กลัวโจรขโมย ชาวนาโคราชแห่นำข้าวเปลือกไปตากที่โรงพัก

วันนี้ (15 พ.ย. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่ราคารับซื้อข้าวเปลือกของโรงสีต่างๆ มีราคาเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดราคารับซื้อข้าวเปลือกหน้าโรงสีราคาพุ่งสูงสุดถึง ตันละ 18,000 บาท เนื่องจากนาข้าวส่วนใหญ่ประสบปัญหาภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง ทำให้ข้าวยืนต้นตายเสียหายเป็นจำนวนมาก ทำให้มีข้าวเปลือกออกสู่ตลาดน้อยลงราคาข้าวจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นไปตามกลไกตลาด และจากราคาข้าวที่พุ่งสูงนี่เอง ก่อให้เกิดมิจฉาชีพที่จ้องเข้ามาขโมยข้าวที่ชาวบ้านนำมาตากแห้งเพื่อไล่ความชื้น จนต้องจัดตั้งเวรยามกางเต็นท์นอนเฝ้าข้าวในลานตากข้าวต่างๆ เกรงว่าจะถูกขโมย ทำให้เกษตรกรไม่เป็นอันหลับอันนอนกันในแต่ละวัน

และจากปัญหาขาดแคลนที่ตากข้าว ทำให้สถานนีตำรวจ สภ. ชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ได้อนุญาตให้เกษตรกรสามารถนำพืชผลทางการเกษตรมาตากได้ภายในพื้นที่รอบบริเวณโรงพักเพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร

จากการสอบถาม พ.ต.อ. ชินกรณ์ ใจกล้า ผกก. สภ.ชุมพวง เปิดเผยว่า สถานีตำรวจเป็นสถานที่ราชการประชาชนทุกคนสามารถมาใช้ประโยชน์ได้ และช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าวและตากผลผลิต เมื่อเห็นว่าพี่น้องชาวนามีที่ตากผลผลิตไม่เพียงพอจึงได้ให้มาใช้บริเวณรอบๆ สถานีตำรวจ สามารถตากผลผลิตได้ ดีกว่านำไปตากบนท้องถนนที่มีความเสี่ยงจะทำให้เกิดอุบัติเหตุและกีดขวางการจราจร

ส่วนที่มีเกษตรกรบางส่วนนำผลผลิตไปตากบนถนนนั้น ได้ประสานทางผู้นำชุมชนตรวจสอบและตักเตือนให้ย้ายสถานที่ตาก รวมถึงจัดชุดสายตรวจออกไปตรวจสอบเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและป้องกันการลักขโมยข้าวไปในตัว ซึ่งถ้าเกษตรกรท่านใดมีปัญหาเกี่ยวกับสถานที่ตากข้าว สามารถมาใช้บริเวณรอบบริเวณโรงพัก สภ. ชุมพวง ตากข้าวได้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยินดีรับใช้ และมีตำรวจเฝ้าระวังให้ 24 ชั่วโมงจะไม่มีเหตุการณ์ข้าวหายอย่างแน่นอน

ด้าน นายทรัพย์ เก่าโคกสูง เกษตรกรชาวนาบ้านพิกุลทอง ตำบลชุมพวง อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ตนเองมีข้าวอยู่ประมาณ 4 ตัน ซึ่งจะตากแล้วเก็บเข้ายุ้งฉางไว้สำหรับบริโภคและเก็บส่วนหนึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับการเพาะปลูกในปีถัดไป แต่ไม่มีสถานที่ตากข้าว เนื่องจากบริเวณบ้านมีพื้นที่คับแคบ จึงมีคนในละแวกบ้านบอกว่าสามารถนำมาตากที่โรงพักได้ ตอนแรกก็กลัวเนื่องจากเป็นสถานที่ราชการ เกรงว่าจะมีความผิด จึงได้ลองขออนุญาตทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดู ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ว่าอะไร พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้อย่างดี และนอกจากนี้ยังไม่ต้องมานอนเฝ้าข้าวเปลือกของตนเอง สามารถกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ จึงทำให้เกิดความสบายใจ หายกังวลในการกลัวข้าวเปลือกหายเป็นอย่างมาก

