กระเจี๊ยบเขียวนราธิป พันธุ์พืชเทิดพระเกียรติเมื่อครั้งพระบาท

สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนิน ณ ศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนเกษตรวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เลขที่33 หมู่1 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2531 ได้มีพระราชกระแสรับสั่งข้อหนึ่งว่า “การนำพันธุ์ใหม่หรือพันธุ์ต่างประเทศต้องระวังเรื่องโรค ถ้าเกิดโรคแล้วจะเกิดเสียหายมากและขาดทุน การนำพันธุ์ต่างประเทศมาราคาสูงไม่ควรพึ่งพา”

ในการเพาะปลูกของเกษตรกรโดยทั่วไปต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากตลาดเมล็ดพันธุ์เพื่อนำมาปลูกทุกครั้ง เนื่องจากไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อได้ ถ้าเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ได้เองจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและสามารถพึ่งตนเองได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ปัจจุบันความต้องการผลผลิตเกษตรธรรมชาติมีมากขึ้นและตามมาตรฐานเกษตรกรรมชาตินั้นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตภายใต้เกษตรธรรมชาติ

กระเจี๊ยบเขียวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abelmoschus esculentus (L.) Moench เป็นพืชสกุลเดียวกับชบา มีถิ่นกำเนิดในประเทศซูดาน แถบแอฟริกาตะวันตก สันนิฐานว่านำเข้ามาปลูกในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. 2416 เจริญเติบโตได้ดีในอากาศกึ่งร้อน หรือที่อุณหภูมิระหว่าง 18-35 องศา และสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

สำหรับในประเทศไทยพื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวกันมากที่สุดส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ราชบุรี ระยอง พิจิตร สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และกาญจนบุรี

ชาวบ้านนิยมนำฝักอ่อนของกระเจี๊ยบเขียวไปประกอบอาหารได้หลายอย่างเช่น แกงส้ม แกงเลียง แกงกะทิ ยำ ชุบแป้งทอด ต้มจิ้มน้ำพริก หรือนำไปย่าง เมื่อไหร่ที่มีการกินเลี้ยงกันในบ้านมีการปิ้งย่าง ผู้เขียนมักนำกระเจี๊ยบเขียวมาร่วมย่างด้วยเสมอเนื่องจากเพื่อเป็นการลดความแน่นท้องและแก้เลี่ยน กระเจี๊ยบเขียวที่ย่างจะไม่เป็นเมือกเหมือนการต้มหรือแกง

ฝักของกระเจี๊ยบเขียวมีเส้นใยอยู่จำนวนมาก เมื่อกินเข้าไปจะไปขัดขวางการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ไม่ให้มากเกินไป ทำให้ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนี้เส้นใยของกระเจี๊ยบเป็นตัวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และสารเมือกในฝักยังช่วยจับสารพิษในลำไส้และขับออกมาทางอุจจาระ ทำให้ไม่เหลือสารพิษตกค้าง นอกจากนี้กระเจี๊ยบเขียวยังมีสรรพคุณบำรุงสมอง ช่วยรักษาความดัน แก้อาการหวัด และมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ

นอกจากนี้กระเจี๊ยบเขียวจะช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่ายช่วยอาการท้องผูก ลดความเสี่ยงของโรคแผลในกระเพาะอาหารและป้องกันมะเร็งในกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ เนื่องจากในฝักของกระเจี๊ยบเขียวมีสารเมือกจำพวกเพกทิน( Pectin) และกัม (Gum) ที่มีคุณสมบัติช่วยในการเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและสำไส้ และยังช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

ในสมัยก่อนชาวมุสลิมทางจังหวัดภาคใต้ นิยมกินผักที่มีเมือก เช่นกระเจี๊ยบเขียวหรือผักกูด เป็นยาบำรุงข้อกระดูก โดยเชื่อว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มไขมันหรือเมือกในข้อกระดูก ทำให้มีน้ำเมือกในหัวเข่าหรือข้อกระดูกมากขึ้นในผู้สูงอายุ

