังบ้าน และนำมาขยายพันธุ์เพิ่ม แต่ที่ของเราผลใหญ่ ผิวสวย และรสชาติดี คงเป็นเพราะสภาพพื้นที่ของเรามีความอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการปลูกกล้วยไข่ที่สุด”เจ้าของบอก

กล้วยไข่ตะเคียนเลื่อน มีจุดเด่นที่ ผลใหญ่ น้ำหนักดี ผิวสวย รสชาติอร่อย พิสูจน์ได้จากสมัยก่อนมีบริษัทส่งออกเคยมาทำและเขาบอกว่าผลผลิตที่นี่ดีกว่าจังหวัดอื่น ผลใหญ่กว่าที่อื่น ผิวสวย รสชาติอร่อย ตลาดส่วนใหญ่ต้องการผลผลิตจากที่นี่

การปลูกกล้วยไข่หลักๆ คือ ดินดี น้ำดี ปุ๋ยอย่าขาด ถ้าพื้นที่ใครมีองค์ประกอบที่กล่าวมาครบก็ทำได้

การเตรียมดิน… โดยการใช้รถไถดะไถแปร ตากดินทิ้งไว้ 5-7 วัน เสร็จแล้วจ้างแรงงานขุดหลุม หลุมละ 2 บาท ขุดกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น ก่อนลงหน่อกล้วยสำคัญที่สุดคือ ต้องชุบน้ำยาเรียกรากและน้ำยากันปลวกก่อนลงหลุม หลังจากนั้นให้รดน้ำ

การให้น้ำ…ถ้าตอนปลูกใหม่ๆ ให้รดน้ำทุกวัน วิธีการรด เริ่มรดตั้งแต่ปลูก สมมุติเริ่มปลูกเดือนมกราคม ก็รดน้ำยาวมาถึงช่วงหน้าฝน ถ้าฝนไม่ตกก็ใช้คนเข้าช่วยรด

ระยะการปลูก…เมื่อต้นกล้วยเริ่มแทงหน่อ มีอายุ 5-6 เดือน กล้วยจะเริ่มให้ปลี เมื่อมีอายุ 8 เดือน สังเกตการออกปลี ก้านปลีเริ่มยื่นยาวออก น้ำหนักมากขึ้นจึงโน้มห้อยลง ปลีจะเริ่มบานให้เห็นดอก เมื่อได้รับการผสมเกสรดอกจะพัฒนาเป็นกล้วย จากนั้นให้ตัดปลีที่ยังไม่บานออก นับไปอีก 45 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ 1 ต้น ให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 6 กิโลกรัม 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น เท่ากับ 1 ไร่ ได้ผลผลิต 2,400 กิโลกรัม

ปุ๋ย…เดือนแรกยังไม่ต้องใส่ จะเริ่มใส่ปุ๋ยเดือนที่สอง เป็นปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ผสมกับปุ๋ยสูตรเย็น 46-0-0 อัตราการใส่ 1 เดือน ใส่ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 กำมือ จะช่วยเร่งความเจริญเติบโตทั้งต้นทั้งลูกอย่างชัดเจน

การห่อผล…คือเทคนิคทำให้ผิวสวย แต่ไม่ใช่แค่นำถุงมาห่ออย่างเดียวแล้วผิวของกล้วยจะสวยได้ เราจะต้องมีฮอร์โมนและยาฆ่าแมลงอ่อนๆ ไม่ให้แมลงรบกวน และไม่ให้เกิดเชื้อรา โดยจะฉีดยา 2 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ฉีดตอนปลีจะเริ่มออกหัวปลีจะแดงๆ ขึ้นมา

ครั้งที่ 2 ฉีดตอนปลีโน้มห้อยลงมาจนคายปลีแล้วเห็นหวีทั้งหมด จะเริ่มใช้ถุงพลาสติกกัน ยูวี มาห่อ ตั้งแต่ตัดหัวปลีไปแล้ว

