‘กรุงไทย’ พร้อมหนุน เอสเอ็มอี ให้กู้รายละ 100 ล. ผ่อนนาน 10 ปี

นายปฏิเวช สันตะวานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นกลไกสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งธนาคารได้สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้ธุรกิจสามารถเติบโต ล่าสุดจึงออกสินเชื่อ ‘กรุงไทยเอสเอ็มอีรักกันยาวๆ’ ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการวงเงินสำหรับลงทุนขยายกำลังการผลิต หรือเป็นเงินทุนในการดำเนินกิจการ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ตลอดระยะเวลากู้ ผ่อนชำระนาน 10 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน วงเงินกู้สูงสุด 100 ล้านบาท ต่อราย

อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี หรือ MLR-1% ต่อปี ปัจจุบัน MLR อยู่ที่ 6.275% ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อที่ 2,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีที่สามารถขอสินเชื่อได้ต้องเป็นผู้ประกอบการที่มียอดขาย 100-500 ล้านบาท ต่อปี ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และมีกำไรสุทธิ 2 ใน 3 ปี โดยโครงการนี้เปิดดำเนินการให้ผู้ประกอบการที่สนใจยื่นขอสินเชื่อได้แล้วผ่านเว็บไซต์ของธนาคารกรุงไทย จนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลท.ได้เดินทางไปยังกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เพื่อลงนามต่ออายุบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับตลาดหลักทรัพย์เกาหลี (Korea Exchange : KRX) เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ โดยเอ็มโอยูนี้มีอายุ 5 ปี เริ่ม 5 กุมภาพันธ์ 2561-4 กุมภาพันธ์ 2566

“การเซ็นเอ็มโอยูในครั้งนี้เพื่อร่วมมือกันทำงานอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแผนการพัฒนานวัตกรรมในปีนี้ โดยจะดูว่ามีข้อมูลอะไรที่จะนำไปต่อยอดได้บ้าง เช่น ที่เกาหลีมีเคเอสเอ็ม (KRX Startup Market : KSM) แพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นสำหรับสตาร์ตอัพ รวมทั้งเป็นแหล่งระดมทุนให้สตาร์ตอัพ ขณะที่ไทยจะมีไลฟ์ แพลตฟอร์ม เพื่อให้บริการระดมทุน

สำหรับเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ คาดว่าจะเปิดให้ทำการซื้อขายภายในไตรมาสแรกนี้” นางเกศรา กล่าว

นายจีวอน จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้จะเปิดประตูสู่ความร่วมมือใหม่ๆ ของทั้ง 2 ตลาด เชื่อว่าจะสร้างการเติบโตของธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต่อไป

วันที่ 6 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 31/5 หมู่ 5 ต.หางน้ำสาคร อ.มโนรมย์ บริเวณหน้าวัดหางน้ำสาคร ได้พบกับ ‘ช่างแกะ’ หรือนายบุญธรรม ภูมิเมือง วัย 63 ปี และลูกชาย ช่างตีมีด ที่นำวัสดุเหลือใช้มีทำเป็นมีดและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นอาชีพที่แทบจะสูญหายไปจากชุมชน

นายบุญธรรม กล่าวว่า เดิมพ่อประกอบอาชีพตีมีดอยู่ที่ตลาดมโนรมย์ ตนได้ช่วยเป็นลูกมือมาโดยตลอด และเรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากพ่อทีละเล็กละน้อย ต่อมามีคนชักชวนให้ย้ายมาทำที่ต.หางน้ำสาคร และเมื่อปี 2532 พ่อได้เสียชีวิตลง ขณะที่ตนอายุประมาณ 20 ปี จึงตัดสินใจสานต่ออาชีพตีมีดเป็นอาชีพหลัก

