กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนให้ซื้อน้ำยางจากสถาบัน

เกษตรกรโดยตรง เนื่องจากขณะนี้ชาวสวนยางกำลังได้รับความเดือดร้อนและเพื่อเป็นการดูดซับและรัฐบาลพยายามดูแลให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพอยู่ได้และมีรายได้มากขึ้น อีกทั้งกระทรวงเกษตรฯ จะเชิญผู้ประกอบการแปรรูปทำยางล้อรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศมาร่วมหารือกัน ซึ่งในส่วนของการจำหน่ายต่างประเทศนั้น จะขอความร่วมมือให้รับซื้อน้ำยางพารามากขึ้นกว่าปกติ

นายศิรสิทธิ์ ชลหัตถ์ Young Smart Farmer อำเภอเกาะยาว อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36/2 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำงานโรงแรมตั้งแต่พนักงานยกกระเป๋า ด้วยความขยัน และมีความพยายามจนเป็นผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมระดับห้าดาวในจังหวัดภูเก็ต เงินเดือนหลักแสน แต่ด้วยใจรักด้านการเกษตร ตอนที่ยังทำงานโรงแรมก็แบ่งเวลาทำการเกษตรและสร้างรีสอร์ตเป็นอาชีพเสริม

ด้วยประสบการณ์ที่ทำงานเกี่ยวกับโรงแรมเกือบ 20 ปี โดยใช้ชื่อว่า “YAO Island Resort & FARM” โดยมีรีสอร์ต จำนวน 3 หลัง เต็นท์ จำนวน 6 หลัง และร้านอาหาร และได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติม รวมกับที่มีอยู่เดิม ประมาณ 10 ไร่เศษ ทำกิจกรรมการเกษตร ได้แก่ ทำสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน นาข้าว ไม้ผล พืชผัก เลี้ยงไก่อินทรีย์ ปศุสัตว์ การทำปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น

กิจกรรมในฟาร์มไม่มีการใช้สารเคมี มีการทำอาหารสัตว์เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต การกำจัดกลิ่นปุ๋ยคอกโดยการใช้น้ำหมักชีวภาพ ได้สมัครเป็น Young Smart Farmer ของอำเภอเกาะยาว เมื่อปี 2561 และได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา เป็นเครือข่ายศูนย์บ่มเพาะ Young Smart Farmer ในปีงบประมาณ 2562

เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรและการทำธุรกิจให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งได้รับคำแนะนำและการถ่ายทอดความรู้จากสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว ทำให้กิจการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศแถบยุโรป ที่มากสุดคือ เยอรมนี

นอกจากได้ชมธรรมชาติที่สวยงามโดยมีจักรยานให้บริการแล้ว นักท่องเที่ยวยังได้ร่วมกิจกรรมในฟาร์มด้วย เช่น การทำนาโยน การเก็บไข่ไก่อินทรีย์ การเก็บผัก ผลไม้ และได้รับประทานอาหารสด สะอาด อร่อย ราคาไม่แพง สำหรับที่พักต้องมีการจองล่วงหน้าทางสื่อออนไลน์ เนื่องจากที่พักจะมีนักท่องเที่ยวพักเต็มตลอด และด้วยธุรกิจที่กำลังไปได้ด้วยดี จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการโรงแรม ทิ้งเงินเดือนหลักแสนเพื่อจะได้มีเวลาทำการเกษตรอย่างเต็มที่

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการธุรกิจ การใช้ระบบสารสนเทศ เน้นหนักกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” บนหลักการการเรียนรู้ตลอดชีวิต การมีส่วนร่วม และการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการ-เรียนรู้”

เป้าหมายหลักในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีขีดความสามารถด้านการเกษตร สามารถทดแทนเกษตรกรสูงอายุ สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบเกษตรกรรมโดย Young Smart Farmer ต้องมีการบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมในเชิงผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ พึ่งพาตนเองได้ มีการเชื่อมโยงเครือข่าย และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้อำเภอเกาะยาว มีเกษตรกรรุ่นใหม่ สมัครเป็น Young Smart Farmer แล้ว จำนวน 11 ราย

