กรมส่งเสริมสหกรณ์ หนุน กลุ่มกสิกรรมไร้สารพิษ ประกันราคา

สมาชิกทุกฤดูกาลสหกรณ์กสิกรรมไร้สารพิษ ในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเขียว จำกัด (โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) เกิดจากการรวมตัว รวมกลุ่มของชาวบ้านที่เห็นปัญหาและโทษที่เกิดจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว การบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า และการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี การทำลายสภาพแวดล้อมโดยการเผาป่า เผาเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร สภาพดินเสื่อมโทรม ยากแก่การปรับปรุงแก้ไข ผลผลิตที่ได้จากการทำเกษตรจึงมีสารเคมีตกค้าง ทำให้เกษตรกรได้รับสารพิษจากการใช้ยาฆ่าแมลง เกิดการเจ็บป่วยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมถึงต้องการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำไว้ด้วย จึงได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อร่วมกันหาทางออกและแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ให้ลูกหลานผลิต และมีอาหารที่ปลอดภัยไว้สำหรับบริโภค ในนาม “กลุ่มส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษวังน้ำเขียว”

โดยพัฒนาพื้นที่ บ้านน้ำซับ หมู่ที่ 11 ในเขตตำบลวังน้ำเขียว เป็นสถานที่ฝึกอบรมและสาธิตกิจกรรมการเพาะปลูก โดยไม่พึ่งพาสารเคมี และการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียงให้แก่เกษตรกรที่สนใจ การปลูกผักไม่ใช้สารเคมี ในพื้นที่ คนละ 2 งาน เลิกการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง โดยนำเศษอาหารที่เหลือใช้ในครัวเรือนและเศษพืชในแปลงเพาะปลูกมาหมักให้ได้จุลินทรีย์ และทำปุ๋ยหมักชีวภาพ สารสมุนไพรไล่แมลงแทนสารเคมี

ที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาและพัฒนาของชาวบ้าน โครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีการสาธิตและฝึกอบรมถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ การนำทฤษฎีการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นำมาปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ และเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์และพัฒนาโดยการเกื้อกูลระหว่างคนและธรรมชาติ ส่งเสริมสนับสนุนให้สมาชิกตระหนักถึงมหันตภัยจากการใช้สารเคมี หันมาทำการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรชุมชนและดำเนินกิจกรรมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง และแสวงหาเครือข่ายและประสานความร่วมมือในรูปพหุภาคีและพัฒนาให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่ประชาชนและองค์กรอื่นๆ

เพราะเหตุนี้ สหกรณ์กสิกรรมไร้สารพิษ ในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเขียว จำกัด (โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ รับไว้ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ วันที่ 9 ตุลาคม 2541

คุณพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์การเกษตร ให้กับกลุ่มกสิกรรมไร้สารพิษ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2543 สำนักงาน ตั้งอยู่ เลขที่ 14 หมู่ที่ 11 ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา มี คุณฝากฝน หมายยอดกลาง เป็นประธานบริหารสหกรณ์ฯ ปัจจุบัน มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 297 คน เป็นสมาชิกสามัญ 190 คน สมาชิกสมทบ 107 คน ดำเนินธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

ธุรกิจสินเชื่อ โดยในปีที่ผ่านมา ปล่อยกู้ให้กับสมาชิก 43 สัญญา เป็นเงิน 717,000 บาท
ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย จัดหาปัจจัยการผลิตเพื่อมาจำหน่ายให้กับสมาชิก เป็นเงิน 911,604 บาท
ธุรกิจรวบรวมผลผลิต ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของสหกรณ์ฯ รวบรวมผักและผลไม้จากสมาชิก จำนวน 183,108.40 กิโลกรัม เป็นเงิน 5,916,994.60 บาท

ทั้งนี้ ในส่วนของพืชผักที่ทางสหกรณ์รวบรวมมีจำนวนกว่า 110 ชนิดพืช จากสมาชิก 70 ราย เฉลี่ยรายละ 2 ไร่ รวม 140 ไร่ มีการประกันราคาให้สมาชิก แบ่งเป็น 3 ฤดู (ร้อน ฝน หนาว)

ปัจจุบัน มีสมาชิกได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งสิ้น 47 ราย อยู่ในระหว่างการดำเนินการขออีกจำนวน 23 ราย มีโรงคัดบรรจุได้รับการรับรองมาตรฐานการรวบรวมผักอินทรีย์และคัดบรรจุอินทรีย์ จากกรมวิชาการเกษตรอีกด้วย โดยผลผลิตพืชผักที่ทางกลุ่มรวบรวมนั้น จะมีการส่งไปขายในตลาด ตามห้างใหญ่ ทั้งที่กรุงเทพฯ และในเขตจังหวัดนครราชสีมา