จนถึงปัจจุบันโดย รับทำมีด เหรียญหวดหญ้า เคียว จอบ เสียม และรับซ่อมด้วย สำหรับเหล็กที่ใช้ ได้ไปรับซื้อจากร้านรับซื้อของเก่า เช่นแหนบรถยนต์ ผานเก่า เหล็กเหล่านี้ต้องเป็นเหล็กที่สามารถชุบแข็งได้
ตอนนี้มีลูกชายช่วยทำงาน และตั้งใจจะให้สานต่ออาชีพตีมีดนี้ สำหรับรายได้ตอนนี้ไม่แน่นอน บางช่วงที่ชาวนามีรายได้ดี ข้าวราคาดี ก็จะขายได้จำนวนมาก ส่วนงานซ่อมมีด จอบ เสียม ก็มีเรื่อยๆ มีรายได้เฉลี่ยวันละ 500-600 บาท คิดราคาค่าซ่อมมีดเล่มละ 40 บาท ถ้าเป็นมีดตีใหม่ใส่ด้ามเสร็จ เล่มละ 250 บาท ส่วนดาบเล่มละ 300 บาท

“คนที่จะมาทำงานแบบนี้ได้ต้องมีใจรัก และมีประสบการณ์ งานจึงจะออกมาดี ตนมีความเป็นห่วงว่าอาชีพนี้จะสูญหาย หลังจากรุ่นลูกชายแล้ว จะไม่มีคนรับช่วงต่อ หลานก็มีแต่ไม่รู้ว่าเขาจะรับช่วงต่อหรือไม่ เพราะเด็กสมัยนี้ไม่เหมือนรุ่นก่อนๆ” นายบุญธรรม กล่าวในตอนท้าย

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) โดยคุณจุฑารัตน์ พัฒนาทร รองผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ ให้การต้อนรับนายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา นำคณะทำงานภาคประชาชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมสวนส้มทรายทอง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อศึกษาดูงานต้นแบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารและการจัดการที่ดีด้านการเกษตรจนประสบผลสำเร็จภายใต้ “โครงการส้มปลอดภัยคนไทยยิ้มได้” ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2557 เป็นโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยเป็นโครงการร่วมมือกันระหว่าง

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และภาคีเครือข่าย ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 20,000 ไร่ เพื่อสร้างมาตรการและนวัตกรรมในการลดสารพิษตกค้าง พร้อมพัฒนาและยกระดับเกษตรกรในการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของเกษตรกรผู้ปลูกส้ม โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมากกว่า 60 ราย ทำให้สินค้ามีคุณภาพสม่ำเสมอ มีความปลอดภัยจากสารตกค้าง และยังส่งเสริมให้เกษตรกรมีความยั่งยืน ซึ่งลูกค้าสามารถตรวจสอบที่มาของสินค้าย้อนกลับได้จนถึงฟาร์มด้วย QR Code

คุณชูเกียตริ สินชัยพานิช ผู้จัดการทั่วไปสวนส้มทรายทอง
คุณธาราวุฒิ สืบเชื้อ ประธานคณะทำงานภาคประชาชน
คุณจุฑารัตน์ พัฒนาทร รองผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)
นายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
นายแพทย์พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
แพทย์หญิงเพ็ญศรี จตุนิรัติศัย รองประธานคณะทำงานภาคประชาชน
คุณชาญยุทธ์ ภาณุทัต ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่อ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.พานทอง อ.พานทอง จ.ชลบุรี กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดกิจกรรมสื่อสัญจร “โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงระบบชลประทานเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง คลองท่าลาด คลองหลวง จ.ชลบุรี” ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ โดยมีนายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวต้อนรับ และบรรยายสรุปการดำเนินงานโครงการ

นายเฉลิมเกียรติกล่าวว่า หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ครม.สัญจร รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้ามาพูดคุยและถามว่า กระทรวงเกษตรฯมีการเก็บข้อมูลย้อนหลังทุกๆ 10 ปี สามารถนำข้อมูลมาปรับใช้ในการหาแนวทางแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำได้หรือไม่ ซึ่งที่นี่โชคดีมาก เพราะเวลามีการพูดคุยเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ซึ่งเคยมาดูงานที่ จ.ระยอง มีการวางโครงการให้กับภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร โดยให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หากมองในอีกมุมหนึ่ง ในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ระบบน้ำมีความสำคัญอย่างมาก คงไม่อยากเห็นภาพการประปาติดขัดหรือต้องหยุดใช้ไปในวันนั้นๆ เพราะคงเป็นภาพที่ดูไม่ดี และจะนำไปสู่การบอกต่อได้

