กรมหม่อนไหมเปิดแผนขับเคลื่อนงานปี 61 มุ่งสร้างเกษตรกร

บุคลากรมืออาชีพ พร้อมพัฒนา การบริหารจัดการสินค้าหม่อนไหมครบวงจร บูรณการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ยกระดับมาตรฐานสินค้าป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศ 4 ธ.ค.2560 เวลา 10.00 น. นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “วันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม ครบรอบ 8 ปี” ณ กรมหม่อนไหม เขตจตุจักร

กรุงเทพฯ โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการ ในหัวข้อ “หม่อนไหมดิจิทัล สู่เกษตร 4.0” นิทรรศการวิวัฒนาการเครื่องสาวไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และโครงการพัฒนาลวดลายผ้า นิทรรศการภาพแสดงประวัติความเป็นมาของกรมหม่อนไหม ผลงานและผลิตภัณฑ์เด่นของกรมหม่อนไหม นอกจากนี้ยังมีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหมผ้าไหมคุณภาพดีจากผู้ประกอบการหม่อนไหม และศูนย์แสดงผลิตภัณฑ์หม่อนไหม “Silk Berry Corner”

ในโอกาสนี้ นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวถึงทิศทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมหม่อนไหมในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ว่า กรมหม่อนไหมมีแผนเร่งขับเคลื่อนขยายผลและสานต่อการพัฒนาสินค้าหม่อนไหมของไทยให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนโยบายของรัฐบาล โดยในปี 2561 กรมหม่อนไหมได้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานของหน่วยงานโดยเน้น การพัฒนาคน การสืบสานงานอนุรักษ์ และการส่งเสริมผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและบุคลากรด้านหม่อนไหมให้เป็นมืออาชีพ เพื่อรองรับการแข่งขันยุคเกษตร 4.0 รวมทั้งยกระดับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer) เน้นส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านครูภูมิปัญญาหม่อนไหม สร้าง Unit School ด้านหม่อนไหมในศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) พัฒนาทายาทหม่อนไหมเพื่อให้เป็นยังสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Young Smart Farmer) ทดแทนเกษตรกรรุ่นเดิมและสืบสานอาชีพการเลี้ยงหม่อนไหมให้คงอยู่ตามพระราชเสาวนีย์ฯ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมแก่ผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ให้มีอาชีพ มีรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งมุ่งพัฒนาบุคลากรกรมหม่อนไหมให้เป็นสมาร์ทออฟฟิศเซอร์ (Smart Officer)ควบคู่ไปด้วย

ขณะเดียวกันยังเน้นพัฒนาการบริหารจัดการสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร โดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้จากงานวิจัยด้านหม่อนไหมมาสนับสนุนงานตามนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหม โดยปี 2561 มีเป้าหมายพัฒนาสินค้าหม่อนไหมภายใต้ระบบแปลงใหญ่ ไม่น้อยกว่า 25 แปลง เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ ศพก. ด้านหม่อนไหม เป้าหมาย 3 ศูนย์หลัก และ 3 ศูนย์เครือข่าย พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป้าหมาย 2,000 ไร่

ส่งเสริมการผลิตหม่อนไหมอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าไม่น้อยกว่า 160 ไร่ และพัฒนาการผลิตสินค้าหม่อนไหมโดยตั้งเป้ายกระดับผลิตภัณฑ์เข้าสู่มาตรฐาน 600 ราย ดำเนินการขยายผลพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธนาคารหม่อนไหม จำนวน 16 แห่ง และช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรสมาชิก บูรณาการสนับสนุนและขับเคลื่อนงานเกษตรทฤษฎีใหม่ เน้นเกษตรกรนอกพื้นที่แปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 1,500 ราย และส่งเสริมพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหมและฝ้ายภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เป้าหมาย 475 ราย พื้นที่ 495 ไร่