ที่มาของสายพันธุ์

อาจารย์ทิพย์วัลย์ สิทธิรังสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพืช หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาวิชาการ ของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องจากพระราชดำริ จึงได้เริ่มงานวิจัยและพัฒนากระเจี๊ยบเขียวภายใต้ระบบเกษตรกรรมธรรมชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541-2557 เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์กระเจี๊ยบเขียวที่ผ่านการปลูกคัดเลือกในสภาพการเพาะปลูกแบบเกษตรธรรมชาติซึ่งไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีใดๆเลย โดยมี ผศ.ดร. จานุลักษณ์ ขนบดี มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา อนุเคราะห์แหล่งพันธุกรรมให้เป็นเบื้องต้น และได้ให้ความกรุณาเป็นที่ปรึกษาในงานวิจัย

จากการรวบรวมต้นกระเจี๊ยบเขียวพันธุ์พื้นบ้านทั่วประเทศมาปลูกเพื่อคัดพันธุ์กระเจี๊ยบเขียว อ.ทิพย์วัลย์ เล่าให้ฟังว่า “เริ่มจากการปลูกทดลองในแปลง แล้วคัดต้นพันธุ์ที่ดีๆไปเรื่อยๆจนกระทั่งได้ต้นพันธุ์ดีที่สุด ในช่วงปี พ.ศ. 2550 จึงได้นำต้นพันธุ์ดีนั้นมาผสมตัวเองภายในต้นเดียวกัน จนได้เมล็ดนำมาปลูก ได้ทำการผสมและคัดเลือกต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งได้พันธุ์กระเจี๊ยบเขียวที่สมบูรณ์ มีความคงตัวทางพันธุกรรม”

หลังจากนั้นจึงนำพันธุ์กระเจี๊ยบเขียวที่ได้มาปลูกในแปลงทดลองในระบบเกษตรธรรมชาติไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี เพื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์การค้า 5 สายพันธุ์ รวมทั้งหมด 4 ครั้งเพื่อเก็บข้อมูลเปรียบเทียบ 8 ลักษณะ คือ ความสูงของลำต้น จำนวนกิ่งแขนงต่อต้น เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น จำนวนข้อบนลำต้น ความยาวของผล เส้นผ่าศูนย์กลางผล น้ำหนัก 100 เมล็ด และจำนวนเมล็ดต่อฝัก

จากการเปรียบเทียบพบว่า กระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ ศฝก1.(ชื่อเดิม) มีความสูงไม่มาก คือมีความสูงเฉลี่ย 127.0 ซม. ขณะที่พันธุ์การค้า 4 สายพันธุ์มีความสูงถึง 225-258 ซม. ส่วนอีกหนึ่งสายพันธุ์มีความสูงน้อยกว่า จำนวนกิ่งแขนงต่อต้น มีจำนวนมากกว่า 11 แขนงต่อต้น ทำให้มีผลผลิตมากกว่า ในขณะที่พันธุ์การค้ามีการแตกแขนงเพียง 3.1-8.2 แขนงต่อต้น ส่วนเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นมีขนาดใหญ่กว่าจึงทนต่อแรงลมกว่าพันธุ์เพื่อการค้า

ขอพระราชทานนาม

ในปี พ.ศ. 2557 ทางศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องจากพระราชดำริ จึงได้ขอขึ้นทะเบียนกระเจี๊ยบเขียว ศฝก.1 เป็นพันธุ์พืชใหม่กับกรมวิชาการเกษตร และในปี พ.ศ. 2558 ได้กราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานชื่อพันธุ์กระเจี๊ยบเขียว ศฝก.1 ซึ่งเป็นพันธุ์ใหม่

และในปี พ.ศ.2559 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อกระเจี๊ยบเขียว ศฝก.1 ว่า “กระเจี๊ยบเขียวธราธิป” มีความหมายว่า กระเจี๊ยบเขียวเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