ทั้งนี้ ในการพัฒนาก็ต้องศึกษาของเก่าก่อนพัฒนาของใหม่ว่ามีอะไรแล้วบ้าง ต้องเพิ่มเติมอะไร ส่วนในระหว่างทาง เรามีการพัฒนาช่องทางระบายน้ำแก้มลิง ซึ่งประสิทธิภาพลดลงไปมาก โดยในขณะนี้ทางกรมชลประทาน และท่าน รมช.กระทรวงเกษตรฯกำลังหาโครงการมาปรับใช้ ซึ่งค่อนข้างแน่นอนว่า คือ “โคก หนองนา” โมเดล ทำเป็นรูปแบบขนมครก ในขณะนี้ได้มอบหมายให้มาเขียนแผน ซึ่งก็เป็นลักษณะเดียวกับที่จะนำมาปรับใช้ที่นี่ และทางกรมชลประทานหวังว่าสื่อมวลชนจะเป็นช่องทางในการสื่อสารกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง

โดยกรมชลประทานได้มีโครงการศึกษาการปรับปรุงระบบชลประทานในลุ่มน้ำท่าลาด-คลองหลวง-ที่ราบฝั่งซ้ายแม่น้ำบางปะกง เพื่อพัฒนาพื้นที่ ในการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองสียัด คลองระบม และคลองหลวง มีความจุรวม 575 ล้าน ลบ.ม. และพัฒนาพื้นที่ชลประทานกว่า 4 แสนไร่ จากการขยายตัวของเมืองและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ ทำให้มีความต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งที่ผ่านมาพื้นที่ลุ่มน้ำเหล่านี้ยังเผชิญปัญหาอุทกภัยในฤดูน้ำหลากและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง กรมชลประทานจึงพิจารณาก่อสร้างปรับปรุงแหล่งน้ำ และอาคารชลประทานที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง และเตรียมการรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตามนโยบายรัฐบาล

สำหรับปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนประโยชน์การใช้ที่ดินมากขึ้น จากทุ่งนากลายเป็นชุมชนเมือง นิคมอุตสาหกรรม และบ่อเลี้ยงปลา ทำให้ลดพื้นที่รองรับน้ำ รวมทั้งอาคารชลประทานเดิมมีข้อจำกัด และลำน้ำเดิมตื้นเขินคับแคบ เมื่อน้ำหลากมาจึงส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเสียหาย

จากแนวทางในการศึกษา ส่วนหนึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำ เช่น เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองหลวงจาก 98 ล้านลูกบาศก์เมตร อีก 27 ล้านลูกบาศก์เมตร อีกทั้งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 3 แห่งในลุ่มน้ำคลองท่าลาด ความจุรวมประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรองรับความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้น และช่วยลดปริมาณน้ำหลาก

ขณะเดียวกัน ยังต้องก่อสร้างและปรับปรุงอาคารชลประทาน ปรับปรุงลำน้ำให้กว้างขึ้น รองรับอัตราการไหลของน้ำได้มากขึ้น ปรับปรุงคลองส่งน้ำหรือท่อลอด ที่เป็นปัญหาต่อการไหลของน้ำหลากจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกก่อนลงแม่น้ำบางปะกง รวมทั้งก่อสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำสำคัญบางสาย เพื่อช่วยหน่วงน้ำและจัดจราจรทางน้ำบริเวณจุดรวมน้ำที่สำคัญคือแยกคลอง 5 สายที่บริเวณอำเภอพานทองให้ดีขึ้น

นายเฉลิมเกียรติกล่าวเสริมว่า ด้านการรองรับความต้องการใช้น้ำในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกในระยะ 20 ปีข้างหน้า มีการวางแผนผันน้ำส่วนเกินจากอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง จ.สระแก้ว มาลงอ่างเก็บน้ำคลองสียัด ปีละประมาณ 128 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในพื้นที่ และผันต่อไปยังสถานีสูบน้ำพานทอง ก่อนเข้าเส้นท่อเดิมจากคลองพระองค์ไชยานุชิตไปลงอ่างเก็บน้ำบางพระ