นอกจากนั้น ยังมุ่งพัฒนาสินค้าหม่อนไหมให้เป็นสมาร์ทโพรดักชั่น (Smart Production) ป้อนเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น เพื่อยกระดับสินค้าคุณภาพสูง มีความปลอดภัยและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเน้นงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค มีการค้นคว้านวัตกรรมภูมิปัญญาและเครื่องจักรกลด้านหม่อนไหมสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดรับความต้องการของตลาด ตลอดจนผลักดันการกำหนดมาตรฐานด้านหม่อนไหม อาทิ มาตรฐานไหมอินทรีย์ และมาตรฐานแผ่นใยไหม เป็นต้น

รวมทั้งส่งเสริมการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าหม่อนไหมซึ่งมีเป้าหมายตรวจรับรองมาตรฐานแปลงหม่อนจีเอพี (GAP) ไม่น้อยกว่า 300 แปลง ส่งเสริมการผลิตเส้นไหมตามมาตรฐาน มกษ. และสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือจีไอ (GI) ส่งเสริมการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และตั้งเป้าในการตรวจรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทานให้ได้ 75,000 เมตร นอกจากนี้ยังมีแผนส่งเสริมเศรษฐกิจและการตลาด หม่อนไหม โดยเน้นพัฒนามาตรฐานสินค้าหม่อนไหมเพื่อสร้างมูลค่าของสินค้า รวมทั้งส่งเสริมการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ

“สำหรับงานตามภารกิจพื้นฐานขององค์กรยังคงขับเคลื่อนดำเนินการตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์และคุ้มครองหม่อนไหม การสนับสนุนโครงการพระราชดำริและโครงการพิเศษ และการผลิตพันธุ์หม่อนไหมและวัสดุย้อมสี เป็นต้น ขณะเดียวกันปีนี้กรมหม่อนไหมได้เน้นสร้างการรับรู้ โดยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลหม่อนไหมได้มากที่สุด

ทั้งยังมีแผนบูรณาการและสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนางานด้านหม่อนไหมของประเทศไทย ซึ่งคาดว่า จะสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตสินค้าหม่อนไหมให้เป็นที่ยอมรับของสากล และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างยั่งยืน ทำให้มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตข้าวโพดของประเทศปีนี้ฤดูกาลผลิต 2560/2561 ผลผลิตอยู่ประมาณ 4.5 ล้านตัน จากมาตรการราคาที่รัฐบาลพยายามจะแก้ไขให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ทำให้สถานการณ์ข้าวโพดมีการบริหารการจัดการที่ชัดเจนและแน่นอน โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานความร่วมมือสภาเกษตรกรฯในเรื่องการหาข้อมูลในพื้นที่และประเด็นรับฟังความคิดเห็นจากปัญหาทั้งหมด และสภาเกษตรกรฯได้รวบรวมประเด็นปัญหาและสรุปให้กับกรรมการนโยบายบริหารข้าวโพดแห่งชาติโดยมีการขอความร่วมมือจตุภาคีและ 3 ประสาน ซึ่งจะแยกประเภทข้าวโพดออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ปลูกในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ ส่วนที่ 2 ปลูกในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ส่วนที่ 3 การส่งออก สรุปประเด็นได้ว่า

ผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ และแจ้งสถานที่ ปริมาณผลผลิตที่ครอบครองหรือรับซื้อตั้งแต่ 50 ตันต่อเดือนขึ้นไป
เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เอกสารสิทธิ์และไม่มีเอกสารสิทธิ์จะต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมีการบริหารการจัดการร่วมกัน โดยกระทรวงพาณิชย์แจ้งราคาให้กับผู้ประกอบการอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ส่งมอบ ณ กรุงเทพฯ ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ ราคามีเสถียรภาพและเป็นไปตามกลไกของตลาดตามคุณภาพของข้าวโพดที่เกิดขึ้นภายในท้องถิ่นนั้นๆ โดยทางสภาฯจะรับเรื่องร้องเรียนกรณีผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพดในราคาที่ไม่เป็นธรรมแล้วเสนอไปที่กระทรวงพาณิชย์เพื่อขึ้นทะเบียนแบล็กลิสต์ ซึ่งในภาพรวมจะทำให้สถานการณ์ข้าวโพดและการบริหารจัดการข้าวโพดดีขึ้น
ในด้านการแก้ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำอย่างยั่งยืนด้วยการขึ้นทะเบียนจะทำให้เห็นปริมาณข้าวโพดที่มีอยู่ในประเทศทั้งหมดว่าผลผลิตในประเทศไทยออกช่วงไหน และเกษตรกรต้องปรับตัวผลิตข้าวโพดคุณภาพตามที่ตลาดต้องการอย่างไร ระบบตรงนี้เป็นการซื้อขายโดยการเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนและรวบรวมผลผลิตส่ง เป็นการบริหารไม่ให้กระจุกตัวทำให้ราคามีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลส่งเสริมให้กลุ่มผู้รวบรวมผลผลิตสามารถรวบรวมแล้วส่งข้าวโพดที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมเป็นช่วงๆ ทำให้ข้าวโพดไม่ไหลสู่ในระบบมากจนเกินไป ทำให้ราคาข้าวโพดเกิดราคาเสถียรภาพราคาอย่างยั่งยืนในอนาคต

“ ตอนนี้สถานการณ์การผลิตข้าวโพดของประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เกษตรกรต้องปรับตัวพฤติกรรมในการปลูกพืช ต้องสอดคล้องกับบริบทของผู้ประกอบการที่จะใช้วัตถุดิบให้สอดคล้องกับกฎ ระเบียบ กติกาของโลก ซึ่งแนวทางบริหารการจัดการข้าวโพด 1.เกษตรกรต้องปรับลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้ได้ 2.เกษตรกรต้องผลิตข้าวโพดคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด 3.เกษตรกรต้องรวมตัวเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งมีอำนาจการต่อรองให้เป็นกลไกที่จะรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวโพดให้ได้ต่อไปในอนาคต ” นายเติมศักดิ์กล่าวปิดท้าย

ผลักดัน – บริษัท ที.เค.การ์เม้นท์ แม่สอด จำกัด จ.ตาก ได้พยายามช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ จ.ตาก ที่ประสบปลูกข้าวโพดราคาตกต่ำ ชักจูงให้มาปลูกกล้วยหอมส่งออก

ที.เค.การ์เม้นท์ผนึกผู้ว่าฯ จ.ตาก-2 สถาบันการศึกษานำร่อง “ยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรม” ส่งออกกล้วยหอม ไปญี่ปุ่น-เกาหลี ออร์เดอร์ทะลักนายชัยวัฒน์ วิทิตธรรมวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ที.เค.การ์เม้นท์ แม่สอด จำกัด จังหวัดตาก ในฐานะประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรม จ.ตาก เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากที่ประชาชาติธุรกิจฉบับลงวันที่ 4-6 ธันวาคม 2560 ลงข่าว
“10 สหกรณ์กล้วยหอมกระอัก TK ประชารัฐส่งออกไม่ได้เป้า” นั้น ในข้อเท็จจริงปัจจุบันบริษัทมีเครือข่ายเกษตรกรเข้าร่วมทำสัญญาซื้อขายกล้วยหอม จำนวน 66 ราย แต่มีเกษตรกรเพียง 2 รายที่ผลิตไม่ได้มาตรฐานส่งออกของประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากไม่ได้ปลูกตามวิธีการและมาตรฐานที่เข้มงวด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นแนะนำไว้ ห้ามใช้สารเคมี ทำให้ได้ผลผลิตที่ลูกเล็ก ลีบ ไม่สมบูรณ์ จึงไม่ได้รับซื้อ และปัจจุบันบริษัทมีออร์เดอร์จากญี่ปุ่นส่งออกสัปดาห์ละ 25 ตู้คอนเทนเนอร์ และเกาหลีส่งออกสัปดาห์ละ 10-15 ตู้คอนเทนเนอร์ โดย 1 ตู้คอนเทนเนอร์ มีปริมาณ 15,000 กิโลกรัม