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงค่ำวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา เกิดพายุฤดูร้อนในหลายพื้นที่ของจังหวัดลำปาง หลายอำเภอ ซึ่งจากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้น พบว่ามีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายเล็กน้อย ประกอบด้วย อ.ห้างฉัตร บ้านแม่ฮาว หมู่ 3 ต.ห้างฉัตร ประมาณ 17 หลัง บ้านป่าเหียง หมู่ 1 แม่สัน เสียหาย 2 หลัง กระเบื้อง 44 แผ่น บ้านเหล่า หมู่ 10 ต.เมืองยาว อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย

ส่วนที่ อ.วังเหนือได้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรง เบื้องต้น ต.ร่องเคาะ บ้านทุ่งฝูง ได้รับผลกระทบ ด้านอบต.ร่องเคาะ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อยู่เข้าตรวจสอบความเสียหาย นอกจากนั้น ยังมีบ้านทุ่งฝูง ต.ร่องเคาะ อ.วังเหนือฯ ได้รับความเสียหายบางส่วน อยู่ในระหว่างการตรวจสอบเช่นกัน

ส่วน ที่อ.เมืองปาน มีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ในพื้นที่บ้านกล้วย หมู่ 2 ต.หัวเมือง อ.เมืองปาน ได้รับความเสียหายเล็กน้อยจำนวน 3 หลังคาเรือน เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ อบต.หัวเมืองได้เข้าไปสำรวจให้การช่วยเหลือแล้ว ส่วนในพื้นที่บ้านม่วง หมู่ 8 ต.บ้านขอ ได้รับความเสียหายเล็กน้อยจำนวน 2 หลังคาเรือน บ้านทุ่งจี้ หมู่ 8 และบ้านทุ่งจี้ศรีเจริญ หมู่ 14 ต.ทุ่งกว๋าว อ.เมืองปาน อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ด้าน อ.งาว บ้านแม่งาวใต้ ม.7ต.บ้านร้อง ได้รับผลกระทบจากฝนตกและลมพายุ บ้านเรือนได้รับความเสียหาย จำนวน 1 หลัง คือ บ้านของ น.ส.รัชนีกร ขวัญธนธีรวุฒิ บ้านเลขที่ 10/1 ม.7 ต.บ้านร้อง อ.งาว ได้รับความเสียหาย

ขณะที่ อ.เมืองลำปาง เกิดฝนตกหนักมากลูกเห็บตก ลมแรง รถติดเนื่องจากต้นไม้ล้มขวางถนน บริเวณบ้านสบเฟือง ต.บ้านเอื้อม อ.เมืองลำปาง ขณะที่อ.แม่พริก บ้านวังผู หมู่ 5 ต.แม่ปุ อ.แม่พริก มีบ้านได้รับความเสียหายประมาณ 40 หลังคาเรือน เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลแม่ปุ ให้สำรวจและเข้าช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว

ต่อมาช่วงเช้าที่ผ่านมา ชาวบ้านในหลายพื้นที่ ที่ประสบเหตุพายุพัดถล่มจนหลังคาบ้าเรือนเสียหาย ทรัพย์สินต่างๆได้รับผลกระทบ ได้นำหลักฐานสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ไปลงทะเบียนเพื่อขอรับการช่วยเหลือ ที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน บ้านผู้นำชุมชน เพื่อที่จะส่งเรื่องไปยัง อบต.เทศบาลเจ้าของพื้นที่ ส่งเรื่องไปยังอำเภอและจังหวัดเพื่อจัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อกระเบื้อง ฝาครอบ สังกะสีและอื่นๆเพื่อที่จะเร่ง แจกจ่ายชาวบ้านที่ประสบภัยพายุพัดถล่มให้ไปซ่อมแซมบ้านเรือนให้เสร็จที่สุดเพราะว่า สถานการณ์ในช่วง 2-3 วันนี้ทางอุตุนิยมวิทยายังประกาศเตือนภัยฝนตกหนัก พายุพัดถล่มในพื้นที่ทางภาคเหนือจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือในขณะนี้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ อบต.เทศบาล ทหาร จาก มทบ. 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี ฝายปกครองของแต่ละอำเภอต่างลงพื้นที่สำรวจเพื่อให้การช่วยเหลือแล้วเบื้องต้นคาดว่ามีผู้ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 100 ครัวเรือน ขณะที่มีรายงานว่า มีฟาร์มไก่ ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลบ้านเอื้อม อ.เมืองลำปาง ได้รับผลกระทบจากเหตุพายุพัดถล่มโรงเรือนเสียหาย และไก่ที่เลี้ยงไว้ตกใจตายไปจำนวนมาก ซึ่งอยู่ระหว่างการสำรวจเช่นกัน

วันที่ 17 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางทองหล่อ หวังหามกลาง อายุ 82 ปี ชาวบ้านสายโทค ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ถูกคนร้ายขโมยตัดไม้พะยูงที่ปลูกไว้บริเวณบ้าน โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ถูกขโมยลักลอบตัดไม้พะยูง อายุกว่า 70 ปี

นางทองหล่อ กล่าวว่า ได้ปลูกต้นพะยูงไว้ 3 ต้น ติดกัน ถูกคนร้ายแอบตัดไป 1 ต้น แต่ไม่สำเร็จ โดยต้นดังกล่าวมีรอยเลื่อยยนต์ตัดเข้าไปกว่าครึ่งลำ จนไม่กี่วันที่ผ่านมาเกิดพายุฤดูร้อน ส่งผลให้ไม้พยุงต้นดังกล่าวล้มไปขวางทางซอยในหมู่บ้าน จึงเข้าแจ้งให้เจ้าหน้าที่อำเภอและป่าไม้เข้ามาตรวจสอบ เพราะเป็นไม้หวงห้าม หลังจากเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบแล้วตนจึงให้หลานมาช่วยกันตัด ความยาวท่อนละ 2 เมตร จำนวน 5 ท่อน นำมาวางไว้ข้างบ้าน จากนั้นก็มีคนร้ายเข้ามาขโมยไป 2 ท่อน

นางทองหล่อ กล่าวต่อว่า ทำให้ตอนนี้มีต้นพะยูงเหลืออยู่ 2 ต้นหลังบ้าน พบว่ามีคนมาวนเวียนจะมาแอบมาตัดอีก เพราะมีเสียงสุนัขเห่าหลายครั้งในเวลากลางคืน จึงให้หลานมานอนเฝ้าเป็นเพื่อน จนถึงขณะนี้ผ่านไปกว่า 3 เดือน ทั้งหลานและตนนอนไม่ค่อยหลับ หากได้ยินเสียงสุนัขเห่าตอนกลางคืน จะต้องลงมาดูทุกครั้ง กลายเป็นการสร้างความลำบากให้กับตัวเอง

“สำหรับไม้พะยูงทั้ง 3 ต้น ตนเห็นมาตั้งแต่เด็ก และมีความตั้งใจจะเก็บไว้ให้ลูกหลานดูเพราะหายาก แต่ไม่มีทางออก หวังพึ่งใครไม่ได้แล้ว จึงอยากจะประกาศขายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อรักษาสุขภาพของตัวเองไม่ให้มีความเป็นห่วงกังวลอีกต่อไป” นางทองหล่อ กล่าว

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ “พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่ วันที่ 17-18 เมษายน 2561)” ฉบับที่ 17 ลงวันที่ 17 เมษายน 2561 ระบุว่า

บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะเกิดพายุฤดูร้อนขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง กับมีฟ้าผ่าและลูกเห็บตกบางพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย โดยมีผลกระทบดังนี้

ภาคเหนือ : จังหวัดพะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร สุโขทัย กำแพงเพชร และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ชัยนาท อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ : จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร ในวันที่ 18 เมษายน 2561

ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง สุโขทัย กำแพงเพชร และตาก

ภาคกลาง : จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคใต้ : จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ประกอบกับมีลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาเคลื่อนเข้ามาปกคลุมภาคเหนือ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อนบางพื้นที่ ทำให้ประเทศไทยตอนบนเกิดพายุฤดูร้อนขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง กับมีฟ้าผ่าและลูกเห็บตกบางพื้นที่ สำหรับลมตะวันออกที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ในช่วง วันที่ 17-19 เมษายน 2561 ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น

นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการลงทุน 393.75 ล้านบาท ในธุรกิจน้ำตาลทรายของ บริษัท โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (BSF) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เพิ่มกำลังการผลิตน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ (Refined Sugar) สูงสุด 1,200 ตัน ต่อวัน คาดว่าจะติดตั้งเครื่องจักรได้ทันฤดูการผลิต ปี 2561/62 นอกจากนี้ ได้ลงทุนอีก 185.72 ล้านบาท ติดตั้งชุดหม้อต้มเพื่อประหยัดการใช้ไอน้ำของโรงงานแห่งนี้ สามารถรองรับปริมาณอ้อยเข้าหีบเพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านตัน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายและกลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจของบริษัทในการขยายการลงทุนเพื่อสร้างความเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

นายอนันต์ กล่าวถึงสถานการณ์หีบอ้อยประจำฤดูการผลิต ปี 2560/61 ว่าตั้งแต่ วันที่ 1 ธันวาคม 2560-8 เมษายน 2561 โรงงานน้ำตาลทั่วประเทศรับผลผลิตอ้อยเข้าหีบแล้ว 124.09 ล้านตันอ้อย เพิ่มขึ้นจากฤดูกาลปีก่อนมีอ้อยเข้าหีบ 92.76 ล้านตัน และคาดว่าตลอดฤดูกาลจะมีอ้อยเข้าหีบสูงถึง 130 ล้านตันอ้อย เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน เนื่องจากมีปริมาณฝนเพียงพอต่อการเติบโตของต้นอ้อย ส่งผลถึงคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีค่าความหวานเฉลี่ย 12.51 ซี.ซี.เอส จากปีก่อนอยู่ที่ 12.27 ซี.ซี.เอส และมีปริมาณผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย (ยิลด์) อยู่ที่ 109.36 กิโลกรัมต่อตันอ้อย เทียบกับปีก่อนที่มียิลด์ 107.88 กิโลกรัมต่อตันอ้อย หรือสามารถผลิตน้ำตาลทรายได้แล้วทั้งสิ้น 13.57 ล้านตัน

วันที่ 17 เม.ย. ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” ประจำจังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลพวงมาจากพายุฤดูร้อน ทำให้น้ำป่าบนเนินเขายายเที่ยงไหลลงท่วมพื้นผิวจราจรบนถนนมิตรภาพ ทั้งขาเข้ากรุงเทพฯ และขาเข้าโคราช ช่วง กม.ที่ 80-82 มีน้ำท่วมขังสูง ประมาณ 20 ซม. เป็นทางยาว ขณะเดียวกันยังเกิดอุบัติเหตุรถทัวร์โดยสารนำเที่ยว สีส้มดำ ทะเบียน 30-0433 อุดรธานี ชนแท่งปูนแผงกั้นริมถนนสร้างทางมอเตอร์เวย์ ทำให้ช่องจราจรเหลือเพียง 1 ช่องทาง ส่งผลให้รถติดสะสม ในระดับ 4-5 เป็นทางยาวกว่า 2 กม. ส่วนพื้นที่ใกล้เคียงสวนท้าวสุรนารี อ่างเก็บน้ำลำตะคอง ถึงทางขึ้นเขายายเที่ยง จนท.ใช้เวลานานประมาณ 30 นาที จึงสามารถระบายน้ำได้ ทำให้การจราจรคล่องตัวไปบางส่วน

ขณะที่ พ.ต.ต.วิษณุ คำโนนม่วง สว.ทล.1 กก.6 จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า บนถนนมิตรภาพ ตั้งแต่ช่วง กม.93-94 ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว มีน้ำท่วมขังผิวจราจร 2 ช่องทาง หลังจากที่มีฝนตกหนักก่อนหน้า โดยระดับน้ำสูงประมาณ 20- 30 ซม. ทำให้การจราจรขาเข้ากรุงทพฯ ติดขัดยาวกว่า 10 กม. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้เปิดช่องทางพิเศษ เปิดช่องทางพิเศษ เข้า กม. 101 ต.มิตรภาพ อ.สี่คิ้ว จ.นครราชสีมา ออก กม. 87 ทล.2 ต.คลองไผ่ อ.คลองไผ่ จ.นครราชสีมา ระยะทางเปิด 14 กม. เนื่องจาก กม.96 มีน้ำท่วมขัง 2 เลน ยาวกว่า 10 เมตร

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่.กรมทางหลวง ได้เร่งแก้ไขเพื่อระบายจราจรที่ติดขัด เนื่องจากประชาชนเดินทางกลับหลังเที่ยวงานเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งคาดว่าใช้เวลาระบายน้ำท่วมขังอีกนานหลายชั่วโมง โดยนายพรชัย ศิลารมณ์ ผอ.แขวงทางหลวง นครราชสีมา 2 ได้นำเจ้าหน้าที่ออกทำการระบายน้ำที่ขังบนถนนอย่างเร่งด่วน หากไม่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าน่าจะใช้เวลา ประมาณ 2 ชม. จะสามารถระบายน้ำออกจากผิวการจราจรได้