“เกาะหมาก” 1 ใน 24 เกาะ ของอำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ทุกวันนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือโลว์คาร์บอนเดสติเนชั่น ซึ่งยังคงรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิม ชาวประมง ชาวสวน ไว้ได้ดี โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกมะพร้าว บางต้นมีอายุเกือบ 100 ปี เพราะปลูกและดูแลต่อๆ กันมาถึงปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 4 ทุกวันนี้แปลงสวนมะพร้าวของชาวเกาะหมากที่ยังให้ผลผลิต มีประมาณ 2,500 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 9,500 ไร่ เป็นมะพร้าวอินทรีย์ที่ปลอดการใช้สารเคมี ทำให้ บริษัท อะกริคัลเจอร์แมนเนจเม้นท์ จำกัด โรงงานผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ภายใต้แบรนด์ “ไทยเพียว” ที่ส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ และอนุญาตให้ใช้แบรนด์ดั้งเดิม “ko mak shop” ของชาวเกาะหมากที่เจ้าของแปลงมะพร้าวเคยผลิตจำหน่ายอยู่ก่อนขายได้แต่เพียงผู้เดียว ที่เกาะหมาก เพื่อให้เห็นคุณค่าของมะพร้าวออร์แกนิกของเกาะหมากที่ใช้ทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นที่มีคุณภาพ และเป็นสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ

“ไทยเพียว” ทำสัญญาซื้อ-ขาย สร้างผลิตภัณฑ์อินทรีย์ 100%

คุณพัฒนา พุทธรักษา ผู้จัดการฟาร์มมะพร้าวแปลงใหญ่ เกาะหมาก บริษัท อะกริคัลเจอร์แมนเนจเม้นท์ จำกัด เล่าว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น แบรนด์ “ไทยเพียว” เมื่อ 2 ปีที่แล้วได้มีการทำสัญญาซื้อขายมะพร้าวแปลงใหญ่บนเกาะหมาก ขนาด 200-300 ไร่ ไว้ 4 แปลง จำนวน 2,000 ไร่ ประมาณ 10,000 ต้น คิดเป็นปริมาณ 80% ของมะพร้าวบนเกาะหมากทั้งหมด ด้วยมะพร้าวที่เกาะหมาก เป็นมะพร้าวที่มีคุณภาพ เป็นมะพร้าวออร์แกนิกหรืออินทรีย์ 100% ดูแลใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ และไม่ใช้สารเคมี ปกติทั่วไปสวนมะพร้าวอินทรีย์จะหายาก เนื่องจากการปลูกจะมีแมลงรบกวน บริษัททำสัญญาซื้อ-ขายกับเจ้าของสวนและตกลงราคาแบบปีต่อปี จะดูแลตั้งแต่การตัดหญ้า โดยใช้วิธีตัด-พับหญ้า การให้ปุ๋ยหมักธรรมชาติ การกำจัดแมลงโดยเฉพาะด้วงจะไม่ใช้สารเคมี และปลูกทดแทนต้นที่ตายไป ผลผลิตมะพร้าวทั้งหมดจะมีการตรวจสอบสารเคมี จากนั้นคนงานจัดเก็บส่งโรงงานที่จังหวัดสมุทรสาคร ผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นและผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นด้วย เช่น น้ำมันมะพร้าวแคปซูล สบู่ ยาสีฟัน น้ำมันหอมระเหย ครีมบำรุงส้นเท้า เป็นต้น ส่งจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน

“มะพร้าว บนเกาะหมาก ปลูกมานาน อายุบางต้นเกือบ 100 ปี เพื่อให้เนื้อมะพร้าวมีคุณภาพดี มีน้ำมันมาก และได้ผ่านการตรวจสอบจากของบริษัทจากอิตาลีที่เชื่อถือได้ว่า เป็นออร์แกนิก 100% และบริษัทมีกรรมวิธีใหม่ทำให้เป็นน้ำมันภายใน 5 นาที โดยไม่ผ่านความร้อน โดยใช้ระบบเหวี่ยงแยกด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ centrifugal separate 3 ขั้นตอน) จากกะทิสดเข้มข้น จะได้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ใส สะอาด บริสุทธิ์ (Virgin Coconut Oil) ซึ่งน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนี้จะอุดมด้วยสารอาหาร วิตามินอี และกรดคลอริกสูง การใช้วัตถุดิบมะพร้าวออร์แกนิกและไม่มีส่วนผสมเจือสี กลิ่นใดๆ จึงบริสุทธิ์ มั่นใจว่าปลอดภัย ไร้สารเคมี สามารถรับประทานได้กับกาแฟ สลัด อมกลั้วปากให้สุขภาพช่องปากและฟัน

ปัจจุบัน บริษัทมีแหล่งมะพร้าวที่เป็นวัตถุดิบในภาคใต้ 7 จังหวัด มีผลิตภัณฑ์จำหน่าย น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น น้ำมันมะพร้าวแคปซูล สบู่มะพร้าวสกัดเย็น สบู่น้ำมันมะพร้าวชาโคล ยาสีฟัน ครีมบำรุงส้นเท้า น้ำมันมะพร้าวหอมระเหย และกำลังเพิ่มสินค้าตัวใหม่หลายอย่าง เช่น แชมพู โลชั่น มาร์กหน้า เป็นต้น” คุณพัฒนา กล่าว

แบรนด์ ko mak shop น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิก

คุณนพดล สุทธิธนกูล “คุณอึ่ง” และภรรยา คุณกรชนก สุทธิสว่าง “คุณหมู” อยู่บ้านเลขที่ 49/14 หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะหมาก อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด หนึ่งในทายาทแปลงสวนมะพร้าวอินทรีย์ที่ทำสัญญาซื้อขายกับแบรนด์ “ไทยเพียว” เล่าว่า ที่บ้านเกาะหมากทำสวนมะพร้าวมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย มะพร้าวจึงมีอายุมาก ปลูกต่อๆ กันมาอายุเกือบ 100 ปี เมื่อนำมาปรุงอาหารจะมีรสชาติดี คือ มีกะทิมากและมัน ที่สำคัญการดูแลสวนมะพร้าวบนเกาะหมากจะใช้วิธีใส่ปุ๋ยธรรมชาติจากมูลสัตว์ ไม่ใช้สารเคมี หรือยาฆ่าแมลง ดังนั้น มะพร้าวจึงเป็นมะพร้าวอินทรีย์ 100% อยู่แล้ว เมื่อประมาณ 10 ปี ที่ผ่านมา คุณกรชนกได้ศึกษาและเข้าอบรมการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ

จากนั้นจึงได้นำความรู้ทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นขาย โดยใช้แบรนด์ ko mak shop ประมาณ 5-7 ปี ได้เลิกไป เพราะสวนมะพร้าวได้ทำสัญญาซื้อ-ขาย กับบริษัทไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา แต่บริษัทยังส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น (Virgin Coconut Oil) จากโรงงานของ “ไทยเพียว” ให้จำหน่ายเพียงรายเดียวตามชื่อแบรนด์เดิม ko mak shop เพราะเราต้องการให้มีผลิตภัณฑ์เอกลักษณ์ของเกาะหมากจำหน่าย เพื่อให้บริการกับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ

“ตอนนั้น 10 ปีที่แล้ว มะพร้าวลูกละ 3 บาท และการบริหารจัดการไม่คุ้มทุน ชาวบ้านรู้จักเพียงน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน แต่ไม่นิยมทำ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใช่เจ้าของสวน ส่วนวิธีการทำต้องเสียเวลาเจ้าของสวนส่วนใหญ่จะทำธุรกิจท่องเที่ยวกันเป็นหลัก จึงสนใจเข้าอบรมวิธีทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ ได้เรียนรู้คุณประโยชน์จากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจากงานวิจัยมากมาย และเห็นว่า มะพร้าว 30 ลูก สกัดน้ำมันได้ 1 ลิตร ราคา 600 บาท จึงทำขายที่เกาะหมากบ้างใช้ชื่อแบรนด์ว่า ko mak shop ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว สินค้าขายดี มีบริการส่งให้ลูกค้าซื้อซ้ำทางไปรษณีย์ ทำได้ 6-7 ปี เลิกทำ เมื่อบริษัทมาทำสัญญาซื้อขายและได้ส่งน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น จากมะพร้าวแปลงใหญ่ของเกาะหมากกลับมาให้ขาย และยินยอมให้ใช้แบรนด์ ko mak shop ทุกวันนี้ ko mak shop เป็นที่นิยมทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ ซื้อเป็นของใช้ตัวเองและเป็นของฝาก” คุณกรชนก เล่าประสบการณ์

ขั้นตอนทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแบบบ้านๆ

คุณนพดล และคุณกรชนก เล่าถึงการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแบบง่ายๆ ที่ทำกันในบ้านว่า มีขั้นตอนเพียง 4-5 ขั้นตอน

เริ่มจากการ

เลือกมะพร้าวแก่จัด นำมาปอก ถ้าใช้เครื่องขูดเอาเนื้อมะพร้าวจะละเอียดกว่าใช้กระต่ายขูด
2. คั้นน้ำกะทิ ใช้น้ำอุ่น (ความร้อนไม่เกิน 50 องศาเซียลเซียส) จะได้น้ำกะทิมันมาก อัตราส่วน มะพร้าว 1 : น้ำ 5 ลิตร คั้น 2 ครั้ง ใส่ภาชนะใสที่มองเห็นน้ำกะทิชัดเจน ใช้ผ้าขาวบางปิด ตั้งไว้ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก รอให้ตกตะกอน
3. น้ำกะทิตกตะกอน ใช้เวลา 3 วัน จะมองเห็นเป็น 3 ชั้น…บนสุดเป็นตะกอนที่จับตัวกันเป็นแพ เป็นส่วนที่สกปรกตักทิ้งไป ชั้นที่ 2 เป็นส่วนที่เป็นน้ำมัน นำมากรองให้ใส สะอาด ส่วนชั้นล่างสุดเป็นน้ำทิ้งไป
4. การกรอง ใช้ผ้ากรองหรือกระดาษทิชชูหลายๆ ชั้นวางบนกรวยกรองลงภาชนะใสๆ เทน้ำมันมะพร้าวใส่ลงในกรวยที่กรองและปล่อยให้หยดลงภาชนะใส กรองประมาณ 4-5 ครั้ง น้ำมันจะใสปิ๊ง
5. การบรรจุขวด เลือกบรรจุขวดตามขนาดจะเห็นถึงความใส และตัวน้ำมันไม่หนืด ดมแล้วมีกลิ่นหอมของมะพร้าว ใช้ขวดใสมีจุกพลาสติก 1 ชั้น ไม่ให้น้ำมันซึม ทั้งนี้ ควรเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติ ไม่ถูกแสงแดด จะมีคุณภาพเหมือนเดิม แต่ถ้าเก็บในอุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซียลเซียส จะเป็นไข