“เราทำธุรกิจการ์เมนต์เมื่อปี 2559 เห็นปัญหาราคาพืชผลเกษตรใน 5 อำเภอโดยเฉพาะ อ.แม่สอด, แม่ระมาด, พบพระ, อุ้มผาง และท่าสองยาง ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดราคาตก เราอยากดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรคล้ายกับโครงการพระราชดำริของในหลวง ร.9 ที่ส่งเสริมชาวไทยภูเขาปลูกผักนำมาขาย และช่วยหาตลาดให้ เราเองพอมีพรรคพวกที่ทำธุรกิจเกษตรส่งออก เลยไปหารือกับผู้ว่าราชการ จ.ตาก ว่าเกษตรกรน่าจะเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ซึ่งนาน ๆ ถึงจะราคาดี ผู้ว่าฯบอกให้ลองไปหาตลาดต่างประเทศว่าต้องการอะไร และเกษตรกรไทยสามารถผลิตส่งไปขายต่างประเทศได้ นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ที.เค.กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด ในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บินไปสำรวจตลาดญี่ปุ่น และเกาหลี พบว่าต้องการกล้วยหอม ขิง มะม่วง เป็นตลาดใหญ่มาก เราโชคดีได้ผู้เชี่ยวชาญการปลูกกล้วยหอมจากญี่ปุ่นมาให้คำแนะนำเกษตรกรฟรี”

หลังจากนั้นได้ช่วยกันส่งเสริมโดยแม่สอดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่แล้ว เห็นว่าควรผลักดันเป็นเกษตรอุตสาหกรรม และได้ร่วมกันจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรม 5 ปีของ จ.ตากขึ้นมา โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา สาขาตาก เข้ามาช่วยเรื่องการปลูก แต่ในการประชุมสภาอุตสาหกรรมจังหวัดภาคเหนือ ได้มีการผลักดันทำให้กลายเป็นแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เช่น จ.ตาก มีกล้วยหอม หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว จ.เพชรบูรณ์ ปลูกขิง จ.สุโขทัย ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นต้น

และปัจจุบันได้กลายเป็นยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรมของพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรีพื้นที่ภาคเหนือในเร็ว ๆ นี้จะเสนอเรื่องเกษตรอุตสาหกรรมเป็น 1 ใน 4 เรื่องให้กับนายกรัฐมนตรีเดิมผลักดันเป็นยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรมกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และตาก เราได้ของบประมาณมา 50 ล้านบาท เพื่อสร้างห้องเย็น 2 แห่งที่ อ.แม่ระมาด และ อ.พบพระ ทาง จ.ตากได้รับมา โดยให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ตอนนี้เปิดประมูลและทำสัญญาไปแล้ว เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ เกษตรกรสามารถนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมาเข้าห้องเย็น เพราะกล้วยหอมพอตัดแล้วต้องเข้าห้องเย็นเพื่อชะลอไม่ให้สุกเร็ว ก่อนส่งออกเมื่อห้องเย็นแล้วเสร็จ จะทำให้สามารถขยายเครือข่ายเกษตรกรมาเข้าร่วมโครงการได้เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันมีเครือข่ายเกษตรกรทั้งหมด 66 ราย กล้วยที่ปลูกทั้งหมด 220,000 ตัน ได้ผลผลิตคิดเป็นน้ำหนักรวมประมาณ 2,860 ตัน ขณะเดียวกัน บริษัท ที.เค.การ์เม้นท์เอง มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอม 900 ไร่ ที่ อ.พบพระ และแม่สอด เพื่อปลูกเป็นตัวอย่างให้เกษตรกร ทั้งนี้ ในการรับซื้อกล้วยหอมจะแบ่งเป็น 3 เกรด โดยเกรด A รับซื้อราคา 13 บาท/กก. เกรด B รับซื้อราคา 8-10 บาท/กก. และเกรด C รับซื้อตามคุณภาพไม่ได้ระบุชัดเจน ส่วนกล้วยตกเกรดกำลังวางแผนตั้งโรงงานแปรรูปมาต่อยอดเช่น ทำกล้วยอบแห้ง ส่งไปญี่ปุ่น เกาหลี ตอนนี้ให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ออกแบบบรรจุภัณฑ์อยู่