กระเจี๊ยบเขียวธราธิป จึงเป็นกระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์ภายใต้ระบบเกษตรธรรมชาติที่เป็นเวลานานถึง 16 ปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

กระเจี๊ยบเขียวธราธิป มีลักษณะเด่นคือ ต้นมีความแข็งแรงต้านทานโรคและแมลงได้ดี มีลำต้นไม่สูงมาก ทำให้เก็บเกี่ยวได้สะดวกกว่ามีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นใหญ่ ทำให้ต้นแข็งแรงและทนการหักล้มได้ดีกว่า มีจำนวนแขนงต่อต้นมากทำให้ได้จำนวนฝักมาก ลักษณะของฝักเป็นห้าเหลี่ยมตรงกับความต้องการของตลาด รสชาติดี เหมาะต่อการผลิตฝักสดจำหน่าย ยังมีน้ำหนัก 100 เมล็ดสูง และมีจำนวนเมล็ดต่อฝักมากอีกด้วย

เนื่องจากกระเจี๊ยบเขียวธราธิปมีขนาดต้นไม่สูงมาก จึงเหมาะกับการปลูกในกระถางสำหรับคนเมือง คุณทิพย์และคุณสมบูรณ์ สว่างทุกข์ ผู้ช่วยนักวิจัยของศูนย์ฝึกฯ บอกว่า “ การปลูกกระเจี๊ยบไม่ยาก เพียงเตรียมดินยกร่อง ใส่ปุ๋ยหมักลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก็สามารถปลูกได้เลย ในแปลงมีระยะการปลูกระหว่างร่องและระหว่างต้น 90 เซนติเมตร ช่วงแรกรดน้ำวันละสองครั้ง ประมาณ 7 วันเมล็ดจะงอก หลังจากปลูกได้อายุ 60 วันจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันที่ศูนย์ฝึกฯ มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์กระเจี๊ยบเขียวธราธิป ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปในราคา ซองละ 20 บาท 3 ซอง 50 บาท”

กระเจี๊ยบเขียวแม้เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศแต่ก็ได้เข้ามาปลูกในประเทศไทยนานมากจนเราคิดว่าเป็นพืชพื้นบ้านของเรา การปลูกก็ง่ายๆ ปลูกครั้งเดียวต้นจะออกฝักให้เรากินได้นาน นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณมากมายหลายขนาน เหมาะสำหรับปลูกไว้ในรั้วบ้านเพื่อชื่นชมดอกที่เหมือนดอกชบา และรับประทานฝัก

ผู้สนใจสามารถติดต่อซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ที่ ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องจากพระราชดำริ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ. ชลบุรี เบอร์โทรศัพท์ 038-343608-10 เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

คุณค่าทางโภชนาการของกระเจี๊ยบเขียว ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 140 กิโลแคลอรี่
คาร์โบไฮเดรต 45 กรัม
น้ำตาล 48 กรัม
เส้นใย 2 กรัม
ไขมัน 19 กรัม
โปรตีน 00 กรัม
น้ำ 17 กรัม
วิตามินเอ 36 ไมโครกรัม 5%
วิตามินบี1 0.2 มิลลิกรัม 17%
วิตามินบี2 0.06 มิลลิกรัม 5%
วิตามินบี3 1 มิลลิกรัม 7%
วิตามินซี 23 มิลลิกรัม 28%
วิตามินอี 27 มิลลิกรัม 2%
วิตามินเค 3 ไมโครกรัม 30%
ธาตุแคลเซียม 82 มิลลิกรัม 8%
ธาตุเหล็ก 62 มิลลิกรัม 5%
ธาตุแมกนีเซียม 57 มิลลิกรัม 16%
ธาตุโพแทสเซียม 299 มิลลิกรัม 6%
ธาตุสังกะสี 58 มิลลิกรัม 6%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

อ่างเก็บน้ำคลองลำกง จังหวัดเพชรบูรณ์ ถือเป็นแผ่นดินทองของการเพาะปลูกพืชและประมง ดินดี น้ำดี อากาศก็ดีอีกต่างหาก เกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชและทำนาได้ตลอดทั้งปี ทำเลทองหายากแห่งนี้ เดินทางไปมาได้อย่างสะดวกมากแถมอยู่ไม่ไกลจาก กทม. มากนัก