ต้นทุนการผลิต…คิดรวมค่าปุ๋ย ค่าแรงงาน แล้วต้นทุนตกต้นละ 30 บาทปัญหา และอุปสรรค
ในการปลูกกล้วยไข่ ต้องรับมือให้ได้
การปลูกกล้วยไข่ ศัตรูตัวสำคัญคือ หนอนกอ ถ้าดูแลป้องกันไม่ดี หน่อกล้วยที่ปลูกจะตาย วิธีรับมือ ดังนี้
1. จุ่มสารเพื่อป้องกัน วิธีนี้ป้องกันได้ประมาณ 70% ยังไม่สามารถแก้ได้ทั้งหมด แต่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย อย่างปีนี้ของผมปลูกเกือบ 10,000 ต้น ต้นตาย เพราะหนอนกอไป 1,200 ต้น ถือว่าเยอะมาก

2. ภัยธรรมชาติ คือ ลม ถ้าสมมุติกล้วยเป็นสาว บางปีคือกำลังจะตกเครือลมมาช่วงกำลังตกเครือ ต้นจะหักเรียบเลยนั้นคือปัญหา ต้องอาศัยดวง ถ้าจะแก้ด้วยการปลูกต้นไม้กันลม ถือว่ายังไม่คุ้ม เพราะการปลูกกล้วยไข่ยังต้องย้ายพื้นที่ปลูก ทิศทางลมมาไม่ตรงและแต่ละปีมาไม่เท่ากัน

3. ตรงนี้เป็นพื้นที่ต่ำ แต่มีความจำเป็น ถ้าจะเลือกพื้นที่สูง ดินไม่ดี พื้นที่ต่ำดินจะร่วนซุย ปลูกอะไรก็งาม ทำให้เราต้องเลือกที่ต่ำ แต่ว่าต้องลุ้นว่าปีนี้น้ำจะท่วมไหม ถ้าไม่เจอภัยธรรมชาติเลย ปีนั้นถือว่าโชคดีมีกำไรเต็มๆ

4. ให้ท่องไว้เสมอว่า ทุกอาชีพมีความเสี่ยง ถึงตอนนี้พืชผลที่เรากำลังปลูกอยู่ราคากำลังไปได้ดี แต่ก็ต้องมีแผนสำรองกันพลาดไว้ด้วย อย่างผมตอนนี้ไม่ได้ปลูกกล้วยไข่อย่างเดียว แต่ปลูกผักชีฝรั่งด้วย ทุก 4 เดือน ก็ได้ถอนขายมีเงินใช้หมุนเวียนในการทำเกษตรต่อไป

ปัจจุบันและอนาคต กล้วยไข่ตะเคียนเลื่อน
ยังเป็นของดีหายากและตลาดมีความต้องการสูง
คุณสุเทพ บอกว่า ถ้าถามหาเหตุผลว่า ทำไม กล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนจึงเป็นที่ต้องการของตลาดมาตลอด
1. เราได้เปรียบในเรื่องของพื้นที่ที่เหมาะแก่การปลูก

2. ประสบการณ์ของเกษตรกรที่ปลูกกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษมีการถ่ายทอดเทคนิคการปลูกจากรุ่นสู่รุ่น

3. มีเพียงไม่กี่พื้นที่ปลูกแล้วจะได้ผลดี ทั้งประเทศไทยมี 77 จังหวัด แต่พื้นที่เหมาะสำหรับการปลูกกล้วยไข่ มีแค่ 2-3 จังหวัด จึงทำให้กล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนยังเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดมา ไม่เคยประสบปัญหาเรื่องผลผลิตล้นตลาด แต่อาจต้องมีเคล็ดลับสำคัญสักนิดคือ ต้องปลูกให้ตรงกับฤดูกาลที่ตลาดต้องการด้วย ถ้าไปปลูกชนกับผลไม้อย่างอื่นของเราจะขายยาก ควรวางแผนปลูกให้ผลผลิตออกช่วงที่เงาะหมด ทุเรียนหมด เราแค่เลือกปลูกไม่ให้ตรงกับพืชชนิดอื่น ช่วงที่ตลาดต้องการกล้วยไข่มากที่สุดอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน

ส่วนเรื่องของการตลาดจะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงสวนทุกปี เกษตรกรที่นี่ไม่ต้องไปหาตลาดเอง แค่ปลูกให้รอด มีผลผลิตขายให้พ่อค้าก็พอ ราคาก็ค่อนข้างมีความผันผวนบ้าง อย่างปีที่แล้วราคาแพงที่สุด อยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท แต่ปีนี้ปัญหาคือ แล้งกล้วยเหลือน้อย จากเคยปลูกกัน 10,000 ต้น ปีนี้เหลือ 5,000 ต้นก็มี ดังนั้น เมื่อผลผลิตมีน้อยพ่อค้าแม่ค้าต่างแย่งกันซื้อ ปีนี้ราคาขึ้นมาเป็น กิโลกรัมละ 15 บาทแล้ว และตลาดในต่างประเทศตอนนี้ก็มีติดต่อเข้ามาบ้าง เรากำลังอยู่ในช่วงเตรียมการ เพราะเมื่ออดีตที่ตำบลตะเคียนเลื่อนเคยมีนายทุนมาผลิตกล้วยไข่ส่งออกนอกและได้ผลดีจริงๆ แต่ต้องหยุดไป เพราะผลผลิตไม่พอต่อการส่งออก และตอนนี้เริ่มมีบริษัทมาติดต่อให้ทำส่งออกนอกอีกครั้ง เพราะตลาดต้องการผลผลิตกันมากขึ้น เขาจึงวิ่งมาหาเรา ผมจึงเริ่มคุยกับเขาว่าจะเริ่มทำส่งให้ปีนี้ ซึ่งสถานการณ์ตรงนี้ก็ส่งผลไปถึงตลาดในประเทศด้วย พ่อค้าแม่ค้าในประเทศมีการปรับราคารับซื้อให้สูงขึ้น ถือเป็นของหายาก

ฝากถึงเกษตรกร
ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ใจต้องมาก่อน
การเป็นเกษตรกรถือเป็นอาชีพที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน
1. ใครจะเดินทางสายนี้ใจต้องมาก่อน ถ้าใจไม่รัก ก็ทำไม่ได้ เพราะการทำการเกษตรต้องตากแดดตลอด
2. ต้องมีความรู้มากพอ ผมก็ไม่ได้เก่งทุกเรื่อง เก่งเฉพาะเรื่องกล้วยกับผักชีฝรั่ง ถ้ามือใหม่คิดอยากจะทำก็ทำได้ เพียงแค่ต้องหมั่นหาความรู้อยู่ตลอด เรียนรู้กระบวนการทุกอย่าง ถือว่าไม่ยาก เพราะไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของคน และที่ผ่านมาถือว่ากล้วยไข่เลี้ยงผมและครอบครัวได้เป็นอย่างดี

สนใจ หน่อพันธุ์กล้วยไข่ หรือซื้อผลผลิตของ คุณสุเทพ ธาระนาม ติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 081-324-1885ชาวบ้านอย่างเราๆ ที่ซื้อข้าวเหนียวนึ่ง 5 บาท ตามร้านหมูปิ้ง อาจไม่รู็ว่าปัจจุบันนั้นราคาต้นทุนข้าวเหนียวนั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะบรรดาพ่อค้าแม่ขายบางเจ้าก็ยังคงตรึงราคาไว้เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคตกใจ แต่ถ้าสังเกตกันดีๆ จะรู้สึกว่าปริมาณนั้นพร่องลงอย่างชัดเจน แต่บางเจ้าก็สู้ไม่ไหว ต้องขึ้นราคากันไปตามระเบียบ

ราคานั้นแพงขึ้นขนาดไหน?
ข้อมูลจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ข้าวเหนียวโดยรวมตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2561 ถึง ส.ค. 2562 ราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาข้าวเปลือกเหนียว และราคาข้าวสารเหนียว โดยราคาข้าวเปลือกเหนียว ปี 2561 เฉลี่ยอยู่ที่ 9,549 บาท/ตัน และทยอยปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 13,900 – 17,600 บาท/ตัน ณ วันที่ 16 ส.ค. 2562 โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 59.90% (ณ 16 ส.ค. 2561 ราคา 9,000 – 10,700 บาท/ตัน)

ส่วนราคาข้าวสารเหนียว ปี 2561 เฉลี่ยอยู่ที่ 19,610 บาท/ตัน และทยอยปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 38,500 – 38,600 บาท/ตัน ณ วันที่ 16 ส.ค. 2562 โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 98.20% (ณ 16 ส.ค. 2561 ราคา 19,400 – 19,500 บาท/ตัน)