“ทุกวันนี้ เกาะหมากมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมาท่องเที่ยวจำนวนมาก เขารู้จักประโยชน์ และจะนิยมซื้อใช้และเป็นของฝาก เราจึงต้องมีคำแนะนำเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่เป็นวิทยากรให้ความรู้วิธีการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เมื่อ อบต.เกาะหมากขอมา แต่การส่งเสริมให้ทำเป็นอาชีพคงยาก แม้จะดูมีรายได้ดี เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีสวนมะพร้าวเป็นของตัวเอง คงเป็นรูปแบบให้ความรู้เพื่อให้ชาวบ้านได้เรียนรู้และแนะนำให้เป็นที่รู้จักเห็นคุณประโยชน์ อาจจะมีการทำใช้เองบ้าง จากที่เคยรู้จักน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนแต่เดิมอย่างเดียว” คุณกรชนก กล่าวในตอนท้าย

มะพร้าวออร์แกนิกแปลงใหญ่ที่เกาะหมาก เป็นตัวอย่างการปรับตัววิถีชีวิตชาวเกาะหมากที่ผสมผสานกับการพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสะท้อนอัตลักษณ์ของสังคมคาร์บอนต่ำ หรือโลว์คาร์บอนเดสติเนชั่น @เกาะหมากที่จับต้องได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณนพดล สุทธิธนกูล หรือ คุณกรชนก สุทธิสว่าง โทร. (089) 491-0224

แม้จะเป็นคนชอบกินผักและเดินสายไปทำข่าวตามจังหวัดต่างๆ มาหลายปี แต่เพิ่งได้ยินชื่อ “ต้นขาไก่” เมื่อไม่นานมานี้ จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวสด ซึ่งทาง คุณประสิทธิ์ ทองขาว เกษตรอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง กำลังสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าส่งเสริม แทนที่จะปลูกกันไว้บริโภคเองภายในครัวเรือนเท่านั้น

ด้วยความที่ว่า “ขาไก่” เป็นผักที่มีรสชาติอร่อยและปลูกไม่ยาก ที่สำคัญได้ราคาดี ตกกิโลกรัมละ 100 บาท เทียบกันแล้วได้ราคาดีกว่าผักเหมียง ที่มีราคาแค่กิโลกรัมละ 50-60 บาท

ฟังแค่นี้น่าจะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรและคนทั่วไปสนใจอยากจะปลูกต้นขาไก่ เพราะเห็นหนทางชัดเจนว่ามีโอกาสทำเงินได้ก้อนโตหากมีตลาดรองรับ เพียงแต่ว่าตอนนี้ผู้บริโภคยังไม่รู้จักในวงกว้างเท่านั้น ในขณะที่ต้นขาไก่เองมีคุณสมบัติเด่นหลายประการ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคงมีผู้คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนในภูมิภาคอื่นที่ไม่รู้จักต้นขาไก่ที่ว่านี้ เพราะเป็นพืชพื้นถิ่นของทางภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรจะปลูกแซมในสวนยางพาราและสวนผลไม้ทั่วไป ถือว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะมีคลอโรฟิลล์สูง ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงสายตา และบำรุงโลหิต

ก่อนอื่นมารู้จักต้นขาไก่กันก่อนดีกว่า คุณประสิทธิ์ แจกแจงให้ฟังว่า “ขาไก่” เป็นพืชยืนต้นที่มีลักษณะทรงพุ่มคล้ายต้นผักเหมียง ใบเหมือนกุหลาบ ชอบที่ร่ม ไม่ทนแล้ง ชอบน้ำ ถ้าไม่มีน้ำจะเฉาตาย ในการตัดแต่งนั้นไม่ควรให้สูงเกิน 1.20-1.50 เมตร เพราะจะได้ตัดยอดตัดใบอ่อนได้ง่าย