อ่างเก็บน้ำคลองลำกง เป็นโครงการที่กรมชลประทานจัดทำขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในการเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำบริเวณต้นน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในช่วงฤดูฝน และเป็นต้นทุนน้ำสำรองสำหรับใช้ในช่วงฤดูแล้ง ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรในตำบลท่าแดง ตำบลวังท่าดี ตำบลวังโบสถ์ และตำบลบ่อไทย อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่รวมประมาณ 50,000 ไร่

ปลูกอะไร ก็ได้ผลผลิตดี

คุณพรชัย จันทร์กูล เกษตรกรรายหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ครอบครัวพรชัยมีที่ดินทำกินจำนวน 40 ไร่ สามารถเพาะปลูกพืชหลากหลายชนิดได้ตลอดทั้งปี ทั้งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกหอมแดง แตงกวา และทำนาข้าว

สำหรับเกษตรกร ที่มีที่ดินทำกินอยู่ช่วงต้นปากน้ำ มักจะปลูกข้าวทำนาเป็นอาชีพเพียงอย่างเดียว ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีพื้นที่ปลูกข้าวโดยรวมประมาณ 6,000 ไร่ ในแต่ละปี เกษตรกรนิยมปลูกข้าวนาปีและนาปรัง โดยจะเน้นปลูกข้าวเจ้า กข. ชัยนาท ข้าวพิษณุโลก2 ข้าวหอมมะลิ และแบ่งที่นาบางส่วนปลูกข้าวเหนียวสำหรับใช้บริโภคในครัวเรือน เมื่อหมดฤดูทำนา ก็หันมาปลูกพืชผักอายุสั้น ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ถึงช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม ก็เริ่มปลูกพืชฤดูแล้ง เช่น ข้าวโพด ถั่วเขียว หอมแดง แตงกวา เป็นต้น

หลังสิ้นสุดฤดูทำนา พรชัยปลูกหอมแดง เพื่อสร้างรายได้เพิ่มในแปลงนา การปลูกหอมแดงเริ่มจากขั้นตอนการเตรียมดิน เนื่องจากหอมแดงเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น ชอบดินร่วน ที่มีการระบายน้ำดี จึงต้องไถพรวนดินและตากแดดไว้ก่อน 2-3 วัน แล้วย่อยดินให้เป็นก้อนเล็ก อย่าให้ละเอียดมาก เพราะจะทำให้ดินแน่น หอมลงหัวยากควรใส่ปุ๋ยคอก , ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยมูลสัตว์ลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว เก็บเศษวัชพืช หรือรากหญ้าอื่น ๆ ออกให้หมดแล้วรองพื้นก่อนปลูกด้วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 ในปริมาณ 20-50 กิโลกรัม/ไร่

หัวหอมพันธุ์ที่ใช้ปลูก จะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน เพื่อให้หัวหอมมีระยะพักตัวอยู่สักระยะหนึ่ง แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 6 เดือน เพราะระยะนี้หอมจะเริ่มแดงยอดอ่อนสีเขียวพ้นหัวเก่ามาแล้ว ให้นำหัวหอมพันธุ์มาตัดแต่งทำความสะอาด ตัดเล็มรากเก่า และใบแห้งทิ้งให้หมด หากเห็นว่ายอดอ่อนยาว อาจตัดทิ้งเสียสัก 1 ใน 10 เพื่อเร่งให้งอกไวเมื่อปลูกแล้ว

โดยทั่วไป พื้นที่ปลูก 1 ไร่จะใช้หัวหอมพันธุ์ประมาณ 200 กิโลกรัม ก่อนปลูกหากเห็นว่าหัวหอมพันธุ์เป็นโรคราดำ หรือมีเน่าปะปนมา ต้องฉีดพ่นหรือจุ่มน้ำสารละลายป้องกันกำจัดเชื้อรา และผึ่งลมให้แห้งก่อนนำไปปลูก

