กรมหม่อนไหมจัดงาน“ชิมหม่อน ชมไหมส่งสุขปีใหม่ 2561”

กรมหม่อนไหมขานรับนโยบายรัฐบาลคืนความสุขให้เกษตรและประชาชน จัด “ชิมหม่อน ชมไหม ส่งสุขปีใหม่ 2561” สร้างจุดเรียนรู้ด้านหม่อนไหม 21 ศูนย์หม่อนไหมฯ ทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวยิ่งใหญ่ที่อุบลราชธานี สาธิตกิจกรรมด้านหม่อนไหม แจกฟรีหม่อนพันธุ์ดี น้ำมัลเบอรี่ พร้อมเปิดจุดบริการนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อคืนความสุขให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปในช่วงเทศกาลปีใหม่ตามนโยบายของรัฐบาลและกระตุ้นการใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้มอบหมายให้กรมหม่อนไหมจัดกิจกรรม “ชิมหม่อน ชมไหม ส่งสุขปีใหม่ 2561” ขึ้นระหว่างวันที 30 ธันวาคม 2560 – 2 มกราคม 2561 ณ.ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ 21 ศูนย์ ทั่วประเทศ

พร้อมมีการเปิดตัวโครงการอย่างยิ่งใหญ่ ณ. หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลปะอาว อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคืนความสุขให้กับเกษตรกรและประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานด้านหม่อนไหมให้ผู้ที่สนใจ และยังเป็นการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมที่มีคุณภาพ ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้สินค้าหม่อนไหม

ทั้งนี้ งานดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งภายใต้กิจกรรม “คืนความสุขสู่คนไทย จากใจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการคืนความสุขให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปในช่วงเทศกาลปีใหม่ตามนโยบายของรัฐบาลและกระตุ้นการใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่

ด้านนางสุดารัตน์ วัชรคุปต์เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ คือ สร้างจุดเรียนรู้ด้านหม่อนไหม ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ 21 ศูนย์ เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนเยี่ยมชมศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ การสาธิตกระบวนการผลิต ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านหม่อนไหม นิทรรศการความรู้ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบครบวงจร มีการแจกจ่ายพันธุ์หม่อนให้กับเกษตรกรและประชาชนที่สนใจ นอกจากนี้ยังมีจำหน่ายสินค้าหม่อนไหมที่มีคุณภาพให้กับประชาชน

ซึ่งทำให้ประชาชนมีโอกาสได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์หม่อนไหมที่มีคุณภาพเพื่อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และยังเป็นการประชาสัมพันธ์งานหม่อนไหม ช่วยสืบสานอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร นอกจากนี้ยังจัดให้มีการเปิดจุดบริการนักท่องเที่ยวเพื่ออำนวย ความสะดวก ให้บริการน้ำดื่ม น้ำหม่อนผลสด ฯลฯ บริการแก่ประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้

“การจัดงานชิมหม่อน ชมไหม ส่งสุขปีใหม่ 2561 ในครั้งนี้ กรมหม่อนไหมตั้งใจมอบเป็นของขวัญให้แก่พี่น้องเกษตรกรและประชาชน เพื่อแสดงออกถึงไมตรีจิต ความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรไปพร้อมกัน ทั้งภาคประชาชน เกษตรกร ภาครัฐและเอกชน รวมทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ด้วย” อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ธ.ค 60) ที่ห้องประชุมสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต นายไพศาล สุขปุณพันธ์ รักษาการประมงจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการอบรมประมงอาสา ประจำปี 2561 โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายประมงอาสาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จำนวน 30 คน เข้าร่วมอบรม

นายไพศาล สุขปุณพันธ์ รักษาการประมงจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ให้สามารถประกอบอาชีพทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืน โดยคัดเลือกตัวแทนเกษตรกรในท้องถิ่นให้เป็นอาสาสมัครในสาขาต่าง ๆ อาทิ เกษตรอาสา หมอดินอาสา และประมงอาสา เพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินงานในโครงการต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตรและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปสู่ชุมชน