นอกจากนี้การปลูกมีปัญหาเรื่องหน่อพันธุ์กล้วยหอมที่นำมาปลูก เติบโตและสุกไม่เท่ากันในแต่ละรุ่น ทางบริษัท ที.เค.การ์เม้นท์ จึงลงทุนส่วนตัวสร้างห้องแล็บเพื่อเพาะเนื้อเยื่อออกมาเป็นต้นกล้ากล้วยหอมนำไปปลูก ขณะเดียวกันได้ผลักดันให้ภาครัฐโดยให้ทางจังหวัดของบประมาณโดยให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตาก ดำเนินการเพาะเนื้อเยื่อเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูก

โครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ ถ้าทำสำเร็จเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือจะมีรายได้เพียงพอที่จะลืมตาอ้าปากได้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมมือกับบริษัท อีเบย์ (eBay) จัดโครงการ “จับคู่ธุรกิจ จับคู่ความสำเร็จ” (eBay B2B2C Business Matching & Workshop) จุดมุ่งหมายเพื่อเสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการไทย ในการค้าขายบนตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ระดับโลก โดยมีผู้ประกอบการกว่า 76 ราย จาก 49 บริษัท เข้าร่วมกิจกรรม ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา

นางอารดา เฟื่องทอง ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกิจกรรมครั้งนี้ว่า “ เนื่องจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีการดำเนินงานเว็บไซต์ Thaitrade.com เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ให้มีช่องทางในการส่งออกสินค้ามาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถได้พบกับผู้ซื้อรายใหม่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การได้รับความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรอย่างอีเบย์ ประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นการให้ติดอาวุธให้แก่ผู้ประกอบการเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถต่อยอดธุรกิจระหว่างประเทศผ่านตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระดับสากล (e-marketplace) ซึ่งจะช่วยยกระดับภาคธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรง และมีเสถียรภาพ ยิ่งขึ้น ”

นายบุญพันธุ์ บุญประยูร ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอีเบย์ tenchino.co.th เปิดเผยว่า อีเบย์ได้จัดโครงการจับคู่ธุรกิจ จับคู่ความสำเร็จ (eBay B2B2C Business Matching & Workshop) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ส่งออกได้ขยายธุรกิจ เจาะตลาดค้าปลีกออนไลน์บนอีเบย์ ซึ่งมีฐานผู้ซื้อจากทั่วโลก โดยเปิดเวทีเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและบริษัทผู้ช่วยพัฒนาธุรกิจ (eBay Enabler) ซึ่งให้บริการโปรแกรมอี-แคตตาล็อก (e-Catalog) ที่ช่วยสร้างรายการสินค้า (Listing) บนอีเบย์ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบบริหารสต็อกและจัดการขนส่งโลจิสติกส์แบบค้าปลีก ทั้งยังมีผู้ขายอีเบย์ (Resellers) ช่วยทำการขายและดูแลลูกค้ารายย่อยให้ จึงเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องจัดการธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ที่ไม่คุ้นเคยด้วยตัวเอง แต่ให้มือโปรฯ อย่างบริษัทผู้ช่วยพัฒนาธุรกิจ (eBay Enabler) และผู้ขายอีเบย์ (Resellers) เป็นกำลังหนุนช่วยผลักดันการเติบโต