พรชัย ปลูกหอมแดงเป็นแปลงกว้างขนาด 1-1.5 เมตร โดยกำหนดระยะปลูก 15-20 ซม. หรือประมาณ 20-20 ซม. ก่อนปลูกจะรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นเสียก่อน หลังจากนั้นจะนำหัวหอมพันธุ์มาปลูกลงในแปลง โดยเอาส่วนโคนหรือที่เคยเป็นที่ออกรากเก่าจิ้มลงไปในดินประมาณครึ่งหัว

การปลูกหอมแดง ระวังอย่ากดแรงนักจะทำให้ลำต้นหรือหัวชอกช้ำจะทำให้ไม่งอก หรืองอกรากช้า เมื่อปลูกทั่วทั้งแปลงให้คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งหรือแกลบหนาพอสมควรเป็นการ รักษาความชุ่มชื้นและคุมวัชพืช จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ๆ ต้นหอมจะงอกออกมาภายใน 7-10 วัน หากหัวใดไม่ลอกให้ทำการปลูกซ่อมทันที แปลงปลูกหอมแดง ดูแลรักษาไม่ยาก ในระยะเจริญเติบโตและแตกกอ ต้องดูแลให้น้ำ หอมแดง ในปริมาณน้ำมากและสม่ำเสมอ

เมื่อต้นหอมแดงอายุ 14 วัน หลังจากปลูก ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย หรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่ เมื่ออายุ 35-40 วัน ให้ใส่ปุ๋ย 15-15-15 ในอัตรา 20-50 กิโลกรัม/ไร่ การใส่ปุ๋ยใช้วิธีโรยห่าง ๆ ต้นห่างจากต้นราว 7 ซม. หรือใช้วิธีโรยให้ทั่วแปลงก็ได้ หลังจากให้ปุ๋ยให้เอาน้ำรดหรือเอาน้ำเข้าแปลงให้ชุ่ม

แปลงปลูกหอมแดง ควรใส่ใจกำจัดวัชพืชบ่อย ๆ อย่าปล่อยให้ต้นวัชพืชโต เพราะจะกำจัดยากและจะกระทบกระเทือนรากหอมแดงได้มาก หอมแดง มี โรคสำคัญที่ต้องคอยระวังคือ โรคเน่าเละ โรคใบจุดสีม่วง โรคราน้ำค้าง และ โรคแอนแทรคโนส

ส่วนแมลงศัตรูที่สำคัญ ได้แก่ หนอนกระทู้หอมและเพลี้ยไฟ ดังนั้น ผู้ปลูกจึงควรฉีดยาฆ่าแมลงและยากันรา ที่ราคาไม่แพงนักทุก 7 วัน เพื่อป้องกันไว้ล่วงหน้า หอมแดงที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจะงอกงามและให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ

เสน่ห์ของสุโขทัย นอกจากเป็นเมืองสงบ เต็มไปด้วยโบราณสถานแล้ว อาหารการกิน โดยเฉพาะอาหารจากปลา อุดมสมบูรณ์มาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวจริงๆ ใครที่แวะเวียนไปจังหวัดนี้ สามารถหาร้านอาหารเล็กๆ แต่มีปลาแม่น้ำแท้ๆ ให้ได้อร่อยกัน

ทางด้านการเกษตร สุโขทัยขึ้นชื่อหลายอย่าง ที่ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย มีอากาศแบบเดียวกับอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ นอกจากปลูกลองกอง ทุเรียนหลงลับแล คุณภาพดีแล้ว ตำบลนี้เป็นถิ่นเกิดของทุเรียนพันธุ์จระเข้ ต้นเดิมอายุ 200 ปี เป็นทุเรียนรสชาติดีมาก