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว โทรศัพท์ (076) 597-127 หรือติดต่อ คุณศิรสิทธิ์ ชลหัตถ์ โดยตรงที่หมายเลขโทรศัพท์ (093) 867-5704

ที่ผ่านมา เกษตรกรภาคอีสานนิยมปลูกมันสำปะหลัง และข้าวโพด แต่พืชเศรษฐกิจเหล่านี้ เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตได้เพียงแค่ครั้งเดียวก็จบ แต่การปลูกพริกเกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 10-12 ครั้ง สร้างรายได้ให้ครอบครัวอย่างต่อเนื่องและมีรายได้ให้มากกว่าพืชชนิดอื่นๆ ที่เคยปลูกมา

โดยทั่วไป พริกที่เข้าสู่ตลาดในช่วงต้นปี ส่วนใหญ่มักจะมาจากภาคอีสานตอนบน หลังจากนั้น จึงไล่ลงมาทางอีสานตอนล่างมาถึงจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นจังหวัดที่ปลูกพริกมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศโดย “อำเภอเทพสถิต” นับเป็นแหล่งปลูกพริกขนาดใหญ่ เนื้อที่กว่า 4,000 ไร่ ถือเป็นแหล่งที่มีผลิตพริกขึ้หนูสดป้อนตลาดในช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกพริกส่วนใหญ่ ยังคงประสบปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง เจอโรคและแมลงรบกวนการผลิต ส่งผลถึงคุณภาพของพริกและทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เพาะปลูก นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถพลิกชีวิตชาวสวน ลดปัญหาเรื่องโรคและแมลงและช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ที่มากขึ้น

“พริกรังสิมา” ให้ผลผลิตสูงกัญญา รอตเสียงล้ำ ผู้จัดการส่วนปรับปรุงพันธุ์พืชธุรกิจเมล็ดพันธุ์ บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า พริกขี้หนูลูกผสมพันธุ์รังสิมา เป็นที่นิยมของเกษตรกรในพื้นที่อีสานตอนบนและอีสานตอนล่าง เนื่องจากพริกพันธุ์นี้ มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตสูงมาก ทนทานต่อโรคและแมลงได้เป็นอย่างดี แม้เจอภาวะฝนแล้ง อากาศร้อนแห้ง มีการระบาดของแมลงหวี่ขาวซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไวรัสใบด่างประเหลือง (โรคใบแก้ว) ปรากฏว่า พริกรังสิมาสามารถทนจากการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวได้ดีกว่าพริกสายพันธุ์อื่นๆ

จุดเด่นประการต่อมาคือ พริกรังสิมา มีผลสีเขียว ผิวเรียบตึง เป็นมันวาว ผลสุกสีแดงสดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางผลประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 3 กรัม ต่อผล เมื่อเก็บผลผลิตครั้งต่อๆ ไปก็ให้ผลผลิตดีไม่มีตก มีการเปลี่ยนแปลงขนาดผลน้อย (ไม่หดสั้น) ในช่วงปลายฤดูการเก็บเกี่ยว ทำให้ได้ราคาดี มีรสเผ็ดจัดจ้านและมีกลิ่นหอมกว่าพริกขึ้นหนูสายพันธุ์ทั่วๆ ไป ทำให้ขายผลผลิตได้ราคาดีมากจนเป็นที่นิยมของเกษตรกร