“ การร่วมมือกันระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและอีเบย์ ในครั้งนี้จึงถือเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการไทย ช่วยกระตุ้นการเติบโตของภาคการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยให้เข้าถึงผู้ซื้อกว่า 170 ล้านคนจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ”

บรรยากาศภายในงาน “จับคู่ธุรกิจ จับคู่ความสำเร็จ” (eBay B2B2C Business Matching & Workshop) บรรดาผู้ประกอบการจากบริษัทต่างๆ อาทิ ผู้ผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์และสุขภาพ อาหารสำเร็จรูป สินค้าอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์ เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์แต่งบ้าน อุปกรณ์กีฬา รวมไปถึงสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มที่เน้นผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเจรจาธุรกิจกับ 3 บริษัทผู้ช่วยพัฒนาธุรกิจ (eBay Enabler) ชั้นนำ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับอีเบย์ ประกอบไปด้วย คลาวด์คอมเมิร์ซ (CloudCommerce) เด็กซ์คอมเมิร์ซ (DexCommerce) และ โซลด์เมท (Zoldmate) ซึ่งเรียกได้ว่าทั้ง 3 บริษัทนั้นมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบการทำธุรกิจบนอีเบย์ยาวนานกว่า 10 ปี จึงเข้าใจทั้งแพลตฟอร์มของอีเบย์ พฤติกรรมของผู้ซื้อบนอีเบย์ รวมไปถึงระบบการจัดการค้าปลีกออนไลน์ตั้งแต่เริ่มจนจบกระบวนการ

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจให้โดดเด่นและประสบความสำเร็จในตลาดออนไลน์โลก ติดตามกิจกรรมดีๆ ได้ทาง www.thaitrade.com และรับข่าวสารก่อนใครได้ทาง Facebook เพจ: Thaitrade dot com

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา นายอุดม เพชรคุต ผอ.ศูนย์ ปภ.เขต 11 สุราษฎร์ธานี ส่งชุดปฏิบัติการกู้ภัย 8 นายนำเรือยนต์กู้ภัย 2 ลำ, รถขนย้ายผู้ประสบภัยอีก 1 คัน เข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย อพยพขนย้ายสิ่งของและสุกรในพื้นที่น้ำท่วม ต.ชลคราม และ ต.ไชยคราม อ.ดอนสัก พร้อมนี้ทหารมณฑลทหารบกที่ 45 (มทบ.45) สุราษฎร์ธานี ค่ายวิภาวดีรังสิต อ.เมืองจ.สุราษฎร์ธานี ได้เข้าเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยบ้านเขาแร่ หมู่ 3 ต.ปากแพรก อ.ดอนสัก ขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้าเคลื่อนย้ายสุกรจำนวนกว่า 30 ตัวที่ติดอยู่ในฟาร์มเลี้ยงถูกน้ำป่าไหลท่วมถึงคอกเลี้ยงสูง 50 เซนติเมตร ออกไปอยู่บนที่สูง หลังน้ำป่าได้ไหลทะลักท่วมหมดทั้งหมู่บ้านและได้อพยพประชาชนออกไปก่อนแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ทั้งชุดกู้ภัย ปภ.เขต11และทหาร มทบ.45 ต้องออกแรงทั้งอุ้ม ทั้งจูงสุกรหนี้น้ำท่วม

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีนายอัมราญ ฮาลาบี อายุ 52 ปี เป็นนักธุรกิจในพื้นที่ จ.ปัตตานี เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับ “มติชน” เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่รัฐยักยอกของกลางเป็นแก่นไม้กฤษณาเกรดชั้นเยี่ยมรวมมูลค่ากว่า 65 ล้านบาทไป สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2559 ช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจบ้านควนมีด หมู่ 1 ต.จะโหนง อ.จะนะ จ.สงขลา รวม 13 นาย ได้จับกุม นายสุเวช ฮาลาบี อายุ 52 ปี และนางสาว หง ภรรยาชาว สปป.ลาว ของนายสุเวช พร้อมตรวจยึดแก่นไม้กฤษณา น้ำหนักรวม 13.20 กิโลกรัม ตกเป็นของกลาง แม้ว่านายสุเวชจะปฏิเสธว่าแก่นไม้กฤษณานั้นไม่ใช่ของผิดกฎหมาย