“อ่างฯคลองสียัด ออกแบบให้มีความจุ 420 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยซึ่งมีปริมาณปีละ 285 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำจึงไม่เต็มอ่าง เป็นที่มาของแนวคิดผันน้ำส่วนเกินของอ่างฯ คลองพระสะทึง จ.สระแก้ว เนื่องจากน้ำล้นอ่างฯทุกปี มาเติม” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายพื้นที่ใน จ.ชลบุรี ที่ได้รับผลกระทบ กรมชลประทานจึงต้องมีการศึกษาเพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องอุทกภัย การประปาในแต่ละภูมิภาค การเกษตร ที่จะต้องมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงมีการกำหนดกรอบแนวทางขึ้นมาเบื้องต้น นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยรอบด้วย ที่ทางกรมชลประทานให้ความสำคัญ

ด้าน นายวุฒิชัย นรสิงห์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองหลวง กล่าวว่า หลังจากที่มีการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยลดลงอย่างเห็นได้ชัด และสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานมากกว่า 126,000 ไร่ ช่วยรักษาสมดุลระบบนิเวศ ตลอดจนป้องกันอุทกภัยในเขต อ.พานทอง และในปัจจุบันยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกสถานที่หนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีการตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ และจัดให้มีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อรับทราบปัญหา และร่วมหาแนวทางการแก้ไข ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า มีสื่อให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟัง และซักถามข้อสงสัยเป็นจำนวนมาก

นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ อ.ส.ค. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านโคนมและอุตสาหกรรมการแปรรูปนม (MOU) ระหว่างคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังได้จับมือกับบริษัท อาร์แอนด์ ดี รีเสิร์ช แอนด์ ดีวีลอปเม้นท์ จำกัด และศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการศึกษาวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเครื่องสำอาง จากน้ำนมโคสดแท้ 100% จากวัตถุดิบน้ำนมดิบฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค

“อ.ส.ค.จับมือกับคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อทำวิจัยต่อยอดนวัตกรรมเครื่องสำอางจากน้ำนมโค 100% (Beauty Milk) จากฟาร์มเกษตรกรไทย วางเป้าจำหน่ายตลาดภายในและอาเซียน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีความต้องการหลากหลายมากขึ้น ประกอบกับ เร่งขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมของไทยทั้งระบบก้าวสู่ผู้นำอุตสาหกรรมโคนมของภูมิภาคอาเซียนในอนาคตอันใกล้ ซึ่งยิงนกทีเดียวได้ 2 ต่อ เพิ่มไลน์ธุรกิจและส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทยในการลดปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดในอนาคต”

นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า จากผลดำเนินการศึกษาวิจัยเบื้องต้นได้ผลเป็นที่น่าพอใจการนำน้ำนมโคสด 100% มาเป็นวัตถุดิบนั้น สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมน้ำนมโค (Beauty Milk) ในหลากหลายรูปแบบหลากหลาย มีคุณภาพและใช้ได้จริง เช่น สบู่จากน้ำนมโคสดแท้ 100% (Cleansing Soap) ครีมบำรุงผิวจากน้ำนมโคสดแท้ 100% (Aroma oil) และครีมอาบน้ำนมโคสดแท้ 100% (Shower Cream) ใช้แล้วผิวนุ่มชุ่มชื่น เป็นต้น ซึ่งหากการวิจัยเสร็จสมบูรณ์ อ.ส.ค. จะนำผลวิจัยดังกล่าวไปต่อยอด เป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มไลน์สินค้าใหม่ของแบรนด์ไทย-เดนมาร์ค จำหน่ายในตลาดต่อไปในอนาคตโดยวางแผนการตลาดมุ่งพัฒนาศักยภาพในการส่งออกผลิตภัณฑ์นมไปยังตลาดอาเซียนและในประเทศเป็นหลัก

“ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการพลิกมิติทางการตลาดครั้งสำคัญของแบรนด์ไทย-เดนมาร์ค ที่เราจะไม่หยุดนิ่งแค่การเป็นผู้ผลิตนมพร้อมดื่มและผลิตภัณฑ์นมเท่านั้น แต่กำลังแตกไลน์ธุรกิจ ไปสู่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางน้ำนมโคหรือ Beauty Milk แบรน์ไทย-เดนมาร์ค ที่ใช้วัตถุดิบจากน้ำนมโค 100% ของเกษตรกรไทยในประเทศ นอกจาก อ.ส.ค. จะมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้เลี้ยง โคนมของไทยในการลดปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดในอนาคตได้อีกทางหนึ่งด้วย”

นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวต่อว่า แนวทางดังกล่าวนับว่าสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการพัฒนาและวางแผนวิสาหกิจ 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) ที่วางเป้าหมายสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมนมให้ครบวงจรและมีมูลค่าเพิ่มและผลักดันนมไทย-เดนมาร์คสู่นมแห่งชาติ เป็น Top of Mind ในอุตสาหกรรมนมภายในปี 2564

เกษตรฯติวเข้มผู้ส่งออก “จิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์” รู้ทันเงื่อนไขกฎระเบียบ ว่าด้วยอาหารใหม่ของ EU เริ่มบังคับใช้ 1 ม.ค. 61 หวังกรุยทางเปิดตลาดส่งออก ชิงส่วนแบ่ง ชี้โอกาสตลาดยุโรปต้องการสูงแนวโน้มดี

นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า จิ้งหรีดเป็นแมลงเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพและมีโอกาสในการส่งออกสูงโดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรปหรืออียู (EU) มีผู้ประกอบการหลายรายสนใจนำเข้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดจากไทยค่อนข้างมาก ทั้งในรูปจิ้งหรีดแช่แข็ง ต้มบรรจุกระป๋อง และจิ้งหรีดอบและบดเป็นโปรตีนผงเพื่อใช้เป็นส่วนผสมอาหาร เป็นต้น

ซึ่งความต้องการมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่เนื่องจากการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่หรือโนเวลฟู้ด (Novel Food) ของ EU ซึ่งเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสินค้าที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยสินค้าเกษตรและอาหารหลายรายการ รวมทั้งจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ ต้องดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดภายใต้กฎหมาย สถานะอาหารใหม่ (Novel Food) พร้อมทั้งจัดทำเอกสารข้อมูลทางวิชาการประกอบการยื่นขอ (Scientific Dossier) โดยสามารถยื่นคำขอในสถานะอาหารที่มีการบริโภคมานาน (Traditional Food) หรือสถานะอาหารใหม่ (Novel Food) เพื่อให้สำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (EFSA) พิจารณาความปลอดภัยหรือหลักฐานการบริโภคก่อนอนุญาตเปิดตลาดนำเข้าอย่างเป็นทางการ

จากประเด็นดังกล่าว มกอช.จึงเร่งประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (EU Delegation) จัดสัมมนาและฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง Workshop on EU Novel Food Regulation – Case of Insects (Crickets) หรือระเบียบอาหารใหม่ของสหภาพยุโรป กรณีศึกษาเปิดตลาดผลิตภัณฑ์แมลง (จิ้งหรีด) โดยเชิญอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านอาหารและสุขภาพ ของ EU Delegation และผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน EFSA มาชี้แจงรายละเอียดเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย Novel Food ของ EU รวมทั้งกรณีศึกษาจิ้งหรีดในสถานะอาหารใหม่ การประเมินความเสี่ยงของสินค้าและผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดเพื่อใช้เป็นอาหาร และแนวทางการจัดทำข้อมูลประกอบการยื่นคำขอรับรองสถานะอาหารใหม่ ตลอดจนการยื่นขอเปิดตลาด ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกของไทย และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 150 คน ได้รับทราบและเข้าใจแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนมากขึ้น