การปลูกดูแลแปลงพริก

การปลูกพริก เกษตรกรจะเริ่มเพาะต้นกล้าแปลงเพาะในช่วงเดือนมีนาคม โดยใช้เมล็ดพันธุ์พริกสายพันธุ์รังสิมาของเจียไต๋ ในอัตราเฉลี่ย 2 ไร่ ต่อ 3 กระป๋อง และจะย้ายต้นกล้าลงในแปลงปลูกที่อายุ 25-30 วัน ถ้าต้นกล้าอายุเกิน 1 เดือนไปแล้ว ต้นกล้าจะแก่เกินไปไม่เหมาะแก่การปลูก เพราะพริกรังสิมาอายุการออกดอกหลังย้ายกล้าเพียงหนึ่งเดือนและอายุเก็บเกี่ยวเร็ว (เก็บผลเขียว 65-70 วัน) ต้องย้ายกล้าให้เร็วเพื่อที่พริกเลี้ยงต้นให้พุ่มใหญ่ก่อนที่จะเริ่มติดดอกออกผล จะทำให้ได้ผลผลิตที่ดีตามมา ถ้าหากมีการย้ายกล้าเกินหนึ่งเดือน ต้นพริกจะแคระแกร็น พุ่มเล็ก ติดผลได้น้อยกว่ามาก

ทั้งนี้ ปลูกพริกในระยะห่างระหว่างต้น 40 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถว 120 เซนติเมตร แต่หากจะให้ดีควรกำหนดระยะห่างระหว่างต้นที่ 50-60 เซนติเมตร เพื่อให้แปลงโปร่งจะช่วยลดอัตราการเกิดโรคได้ พริกพันธุ์รังสิมา มีทรงพุ่มแผ่กว้างต่างกับพันธุ์อื่นๆ โดยก่อนปลูกจะรดน้ำในแต่ละหลุมก่อนนำต้นกล้ามาปลูก และหลังจากปลูกเสร็จจะรดน้ำตามอีกครั้งเพื่อให้ต้นกล้าพริกตั้งตัวได้เร็วขึ้น

หลังจากนั้น เปิดให้น้ำผ่านระบบน้ำหยดทุกวัน และให้ปุ๋ยเคมีตรากระต่าย สูตร 13-13-21 ใส่ทุกๆ 15 วัน นอกจากการใส่ปุ๋ยเคมีแล้วจะเน้นใส่ปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลวัวที่เลี้ยงไว้ จะทำให้พริกสวยเม็ดใหญ่ (อยู่ในขั้นตอนการเตรียมดิน คือควรใช้ปุ๋ยคอกตอนไถพรวนและขึ้นแปลง)

เกษตรกรจะเริ่มเก็บเกี่ยวพริกผลเขียวเมื่ออายุ 65-70 วัน และเก็บพริกแดงครั้งแรก เมื่อพริกอายุ 80-90 วัน หลังจากย้ายต้นกล้า การเก็บพริกเขียวรังสิมานั้น สามารถเก็บผลผลิตครั้งแรกเร็วกว่าพริกสายพันธุ์อื่นๆ 7-10 วัน

และสามารถเก็บพริกในรอบถัดไปได้ 12-14 วัน เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่เคยปลูกมาจะเก็บผลผลิตในรอบถัดไปได้ 17-18 วัน พริกสายพันธุ์รังสิมา มีรอบการเก็บผลเขียวเร็วกว่าพันธุ์พริกอื่น ต้นพริกยิ่งโตยิ่งให้ผลผลิตมากขึ้น สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอด 6 เดือน เลยทีเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาที่ดีด้วยเช่นกัน

ผลผลิตพริกที่ออกในช่วงฤดูฝน มักพบเชื้อรา เกษตรกรมักฉีดยาเทนเอ็ม 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นป้องกันเชื้อรา พริกรังสิมา ทนต่อโรคใบแก้ว (โรคไวรัสใบด่างประเหลือง) มากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ช่วยให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีลงได้ แต่ควรฉีดพ่นสารป้องกันแมลงพวกแมลงหวี่ขาว เพลี้ยไฟที่เป็นสาเหตุของโรคไวรัสคุมไว้ตลอด