อย่างที่บอก การปลูกไม่ยาก คุณประสิทธิ์ อธิบายว่า ตอนปลูกขุดหลุมลึกแค่ 30 เซนติเมตร ก็พอ แต่ต้นไม้ทั่วไปอาจจะต้องใช้หลุมลึก 50 เซนติเมตร ให้แต่ละหลุมห่างกันประมาณ 2 เมตร เผื่อให้แต่ละต้นแผ่ขยายได้ พร้อมใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงในหลุมปลูกไปด้วย จากนั้นสองสามเดือนก็ใส่อีกครั้ง โดยให้สังเกตว่าหากช่วงไหนออกใบออกช่อช้าหรือใบเล็กลงก็ควรใส่ปุ๋ยเข้าไปช่วย หลักสำคัญเลยคือ อย่าให้ต้นขาดน้ำ ต้องรดน้ำอยู่เป็นประจำ เพราะต้องใช้ในการสร้างใบ

สำหรับการปลูกแซมในสวนผลไม้หรือสวนยางพารานั้น เกษตรอำเภอย่านตาขาวให้ข้อมูลว่า ถ้าปลูกแซมในสวนยางพารา หากใบยางพาราที่ร่วงลงมามีปัญหาเชื้อราก็จะส่งผลต่อต้นขาไก่ด้วย จะทำให้ไม่แตกยอด

ตอนนี้มีการขายกิ่งพันธุ์กัน กิ่งละ 50-80 บาท ซึ่งเกษตรกรบางรายอาจจะบ่นว่าแพง ทางคุณประสิทธิ์เสนอว่า อาจจะซื้อไปสักกิ่งสองกิ่ง แล้วไปขยายพันธุ์เอง ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการตอนและการเพาะชำ แต่อยากให้ตอนดีกว่า เพราะจะได้ผล 100% จะได้กิ่งพันธุ์ที่มีรากเต็ม โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ขณะที่การเพาะชำอาจไม่ได้ผลทั้งหมด เนื่องจากรากจะน้อยกว่าการตอน

ทำได้สารพัดเมนู

พูดถึงเรื่องตลาดของต้นขาไก่ คุณประสิทธิ์ เล่าว่า ปัจจุบันเกษตรกรนิยมปลูกกันมากที่สุดในตำบลหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว มากกว่า 5,000 ต้น แต่ถือว่ายังปลูกกันอยู่ในวงแคบ และเป็นการปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ซึ่งสามารถขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท ถือว่าเป็นผักที่มีอนาคต เพราะมีรสชาติอร่อย มันและออกหวานนิดๆ ทั้งยังทำได้หลายเมนู ทั้งผัด แกงจืด แกงเลียง หรือต้มกับกะทิ หรือจะกินสดๆ ก็ได้

เรียกว่าเป็นผักที่น่าส่งเสริมให้ปลูกกันจริงๆ เพราะเด่นในเรื่องรสชาติ อีกทั้งไม่ต้องดูแลรักษาอะไรให้วุ่นวาย สำคัญสุดเรื่องต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้น พื้นที่ไหนไม่มีปัญหาเรื่องน้ำก็ปลูกได้หมด

ฉะนั้น ใครที่ไปอำเภอย่านตาขาว ขอแนะนำให้ไปลองชิมเมนูที่ทำจากต้นขาไก่นี้ดู ซึ่งหลายคนกินแล้วต่างติดใจกันเป็นแถว เพราะอร่อยจริงๆ โดยเฉพาะใครที่ชอบกินผัก ไม่ควรพลาดเด็ดขาด

ทีนี้มาคุยกับเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงกันบ้าง “คุณอำไพ ตันธนาภินันท์” อยู่หมู่ที่ 1 บ้านโหละหาร ตำบลหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว ซึ่งนอกจากจะปลูกไว้ตัดยอด-ตัดใบอ่อนขายแล้ว ยังตอนกิ่งพันธุ์ขายได้ด้วย

คุณอำไพ เล่าว่า เริ่มปลูกต้นขาไก่เมื่อปี 2545 โดยได้พันธุ์มาจากจังหวัดนราธิวาส และขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง ตอนนี้ปลูกอยู่ประมาณ 100 ต้น โดยปลูกแซมในสวนยางพารา ซึ่งการปลูกไม่ยาก หากดูแลดีๆ ช่วง 5-6 เดือนหลังปลูกก็ตัดยอดขายได้แล้ว การบำรุงรักษาก็ไม่ยาก แค่ดายหญ้า พรวนดิน และใส่ปุ๋ยคอกเท่านั้น ไม่มีศัตรูพืชมารบกวน