“นอกจากเผยแพร่กฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่ของ EU ผลบังคับใช้ รวมถึงแนวปฏิบัติในการผลิต แปรรูป และส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยัง EU แล้ว ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการและสร้างความรู้ความเข้าใจ พร้อมเพิ่มศักยภาพให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์แมลงของไทย ซึ่งจะช่วยให้สามารถเปิดตลาดได้เร็วและขยายโอกาสทางการตลาดส่งออกจิ้งหรีดไป EU และนำรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมแมลงของไทยให้เติบโตและขยายตัวเพิ่มขึ้น” รองเลขาธิการ มกอช.กล่าว

นายพิศาลกล่าวว่า แมลงหลายชนิดรวมทั้งจิ้งหรีดถือเป็นความหวังสำคัญต่อการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบอาหารมนุษย์และสัตว์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ ปริมาณแลกเนื้อสูง ต้องการอาหารและน้ำในปริมาณที่น้อย ทำให้สามารถเลี้ยงได้ในพื้นที่แห้งแล้งที่ไม่สามารถเพาะปลูกผลผลิตอื่นๆ ได้ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดย มกอช. ได้ประกาศมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการตรวจรับรองตาม มกษ. เพื่อรองรับการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดทั้งสายพันธุ์ทองดำ ทองแดง และสะดิ้ง กว่า 20,000 ฟาร์ม กำลังการผลิตจิ้งหรีดรวมมากกว่า 7,000 ตัน/ปี ป้อนตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ มีมูลค่าประมาณ 1000 ล้านบาท

“ปี 2561 นี้ กระทรวงเกษตรฯได้เร่งส่งเสริมและพัฒนาการผลิตจิ้งหรีด โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่ผลิตจิ้งหรีดภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ในพื้นที่อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ และอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต แปรรูป และขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงสหภาพยุโรป ตอบสนองต่อกระแสนิยมการบริโภคแมลงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มความความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถรองรับการแข่งขันสินค้าจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ และสินค้าแมลงของไทยในตลาดโลกในอนาคต” นายพิศาลกล่าว

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อประชุมครม.สัญจรนอกสถานที่ และในช่วงบ่ายวันนี้ (6 กุมภาพันธ์ 2561) นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เดินทางมาที่สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จังหวัดจันทบุรี เยี่ยมชมกระบวนการบริหารจัดการผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลักดัน จังหวัดจันทบุรีสู่การเป็นมหานครผลไม้ของโลก ซึ่งสหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด

เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรีที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ผลิตผลไม้คุณภาพ และมีระบบการบริหารจัดการผลไม้อย่างครบวงจร โดยสหกรณ์มีส่วนในการสนับสนุนเงินทุนให้เกษตรกรนำไปพัฒนาอาชีพ การจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายให้สมาชิกในราคายุติธรรมเพื่อช่วยลดต้นทุนแก่เกษตรกร การส่งเสริมการรวมกลุ่มสมาชิกเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตผลไม้ให้ได้มาตรฐาน GAP ตั้งแต่แปลงผลิต ตลอดจนการรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรเข้าสู่กระบวนการคัดเกรดคุณภาพผลไม้ การบริหารจัดการระบบขนส่ง และการจัดหาตลาดรองรับผลผลิตกระจายสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านครือข่ายพันธมิตรคู่ค้าภาคเอกชน ทั้งห้างโมเดิร์นเทรดและผู้ส่งออก

สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จัดตั้งขึ้นจากการควบสหกรณ์หาทุนต่างๆ ที่มีอยู่ในท้องที่อำเภอมะขาม และได้จดทะเบียนประเภทสหกรณ์การเกษตร เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2513 มีสมาชิกแรกตั้งประมาณ 400 คน โดยมีทุนดำเนินงานเริ่มต้น 1.3 ล้านบาทเศษ ปัจจุบันดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 48 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 2,048 คน ทุนดำเนินงานจำนวน 305.88 ล้านบาท เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ระดับอำเภอ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประเมินมาตรฐานการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพอยู่ระดับชั้น 1 และผ่านเกณฑ์มาตรฐานสหกรณ์ในระดับดีเลิศ ปัจจุบันสหกรณ์มีการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ผลิตผลไม้คุณภาพ อาทิ กลุ่มผู้ผลิตผลเงาะคุณภาพ จำนวน 1 กลุ่ม