การฉีดยาป้องกันไวรัส ควรฉีดพ่นยาให้ทั่วถึง เนื่องจากพริกรังสิมามีลักษณะใบเล็กไม่บังผลและดอก นอกจากนี้ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการสะสมของโรคพืชที่สวนจะปลูกพืชแบบผสมผสาน หลังจากปลูกพริกแล้ว เกษตรกรควรสลับสับเปลี่ยนมาปลูกข้าวโพดหรือมันสำปะหลังบ้าง เพื่อลดอัตราการสะสมของเชื้อโรค

หากปลูกพริกรังสิมา เปรียบเทียบกับพริกพันธุ์อื่นแบบต้นต่อต้น จะพบว่า พริกรังสิมามีทรงพุ่มต้น มีแขนงเยอะ ติดลูกดก ใหญ่ ผลผลิตสูง สีสวย รสชาติจัดจ้าน เก็บเกี่ยวได้เร็ว ใบเรียวเล็ก สามารถทำให้สภาพแปลงโปร่งทำให้ความชื้นน้อยลดอัตราการเกิดโรคได้และต้านทานโรค คนงานที่เก็บพริก บอกว่าพริกพันธุ์นี้ผลยาว ลูกใหญ่ ขั้วเปราะ ทำให้เก็บเกี่ยวง่าย

สำหรับเกษตรกรที่สนใจเมล็ดพันธุ์ “พริกขี้หนูลูกผสมพันธุ์รังสิมา” สามารถติดต่อหาซื้อได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของเจียไต๋ทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-810 3031-7 ต่อ 136 หรือคลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น โครงการสื่อมวลชนสัญจร เรื่อง “การพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากเส้นใยกล้วยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม” ณ อำเภอปัว และอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของ วช. ไปสู่สาธารณชนได้รับทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์

ศาสตราจารย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า
ในปีงบประมาณ 2560 วช. ได้สนับสนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยโครงการ “Research for Community วิจัยเพื่อชุมชนสังคม” โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากเส้นใยกล้วยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และกลยุทธ์การจัดการผลิตภัณฑ์ในจังหวัดภาคเหนือ
แก่ รองศาสตราจารย์อเนก ชิตเกษร และ รองศาสตราจารย์พรรณนุช ชัยปินชนะ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยพายัพ เพื่อถ่ายทอดกระบวนการผลิตผ้าทอจากเส้นใยกล้วยย้อมสีธรรมชาติด้วยกี่กระทบและการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่า รวมถึงการกระตุ้นให้ชุมชนเห็นคุณค่าของการใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน

โดยคณะนักวิจัยได้ศึกษาวิจัยกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากเส้นใยกล้วยและได้ปรับปรุงวัสดุอุปกรณ์ให้มีความเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ในจังหวัดลำพูน พะเยา แพร่ น่าน และกำแพงเพชร เช่น การใช้เส้นฝ้ายเป็นเส้นยืน และใช้เส้นใยกล้วยเป็นเส้นพุ่ง ซึ่งสามารถใช้ต้นกล้วยได้ทุกชนิด แต่ต้นกล้วยน้ำว้าจะมีความเหนียวมากที่สุด สำหรับการย้อมสีจะใช้วัสดุย้อมสีจากธรรมชาติในท้องถิ่น ได้แก่ ใบตะเคียนหนู (ใบเหว) คำแสด (คำเงาะ) เปลือกประดู่ กระเจี๊ยบแดง ต้นขนุน และใบมะม่วง และสร้างลวดลายในการทอจากการสอดเส้นใยกล้วยและการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากการทอผ้า เพื่อสร้างลวดลายใหม่ๆ ได้ตามความต้องการ