ดังนั้น จึงไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ เป็นพืชที่ชอบแสงแดดรำไร เหมาะที่จะปลูกแซมในสวนยางพาราหรือสวนผลไม้ แต่ต้องมีน้ำรดประจำ หากรดทุกวันยิ่งดี หรือไม่ก็สองวันรดน้ำครั้งหนึ่งในช่วงหน้าแล้ง กรณีมีน้ำไม่มาก

ในหน้าฝนนั้น ต้นขาไก่จะออกยอดดี ใน 1 สัปดาห์ จะสามารถตัดยอดขายได้ 2 ครั้ง แต่ขึ้นอยู่กับการดูแลด้วย เกษตรกรส่วนใหญ่ที่อำเภอย่านตาขาวจะปลูกไว้เพื่อกินกันเอง บ้านละ 5-6 ต้น เป็นพืชที่มีอายุยืนยาวถึง 15 ปีด้วย

ถามว่าจะขยายพื้นที่การปลูกอีกหรือไม่ คุณอำไพ บอกว่า คงไม่ขยายแล้ว เพราะที่สวนมีน้ำไม่เพียงพอ จึงปลูกเป็นพืชแซมในสวนยางพารา และเก็บขายได้ทุกสัปดาห์ เดือนๆ หนึ่งขายได้ 5,000-6,000 บาท โดยมียางพาราเป็นรายได้หลัก

แจงดีทั้งคนปลูก-คนกิน

ส่วนกรณีที่เกษตรกรจากพื้นที่อื่นจะนำต้นขาไก่ไปปลูกเพื่อส่งขาย คุณอำไพ แนะนำว่า หากคิดจะปลูกเพื่อทำการค้าอย่างจริงจัง คงต้องลงทุนแจกให้กินกันก่อนในตอนแรกๆ เพราะที่นี่ตอนที่เริ่มปลูกใหม่ๆ ก็ไม่มีคนกินเป็นเลย

“ต่อไปถ้าหาตลาดได้ เชื่อว่าต้นขาไก่เป็นพืชที่มีอนาคตไกล เพราะปลูกง่าย จุดขายคือ ไม่มีศัตรูพืช ไม่มีโรคหรือแมลงรบกวน จึงไม่ต้องฉีดยาอะไรเลย ปลูกแล้วเป็นผักปลอดสารพิษ 100% ดีทั้งคนปลูกและคนกิน อีกอย่างเป็นพืชแซมสวนที่ดี สามารถปลูกร่วมกับพืชอื่นๆ ได้หมด เพราะโดยธรรมชาติแล้ว มันไม่ชอบแดดจัด ชอบแดดรำไร และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ได้ตลอด”

อย่างที่เกริ่นแต่ต้น นอกจาก คุณอำไพ จะปลูกต้นขาไก่ไว้ตัดยอดขายแล้ว ยังตอนกิ่งขายด้วย โดยเธอขายกิ่งละ 80 บาท ไม่รวมค่าขนส่ง ซึ่งในช่วงหน้าแล้งนี้มีคนสั่ง เจ้าตัวก็จะแจ้งให้ทราบว่า ยังไม่สามารถตอนให้ได้ เพราะการตอนช่วงหน้าแล้งรากจะไม่งอก ต้องรอตอนในช่วงหน้าฝน