แพงจากอะไร? แล้วสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อไหร่?
นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่ข้าวเหนียวมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก มีหลายปัจจัย ทั้งจากปัญหาภัยแล้ง ที่ส่งผลกระทบให้ผลผลิตข้าวเหนียวทั้งนาปีและนาปรังที่ผ่านมามีปริมาณน้อยกว่าทุกปี ประกอบกับเป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาล ข้าวเก่าเหลือน้อย ข้าวใหม่ก็ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว และภาครัฐได้ระบายข้าวในสต็อกหมด ส่งผลให้ช่วงนี้ข้าวเหนียวขาดแคลนอย่างมาก ชาวนาก็เก็บไว้บริโภคเอง เนื่องจากคาดว่าผลผลิตจะมีปริมาณน้อยมาก ถ้าไม่จำเป็นจะไม่นำออกขาย

ด้านผู้ประกอบการโรงสีก็ต้องการรับซื้อข้าวเพื่อเก็บไว้ในสต๊อกและแปรรูป เพื่อจำหน่าย ซึ่งผลผลิตที่ขาดแคลนทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดการจำหน่าย แต่หากมีสินค้าก็ต้องจำกัดโควต้าให้ผู้รับซื้อ เพื่อปันส่วนของสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการและกระจายได้อย่างทั่วถึง

“ในช่วงปลายเดือน ต.ค. – พ.ย. 2562 ผลผลิตข้าวนาปีฤดูกาลใหม่ปี 2562/63 จะเริ่มออกสู่ตลาด ราคาข้าวเหนียวน่าจะปรับตัวลดลง ซึ่งคาดว่าสถานการณ์ทั้งในด้านราคาและปริมาณผลผลิตที่ขาดแคลนจะค่อยๆ คลี่คลายลง “ นายวิชัย กล่าว

พ่อค้าแม่ขายกัดฟัน…
หรือจะหมดยุคข้าวเหนียว 5 บาท
จากการสำรวจตลาด จ.ชัยนาท ปรากฏว่าพ่อค้าแม่ค้าที่จะต้องขายข้าวเหนียวเป็นอาชีพต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาข้าวเหนียวในปัจจุบันพงมาก คือจากราคาปกติข้าวสารเหนียวกระสอบละ 1,100-1,250 บาท ปัจจุบันขายอยู่ที่กระสอบละ 1,750 บาท ทำให้เกิดผลกระทบกับการขายข้าวเหนียวนึ่งที่จะต้องมีการปรับตัวอย่างหนัก บางรายยอมที่จะขึ้นราคาจากห่อละ 5 บาทไปทำห่อละ 10 บาท

แต่บางร้านเลือกการปรับตัวอีกทางก็คือ ขายราคาห่อละ 5 บาทเท่าเดิม แต่ลดปริมาณข้าวลงเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุน แต่ไม่ให้กระทบกับความรู้สึกของลูกค้ามาเกินไป แต่ถ้าราคาข้าวสารเหนียวยังขึ้นต่อไปไม่หยุด อาจจะต้องจำใจที่จะต้องขึ้นราคาตามร้านอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน

ขณะที่ทางด้านนายกิตติคม สุนทรีย์ภรณ์ เจ้าของร้านขายข้าวสารเองก็เปิดเผยว่า ราคาข้าวสารเหนียวในปัจจุบัน ถือว่าเป็นราคาที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ เพราะราคาขายปลีกหน้าร้านปรับขึ้นภายในเดือนกรกฎาคมเดือนเดียวถึง 20 บาทต่อกิโลกรัม คือจาก 25 บาท ปรับขึ้นเป็น 45 บาท ซึ่งถือว่าแซงสถิติสูงสุดเดิมที่ 37 บาทต่อกิโลกรัม ได้ภายในเดือนเดียว ซึ่งสาเหตุที่ข้าวปรับราคาอย่างรุนแรงครั้งนี้น่าจะเกิดจากปริมาณข้าวสารเหนียวมีน้อยลง เพราะชาวนาหันไปปลูกข้าวจ้าวที่มีอายุสั้นกว่ากันมากขึ้น