ไม่ใช่ครั้งแรกกับการกล่าวถึง “กัญชา” โอกาสในการวิจัยพัฒนาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

เพราะแม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสิ่งเสพติดประเภทที่ 5 ผิดกฎหมาย ทั้งการปลูก การเสพ และการวิจัยในมนุษย์ แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะแตกต่างจากทุกครั้ง เพราะหากเปิดช่องให้มีการวิจัยและพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ย่อมหมายถึงความหวังในการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม พาร์กินสัน ลมชัก และอาจไปถึงโอกาสของผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

เห็นได้จากคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) นำโดย นพ. โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะกรรมการ อภ. นพ. นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการ อภ. และผู้ที่เกี่ยวข้องราว 8 คน ร่วมเดินทางไปยังประเทศแคนาดาเพื่อศึกษาการปลูกพืชกัญชาสำหรับผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และเพื่อศึกษาการควบคุมพืชกัญชาจากบริษัทในแคนาดา ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้ปลูกอย่างถูกกฎหมาย

แน่นอนว่าจากการไปศึกษาเรื่องของกัญชายังต่างแดน ทำให้ทราบว่ากัญชาสายพันธุ์ดีที่สุดกลับเป็นของประเทศไทย

จึงเกิดคำถามว่า แล้วประเทศไทยจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เนื่องจากยังติดล็อกทางกฎหมายอยู่ นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรี สธ. ทราบเรื่องนี้ดี และตระหนักถึงความสำคัญของการวิจัยพัฒนาเพื่อสกัดสารจากกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ โดยได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด

เบื้องต้นทาบทาม นพ. โสภณ ประธานบอร์ด อภ.มานั่งเป็นประธานคณะทำงานชุดนี้ และดึงผู้ที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ ที่ขาดไม่ได้คือ ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มารับหน้าที่ในการร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์

กรอบการทำงานของคณะทำงานชุดนี้ แน่นอนว่าต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมายืนยันถึงความเหมาะสมที่ประเทศไทยควรต้องเริ่มทำการวิจัยพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบเสียที ไม่ใช่ให้ศึกษาวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการ แต่ไม่สามารถศึกษาในมนุษย์ได้ เหมือนดั่งของคณะวิจัยมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ทำการศึกษาวิจัยและผลิตเป็นสเปรย์กัญชา เพื่อหวังใช้บรรเทารักษาอาการเจ็บปวดและอาเจียน โดยมุ่งไปที่ผู้ป่วยมะเร็ง แต่ยังติดปัญหาด้านกฎหมาย จึงยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

ดังนั้น คณะทำงานที่ตั้งขึ้นจึงต้องพิจารณาจะทำอย่างไร ไม่ให้ตกขบวน

สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการวิจัยพัฒนาเพื่อหาทางสกัดสารจากกัญชามาใช้ทางการแพทย์ให้ได้

นพ. โสภณ อธิบายสิ่งที่กำลังดำเนินการว่า ขณะนี้ อภ.อยู่ระหว่างจัดทำร่างโครงการวิจัยสารสกัดจากกัญชาเพื่อศึกษาประโยชน์ทางการแพทย์ โดยสารสกัดกัญชา หลักๆ จะประกอบด้วย สาร Cannabidiol (CBD) และสาร Tetrahydrocannabinol (THC) ซึ่งนำมาศึกษาเพื่อรักษาโรคลมชัก โดยเฉพาะในเด็ก ยาที่มีอยู่บางครั้งไม่สามารถคุมการชักได้ แต่กัญชามีบทบาทที่คุมได้ดี

ประเด็นที่ 2 คือโรคทางสมองอื่นๆ เช่น โรคพาร์กินสัน ซึ่งรบกวนชีวิตมากๆ มือสั่น เมื่อได้ยาแผนปัจจุบันก็จะเกร็งจะแข็งไปหมด ประเด็นที่ 3 โรคมะเร็ง โดยต้องวิจัยพัฒนาว่าจะใช้กัญชามาช่วยอย่างไร ทั้งเรื่องลดการปวด เพิ่มความอยากอาหาร และประเด็นที่ 4 ลดความเจ็บปวดแทนการใช้มอร์ฟีนได้หรือไม่ เป็นต้น

นอกจากนี้ ในเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์กัญชาก็ต้องมีการพัฒนาต่อยอดอีก เพราะแม้ของไทยจะมีสายพันธุ์ที่ดีที่สุด แต่ประเทศอื่นๆ ก็พัฒนาไปมากแล้ว