“กรมประมงได้สร้างประมงอาสามาตั้งแต่ปี 2546 เพื่อให้เกษตรกรในท้องถิ่นเป็นแกนกลางในการถ่ายทอดความรู้ข่าวสารด้านการประมงให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ให้เป็นเกษตรกรผู้นำท้องถิ่นด้านอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาตนเองและท้องถิ่นตามความต้องการของชุมชน โดยคำนึงถึงศักยภาพของพื้นที่ สนับสนุนให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง โดยสำนักงานประมงจังหวัดภูเก็ตจะเป็นผู้ให้ความรู้พัฒนาทักษะ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ผสมผสานความรู้และประสบการณ์ของเกษตรกรรวม ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้านการประมงในชุมชนให้มีคุณภาพ ผลักดันให้เกิดเครือข่ายเกษตรกรด้านการประมง ขับเคลื่อนให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน” นายไพศาลกล่าว

ทั้งนี้การอบรมให้ความรู้ประมงอาสา ประจำปี 2561 ของจังหวัดภูเก็ตในครั้งนี้ มีการบรรยายให้ความรู้เรื่องการแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU Fishing) การจัดการฟาร์มและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตลอดจนทัศนศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมงเขต 3 ภูเก็ต และโรงเพาะฟักศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 5 ภูเก็ต

รักษาการประมงจังหวัดภูเก็ตกล่าวเพิ่มเติมว่า ประมงอาสาที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้จะได้รับความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับการทำอาชีพประมง ตลอดจนประสบการณ์ต่าง ๆ ที่สามารถนำไปขยายผลให้กับเกษตรกรชาวประมงในพื้นที่ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตให้มีคุณภาพ มีรายได้มากขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวประมงให้ดีขึ้น มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ จับมือเครือข่ายพันธมิตร เชิญชวนผู้ที่รักการสร้างสรรค์ศิลปะแห่งรสชาติ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ นักวิจัย ตลอดจนประชาชนที่สนใจ สมัครเข้าร่วมการประกวดสูตรอาหารนานาชาติปรุงจากข้าวไทย และการประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทย ภายใต้โครงการ “RICE PLUS AWARD 2018 : ข้าว…ก้าวใหม่” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมข้าวไทยภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ “ประเทศไทย 4.0” ของรัฐบาลซึ่งอยู่บนฐานแห่งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม พร้อมชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ เงินรางวัล และโอกาสทางธุรกิจมากมาย

งานแถลงข่าวเปิดตัวการประกวดรางวัล “RICE PLUS AWARD 2018 : ข้าว…ก้าวใหม่” จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของโครงการประกวดฯ นำโดยนายสันติ เศวตวิมล “ท่านประธาน” เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย กูรูอาหารเจ้าของตำนานแม่ช้อยนางรำ นายวิชิต มุกุระ เชฟอาวุโสระดับอินเตอร์ของเมืองไทย ม.ล.ขวัญทิพย์ “เชฟป้อม” เทวกุล หนึ่งในกรรมการแห่งรายการ

มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญและผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ผู้อำนวยการแบรนด์เซ็นเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานหลักสูตร Master in Branding and Marketing รวมถึงเป็นเจ้าของผลงานหนังสือขายดี “อัจฉริยะการตลาด” นายสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ ประธานคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ดร.ธนธรรศ สนธีระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม เนเชอรัล โปรดักซ์ จำกัด เจ้าของหลายรางวัลนวัตกรรมสร้างสรรค์ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่าน

นายอดุลย์เปิดเผยว่า “รัฐบาลตระหนักดีถึงความสำคัญของการพัฒนาและยกระดับศักยภาพในการแข่งขันเพื่อให้ไทยสามารถยืนหยัดในฐานะผู้นำในตลาดข้าวของโลก ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการส่งออกข้าวในปริมาณมากแต่ยังมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน รวมทั้งการนำนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอดให้ข้าวกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศภายใต้โมเดล ‘ประเทศไทย 4.0’ ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจเน้นมูลค่า หรือ Value-Based Economy ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายก็คือ การเปลี่ยนจากผลิตสินค้า ‘โภคภัณฑ์’ ไปสู่สินค้าเชิง ‘นวัตกรรม’ เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทย”