กรมชลประทาน สนับสนุนการใช้ประโยชน์จากผักตบชวา ทำดินพร้อมปลูกผสมผักตบชวา โดยกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานมหาสวัสดิ์ ต.ศาลาดิน อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญของการดำเนินการกำจัดผักตบชวา โดยได้กำหนดแนวทางการบูรณาการแผนการกำจัดผักตบชวา เพื่อให้การแก้ไขปัญหาผักตบชวาโดยประชาชนในพื้นที่แหล่งน้ำ มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ กิจกรรม Kick Off กำจัดผักตบชวาและวัชพืช ตามนโยบายคลองสวยน้ำใส และหน้าบ้านน่ามอง จึงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาผักตบชวาวัชพืชทางน้ำที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและทำลายระบบนิเวศเสียหายเนื่องจากดูดซับสารอาหารทำให้น้ำเน่าเสีย และส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำเนื่องจากขาดออกซิเจน อีกทั้งเป็นตัวการกีดขวางทางน้ำอีกด้วย

กรมชลประทาน ได้สนองนโยบายของรัฐบาล โดยการนำผักตบชวาที่เป็นวัชพืชทางน้ำ ไปแปรรูปและใช้ประโยชน์สร้างรายได้และอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ อย่างในพื้นที่ตำบลศาลาดิน อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ที่กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานมหาสวัสดิ์ ได้นำผักตบชวามาแปรรูปทำดินพร้อมปลูกผสมผักตบชวา เพื่อส่งขายสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

สำหรับการนำผักตบชวาที่เก็บได้จากแม่น้ำหรือคลองต่างๆ มาใช้ในการทำดินพร้อมปลูกผสมผักตบชวาของกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานมหาสวัสดิ์นั้น จะเริ่มจากการรับซื้อผักตบชวาตากแห้งจากชาวบ้าน ที่นำผักตบชวาไปสับก่อนนำไปตากแดด เป็นเวลา 3 วัน ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท จากนั้นนำผักตบชวาตากแห้งมาผสมกับกาบมะพร้าวสับ แกลบดิบ ขี้เถ้าแกลบ และดินบดละเอียดในอัตราส่วนที่เท่ากัน เช่น ถ้าใช้กระป๋องตวง

ก็ให้ใช้ส่วนผสมอย่างละ 1 กระป๋องเท่ากัน ได้เป็นดินพร้อมปลูกผสมผักตบชวาที่เหมาะแก่การปลูกพืชได้ทุกชนิด ก่อนบรรจุใส่ถุงจำหน่าย ส่งขายให้กับห้างสรรพสินค้าทั่วไป ในราคาถุงละ 10 บาท หักเข้ากลุ่ม 1 บาท เป็นค่าตอบแทนคนทำ ถุงละ 2 บาท ชาวบ้านที่ทำผักตบมาขายให้กับกลุ่ม จะมีรายได้ตั้งแต่ 2,000 – 6,000 บาท ต่อเดือน ปัจจุบันมียอดขายดินพร้อมปลูกกว่า 5,000 ถุง/เดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด” ทั้งนี้ ผักตบชวาที่เก็บขึ้นมาจากคลอง 25 กิโลกรัม จะนำมาทำผักตบชวาตากแห้งได้ 1 กิโลกรัม ผักตบชวาสด 1 ไร่ ได้น้ำหนักที่ 40 ตัน ชาวบ้านที่เก็บผักตบชวามาขาย 1 ไร่ จะได้เงินประมาณ 32,000 บาท โดยที่ผ่านมามีการรับซื้อผักตบชวาแห้งเฉลี่ยปีละ 72,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1.44 ล้านบาท สามารถช่วยรัฐกำจัดผักตบชวาตามลำคลองได้กว่า 1,800 ตัน/ปี”

การนำผักตบชวามาแปรรูปสร้างมูลค่าและผลิตภัณฑ์ส่งขาย นอกจากจะเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบดูแลความสะอาดแม่น้ำลำคลองในพื้นที่อาศัยของตนได้อีกด้วย ทั้งนี้ กรมชลประทาน พร้อมที่จะขยายผลแนวทางดังกล่าวไปยังกลุ่มบริหารการใช้น้ำอื่นๆ ทั่วประเทศ อีกกว่า 2,700 กลุ่ม