รองศาสตราจารย์อเนก ชิตเกษร หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า ผลจากการวิจัยได้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งก่อให้เกิดรายได้และชุมชนสามารถนำวัสดุหรือวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และใช้สีย้อมจากธรรมชาติ โดยพัฒนาการยกระดับผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น กระเป๋าถือสุภาพสตรี หลากหลายขนาด นอกจากนี้ ยังได้นำองค์ความรู้จากการทอผ้าใยกล้วยย้อมสีธรรมชาติ และการจัดการสำหรับวิสาหกิจ (SME) และกลุ่มทอผ้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถกำหนดกลยุทธ์การจัดการผลิตภัณฑ์ การคำนวณต้นทุน

และการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำเสนอสินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมาย และสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มชุมชน เช่น กลุ่มแพวทอผ้าฝ้าย อำเภอปัว กลุ่มทอผ้าบ้านหล่าย อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เป็นต้น และมีการจัดทำคู่มือเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ และเผยแพร่วิดีโอขั้นตอนการย้อมสีธรรมชาติผ่านเว็บไซด์ http://bananatextile.com/index.php ทำให้ชุมชนมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และชุมชนมีโอกาสได้รับคัดเลือกเป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบ ส่งเสริมรายได้และเศรษฐกิจในชุมชนให้มีมากขึ้น เป็นการสร้างรายได้และโอกาสทางการตลาดและช่องทางในการจัดจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั้งในและนอกชุมชน

27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 – เวที “เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด” ก้าวสู่ปีที่ 10 ชูเเนวคิด “ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน” หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทำเกษตรแม่นยำและการตลาดออนไลน์ ส่งเสริมการสร้างเครือข่าย เปลี่ยนภูมิทัศน์ภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ปูทางสู่ประเทศไทย 4.0

นางสาวพิมพ์วรัตน์ เรืองประชา เกษตรกรไร่สตรอเบอรี่ จาก จ.สุพรรณบุรี ผู้ปลูกพืชเมืองหนาวในพื้นที่เขตร้อน คว้ารางวัลชนะเลิศเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี พ.ศ. 2561 ชูจุดเด่น “ความกล้าคิดต่าง สานพลังชุมชน ฝ่าฟันอุปสรรคด้วยงานวิจัย”

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2561 กระทรวงได้กำหนดให้เป็น “ปีแห่งการยกระดับคน การบริหารจัดการ มาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0” สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรมีความรู้ความสามารถ นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการเกษตร ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าสินค้า มุ่งสู่การเป็นเกษตรกรผู้ประกอบการ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดหลักของโครงการประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดในปีนี้ ที่ว่า “ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การดำเนินงานโดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพ และเสริมสร้างทักษะของเกษตรกรสู่ความเป็น Smart Farmer เพื่อให้เกษตรกรมีความเชี่ยวชาญ และนำความรู้ตลอดจนข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน สอดรับกับแนวโน้มการทำการเกษตรของโลก

นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 โดยดำเนินตามรอยศาสตร์พระราชาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ภายใต้แนวคิด “พัฒนาชาติได้ ต้องพัฒนาคน” เพื่อมุ่งหวังเชิดชูเกษตรกรตัวอย่าง และขยายแนวคิดการเกษตรแบบครบวงจร

สำหรับในปีนี้ที่โครงการประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 จึงได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน” โดยเป็นเกษตรกรที่มีคุณลักษณะที่ดีสำหรับผู้นำในยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็นเกษตรกรที่มีความเป็นผู้นำ คิดเป็นระบบ มีความรอบรู้ นำไปประยุกต์และปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม สามารถปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน ภายใต้กรอบคิดและเป้าหมายเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน

“10 ปีของการดำเนินโครงการประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เชิดชูเกษตรกรต้นแบบที่มีศักยภาพ พร้อมแบ่งปัน และเกิดการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรได้อย่างมั่นคง ยิ่งไปกว่านั้น เราได้เห็นพลังเครือข่ายเกษตรกรที่ก่อเกิดสิ่งใหม่ในหลากหลายมิติ เห็นความเข้มแข็งในชุมชนที่เพิ่มขึ้น คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับอาชีพเกษตรมากยิ่งขึ้น” นายบุญชัย กล่าว