การประกวดรางวัล RICE PLUS AWARD 2018 : ข้าว…ก้าวใหม่ นับเป็นครั้งแรกที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานข้าว ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ผนึกกำลังความร่วมมือเพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมข้าวไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ซึ่งจะแสดงให้ผู้บริโภคทั่วโลกได้รับรู้ถึงศักยภาพของข้าวไทย ทั้งในเรื่องของคุณภาพ ความหลากหลาย รสชาติและคุณประโยชน์ที่มากมาย รวมทั้งการพลิกโฉมข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้านวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านเวทีการประกวดระดับนานาชาติครั้งสำคัญของคนไทยที่จัดขึ้นในครั้งนี้

การประกวดรางวัล “RICE PLUS AWARD 2018 : ข้าว…ก้าวใหม่” ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ การประกวดสูตรอาหารนานาชาติปรุงจากข้าวไทย (International Rice Recipe Contest) และการประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทย (Innovative Rice Product Contest) ซึ่งมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและบุคคลแนวหน้าจากวงการอาหาร การตลาด และนวัตกรรม มากกว่า 10 ท่าน เป็นผู้พิจารณา คัดกรองผลงานและตัดสินการประกวด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการฯ ยังได้รับเกียรติจากนางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เชฟนอร์เบิร์ต คอสเนอร์ เจ้าของตำนานความอร่อยแห่งโรงแรมโอเรียนเต็ล มร.เมอร์โค เคลเลอร์ เชฟใหญ่ผู้มีประสบการณ์จากภัตตาคารระดับมิชลินสตาร์
ดร.อุรุวรรณ แย้มบริสุทธิ์ อาจารย์นักวิจัยเจ้าของผลงานมากมายและงานเขียน “โภชนาการกับเด็ก
(พิชิตอ้วน)” นายสุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist เจ้าของ 12 รางวัลจากหลายเวทีระดับโลกรวมทั้งเวที Gourmand World Cookbook ตลอดจนตัวแทนบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด

นายอดุลย์กล่าวว่า “การประกวดสูตรอาหารนานาชาติปรุงจากข้าวไทยได้รับแรงบันดาลใจและต่อยอดมาจากการประกวดสูตรอาหารนานาชาติจากข้าวหอมมะลิไทยที่กระทรวงพาณิชย์ได้เคยจัดขึ้นเมื่อปี 2543 ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศ และโปรดเกล้าฯ พระราชทานสูตรอาหาร ‘ไข่พระอาทิตย์’ สำหรับตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือรวบรวมสูตรอาหารต้นตำรับข้าวหอมมะลิไทยในครัวนานาชาติ หากแต่การประกวดสูตรอาหารนานาชาติปรุงจากข้าวไทยในครั้งนี้จะไม่จำกัดเฉพาะข้าวหอมมะลิเท่านั้น เพราะเราต้องการเผยแพร่คุณค่าข้าวหลากหลายสายพันธุ์ของไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้บริโภคทั่วโลก รวมทั้งส่งเสริมให้มีการบริโภคข้าวไทยมากขึ้นในกลุ่มเป้าหมายชาวไทยและต่างชาติ”

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินการประกวดสูตรอาหารนานาชาติปรุงจากข้าวไทย จะพิจารณาจากแนวคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความโดดเด่นของข้าวในฐานะโจทย์หลัก รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และสีสัน โดยเปิดรับผลงานจากผู้ที่รักการสร้างสรรค์ศิลปะแห่งรสชาติ ทั้งเชฟ บุคลากรด้านอาหาร โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร สถาบันสอนทำอาหาร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับการประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย และผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทยทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร มีโอกาสในการเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยหลักเกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาจากแนวคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความโดดเด่นของข้าวในฐานะโจทย์หลัก ความแปลกใหม่และความซับซ้อนของนวัตกรรม รูปลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ คุณประโยชน์ต่อผู้บริโภค ต่อเศรษฐกิจ และสังคม และที่สำคัญยิ่งคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวในเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ การรับสมัครผลงานจะเปิดรับเฉพาะผู้ผลิตผู้ประกอบการไทย ทั้ง นักวิจัย กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือสนับสนุนด้านนวัตกรรมในประเทศ

ขอเชิญผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดในโครงการ “RICE PLUS AWARD 2018 : ข้าว…ก้าวใหม่”
เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมข้าวไทยให้ก้าวไกลยิ่งกว่าเดิม พร้อมชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ เงินรางวัล และโอกาสทางธุรกิจมากมาย โดยเปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และทางไปรษณีย์ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.riceplusaward.com หรือที่เฟซบุ๊ก RicePlusAward และเฟซบุ๊ก dft2go หรือติดต่อที่อีเมล riceplusaward@gmail.com และโทร. 02 254 6898 ต่อ 56

นายอำนาจ ทองขาว ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)สงขลา เปิดเผยว่า มรภ.สงขลาเตรียมจัดอบรมใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับนักศึกษา 12 รุ่น รวมกว่า 2,000 คน ระหว่างเดือนมกราคม– กุมภาพันธ์ 2561 ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน ใช้ในชีวิตประจำวัน และใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต นอกจากนั้น ยังช่วยสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนและเผยแพร่ความรู้แก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัย เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาและการประกอบอาชีพการงานอย่างมาก สำนักวิทยบริการฯ ตระหนักถึงภารกิจที่จะต้องบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่นักศึกษา จึงได้จัดอบรมในครั้งนี้ขึ้น

“ผู้เข้าอบรมจะได้ฝึกปฏิบัติใช้งานโปรแกรม Microsoft Office (Word , PowerPoint) และเรียนรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ต การตั้งค่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตเบื้องต้น รู้จักเครื่องมือและการทำงานเว็บของเบราเซอร์ การตั้งค่าต่างๆ ในการทำงานของเว็บเบราเซอร์ การดาวน์โหลดข้อมูล การทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต เทคนิคการค้นหาข้อมูลด้วย Google และเรียนรู้การใช้งาน Google For Education ในการสร้างชั้นเรียน การกำหนดรายละเอียดของรายวิชาและผู้สอน การสร้างประกาศ การเพิ่มข้อมูลนักศึกษา การตรวจสอบข้อมูลนักศึกษา การมอบหมายงานให้นักนักศึกษา การแนบไฟล์เพื่อสั่งงาน และ การแก้ไข ลบ มอบหมายงาน ซึ่งความรู้ที่ได้จากการอบรมจะช่วยพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่นักศึกษา ทั้งยังสอดคล้องกับการเรียนการสอนในยุค 4.0 “นายอำนาจกล่าว

ภัยธรรมชาติต้นเหตุกล้วยไข่กำแพงเพชรลดฮวบ ปี 2560 จังหวัดเร่งเครื่องปลูก พื้นที่ 3 พันไร่ “คลองขลุง-พรานกระต่าย-คลองลาน” เน้นขายในประเทศ 90% ส่งออก 10% จีน ฮ่องกงฮิตสุด หนุนเกษตรกรรวมตัวปลูกแปลงใหญ่ เร่งทำมาตรฐาน GAP คาดปี 2561 ขึ้นทะเบียน GI เพิ่มมูลค่า

นายสถิตย์ ภูทิพย์ เกษตรจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กล้วยไข่พันธุ์พื้นเมืองเป็นพืชเศรษฐกิจของ จ.กำแพงเพชร จุดเด่นคือ หอม เปลือกบาง หวาน ขนาดลูกเล็ก และเนื้อละเอียด ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 3,029 ไร่ เกษตรกร 504 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีพื้นที่ปลูก 2,762 ไร่ เนื่องจากภาครัฐส่งเสริมเพิ่มพื้นที่ปลูกมากขึ้น รวมถึงมีโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกจากนาข้าว มันสำปะหลัง มาปลูกกล้วยไข่ โดยส่วนใหญ่ปลูกมากที่ อ.เมือง คลองขลุง พรานกระต่าย และคลองลาน

