กระทรวงเกษตรฯ โดย กรมการข้าวจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี

การผลิตข้าวระดับประเทศ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 62 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.00 น. มีการแถลงข่าวการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2562 โดยมี นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว และ นายอัษฎางค์ สีหาราช ประธานคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ร่วมกันแถลงข่าวในครั้งนี้

นายประสงค์ เปิดเผยว่า ข้าวเป็นพืชอาหารหลัก และมีความสำคัญต่อประเทศและสังคมไทยอย่างยิ่ง พื้นที่ปลูกข้าว ในปี 2561/2562 มีประมาณ 69.56 ล้านไร่ คิดเป็น ร้อยละ 45.80 ของพื้นที่ทำการเกษตร โดยมีชาวนา จำนวน 4.16 ล้านครัวเรือน คิดเป็น ร้อยละ 65 ของเกษตรกรทั้งประเทศ มีผลผลิตข้าวได้ 56.99 ล้านตันข้าวเปลือก และส่งออกทำรายได้ให้แก่ประเทศปีละประมาณ 200,000 ล้านบาท รวมทั้งข้าวมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทยมายาวนาน เป็นแหล่งก่อเกิดวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับข้าวและชาวนา

ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ให้ความสำคัญเรื่องข้าวมาโดยตลอดในปีนี้ โดยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้เคยเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการทำนาที่อำเภอบางเขน และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งได้ทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เอง ที่แปลงนาหลังตึกขาว เกษตรกลางบางเขน จึงถือเป็นวันที่เป็นสิริมงคลต่อวงการข้าวและชาวนาไทย และด้วยเหตุผลความสำคัญดังกล่าว คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 เห็นชอบให้ วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”

ในปีนี้ กรมการข้าว จึงได้จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2562 ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2562 ระหว่าง วันที่ 5-7 มิถุนายน 2562 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “ชาวนายุคใหม่ พัฒนาข้าวไทย ก้าวไกลสู่สากล” โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน วันพุธที่ 5 มิถุนายน 2562 เวลา 14.00-15.00 น. ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานคร

นายประสงค์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทั้งเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาของไทย รวมไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ด้านข้าวให้เกษตรกรที่เข้าร่วมงานได้รับทราบและนำไปประยุกต์ใช้

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว ในฐานะโฆษกกรมการข้าว เปิดเผยว่า สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ได้ดำเนินการรับรองพันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติ จำนวน 5 พันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ กข 79 (ชัยนาท 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 83 (มะลินิลหนองคาย 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 ซึ่งข้าวทั้ง 5 พันธุ์

เป็นตัวแทนของแต่ละภาค เปรียบเสมือนบุญบารมีของพระองค์ท่านแผ่ไพศาลทั่วทั้งประเทศ ทำให้อาณาราษฎรมีความร่มเย็นเป็นสุข โดยข้าวทั้ง 5 พันธุ์นี้ จะมีการจัดแสดงภายในงาน ผลงานทางด้านนวัตกรรมข้าวต่างๆ, การเชื่อมโยงตลาดและการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์, นิทรรศการเชิดชูเกียรติชาวนา, ผลงานของกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ชนะเลิศ รายการ The Super Farmer “เกมเกษตรกร”, ผลงานของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2562 ที่จะเข้ารับรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ, การแสดงผลงานขององค์กรชาวนา 9 องค์กร

นายอัษฎางค์ สีหาราช ประธานคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ กล่าวเพิ่มเติมถึงบทบาทของศูนย์ข้าวชุมชน ในการขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ ว่า นาแปลงใหญ่ของศูนย์ข้าวชุมชน ตำบลคอรุม เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2559 โดยเกิดจากการร่วมมือ และมีแนวความคิดร่วมกัน เพื่อให้เป็นแหล่งผลิตข้าวชั้นดี เหมาะสมกับพื้นที่ เป็นแหล่งผลิตข้าวที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานรองรับ สำหรับศูนย์ข้าวชุมชนแห่งนี้ มีสมาชิก 148 ราย ทำเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่รวมกลุ่มทำนา 4 รูปแบบ เพื่อเปรียบเทียบการปลูกและผลผลิตที่ได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