เส้นทางการพัฒนาภาคการเกษตรไทยจะยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง จากการสนับสนุนของกรมส่งเสริมการเกษตร และการต่อยอดพัฒนาจากภาคเอกชนอย่างดีแทคและบริษัท รักบ้านเกิด เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และการพัฒนาภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนผ่านเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดต่อไป

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า เกษตรกรเผชิญความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ภาคการเกษตร ทั้งสภาพภูมิอากาศ พฤติกรรมผู้บริโภคและกลไกการตลาด ทำให้เทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามามีบทบาทในภาคการเกษตรมากขึ้น

ดีแทคในฐานะผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต มุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิตอลและการสื่อสารเพื่อเสริมสร้างศักยภาพสังคมตามวิสัยทัศน์ Empowering societies อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เอสเอ็มเอส โมบายแอปพลิเคชั่น การตลาดออนไลน์ ตลอดจนเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง IoT และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งดีแทคเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะช่วยให้เกษตรกรเผชิญหน้าการความท้าทายต่างๆ ได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

“ดีแทคในฐานะผู้สนับสนุนโครงการ เล็งเห็นถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่องภาคเกษตรกรไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Young Smart Farmer ที่มีการรวมกลุ่มอย่างเหนียวแน่น และขยายแนวคิดการทำเกษตรครบวงจรในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนสู่การทำการเกษตรอย่างยั่งยืน” นางอเล็กซานดรา กล่าว

ผลการตัดสินเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด พ.ศ. 2561

♦ รางวัลชนะเลิศ

นางสาวพิมพ์วรัตน์ เรืองประชา เกษตรกรผู้บุกเบิกการปลูกพืชเมืองหนาวทั้งสตรอเบอรี่และหม่อนในพื้นที่เขตร้อนอย่าง จ.สุพรรณบุรี บ้านเกิดของเธอ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีและงานวิจัยทางการเกษตรจากสถาบันวิจัยเกษตรดอยปุยสามารถทำให้เป็นไปได้ สร้างความตื่นตาให้กับชุมชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวนวัตวิถี ไร่พิมพ์วรัตน์ สร้างรายได้ให้ชุมชน เป็นต้นแบบในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความคิดต่าง

♦ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1

นางสาวลลิดา คำวิชัย เกษตรกรชาวสวนมะม่วงแห่ง จ.สระแก้ว ในนาม “ไร่ ณ ชายแดน” ผู้นำในการรวมกลุ่มและพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงแก้วขมิ้นไร้สารเคมี ยึดหลักการตลาดนำการผลิต สร้างความเป็นเอกลักษณ์และสร้างรายได้ให้ชุมชน

♦ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2

นายอาญาสิทธิ์ เหล่าชัย เกษตรกรนาข้าว “อารยะฟาร์ม” จ.ร้อยเอ็ด ผู้นำความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นประยุกต์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ พลิกฟื้นผืนนาจากเกษตรเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังเป็นผู้นำรวมกลุ่มวิสาหกิจผลิตและแปรรูปข้าวอินทรีย์ครบวงจร

♦ รางวัลดีเด่น

นางสาวกนกวรรณ อรุณคีรีวัฒน์ เกษตรกรชาวสวนมะม่วงแห่ง จ.ราชบุรี เจ้าของไร่ “สุดปราย ที่สวนสุขจรัล” รวมกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ในชุมชน พร้อมเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชน

นายชยพล สุ่ยหล้า เกษตรกรชาวสวน “ซูโม่แฟมิลี่”แห่ง จ.ร้อยเอ็ด ผู้นำความรู้ในการปลูกถั่วลิสงมาประยุกต์กับเทคโนโลยี พร้อมแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์ รวมกลุ่มการผลิต สร้างรายได้ให้ชาวบ้านในฤดูทำนา