โดยตลาดในประเทศมีสัดส่วนกว่า 90% แยกเป็น 60-70% มีพ่อค้าประจำมารับซื้อเพื่อนำไปขายต่างจังหวัด ขณะที่ 30% เกษตรกรขายเอง ซึ่งหลัก ๆ คือ ตลาดมอกล้วยไข่ ต.อ่างทอง อ.เมืองกำแพงเพชร ตั้งอยู่ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 สายกำแพงเพชร-นครสวรรค์ ระยะทาง 1-2 กิโลเมตร รวมถึงมีพ่อค้ามารับซื้อไปขายตามตลาดในจังหวัด สำหรับตลาดต่างประเทศมีเพียง 10% ซึ่งมีพ่อค้ามารับซื้อและส่งออกไปยังจีนและฮ่องกง

นายสถิตย์กล่าวอีกว่า กล้วยไข่ใช้ระยะเวลาประมาณ 11 เดือน virtualracersedge.com ในการให้ผลผลิต โดยผลผลิตออกสู่ตลาดช่วง ส.ค.-ก.ย.ผลผลิตอยู่ที่ 2,000-2,500 กก./ไร่/ปี ต้นทุนการผลิต 11,000 บาท/ไร่ ปัจจุบันราคากล้วยไข่หน้าสวนอยู่ที่ 11-12 บาท/กก. ลดลงจากปีที่ผ่านมา เพราะมีปริมาณผลผลิตมากขึ้น เนื่องจากมีการปลูกมากขึ้น ซึ่งปี 2559 ราคาหน้าสวนอยู่ที่ 12-14 บาท/กก. ทั้งนี้ ราคาตลาดหรือขายปลีกอยู่ที่ 100-300 บาท/ตั้ง (เครือ) หรือ 30-60 บาท/กก. ขึ้นอยู่ตามคุณภาพ ขณะที่หน่อพันธุ์ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 15-18 บาท/หน่อ มีจังหวัดต่าง ๆ มาซื้อจำนวนมาก โดยเฉพาะภาคเหนือ

ขณะที่ภัยธรรมชาติยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะลม ซึ่งประสบเป็นประจำ 2 ช่วง คือ ช่วงที่กล้วยไข่กำลังเติบโต ประมาณ เม.ย.-มิ.ย. และช่วงกล้วยไข่กำลังตกเครือ ช่วง ส.ค.-ก.ย. ส่งผลให้ต้นกล้วยหักล้มเสียหาย ซึ่งสะท้อนอย่างเด่นชัดจากเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา จ.กำแพงเพชร มีพื้นที่ปลูกกว่า 3-4 หมื่นไร่ แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 3,000 ไร่ เนื่องจากเกษตรกรหลายรายล้มเลิกกิจการไป

“ปี 2560 ภาครัฐพยายามเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวปลูกเป็นแปลงใหญ่ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สนับสนุนให้โรงเรียนและวัดปลูกกล้วยไข่ จึงทำให้ปีนี้มีพื้นที่ปลูกมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้กลุ่มแม่บ้านแปรรูปกล้วยไข่เพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งปัจจุบันก็มีการแปรรูปบ้างแล้ว เช่น กล้วยฉาบ กล้วยระเบิด และนำไปจำหน่ายที่ตลาดมอกล้วยไข่”

ด้านนางสาวเยาวเรศ แซ่โค้ว พาณิชย์จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า ผลผลิตกล้วยไข่สดสร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 53 ล้านบาท ขณะนี้ได้มีการยื่นขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) กล้วยไข่กำแพงเพชรแล้ว อยู่ระหว่างรอประกาศโฆษณา หากไม่มีผู้คัดค้านจะได้ประกาศขึ้นทะเบียน ซึ่งเกษตรกรที่จะใช้สัญลักษณ์ GI ได้ จะต้องมาขึ้นทะเบียนก่อน และมีคณะกรรมการลงไปตรวจสอบ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก พันธุ์กล้วย จนถึงการเก็บเกี่ยว ซึ่งคาดว่าปี 2561 จะได้ประกาศขึ้นทะเบียน

