กรมอุตุฯ เตือนระวังพายุฤดูร้อน 8-9 มี.ค. โดนทุกภาคกว่า 40 จังหวัด

เมื่อเวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยา โดยนายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเตือนเรื่องพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน ฉบับที่ 15 ซึ่งจะมีผลกระทบถึงวันที่ 9 มีนาคมนี้ ว่าในช่วงระหว่างวันที่ 8-9 มีนาคม ประเทศไทยจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตก บางพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนยังคงแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและทะเลจีนใต้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีอากาศร้อน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดพายุฤดูร้อนขึ้น ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

และขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

โดยวันที่ 8 มีนาคม จังหวัดที่จะได้รับผลกระทบมีหลายจังหวัด แบ่งเป็นภาค ดังนี้ ภาคเหนือ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ กำแพงเพชร สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดเลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ

ภาคตะวันออก ที่จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนภายใต้ คือจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

สำหรับวันที่ 9 มีนาคม จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เป็นดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ภาคตะวันออก มีจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้ กระทบ 4 จังหวัด คือ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบริหาร นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน ร่วมกับ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ นายวิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า ลงนามบันทึกข้อตกลงหรือเอ็มโอยู การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนผาจุก จ.อุตรดิตถ์ ที่ห้องประชุมเกษม จาติกวณิช ชั้น 9 อาคาร ต.040 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้ายเขื่อนชลประทานเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง คือ เขื่อนผาจุก กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 ที่อนุมัติในหลักการให้ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะมีกำลังการผลิตรวม 14 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2 ชุด ชุดละ 7 เมกะวัตต์ ชุดแรกจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ประมาณเดือนธันวาคม 2563 ส่วนชุดที่ 2 จะเริ่มจ่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2564

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้ายเขื่อนชลประทานดังกล่าว เป็นการบูรณาการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำน้ำที่ระบายผ่านเขื่อนทดน้ำผาจุกมาใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยจะไม่กระทบต่อวัตถุประสงค์ของการใช้น้ำเดิม ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร การรักษาระบบนิเวศ หรือกิจกรรมใช้น้ำในภาคส่วนอื่นๆ

โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนผาจุก นอกจากจะผลิตพลังงานไฟฟ้าเข้าระบบได้ปีละ 90 ล้านหน่วยแล้ว ยังจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละ 45,833 ตัน ถือเป็นพลังงานที่สะอาด ต้นทุนต่ำ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เป็นการสนองนโยบายรัฐบาลตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ใช้ทรัพยากรในประเทศ และมีการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนผาจุก เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ให้กับชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานที่เขื่อนผาจุกถือเป็นโครงการล่าสุดที่กรมชลประทานและกฟผ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ตามยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

ซึ่งยุทธศาสตร์ประการหนึ่งคือการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบ และให้กระทรวงพลังงานเป็นผู้สนับสนุนด้านเทคนิค การวางแผน และการพัฒนา ที่ผ่านมาได้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานไปแล้ว 6 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนนเรศวร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนแม่กลอง รวมกำลังการผลิตทั้งสิ้น 78.7 เมกะวัตต์

“กรมชลประทานและกฟผ. พร้อมที่จะบูรณาการเพื่อพัฒนาและสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้าย เขื่อนชลประทาน อ่างเก็บน้ำ และฝายต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 6,000 แห่ง ที่มีศักยภาพ รวมทั้งพร้อมที่จะพัฒนาและนำพลังงานจากน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอนาคต”ดร.ทวีศักดิ์ กล่าว

นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจเคมิคอล เอสซีจี ตั้งงบประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำแห่งแรกของประเทศไทย โดยการสำรวจพบว่า พื้นที่น้ำในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 14,600 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นประมาณ 9 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 3% ของพื้นที่ทั้งหมด จึงต้องการนำพื้นที่ดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายชลณัฐ กล่าวว่า โซลาร์ฟาร์มแบบลอยน้ำมีประสิทธิภาพ และประหยัดพื้นที่ได้มากกว่าการติดตั้งบนพื้นดินและบนหลังคา แต่มีราคาต้นทุนแพงกว่าประมาณ 20% โดยขณะนี้โครงการดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการทดลอง ซึ่งใช้ระยะเวลา 6 เดือนในการดำเนินการ ใช้พื้นที่ทางน้ำประมาณ 7 ไร่ และติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์รวมขนาดพื้นที่ 72×153 เมตร โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 1 เมกะวัตต์ สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 5 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถใช้งานได้จริงอีกประมาณ 1-2 เดือน และสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลา 8 ปี

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากค้าภายในจังหวัด และกรมศุลกากร ออกสุ่มตรวจแหล่งจำหน่ายกระเทียมขนาดใหญ่ ในบริเวณตลาดไท รังสิต เพื่อควบคุมให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่ต้องขออนุญาตขนย้ายกระเทียมนำเข้าจากต่างประเทศที่มีปริมาณตั้งแต่ 400 กิโลกรัมขึ้นไป

รวมทั้งผู้นำเข้า และผู้ครอบครอง ตั้งแต่ 2,000 ตันขึ้นไป จะต้องแจ้งปริมาณ ชนิด ขนาด สถานที่จัดเก็บ ปริมาณการจำหน่าย และปริมาณคงเหลือ ต้องขออนุญาตในการขนย้าย และการครอบครอง ในพื้นที่จังหวัด 52 จังหวัด เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับปริมาณ และการจำหน่ายกระเทียมที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตกระเทียม รวมไปถึงหอมหัวใหญ่ และหอมแดงของภาคเหนือ กำลังออกสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่เดือนมี.ค.-พ.ค.นี้ ประกอบกับผลผลิตของต่างประเทศก็ออกสู่ตลาดมากเช่นกัน เพื่อป้องกันผลผลิตจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายแข่งขันกับผลผลิตภายในประเทศ

โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีผู้ค้ากระเทียม อย่างน้อย 5 ราย ที่ไม่แจ้งปริมาณการครอบครอง และไม่มีบัญชีการซื้อ และขาย ที่จะต้องทำเป็นรายวัน ซึ่งได้ดำเนินการตามกฎหมายตามโทษที่กำหนไว้ โดยหากไม่แจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ และจัดทำบัญชีคุม มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกิน วันละ 2,000 บาท จนกว่าจะแจ้งอย่างถูกต้อง ส่วนการไม่ขออนุญาตขนย้ายโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในร่วมกับกรมศุลกากร ตั้งด่านตรวจสอบการลักลอบนำเข้า กระเทียม รวมไปถึงหอมหัวใหญ่ และหอมแดง อย่างเคร่งครัด รวมทั้งได้จัดชุดสายตรวจ เพื่อตรวจสอบในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน ในวันศุกร์นี้ รมว.พาณิชย์ เตรียมลงพื้นที่จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกระเทียมรายใหญ่ มีผลผลิตรวมกันมากกว่า 30,000 ตัน จากผลผลิตเฉลี่ยปีละ 70,000 ตัน เพื่อรับฟังปัญหาของเกษตรกร รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร เตรียมความพร้อมรองรับมาตรการเชื่อมโยงผลผลิตกระเทียม โดยเบื้องต้นกำลังประสานห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ให้เข้าไปรับซื้อกระเทียมจากเกษตรกร เพื่อนำไปเก็บสต๊อกชะลอการจำหน่ายผลผลิตในช่วงที่ปริมาณผลผลิตมากกว่าความต้องการใช้

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2561 เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เสนอขยายผลธนาคารปูม้า เพื่อคืนปูม้าสู่ทะเลไทย ไปสู่ชุมชนชายฝั่ง จำนวน 500 ชุมชน ในระยะ 2 ปี จากปัจจุบันที่ 191 แห่ง บริเวณ 21 จังหวัดชายทะเล โดยให้ วช. บูรณาการหน่วยงานหลัก เข้ามาดำเนินงานร่วมกัน คาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 2.5 พันล้านบาทต่อเดือน

ทั้งนี้ สั่งการให้ธนาคารออมสินให้การสนับสนุนสินเชื่อให้ชุมชนละ 1.5-2 แสนบาท โดย วช. ต้องนำองค์ความรู้ด้านการวิจัย เพื่อเพิ่มอัตรารอดของลูกปู ส่วนกรมประมง มามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ต้องไปออกมาตรการกำหนดพื้นที่อนุรักษ์ ฟื้นฟู บริษัทประชารัฐสามัคคี และกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาช่วยเหลือด้านการตลาด ประชาสัมพันธ์ สนับสนุนหาช่องทางตลาดในประเทศและต่างประเทศ ทั้งปกติและออนไลน์ และบริษัท ไปรษณีย์ไทย เข้ามาช่วยในการส่งสินค้าให้กับชุมชน

ในช่วงที่ผ่านมาคนกรุงคงได้สัมผัสกับภาพยามเช้าที่มองเผิน ๆ ดูแล้วสวยสบายตา คล้ายหมอกจาง ๆ กำลังปกคลุมกรุงเทพฯ อยู่ แต่ความจริงแล้วสิ่งที่เห็นคือฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่กระจายตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยปริมาณหนาแน่น

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษชี้ว่าในบางพื้นที่และบางช่วงเวลา ปริมาณฝุ่นขนาดเล็กมีค่าสูงเกินกว่ามาตรฐานกำหนด มีผลต่อระบบทางเดินหายใจและโรคอื่น ๆ ได้ แล้วเราจะอยู่ร่วมกับฝุ่นเล็ก ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องเล็กนี้อย่างไร

ในเมื่อยังแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือลดการเกิดฝุ่นไม่ได้ ก็ต้องรับมือที่ปลายเหตุโดยสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งหน้ากากที่มีขายในท้องตลาดมีมากมายหลายประเภท และมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันไป 3 เอ็ม ผู้ผลิตหน้ากากประเภทต่าง ๆ ได้ให้ข้อมูล ดังนี้

หน้ากากอนามัย (surgical masks) ที่หลายคนคุ้นเคย ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของอนุภาคขนาดใหญ่จากผู้สวมใส่หน้ากาก (เช่น น้ำลาย น้ำมูก) ไปสู่บรรยากาศโดยรอบ หรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือในบริเวณปลอดเชื้อ รวมถึง อาจใช้เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการกระเด็นหรือละอองของเลือด (blood), ของเหลวในร่างกาย (body fluid), สารคัดหลั่ง (secretion) และของเสียจากการขับถ่าย (excretion) เข้าสู่ปากและจมูกของผู้สวมใส่ แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการกรองฝุ่นขนาดเล็กได้ และไม่แนบกระชับใบหน้าพอสำหรับป้องกันระบบหายใจให้กับผู้สวมใส่ ดังนั้น ขณะสวมใส่ระหว่างหายใจจึงมีอากาศจำนวนมากไหลผ่านช่องว่างระหว่างใบหน้ากับหน้ากากอนามัยได้

หน้ากากกรองอากาศ (respirators) ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดการรับสัมผัสสารปนเปื้อนในอากาศ เช่น ฝุ่นละออง อนุภาค แก๊ส หรือไอระเหย หน้ากากที่ดีมีประสิทธิภาพต้องแนบกระชับกับใบหน้า เพื่อให้อากาศที่เราหายใจเข้าไปถูกกรองผ่านชั้นกรองของหน้ากากโดยไม่รั่วตามช่องว่างระหว่างหน้ากากกับใบหน้าผู้สวมใส่ เพื่อประสิทธิภาพในการกรองอากาศและลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยหรือเกิดโรคจากอนุภาคปนเปื้อนในอากาศชนิดต่าง ๆ

หน้ากากกรองอากาศที่จะช่วยรับมือกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5, PM 10 รวมถึงช่วยลดการรับสัมผัสเชื้อก่อโรคต่าง ๆ อาทิ เชื้อรา ไวรัสก่อโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (influenza virus) ไวรัสไข้หวัดนก (avian flu) ไวรัสอีโบลา (ebola virus) แบคทีเรียก่อโรควัณโรค (mycobacterium tuberculosis) เป็นต้น จัดอยู่ในกลุ่มหน้ากากกรองอากาศสำหรับกรองอนุภาค (particulate respirator) การสวมใส่หน้ากากกรองอากาศชนิดกรองอนุภาค จึงช่วยลดการรับสัมผัสอนุภาคขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ระบบหายใจได้เป็นอย่างดี

กรณีฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ปนเปื้อนในอากาศเป็นปริมาณสูงนั้น วิธีการที่ดีที่สุดก็คือ หลีกเลี่ยงการรับสัมผัสในช่วงเวลาที่มีปัญหามลพิษทางอากาศ ควรอยู่ในบ้านพัก อาคาร หรือในพื้นที่ที่มีอากาศสะอาด หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง แต่หากจำเป็นต้องออกไปทำกิจกรรมภายนอก ควรเลือกสวมหน้ากากกรองอากาศที่เหมาะสม แนบกระชับ มีรับรองมาตรฐานรับรอง และสวมใส่หน้ากากอย่างถูกต้องตามคำแนะนำของผู้ผลิต เพื่อช่วยลดการรับสัมผัสอนุภาคปนเปื้อนต่าง ๆ เข้าสู่ระบบหายใจ

มาตรฐานรับรองของหน้ากาก เป็นตัวช่วยบอกประสิทธิภาพในการกรองอากาศ เป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงเมื่อจะเลือกซื้อหน้ากาก โดยดูได้จากมาตรฐานรับรองประสิทธิภาพการกรองระดับนานาประเทศที่ได้รับการยอมรับ อาทิ มาตรฐานอเมริกา (NIOSH Standard, NIOSH 42 CFR 84) ที่มีประสิทธิภาพการกรองอนุภาค ตั้งแต่ 95% 99% และ 99.97% ตามลำดับมาตรฐานยุโรป (European Standard, EN 149) และมาตรฐานออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ (Australia/New Zealand Standard, AS/NZS 1761) มีประสิทธิภาพการกรองอนุภาค ตั้งแต่ 80% 94% และ 99% ตามลำดับ

รู้จักประเภทการใช้งานและวิธีการเลือกหน้ากากกันแล้ว คงจะพอช่วยให้รับมือฝุ่นเล็ก ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะลดปริมาณลงเมื่อไหร่ รวมถึงข้อมูลในการเลือกใช้หน้ากากเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ ได้ตรงกับคุณสมบัติของหน้ากากแต่ละประเภทด้วย

วันที่ 9 มีนาคม 2561 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 148 หมู่ที่ 1 ตำบลมะค่า อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านของนายสายชล จงอบกลาง อายุ 47 ปี เจ้าของแม่วัวชื่อนางปันปัน พันธุ์บราห์มัน อายุ 5 ปี สีน้ำตาล ได้คลอดลูกวัวเพศเมีย สีน้ำตาล แต่ปรากฏว่า ลูกวัวที่คลอดออกมากลับมีลักษณะที่แปลกประหลาด คือมีสองหัว สองหางติดกัน ซึ่งหลังจากคลอดออกมา ลูกวัวก็ได้เสียชีวิต

โดยนายสายชลฯ ได้เล่าให้ฟังว่า ตนซื้อวัวพันธุ์บราห์มันมาเลี้ยงจำนวน 5 ตัว เป็นตัวเมีย 3 ตัว ตัวผู้ 2 ตัว ส่วนแม่วัวพันธุ์บราห์มัน ชื่อนางปันปัน อายุ 5 ปี ได้ตั้งท้องเป็นท้องที่สอง และเมื่อเวลาตี 5 ตนได้ยินเสียงนางปันปันร้อง จึงได้ตื่นมาดู และพบลูกวัวสองหัว สองหางติดกัน นอนอยู่ที่พื้นและเสียชีวิตแล้ว ซึ่งคาดว่าเกิดจากความผิดปกติของยีนส์ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพอบต.มะค่า มาช่วยขุดหลุมฝังไว้ในสวนหลังบ้านต่อไป

นายฉัตรชัย ศิริไล กก.ผจก.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2561 ได้ตามเป้าหมาย จำนวน 189,000 ล้านบาท ธนาคารจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์การกู้ และตรงกับความต้องการของลูกค้าทุกระดับ เพื่อให้ ธอส.ก้าวสู่การเป็นที่ 1 ในใจของลูกค้า จึงได้จัดทำแพ็กเกจสินเชื่อบ้าน เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าทุกระดับรายได้ภายใต้กรอบวงเงินกว่า 28,500 ล้านบาท

สินเชื่อบ้านสวัสดิการ/รายย่อย (Housing Solution) ปี 2561 อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 2.80% 2. สินเชื่อบ้านโครงการจัดสรร (Developer) ปี 2561 อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 2.75% 3. สินเชื่อบ้านสุขสันต์ (Refinance In) ปี 2561 อัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรก เท่ากับ 2.90%
โครงการสินเชื่อบ้านเพิ่มสุข ปี 2561 อัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรก 3.90% และ 5. โครงการสินเชื่อบ้านมั่งมี ศรีสุข อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-2 เท่ากับ 2.90% ลูกค้าที่สนใจ ยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมได้ถึง 30 มีนาคม 2561 หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม นายยุทธนา ตุ้มน้อย นักชีววิทยารังสีชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาด้านความปลอดภัย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวเรื่องนำเข้าสินค้าประมงจากเมืองฟูกุชิมา ประเทศญี่ปุ่น ว่า ในปี 2559 ปส.ได้ทำการวิเคราะห์ปริมาณกัมมันตภาพรังสีของซีเซียม-134 และซีเซียม-137 (Cs-134, Cs-137) ในตัวอย่างอาหารทะเลจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ ปลาแมคคาเรล ปลาแซลมอน ปลากระพงแดง ปูอัดแช่แข็ง ปลาหมึก และหอยเชลล์ พบว่าปริมาณกัมมันตภาพรังสีของ Cs-134, Cs-137 ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีของประเทศไทย

และในเดือนเมษายน 2560 ปส.ได้รับตัวอย่างอาหารทะเลล่าสุดจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ ปลาหางเหลืองแช่แข็ง และหอยนางรมแช่แข็ง เพื่อวิเคราะห์ปริมาณกัมมันตภาพรังสีของ Cs-134, Cs-137 ในตัวอย่างดังกล่าว พบว่าปริมาณกัมมันตภาพรังสีของ Cs-134,Cs-137 ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีของประเทศไทยเช่นกัน

นายยุทธนา กล่าวต่อไปว่า จากผลการตรวจวัดปริมาณกัมมันตภาพรังสีของ Cs-137 ในปลาทะเลจากบริเวณโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกุชิมาของห้องปฏิบัติการในประเทศญี่ปุ่น และของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในปี 2557-2559 พบว่าปริมาณกัมมันตภาพรังสีของ Cs-137ไม่เกิน 100 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม (Bq/kg) ตามเกณฑ์มาตรฐานอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียมของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) 5 เท่า และต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียมในระดับนานาชาติ 10 เท่า (CODEX STAN 193-1995)

และจากผลการติดตามตรวจวัดปริมาณกัมมันตภาพรังสีของ Cs-134,Cs-137 ในอาหารทะเลจากบริเวณโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกุชิมาของ Japan Atomic Energy Agency (JAEA) ของประเทศญี่ปุ่น พบว่าปริมาณกัมมันตภาพรังสีของ Cs-134, Cs-137 ไม่เกิน 100 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม(Bq/kg) เช่นกัน