ขยับมา อำเภอสวรรคโลก มีพืชไร่หลายอย่าง ริมน้ำยมมีละมุด มะยงชิด ปลูกแบบอาศัยธรรมชาติ อำเภอเมือง มีปลูกยาสูบ อำเภอคีรีมาศและทุ่งเสลี่ยม มีนมดี หมายถึงกิจการเลี้ยงโคนมเจริญรุ่งเรือง อำเภอกงไกรลาศ นอกจากนาข้าว อำเภอนี้เป็นแหล่งผลิตปลาร้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

นักส่งเสริมอาชีพการเกษตรรุ่นใหม่

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คุณยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ หรือ คุณต๊อก เจ้าของสุโขทัยการเกษตร ซึ่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืช รวมทั้งปัจจัยการผลิตทางการเกษตรทุกชนิด ลงพื้นที่ส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัดสุโขทัย ปลูกแตงโม ปลูกพริกซอส เพื่อส่งโรงงาน

พื้นที่ปลูกพริกซึ่งทำหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวในนา มีพื้นที่ 20 ไร่ ต่อปี จากนั้นพื้นที่ขยายเพิ่มขึ้นทุกปี จนกระทั่งปัจจุบัน พื้นที่ปลูกพริกปีหนึ่งมีราว 4,000-5,000 ไร่ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ส่งเสริมคือคุณต๊อก ดูแลเกษตรกรดี เกษตรกรผู้ปลูกมีรายได้ดี ผลผลิตมีคุณภาพ ผู้รับซื้อคือโรงงานมีความมั่นใจ จึงขยายงานกันทุกส่วน นั่นหมายถึงปีหนึ่งๆ เงินสะพัดหลังนามากมายมหาศาล

“สุโขทัยการเกษตร ตั้งอยู่ เลขที่ 9-11 ถนนตัดใหม่สายเอ ตำบลธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ที่ร้านจำหน่ายปัจจัยทุกอย่าง ช่วงนี้พันธุ์ผักจำหน่ายดี อย่าง เมล็ดแตงกวา มะระ บวบ ฟักทอง กะหล่ำดอก ถั่วฝักยาว โหระพา…เป็นพืชอายุสั้น สร้างรายได้ให้กับผู้ปลูกได้เร็ว…งานส่งเสริมปลูกพริก เราดูแลผู้ปลูกอย่างดี มีองค์ความรู้ โดยเฉพาะเรื่องของต้นทุน” คุณต๊อก เล่า

หวังสร้างงานทำเงินอย่างต่อเนื่อง

เทคโนโลยีชาวบ้าน เคยนำเสนอ งานปลูกพริกซอส ที่ส่งเสริมโดยคุณต๊อกไปไม่นานนัก ก็ได้รับโทรศัพท์จากนักส่งเสริมการเกษตรคุณธรรมสูง ว่าตอนนี้มีงานใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง นั่นก็คือ งานปลูกแคนตาลูปโดยไม่ใช้ดินในโรงเรือน แรกสุดนัดหมายกันเดือนเมษายน แต่โอกาสที่ได้ไปเยี่ยมชมเป็นเดือนกรกฎาคม

จุดนัดหมายไม่ได้เป็นแปลงของเกษตรกรอย่างเก่าก่อน แต่เป็นที่ดินของคุณต๊อกเอง ที่ตั้งแปลงของคุณต๊อก ไปจากจังหวัดพิษณุโลก ก่อนถึงตัวเมืองไม่มากนัก ตรงนั้นเป็นสี่แยก “กระชงค์” เลี้ยวซ้ายไปราว 1.5 กิโลเมตร ขวามือเป็นบ้านทรงไทย เสาบ้านใหญ่มาก รู้จักกันดีในนาม “บ้านช้างใหญ่” ซ้ายมือมีโรงเรือนปลูกพืชผุดขึ้นหลายโรง แปลงปลูกนี้ ตั้งอยู่เลขที่ 60/2 หมู่ที่ 12 ตำบลยางซ้าย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย

เหตุที่คุณต๊อกปลูกแตงแคนตาลูปในโรงเรือน และทำอย่างจริงจังนั้น เพราะเขาเป็นคนหัวก้าวหน้า คิดทำโน่นทำนี่อยู่เสมอ ครั้นเมื่อมีโอกาสได้พูดคุย เจ้าตัวอธิบายเพิ่มเติมว่า ตนเองได้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกพริก ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้ดี ลืมตาอ้าปากได้

แต่เกษตรกรเหล่านั้นวัยได้ร่วงโรยตามกาลเวลา งานปลูกแคนตาลูปในโรงเรือน เป็นงานไม่หนักมาก อาจจะลงทุนมากในระยะแรก แต่ต่อมา งานจะเบาลง คนสูงอายุขึ้น สามารถทำได้ เพราะขั้นตอนการดูแลไม่ยาก สิ่งที่เขาทำขึ้น เพื่อรองรับเกษตรกรผู้ปลูกพริกที่ต้องการเปลี่ยนการผลิตนั่นเอง ส่วนผู้สนใจทั่วไปที่อ่านพบข้อเขียนนี้ คุณต๊อกก็ยินดีที่จะพูดคุยและแนะนำได้

โรงเรือน ต้นทุนสูแต่ใช้ได้นาน 10 ปี

หลังดื่มน้ำขิงชื่นใจแล้ว คุณต๊อกพาเดินออกจากบ้าน ข้ามไปยังโรงเรือนปลูกแคนตาลูป ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหลังใหญ่นั่นเอง คุณต๊อกเริ่มอธิบายเป็นขั้นเป็นตอน เกี่ยวกับการปลูกแคนตาลูปไร้ดินในโรงเรือน อย่างแรกสุด เป็นปัจจัยสำคัญ คือโรงเรือน

โรงเรือนที่สร้างขึ้นมีขนาดความกว้าง 5 เมตร ยาว 30 เมตร หลังคาโรงเรือน เป็นพลาสติกกันน้ำฝน ข้างๆ เป็นตาข่าย พื้นปูด้วยวัสดุกันไม่ให้วัชพืชขึ้น รวมระบบน้ำในโรงเรือน เชือกแขวน ถุงปลูก และอื่นๆ โรงเรือนมีมูลค่า 1.5 แสนบาท อายุการใช้งาน 10 ปี

ระยะเวลา 1 ปี เจ้าของสามารถปลูกแคนตาลูปได้ 5 ครั้ง จากการศึกษาแล้วพบว่า ระยะเวลา 1 ปี สามารถคืนทุนได้ จะคืนได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ปลูกอย่างไร

โรงเรือน ขนาด 5 คูณ 30 เมตร ปลูกแคนตาลูปได้ 500 ต้น การวางถุงปลูกวาง 5 แถว จำนวนแถวละ 100 ถุงหรือ 500 ต้น ขณะเดียวกัน ด้านบนของถุงก็มีราวสำหรับมัดเชือกโยง เพื่อให้เถาของแตงไต่ขึ้นเชือกตามอายุของเขา

วัสดุปลูก เขาใช้แกลบเผา 100 เปอร์เซ็นต์ บรรจุในถุงสีขาว 2 ถุง ซ้อนทับกัน โดยสลับกันปลูก อย่างชุดนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตโดยถุงใบบน ก็ยกถุงใบล่างขึ้นมาปลูกแทน เป็นการพักวัสดุ ถามคุณต๊อกว่า ทำไมไม่ใช้ถุงดำ เขาบอกว่า ถุงดำน่าจะดูดความร้อนมากกว่า จึงใช้ถุงสีขาว
เรื่องของวัสดุปลูก คุณต๊อกบอกว่า ปลูกด้วยแกลบเผา มีปัญหาเรื่องโรคน้อยหรือแทบไม่มีเลย โอกาสต่อไป อาจจะศึกษาโดยผสมอย่างอื่นเข้าไป เช่น ขุยมะพร้าว

แคนตาลูปที่ปลูกอยู่ขณะนี้เป็นพันธุ์กรีนเน็ต และพันธุ์พอท ออเรนจ์ เจ้าของคือ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด มีสำนักงานใหญ่อยู่จังหวัดเชียงใหม่