ทั้งนี้ ขั้นตอนต่อไป คือ การวางแผนส่งเสริมการตลาด ขณะนี้บริษัทในเครือท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต สนใจที่จะเอากล้วยไข่กำแพงเพชรไปวางจำหน่าย โดยอยู่ระหว่างการประสานจัดเตรียม เพราะกล้วยไข่กำแพงเพชรเปลือกค่อนข้างบาง จึงต้องมีการควบคุมเรื่องการตัดแต่งไม่ให้กระทบกับผลผลิต นอกจากนี้ อีกตลาดหนึ่งคือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น กระยาสารทกล้วยไข่ และเครื่องสำอาง

วันคุ้มครองสัตว์ป่า 60 เผยสถานการณ์“เลียงผา”สัตว์สงวนของไทยเสี่ยงสูญพันธุ์ เหตุสัมปทานโรงงานปูนฯทับถิ่นอาศัย “บิ๊กเต่า”สั่งตั้งกก.พิจารณาให้สัมปทาน เล็งผนวกป่าเขาหินปูนในจ.สระบุรี-ลพบุรีเป็นเขตห้ามล่าฯ ระบุเพื่อนบ้านซื้อขายตัวละแสน ถูกคุกคามหนักล่าง่ายคนไทยยังเชื่อน้ำมันเลียงผารักษาโรค ขณะที่ “ช้างป่า-กระทิง-วัวแดง-ควายป่า-กวางผา-สมเสร็จ”น่าห่วงไม่แพ้กัน

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาสัตว์ป่าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเขตป่าอนุรักษ์ คือ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นนอกเขตป่าอนุรักษ์ด้วย โดยเฉพาะช้างป่า และกระทิงที่ออกมาหากินนอกเขตป่าและกระทบกระทั่งกับชุมชนรอบป่า ซึ่งปัจจัยหลักอย่างหนึ่งคือแหล่งน้ำ แหล่งอาหารของสัตว์ป่าเปลี่ยนแปลงไป สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือการรุกรานของพืชต่างถิ่นในเขตป่าอนุรักษ์ เช่น กระถินยักษ์ ที่เขามาทดแทนทุ่งหญ้าที่เป็นอาหารของช้างและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมากรมอุทยานฯ ก็ได้มีการสร้างแหล่งอาหารเพิ่มในหลายพื้นที่ และต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหาแนวทางแก้ปัญหาเหล่านี้ต่อไป

นายธัญญา กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีสัตว์ป่าที่น่าเป็นห่วงคือเลียงผาที่เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวนของไทย ซึ่งเลียงผาอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าเขาหินปูน และได้รับผลกระทบจากสภาพพื้นที่แหล่งน้ำ แหล่งอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปจึงออกมาหากินนอกเขตป่าและอาจได้รับอันตรายมากขึ้น ขณะนี้กรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ อยู่ระหว่างการหารือถึงการผนวกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ ให้เป็นเขตป่าอนุรักษ์เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเลียงผาเพิ่ม โดยพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีทส. ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ มีนายเฉลิมชัย ปาปะทา รองอธิบดีกรมอุทยานฯ และนายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมป่าไม้ ร่วมเป็นตัวแทนในคณะกรรมการดังกล่าว เพื่อพิจารณาว่าจะมีแนวทางในการผนวกพื้นที่ป่าอย่างไร ในส่วนของกรมอุทยานฯ มีความพร้อมอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับกรมป่าไม้ และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ที่จะพูดคุยและทำความเข้าใจกับชุมชนโดยรอบและต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์จากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเบื้องต้นทราบว่าไม่มีการคัดค้านเรื่องนี้ และเห็นด้วยว่าควรมีการประกาศเขตป่าอนุรักษ์เพิ่ม