นอกจากนี้ เรายังมีการสร้างโรงสีเองในชุมชน สีข้าวแปรรูปใส่ถุงขายเอง เป็นการรวมกลุ่ม ช่วยกันผลิต ตั้งราคารวมกันขาย ร่วมกันผลิตเมล็ดพันธุ์ เมื่อทำเช่นนี้แล้ว เราจะมีอำนาจในการต่อรอง ไม่ถูกพ่อค้าคนกลางเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งแต่เดิมเราเป็นกลุ่มเล็กๆ มีเงินทุนหมุนเวียนไม่มาก พอมีโครงการนาแปลงใหญ่ ที่กรมการข้าวเข้ามาส่งเสริม ทำให้มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น สามารถแบ่งกลุ่มกันไปผลิตเมล็ดพันธุ์ ทำปุ๋ย ปลูกข้าวคุณภาพ ข้าวปลอดสารพิษ รวมทั้งข้าวตลาดเฉพาะ ข้าวอินทรีย์ เรียกว่าทำเองแบบครบวงจร ผลิตเอง ขายเอง

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านความร่วมมือทางการเกษตรภายใต้กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล สำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi–Sectoral Technical and Economic Cooperation : BIMSTEC) ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 24-25 เมษายน 2562 ณ กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ โดยการประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนความร่วมมือที่ได้ตกลงกันไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนงานโครงการร่วม (Common Projects) ภายใต้โครงการความร่วมมือด้านการเกษตรของ BIMSTEC จำนวน 9 โครงการ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไป 4 โครงการ รวมถึงหารือในประเด็นความร่วมมือเชิงลึกเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการเกษตรของประเทศสมาชิก BIMSTEC โดยผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้แทนจากประเทศสมาชิก 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย รวมถึงผู้แทนจากสำนักเลขาธิการ BIMSTEC

การประชุมดังกล่าว ประเทศสมาชิกได้ทบทวนสถานะโครงการร่วม และหารือเกี่ยวกับปัญหาการขาดแหล่งเงินทุนของบางประเทศ ซึ่งทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการร่วมได้ และเห็นชอบให้สำนักเลขาธิการ BIMSTEC หารือกับหน่วยงานประสานหลัก (National Focal Point หรือ กระทรวงการต่างประเทศ) ของประเทศสมาชิก เพื่อพิจารณาในการสนับสนุนกองทุน (Corpus Fund) สำหรับภาคเกษตร โดยการจัดสรรเงินในการสนับสนุนกองทุนให้เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติของ BIMSTEC

นอกจากนี้ ได้เห็นชอบให้ดำเนินการต่อเนื่องสำหรับโครงการร่วมที่ได้ดำเนินการแล้ว ในหัวข้อการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการจัดการห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตร รวมทั้งการส่งเสริมการค้าและการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เพื่อให้เกิดประโยชน์และสร้างความสมดุลของการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรแก่ประเทศสมาชิก และการจัดตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาสำหรับนักศึกษาจากประเทศสมาชิก เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกสาขาการเกษตรและสาขาที่เกี่ยวข้อง

สำหรับความร่วมมือเชิงลึกในภาคเกษตร จะมีการยกระดับกลไกการทำงานในระดับรัฐมนตรีด้านการเกษตร เพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาการเกษตรของภูมิภาคในเชิงลึกและเข้มแข็งมากขึ้น โดยเมียนมา ในฐานะประเทศนำในสาขาเกษตร ได้กำหนดจัดการประชุมรัฐมนตรีด้านการเกษตรภายใต้กรอบ BIMSTEC ครั้งที่ 1 และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการเกษตรภายใต้กรอบ BIMSTEC ครั้งที่ 1 ณ กรุงเนปิดอร์ ประเทศเมียนมา ในวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2562 ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ BIMSTEC เป็นกรอบความร่วมมือทางวิชาการและเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยที่ไทยและเมียนมาเป็นประเทศอาเซียนเพียง 2 ประเทศ ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกรอบ BIMSTEC จึงส่งผลให้ไทยอยู่ในสถานะเป็นสะพานเชื่อมโยงภูมิภาคทั้งสอง ซึ่งที่ผ่านมาไทยให้ความสำคัญและมีความยินดีที่จะสนับสนุนความร่วมมือด้านการเกษตรของไทยกับนานาชาติในกรอบพหุภาคีอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด โดยไทยรับผิดชอบเป็นประเทศผู้ประสานงานในโครงการ GAP และเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในโครงการ GAP มาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อปี 2555 และปี 2559 รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญความร่วมมือด้านการเกษตรของ BIMSTEC ครั้งที่ 6 ในปี 2560

นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เปิดตลาด ในงาน THAIFEX-World of Food Asia 2019 นำสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก. ระดับพรีเมี่ยม ภายใต้ชื่อ “Best Of Ortorkor” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ก้าวสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรด้วยแบรนด์ เป็นการคัดสรรสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สินค้าเกษตรอินทรีย์ และสินค้าเกษตรแปรรูปที่ได้รับมาตรฐานที่ดีที่สุด ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้

บู๊ธซีพีเอฟ ในงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก “THAIFEX-World of Food Asia 2019” ที่เข้าสู่วันที่ 3 เต็มไปด้วยความคึกคัก ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างประเทศต่างแวะเวียนเข้ามาเจรจาการค้ากันอย่างไม่ขาดสาย รวมทั้งเอกอัครราชทูตโปแลนด์ ประจำประเทศไทย ตัวแทนหน่วยงานราชการ และหอการค้าจังหวัดต่างๆ เป็นต้น

สำหรับในปีนี้บู๊ธซีพีเอฟ จัดบนพื้นที่ 504 ตารางเมตร ใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา ร่วมกับนิทรรศการจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โชว์ความเป็นผู้นำนวัตกรรมอาหารที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิด “ครัวของโลกที่ยั่งยืน” ตอกย้ำกระบวนการผลิตอาหารด้วย World Class Standard ที่มีการลงทุนใน 17 ประเทศ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วโลกด้านคุณภาพความปลอดภัย และความเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความมุ่งมั่นดูแลและร่วมสร้างความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการผลิต

ไฮไลท์ของซีพีเอฟในปีนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารของบริษัท 2 ประเภท ได้รับคัดเลือกเป็น “สินค้าสุดยอดนวัตกรรม” ของงาน THAIFEX 2019 ท่ามกลางกว่า 700 ผลิตภัณฑ์อาหารจากทั่วทุกมุมโลก นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์ วีแกน ลาซานญ่า (Vegan Lasagna) ภายใต้แบรนด์ PURE จากบริษัท Top Food ประเทศเบลเยี่ยม ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในนวัตกรรมอาหารระดับโลกแห่งปี เป็นอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานที่ดีต่อสุขภาพที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย และใช้บรรจุภัณฑ์ทำจากเยื่อไม้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่สด “เบญจา ชิคเก้น” (Benja Chicken) ภายใต้แบรนด์ยูฟาร์ม (U Farm) เป็นอาหารสดเพียงรายเดียวที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 50 สุดยอดนวัตกรรม จากความโดดเด่นของกระบวนการพัฒนาและ 100% จากธรรมชาติ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ มาจากไก่ที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้อง ไม่เคยได้รับยาปฏิชีวนะและฮอร์โมนตลอดการเลี้ยงดูในระบบ Cage Free ผ่านการรับรองจากมาตรฐานระดับโลกจาก NSF International (National Sanitation Foundation) สร้างความประทับใจจากผู้ที่ได้ชิมทั้งในเรื่องความนุ่มและฉ่ำของเนื้อที่แตกต่างและโดดเด่นกว่าเนื้อไก่ทั่วไป

บู๊ธซีพีเอฟนำเสนอความเป็น “ครัวของโลกที่ยั่งยืน” ผ่าน นิทรรศการ 4 โซน ประกอบด้วยโซน Healthy Feed, Healthy Farm และ Healthy Food แนะนำศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารของซีพีเอฟ จุดเริ่มต้นการพัฒนานวัตกรรมของซีพีเอฟ และมุม “Be Our Family” ซึ่งเป็นมุมสำหรับผู้ที่สนใจอยากลงทุนเป็นเจ้าของกิจการ ทั้งโรงเรียนศิลปะการอาหารและผู้ประกอบการ คูลิเนอร์, Star Coffee, ร้านชานมไข่มุกละมุน ชาบาร์ และธุรกิจตู้เย็นชุมชน

ซีพีเอฟ เป็นหนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจอาหารที่ร่วมออกงาน THAIFEX ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โดยปีนี้มีผู้ประกอบการมาร่วมจัดแสดง 2,700 บู๊ธ จาก 42 ประเทศ ที่ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยงานจะมีถึงวันที่ 1 มิถุนายน นี้