ก่อนปลูก เขาเพาะกล้าอายุได้ 9 วัน แล้วจึงนำลงปลูก จากนั้นนับไปอีก 65 วัน จึงเก็บผลผลิตได้ หากนับตั้งแต่เพาะกล้า จนเก็บผลผลิตได้ ใช้เวลา 74 วัน การดูแลอย่างอื่น เมื่อต้นโตขึ้น ก็จับต้นให้พันขึ้นกับเชือก

ช่วงดอกบานคือหลังปลูกไปแล้ว 22 วัน เจ้าของต้องผสมเกสรให้ ทั้งนี้เนื่องจากในโรงเรือนไม่มีผึ้งช่วยผสมเกสร วิธีการผสม ช่วงเย็นเก็บเกสรและผสมให้เวลา 07.00 น. ของวันใหม่ เมื่อผลโตใช้เชือกอีกเส้นหนึ่งโยงผลต่างหาก ในโรงเรือน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 องศาเซลเซียส

งานปลูกแคนตาลูปในโรงเรือนให้น้ำวันละ 8 ครั้ง…อย่าเพิ่งท้อหากอยากปลูก เขามีวิธีการให้น้ำแบบอัตโนมัติ ต่อจากแหล่งน้ำ ลงที่ถุงโดยตรง ถุงใครถุงมัน

เมื่อปลูกใหม่ๆ เขาให้น้ำครั้งหนึ่งนาน 2 นาที จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 4, 6, 8 นาที จนระยะกลางๆ ให้นาน 18 นาที ต่อครั้ง เมื่อแตงมีอายุมากขึ้นก็ลดระยะเวลาให้น้ำลง จาก 18 นาที เหลือ 16-14-10 นาที จนใกล้เก็บเกี่ยวก็งดน้ำ จะช่วยให้แคนตาลูปมีความหวานตามที่ต้องการ

ช่วงชีวิตของแตงแคนตาลูป ตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวได้ ใช้น้ำไปทั้งหมด 65 ลิตร ต่อต้น เรื่องปุ๋ย…เป็นปุ๋ยที่ละลายไปกับน้ำ เขาให้ปุ๋ยทุกวัน เข้าทำนองให้น้อยแต่บ่อยครั้ง

ช่วงที่ปลูกใหม่ คุณต๊อกแนะนำว่า ปุ๋ยที่ให้เป็นสูตรตัวหน้าสูง (ไนโตรเจน) ช่วงมีดอก เพิ่มตัวกลาง ก่อนเก็บผลผลิต เน้นตัวหลังคือ โพแทสเซียม เพื่อเพิ่มความหวาน อย่างสูตร 0-0-60

ศัตรูที่ควรระวัง…คุณต๊อก บอกว่า มีเพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว แต่ที่ผ่านมา เน้นทำความสะอาดโรงเรือนด้วยคลอรีน จึงไม่มีการระบาดของศัตรูพืช ถึงแม้บางโรงเรือนจะปลูกต่อเนื่องมานานแล้วก็ตาม

คุณต๊อก อธิบายว่า โรงเรือนหนึ่ง ปลูกแคนตาลูป 500 ถุง แต่ละถุงให้ผลผลิตได้ 1 ผล แต่ละผลน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม จำนวนต้น 500 ต้น ต่อโรงเรือน หักต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก 50 ต้น เหลือ 450 ต้น หรือ 450 ผล แต่ละผลน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม ก็จะมีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ 675 กิโลกรัม หากขายแคนตาลูป กิโลกรัมละ 50 บาท จะมีรายได้ ต่อโรงเรือน 33,750 บาท

หากขายแคนตาลูป กิโลกรัมละ 80 บาท จะมีรายได้ ต่อโรงเรือน 54,000 บาท ที่ผ่านมา คุณต๊อกขายผลผลิต กิโลกรัมละ 80 บาท มีผู้ค้าจากจังหวัดเชียงใหม่มารับไปทั้งหมด