นางสาวปคุณา บุญก่อเกื้อ เกษตรกรสวนเมล่อน จ.ฉะเชิงเทรา ผู้เริ่มทำเกษตรจากศูนย์ แต่มีใจรักและต้องการปลูกเมล่อนปลอดสารพิษ โดยนำเทคโนโลยี IoT มาประยุกต์ใช้จนได้ผลผลิตคุณภาพสูง พร้อมกับเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เมื่อเวลาใครผ่าน จ.ฉะเชิงเทรา จะต้องถามหา “บ้านสวนเมล่อน” ของเธอ

นายพิทักษ์ พึ่งเดช เกษตรกรสวนมะพร้าวแห่งบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการแปรรูป รวมทั้งพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอม สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรในพื้นที่

นางสาวศิริพร เอี่ยววงศ์เจริญ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์จาก จ.พิจิตร ในชื่อ “บุญมาฟาร์ม” ที่สามารถชูจุดเด่นการทำเกษตรไร้สารเคมีจนสามารถส่งออกสู่ต่างประเทศ พร้อมต่อยอดปลูกสมุนไพรไทยส่งออก

นายสุระเทพ สุระสัจจะ เกษตรกรคนรุ่นใหม่จาก จ.บุรีรัมย์ ผู้ปลูกพืชผักและผลไม้ปลอดภัย พร้อมเป็นโมเดลต้นแบบขยายสู่ชุมชน รวมกลุ่มตั้งวิสาหกิจชุมชน เป็นผู้นำเครือข่ายสินค้าเกษตรปลอดสารพิษส่งขายตลาดพรีเมี่ยมที่ใครๆ ก็รู้จักในชื่อ “ไร่เพื่อนคุณ”

นายอดุลย์ วิเชียรชัย เกษตรกรเจ้าของ “อดุลย์ คลองหลวง ฟาร์มเห็ด” แห่ง จ.ปทุมธานี ผู้เป็นต้นแบบศูนย์การเรียนรู้การทำเกษตรครบวงจร บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ พร้อมส่งเสริมเกษตรกรในชุมชน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด ในเครือ บริษัท จีเอ็ม มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผักกรอบในรูปแบบขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ แบรนด์ Deedy จับมือร่วมกับบริษัท แจ๊คสัน โกลบอลพาร์ทเนอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐอเมริกา ที่มีสำนักงานภูมิภาคเอเชียที่กรุงเทพฯ และบริษัท สไตล์ ป๊อบ ฟู้ดส์ จำกัดผู้ผลิตกาแฟและผลิตภัณฑ์อาหารสไตล์ป๊อบ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Taking Thai Taste Global” เพื่อร่วมมือกันเป็นพันธมิตรทางธุรกิจนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดโลก โดยมี ดร.อำนวย ยศสุข อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานในงาน ณ สโมสรทหารบก ห้องวีไอพี 1 ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ มิสเตอร์ เดวิด ลี แจ็คสัน ที่ปรึกษาฝ่ายการตลาดต่างประเทศ ของบริษัท แจ็คสัน โกลบอลพาร์ทเนอร์ส จำกัด ได้กล่าวภายในงานว่า“ในนามของบริษัท แจ็คสัน โกลบอลพาร์ทเนอร์ส มีความยินดีที่ได้มีโอกาสจับมือร่วมกับบริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ฟู้ดส์ และบริษัท สไตล์ บ็อบ คอฟฟี่ เรามีความมุ่งมั่นที่จะนำ 2 โปรดักส์ ไปสู่ตลาดโลกโดยเฉพาะอเมริกา เรามีความเชื่อมั่นในความเป็นยูนีคของโปรดักส์ และความเลิศรสของกาแฟไทยที่ผลิตในเมืองไทยและมีชื่อเสียง เรามั่นใจว่าสามารถที่จะทำการตลาดและทำให้เป็นที่โด่งดังในต่างประเทศได้อย่างแน่นอน