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากการวิเคราะห์เศรษฐกิจสินค้าเกษตรพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ตามโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri – Map) พบว่า ปีเพาะปลูก 2560/61 จังหวัด หนองบัวลำภู มีพื้นที่ปลูกข้าวจำนวน 647,685 ไร่ โดยเป็นพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) จำนวน 2,436 ไร่ เหมาะสมปานกลาง (S2) จำนวน 356,239 ไร่ และพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) จำนวน 125,084 ไร่ และไม่เหมาะสม (N) จำนวน 163,926 ไร่

สำหรับต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) จังหวัด หนองบัวลำภู พบว่า เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 4,469 บาท/ไร่ ขาดทุนสุทธิเฉลี่ย 1,004 บาท/ไร่ และจากการวิเคราะห์การผลิตสินค้าเกษตรทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการผลิตข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม พบว่า มะขามเปรี้ยวเป็นอีกหนึ่งสินค้าเกษตรทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งพันธุ์ที่เป็นที่นิยมปลูก คือ มะขามเปรี้ยวพันธุ์ฝักยักษ์ หรือ มะขามเปรี้ยวยักษ์ พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอนาวัง อำเภอศรีบุญเรือง และอำเภอนากลาง โดยการผลิตมะขามเปรี้ยวยักษ์ในรูปของมะขามสุกแกะเมล็ด หรือ มะขามเปียก มีต้นทุนเฉลี่ย 5,698 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 2,395 บาท/ไร่ โดยเริ่มให้ผลตอบแทนในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว

ทั้งนี้ มะขามเปรี้ยวยักษ์ เป็นผลไม้เขตร้อนที่เติบโตได้ดีในบริเวณพื้นที่ราบจนถึงบนภูเขาสูง สามารถปลูกได้ในทุกสภาพดินทนแล้ง ให้ผลผลิตดก ฝักใหญ่เนื้อหนาน้ำหนักดี มีรสเปรี้ยวสูง ซึ่งฝักมะขามเปรี้ยวยักษ์ที่มาบริโภค มีทั้งเป็นมะขามฝักสด มะขามเปียกเพื่อใช้ประกอบอาหาร และสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น มะขามแช่อิ่ม มะขามลอยแก้ว มะขามกวน ลูกอมมะขาม สบู่อาบน้ำ และเครื่องสำอาง เป็นต้น

ด้าน นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) กล่าวว่า มะขามเปรี้ยวยักษ์จังหวัดหนองบัวลำภู จะมีพ่อค้ามารับซื้อเข้าโรงงานเพื่อแปรรูปส่งออกไปจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายมะขามเปรี้ยวยักษ์ในรูปของมะขามฝักสดเพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรมในราคา 15 บาท/กิโลกรัม และเกษตรกรสามารถนำมะขามสุกแกะเมล็ด หรือมะขามเปียก มาจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น ราคา 35-40 บาท/กิโลกรัม หรือแปรรูปเป็นมะขามยักษ์แช่อิ่ม เพื่อจำหน่ายในราคา 100 บาท/กิโลกรัม นอกจากนี้ เมล็ดมะขามเปรี้ยวยักษ์ยังสามารถนำไปจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 2 บาท เพื่อนำไปแปรรูปเป็นแคปซูลยา และสียอมผ้า

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรในจังหวัดหนองบัวลำภู ยังต้องการความรู้ในด้านการตลาด การแปรรูปผลิตภัณฑ์มะขามเปรี้ยวยักษ์ และการจัดทำมาตรฐานสินค้า เพื่อลดปัญหาการปนเปื้อน และความสะอาดปลอดภัย ดังนั้น ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือกันส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์มะขามเปรี้ยวยักษ์ นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การสร้างแบรนด์ พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายโดยมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ เพื่อกระตุ้นความต้องการของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศต่อไป สำหรับเกษตรกรจังหวัดหนองบัวลำภู ที่สนใจการปลูกมะขามเปรี้ยว สามารถขอเข้ารับการอบรมภายใต้การส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไม้ผลของจังหวัดหนองบัวลำภู ได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู โทร. (042) 312-045 หรือ (042) 313-301