จ.อ. สิทธิเดช อ่องเภา เจ้าของ “บ้านสวนจ่ามด” ตำบลท่าบัว อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร โทร. 083-535-4559, 080-099-9361 หรือผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ก “มะนาวคาเวียร์ บ้านสวนจ่ามด” อธิบายการดูแลรักษาต้นมะนาวนิ้วมือ การใส่ปุ๋ยในช่วงแรก ก็เน้นการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ใส่ร่วมกับปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น สูตร 15-15-15, 16-16-16 หรือบวกปุ๋ยสูตรตัวหน้าเล็กน้อยในบางครั้ง เช่น สูตร 46-0-0, 30-0-0, 15-0-0 เพื่อกระตุ้นการแตกใบอ่อน พอต้นได้อายุ 1 ปีครึ่ง ต้นมีความพร้อมที่เริ่มจะออกดอกและติดผล ก็จะเปลี่ยนใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 เพื่อเป็นการสะสมอาหารให้กับต้นมะนาวนิ้วมือ เพิ่มความสมบูรณ์ให้กับต้นมะนาวนิ้วมือก่อนการออกดอก

หลังการออกดอกและติดผลก็จะกลับมาใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เพื่อบำรุงผลเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับต้น โดยการใส่ปุ๋ยจะเน้นการใส่ปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง เช่น ใส่ปุ๋ยให้เดือนละ 1 ครั้ง นั่นเอง ส่วนปุ๋ยและฮอร์โมนทางใบก็ช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้ต้นเจริญเติบโตและมีความสมบูรณ์ โดยปุ๋ยทางใบก็ใช้สูตรให้สอดคล้องกับปุ๋ยทางดิน เช่น ใช้ปุ๋ยทางใบ สูตรเสมอยืนพื้นสลับกับปุ๋ยทางใบที่มีสูตรตัวหน้าสูง เช่น 12-12-12, 18-6-6, 30-0-0 เป็นต้น ส่วนช่วงการสะสมอาหารก่อนมะนาวนิ้วมือจะออกดอก ก็ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบที่ชาวสวนมะนาวนิยมใช้ คือ ปุ๋ยสูตร 0-52-34 ในการฉีดสะสมอาหารเพียง 2-3 ครั้ง ห่างกัน 5-7 วัน แต่เมื่อเห็นว่ามะนาวจะเริ่มออกดอก ก็จะปรับมาใช้ปุ๋ยทางใบที่มีปุ๋ยสูตรตัวหน้าเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้การออกดอกดีขึ้น เช่น ปุ๋ยทางใบ สูตร 10-52-17, 5-20-25 ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยเปิดตาดอกให้มะนาวนิ้วมือออกดอกดีและสม่ำเสมอมากขึ้น

ส่วนฮอร์โมนที่จะเสริมช่วยคือ สังกะสี โดยพืชตระกูลส้มและมะนาวมักจะขาดธาตุสังกะสีได้ง่าย ควรฉีดพ่นให้สม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง แคลเซียม โบรอน จะช่วยในการผสมดอกมะนาวเป็นไปได้ด้วยดีขึ้น ส่งเสริมการออกดอกติดผลดีขึ้น

“มะนาวนิ้วมือ” ตั้งแต่ออกดอกจนเก็บเกี่ยวผลได้ จะใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 5 เดือนครึ่ง ถึง 6 เดือน ซึ่งจากการสังเกตพบว่า มะนาวนิ้วมือเกือบทุกสายพันธุ์ที่ปลูกไว้จะใช้ระยะเวลาประมาณนี้ อาจจะเก็บได้ก่อนก็ได้ แต่นั้นต้องดูหลายๆ อย่างประกอบ เช่น สังเกตผิวมะนาวนิ้วมือจะต้องมีความตึง ผิวเรียบ ผิวไม่ขรุขระ แสดงว่ามะนาวจะเป็นระยะที่เหมาะกับการเก็บเกี่ยว เมื่อผ่ามาจะพบว่า เนื้อหรือกุ้งข้างในจะมีลักษณะเต่งกลม สวยเหมือนไข่ปลา ไม่ลีบ ส่วนสีเนื้อหรือสีกุ้งของมะนาวนิ้วมือจะสีสวยในระดับหนึ่ง

แต่ถ้าผลมะนาวนิ้วมือที่ติดผลและเก็บเกี่ยวได้ในช่วงอากาศเย็นหรือหน้าหนาว สีเนื้อในหรือกุ้งมะนาวนิ้วมือจะมีสีเข้ม สวยกว่าปกติที่เก็บเกี่ยวในช่วงเวลาอื่นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในเรื่องของการนำไปจำหน่ายอะไร เนื่องจากผลผลิตมะนาวนิ้วมือในตลาดบ้านเราถือได้ว่ามีปริมาณน้อยมากๆ ยังไม่เพียงพอต่อการใช้หรือความต้องการของลูกค้า ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าสอบถามมาจำนวนมาก ทั้งร้านอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า แต่ปริมาณการผลิตก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ไม่สามารถตอบรับออเดอร์ลูกค้าได้ตามที่เขาต้องการ

โดยตอนนี้ก็จะมีร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำ ติดต่อซื้อเป็นประจำเพื่อนำไปประกอบอาหาร จากที่สอบถามมาแล้ว นอกจากความเปรี้ยวและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของมะนาวนิ้วมือ ทำให้อาหารมีรสชาติที่แตกต่างจากการใช้มะนาว แถมยังการที่มีเนื้อหรือกุ้งที่เป็นเม็ดๆ คล้ายไข่ปลา ยังคงทำให้เกิดรสสัมผัสที่แปลกแก่คนรับประทาน จานอาหารมีสีสันดึงดูดใจเป็นอย่างมาก ซึ่งวิธีใช้มะนาวนิ้วมือนั้นจะขูดเนื้อหรือบีบผลเนื้อออกจากผล นำมาคลุกเคล้าหรือวางประดับหน้าอาหาร เวลาเคี้ยวจะแตกในปาก คล้ายกินไข่ปลาคาเวียร์ รสชาติเปรี้ยว เหมือนมะนาวทั่วไป แต่มะนาวนิ้วมือมีกลิ่นหอมคล้ายมะนาวแป้นผสมเลมอน

ราคาซื้อขายมะนาวนิ้วมือนั้น จำหน่ายออกจากสวนตอนนี้ กิโลกรัมละ 2,000 บาท ซึ่งเป็นการขายแบบคละขนาดและคละสายพันธุ์ เนื่องจากผลผลิตมีไม่มากพอในแต่ละสายพันธุ์นั่นเอง อีกอย่างลูกค้าก็รับได้ในเงื่อนไขนี้ แต่ตอนจัดส่งก็จะพยายามแยกสายพันธุ์มะนาวนิ้วมือให้ลูกค้าอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสะดวกต่อลูกค้านำไปใช้ จะได้ทราบเบื้องต้นว่า มะนาวที่จะนำไปใช้หรือนำไปปรุงอาหารข้างในมีสีอะไร เช่น สีแดง สีเขียว สีชมพู สีขาว เป็นต้น

เพราะเท่าที่ทราบข้อมูลจากลูกค้าที่นำมะนาวนิ้วมือไปประกอบอาหาร จะรับประทานกับอาหารทะเลซีฟู้ด นำไปตกแต่งจัดจานอาหารเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงนำไปใส่ในค็อกเทลหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตอนนี้เร่งปลูกมะนาวนิ้วมือสายพันธุ์ที่มั่นใจให้มีจำนวนต้นมากขึ้น อย่างที่บอกอันดับแรก เพื่อให้ผลผลิตมีป้อนตลาดอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนในการส่ง อย่างห้างสรรพสินค้าติดต่อเข้ามาพอสมควร แต่ด้วยจำนวนผลผลิตไม่มากพอและไม่มีความต่อเนื่อง ที่สวนจึงยังไม่สามารถตอบรับความต้องการของทางห้างสรรพสินค้าได้

การขยายพันธุ์ สามารถทำได้ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ติดตา หรือเสียบยอด ตามถนัดของแต่ละคน เนื่องจากเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้หลากหลายรูปแบบ วิธีการขยายพันธุ์มะนาวนิ้วมือทำได้ไม่ยาก แม้จะเป็นมือใหม่ในการเริ่มต้นขยายพันธุ์พืชก็สามารถทำได้ โดยเน้นการทำบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ ก็จะเกิดความชำนาญเอง เริ่มจากการเสียบยอดจากพันธุ์ไม้อื่นๆ ต้นตอที่นำมาใช้เปลี่ยนยอด เช่น ต้นส้มโอ ต้นมะนาว มะกรูด ส้มนอก เป็นต้น แต่ที่สวนจ่ามด เลือกใช้ต้นตอของส้มโอ เนื่องจากหาต้นตอได้ง่าย ราคาไม่แพง หรือแม้จะนำเมล็ดมาเพาะเองก็ไม่ยุ่งยาก เพราะเมล็ดส้มโอมีอัตราการงอกดี มีการเจริญเติบโตที่ดี แผลต้นตอส้มโอสามารถรับได้ดีกับยอดมะนาวนิ้วมืออีกด้วย ในเรื่องของการเจริญเติบโตก็เป็นไปได้ดี

สำหรับวิธีการเสียบกิ่งมะนาวนิ้วมือบนตอส้มโอ มีดังนี้ เลือกกิ่งมะนาวนิ้วมือและตอส้มโอที่มีขนาดใกล้เคียงกัน หรือต้นตอส้มโอใหญ่กว่าเล็กน้อยได้ โดยกิ่งมะนาวและตอส้มโอที่จะนำมาเสียบกันนั้น ต้องมีลักษณะที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป เพื่อให้เนื้อเยื่อสามารถผสานกันได้ดี ใช้กรรไกรตัดต้นตอส้มโอให้มีความสูงที่พอเหมาะ ประมาณ 10-20 เซนติเมตร แล้วใช้คัตเตอร์ผ่าตรงกลางต้นตอส้มโอให้ลึกประมาณ 1-2 นิ้ว และเฉือนกิ่งมะนาวทั้งสองข้างเฉียงลง ให้เป็นปากฉลาม ยาวประมาณ 1 นิ้ว นำกิ่งมะนาวนิ้วมือเสียบลงบนตอส้มโอให้เปลือกและเนื้อสัมผัสกันพอดี และพันกิ่งด้วยเทปพันธุ์กิ่ง โดยให้พันระหว่างกิ่งพันธุ์มะนาวกับตอส้มโอ เพื่อให้ยึดแนบกันแน่น

จากนั้น นำต้นมะนาวที่เสียบบนตอส้มโอใส่ถุงพลาสติกใบใหญ่ และปิดปากถุงให้แน่นด้วยเชือกฟางเก็บไว้ในที่ร่ม ระยะเวลาในการอบกิ่งพันธุ์ประมาณ 25 วัน ถึง 1 เดือน (ทั้งนี้ระยะเวลาในการอบกิ่งพันธุ์จะต้องขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศด้วย ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการอบไม่เท่ากัน) เมื่ออบได้ระยะที่เหมาะสมก็จะเปิดปากถุงอบเล็กน้อย เพื่อให้ต้นมะนาวนิ้วมือปรับตัวกับสภาพอากาศ อย่างน้อยสัก 5-7 วัน ก่อนจะนำต้นมะนาวนิ้วมือออกจากถุงอบ เมื่อเสร็จแล้วให้นำไปวางไว้ในที่ร่มรำไร หรือใต้ร่มซาแรน ในกรณีที่ไม่ใส่ถุงอบใบใหญ่ก็สามารถใช้ถุงพลาสติกแบบถุงร้อนครอบไว้ที่ยอดที่เสียบ แล้วมัดด้วยเชือกฟางหรือหนังยาง เพื่อรักษาความชื้นและลดการคายน้ำ เป็นเวลา 1 เดือน เมื่อครบกำหนดจึงนำกรรไกรมาตัดปลายมุมถุงทั้งสองข้างออกเพียงเล็กน้อย และปล่อยทิ้งไว้อีก 1 สัปดาห์ ให้ยอดมะนาวนิ้วมือมีการปรับตัว จากนั้นค่อยแกะถุงครอบออก นำไปเลี้ยงอนุบาลต่อไป