นายอัมราญเผยต่อว่า นายสุเวชเป็นลูกน้อง ตนได้มอบหมายให้ช่วยขับรถยนต์นำไปส่งกับตัวแทนบริษัทต่างประเทศที่ตกลงรับซื้อแล้ว โดยแก่นไม้กฤษณาที่ให้นำไปมีน้ำหนักรวม 13.20 กิโลกรัม เป็นระดับเกรดจักรพรรดิ Super AAAA รูปพรรณเป็นแก่นเนื้อแข็ง สีดำ ส่งกลิ่นหอมตลอดเวลา ตีมูลค่าการซื้อขายรวมประมาณ 65 ล้านบาท

ผมขับรถยนต์ตระเวนไปหาซื้อมาจากชาวบ้านในแถบภาคใต้ ค่อยๆ สะสมมานานกว่า 30 ปี ไม้กฤษณาดังกล่าวเป็นระดับเกรดจักรพรรดิ ซุปเปอร์ เอเอเอเอ รูปพรรณเป็นแก่นเนื้อแข็ง สีดำ ส่งกลิ่นหอมตลอดเวลา ตัวผมยังประกอบอาชีพมีกิจการโรงพิมพ์ในพื้นที่ จ.ปัตตานี และธุรกิจเริ่มมีปัญหา มีหนี้สินกับเจ้าหนี้และติดเงินค่าจ้างลูกน้อง จึงเอาไม้กฤษณาราคาแพงลิบลิ่วขายออกไปเพื่อใช้เคลียร์หนี้ทั้งหมด ระหว่างให้ลูกน้องเอาไปขายก็มาถูกจับกุม เนื่องจากนางสาวหง ภรรยาของลูกน้อง ไม่มีเอกสารเข้าเมือง นายสุเวชเลยถูกตั้งข้อหานำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไม้กฤษณาโดยไม่ถูกต้องŽ

นายอัมราญกล่าวต่อว่า พอทราบข่าวลูกน้องถูกจับและไม้กฤษณาทั้งหมดถูกยึดไปเป็นของกลาง ผมจ้างทนายเข้าต่อสู้คดีตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม

ผมได้ประกับตัวนายสุเวชออกมา ใช้วงเงิน 3 แสนบาท ส่วนนางสาวหงถูกอายัดตัวไปยังผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนาทวี โดย พ.ต.ท.อาทร ปิยะพงศ์ รอง ผกก.สอบสวน รักษาราชการแทน ผกก.สภ.ควนมีดขณะนั้นเป็นคนลงนาม ต่อมามีการบันทึกแจ้งผลการตรวจไม้ของกลางดังกล่าว โดยสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 (สงขลา) มายัง ผกก.สภ.ควนมีดŽ

นายอัมราญกล่าวต่อว่า การจับกุมดังกล่าว พนักงานอัยการส่งฟ้องนายสุเวช ฮาลาบี กับภรรยาชาวลาวต่อศาลจังหวัดนาทวี เป็นคดีหนึ่ง และแยกคดีไม้ของกลางอีกคดีหนึ่ง ต่อมา ศาลจังหวัดนาทวี ได้มีคำพิพากษา นางสาวหง สัญชาติลาว มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 จำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท ส่วนนายสุเวชให้ความร่วมมือเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยกเว้น ส่วนคดีไม้ของกลาง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ศาลจังหวัดนาทวีมีคำพิพากษาในส่วนของกลางไม้กฤษณาให้คืนพร้อมเครื่องชั่งดิจิทัลของกลางแก่เจ้าของไป คดีถึงที่สุดไม่มีคู่ความอุทธรณ์