สหกรณ์นักเรียนเกิดจากแนวพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 โดยมีรับสั่งกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในขณะนั้น (นายเสงี่ยม มาหมื่นไวย) ให้จัดการเรียนรู้วิชาการสหกรณ์และดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน โดยเริ่มที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ภายใต้โครงการตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ได้รับโอกาสและเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชาวบ้านในชุมชน ซึ่งการปลูกฝังแนวคิดเกี่ยวกับหลักและวิธีการสหกรณ์ให้แก่เยาวชน จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และมีทักษะในการทำงานร่วมกัน ฝึกการวางแผน ร่วมกันคิดร่วมกันทำและแก้ไขปัญหา และทรงพระราชทานบทความลงพิมพ์ในหนังสือ 40 ปี โรงเรียน ตชด. เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2539 ความว่า “… เรื่องสหกรณ์โรงเรียนก็เป็นงานหนึ่งที่ข้าพเจ้าพยายามจัดให้มีขึ้นทุกแห่ง..”

และทรงมีพระราชดำรัส ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2535 ความว่า “…ก็ตั้งใจจะให้เป็นการฝึกนักเรียนให้มีความรู้ มีความเคยชินกับระบบการทำงานร่วมกันตามแบบสหกรณ์ ฝึกตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ ได้ชินไป ต่อมาก็ถ้าเป็นชาวบ้าน เป็นราษฎรเต็มที่แล้วก็จะได้เข้าใจหลักการและเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์ใหญ่ต่อไปได้…”

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 28 ปีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนองพระราชดำริในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์แก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปแนะนำการจัดกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนต่างๆ จนถึงปัจจุบันได้มีการขยายผลการสอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียนกว่า 528 แห่งทั่วประเทศ ทั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 212 แห่ง โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 198 แห่ง โรงเรียนในสังกัดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 8 แห่ง โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) 26 แห่ง โรงเรียนพระปริยัติธรรม 69 แห่งและโรงเรียนสอนศาสนาปอเนาะ15 แห่ง

กิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนจะเริ่มจากการอบรมครูผู้สอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียนให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับสหกรณ์ในเบื้องต้น ทั้งประเภทและโครงสร้างสหกรณ์ อุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ ก่อนจะกำหนดหลักสูตรการสอนและผลิตสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ ทำควบคู่กับกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในภาคปฏิบัติ 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมการเกษตรและอาชีพ สอนให้เด็กได้ปลูกพืชผัก เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลา ส่วนกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ จำหน่ายอุปกรณ์เครื่องเขียนและผลิตภัณฑ์ของนักเรียน และรับซื้อผลผลิตการเกษตรจากฟาร์มของโรงเรียน เพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียน กิจกรรมออมทรัพย์ ส่งเสริมการออม สร้างวินัยทางการเงินให้แก่เด็ก รู้จักวางแผนใช้จ่ายเงิน ประหยัดอดออม และมีความซื่อสัตย์ กิจกรรมการศึกษาและสวัสดิการ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้แก่คณะกรรมการสหกรณ์นักเรียนหรือสมาชิก โดยพาไปทัศนศึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์งานสหกรณ์กับโรงเรียนต่างๆ และเรียนรู้การดำเนินงานสหกรณ์จากของจริง

“กิจกรรมสหกรณ์สามารถบูรณาการการสอนควบคู่กับวิชาต่างๆ ได้ ทั้งวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย และสังคมศาสตร์ ซึ่งกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ช่วยฝึกนักเรียนให้รู้จักขายสินค้า การทอนเงิน การเช็คสินค้า การทำบัญชีรับ-จ่าย การจดบันทึกการประชุม ทุกครั้งที่พระองค์ได้ทอดพระเนตรกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สิ่งที่ทรงเน้นย้ำคือ ให้เด็กฝึกและลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เช่น การทำบัญชีรับจ่าย ก็ให้ลงบัญชีด้วยมือ เพื่อฝึกบวกลบเลข จะได้รู้ผลกำไรหรือขาดทุน และนำมาเป็นข้อมูลในการวางแผนของสหกรณ์ หรือการจดรายงานการประชุม ก็ให้เขียนด้วยลายมือ เพื่อฝึกคัดลายมือไปในตัว พระองค์ท่านตรัสว่าระบบสหกรณ์เป็นระบบที่ดีและเหมาะกับคนไทย เราต้องปลูกฝังความรู้เรื่องสหกรณ์ตั้งแต่เด็กๆ เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นมาบริหารสหกรณ์หรือประกอบอาชีพอื่นๆ ก็จะสามารถนำความรู้ด้านสหกรณ์ไปประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ในอนาคต” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว