กลุ่มผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพ จำนวน 54 คน กลุ่มผู้ผลิตมังคุดคุณภาพ

จำนวน 4 กลุ่ม โดยมีการเตรียมความพร้อมพัฒนากลุ่มผู้ผลิตผลไม้คุณภาพสู่แปลงใหญ่ 2 พืช ได้แก่ กลุ่มมังคุด 112 ราย จำนวน 1,458 ไร่ และทุเรียน 54 ราย 817 ไร่ สำหรับปี 2561 กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายในการผลักดันให้สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด เป็นแม่ข่ายศูนย์กลางการแปรรูปและส่งออกผลไม้ของภาคตะวันออก โดยมีเครือข่ายร่วมกับสหกรณ์อีก 2 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฎ จำกัด และสหกรณ์นิคมสอยดาว จำกัด ซึ่งกรมฯได้สนับสนุนปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์การตลาดให้กับสหกรณ์ทั้ง 2 แห่ง รวมมูลค่า 145 ล้านบาท

เพื่อนำเทคโนโลยีเครื่องมือที่ทันสมัยเข้ามาพัฒนาศักยภาพการผลิตและการแปรรูปผลไม้ของสหกรณ์ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตลอดจนสร้างมูลค่าสินค้าเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าสหกรณ์จะสามารถขยายปริมาณการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรได้เพิ่มขึ้นกว่า 35,000 ตัน สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรชาวสวนผลไม้จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 ราย จะมีแหล่งรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน ได้รับราคาที่เป็นธรรมและส่งผลทำให้ภาพรวมราคาผลไม้ในพื้นที่ปรับตัวตามกลไกของตลาด นำมาซึ่งรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์พยายามผลักดันสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกโดยใช้ตลาดนำการผลิต พัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้บริโภค สร้างความเชื่อมมั่นโดยการมีระบบตรวจสอบย้อนกลับผลไม้จากสวนของสมาชิกทุกราย รวมถึงมีการเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตผลไม้ร่วมกันระหว่างสมาชิกสหกรณ์ สหกรณ์และคู่ค้า สนับสนุนให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางและสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิก ซึ่งทำให้สหกรณ์และเกษตรกรมีการวางแผนการผลิตร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับตลาดและความต้องการของผู้บริโภค

ทั้งนี้ ในฤดูกาลผลไม้ปี 2561 นี้ คาดว่าผลผลิตทุเรียนจะมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากตลาดมีความต้องการ และขายได้ราคาดี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนให้สหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรีร่วมกันวางแผนรวบรวมผลผลิตทุเรียน เป้าหมาย 15,000 ตัน ทั้งทุเรียนสดและทุเรียนเพื่อนำไปแปรรูป โดยได้คัดเลือกสหกรณ์ 2 แห่งในจังหวัดจันทบุรี โดยมีสหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด เป็นแม่ข่ายรวบรวมทุเรียนจากเกษตรกรในพื้นที่อำเภอมะขาม ขลุง

โป่งน้ำร้อนและสอยดาว และสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฎ จำกัด เป็นลูกข่าย รวบรวมทุเรียนส่งต่อให้สหกรณ์แม่ข่ายบริหารจัดการทุเรียนสดและส่วนหนึ่งนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพิ่มมูลค่าในรูปของทุเรียน Freeze Dry เพื่อกระจายสู่ตลาดภายในประเทศผ่านห้างโมเดิร์นเทรดและเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้สหกรณ์ร่วมมือกับภาคเอกชนจัดตั้งบริษัทเพื่อรวบรวมผลผลิตทุเรียนเพื่อการส่งออก โดยเบื้องต้นจะเน้นส่งออกสู่ตลาดในประเทศจีน และจะขยายผลสู่ประเทศอื่น ๆ ในอนาคตต่อไป

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 แนะ หม่อน หรือ มัลเบอรรี่ พืชทางเลือกที่น่าจับตาจังหวัดสกลนคร เกษตรกรพื้นที่ร่วมใจ ดึงตลาดนำการผลิต หันรวมกลุ่มเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนที่มีคุณภาพ พร้อมเดินหน้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี รุกสร้างแบรนด์เข้าตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้ดำเนินการวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจสินค้าเกษตร ตามโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ซึ่งในส่วนของจังหวัดสกลนคร มีการปลูกหม่อนผลสด หรือ Mulberry เพื่อเป็นพืชทางเลือก มีการแปรรูปแบบครบวงจร โดยมีพื้นที่ปลูกหม่อน 54.25 ไร่ เกษตรกรขึ้นทะเบียนปลูกหม่อนผลสด จำนวน 30 ราย ซึ่งได้รับรองมาตรฐาน GAP และอยู่ระหว่างดำเนินการขอรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม โดยส่วนใหญ่ปลูกในอำเภอภูพาน และอำเภอเมือง

พันธุ์ที่นิยมปลูกกินผลสด คือ พันธุ์เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่ต่อปีสูง มีขนาดผลใหญ่และมีปริมาณกรดสูงกว่าพันธุ์อื่นๆ โดยหม่อนผลสดสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2-3 ครั้งต่อปี ผลสุกมีรสหวาน สำหรับฤดูร้อน จะมีค่าความหวานตั้งแต่ 19 บริกซ์ขึ้นไป ฤดูฝนมีค่าความหวาน 10-19 บริกซ์ และฤดูหนาวมีค่าความหวาน 16-19 บริกซ์

ในปี 2560 ที่ผ่านมา จังหวัดสกลนคร ได้เริ่มดำเนินการโดยยึดหลัก ตลาดนำการผลิต มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง จัดทำปฏิทินการผลิต วางแผนการผลิตจากคำสั่งซื้อของลูกค้า และให้เกษตรกรจับคู่กันระหว่างเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกมาก กับเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกน้อย ทำการตัดแต่งกิ่งพร้อมกัน เพื่อให้ผลผลิตออกพร้อมเพรียงกัน และวางแผนให้ผลผลิตทยอยออกเป็นช่วงๆ ช่วยลดความเสี่ยงสินค้าล้นตลาด ผลผลิตค้างสต๊อก และเน่าเสีย

ด้านนางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามกลุ่มเกษตรกร ด้านแหล่งรับซื้อที่ทำการแปรรูปในจังหวัดสกลนคร พบว่า มีโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) หจก.รัฐพงษ์ธัญพืชสาโทแอนด์ไวน์ และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้เหล่าเหนือ เป็นแหล่งรับซื้อของเกษตรกรในจังหวัด ราคาหน้าฟาร์ม 20-35 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งนอกจากการขายผลสดแล้ว เกษตรกรยังมีการรวมกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมัลเบอร์รี่ 100% น้ำมัลเบอร์รี่เข้มข้น น้ำมัลเบอร์รี่สดและเสาวรส แยมมัลเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่อบแห้ง เป็นต้น จำหน่ายภายใต้แบรนด์ บ้านสวนภูสกล ช้างพลังสอง และเหล่าเหนือ โดยมีช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า อาทิ งานแสดงสินค้า ร้านค้าเพื่อสุขภาพ ร้านค้าประจำกลุ่ม สื่ออินเตอร์เน็ตต่างๆ และเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรในจังหวัดสกลนคร ยังต้องการความรู้ในด้านการตลาด การจัดทำมาตรฐานสินค้าและแปรรูปผลิตภัณฑ์ ดังนั้น ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงาน ต้องร่วมมือกันส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์หม่อนผลสด นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การสร้างแบรนด์ พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายโดยมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ เพื่อกระตุ้นความต้องการบริโภคและเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคต่อไป ซึ่งในส่วนของ สศก. ได้มีการจัดทำปฏิทินการผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญต่างๆ และ สศท.3 ยินดีที่จะให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อวางแผนการผลิตให้เหมาะสมต่อไป

เมื่อวันที่ 6 ก.พ.61 นายอภิชาติ มากภิบาล นิติกรส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟฟ้า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) และนายชาคริต ศรีภิรมณ์มิตร ผู้ใหญ่บ้าน ม.5 ต.ตะปาน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี พร้อม กับกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้จำนวนหนึ่งลงพื้นที่บ้านบางเบา เข้าตรวจสอบต้นพะยอมทองขนาดใหญ่ อายุกว่า 100 ปี หลังพบว่ามีคนแอบตัดโค่นโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกกฏหมาย

เหตุเกิดที่สวนยางพาราเนื้อที่หลายสิบไร่ ทั้งนี้พบต้นพะยอมทองขนาดใหญ่ที่มีลักษณะสวยงามถูกตัดโค่นล้ม โดยกิ่งก้านและยอดถูกตัดออกแล้วถูกนำกองแยกเอาไว้ต่างหาก จากตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าต้นพะยอมทองดังกล่าวมีอายุกว่า 100 ปี ขนาดรอบโค่นต้นวัดได้กว่า 170 นิ้ว ความยาว 18.5 เมตร

นายชาคริต ศรีภิรมณ์มิตร. ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า ตนเองและชาวบ้านรู้สึกหดหู่ใจและเสียใจเป็นอย่างมาก ที่มาพบว่าต้นพะยอมทองดังกล่าวถูกตัดโค่น เนื่องจากถือเป็นต้นไม้ใหญ่ต้นสุดท้ายในพื้นที่ ที่ผ่านมาชาวบ้านทุกคนรักหวงแหนมาโดยตลอด และไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

สำหรับพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตพื้นที่ธนารักษ์หมายเลขทะเบียน สฎ.848 อดีตเคยเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนบ้านบางเบา ภายหลังโรงเรียนถูกยุบ เมื่อปี 2553 ซึ่งต้นพะยอมทองดังกล่าวปลูกอยู่ก่อนหลายสิบปีแล้ว ต่อมามีนายทุนทำ สัญญาเช่าต่อจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่และซื้อขายเปลี่ยนสัญญาเช่ารับช่วงกันมาหลายคน โดยผู้เช่าต่อได้ปรับพื้นที่เป็นสวนยางพารามีเนื้อที่รวมกว่า 100 ไร่ ที่ผ่านมาเคยมีคนที่เห็นแก่ตัวพยายามที่ตัดโค่นหลายครั้ง แต่ชาวบ้าน ในพื้นที่ได้ขออนุรักษ์เอาไว้

ทางด้านนายอภิชาติ มากภิบาล นิติกรส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟฟ้า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) เดินทางมาตรวจสอบในวันนี้เพื่อเก็บหลักฐาน วัดขนาดต้นไม้ของกลาง แล้วลงบันทึกเพื่อแจ้งความ ดำเนินคดีเอาผิดกับผู้กระทำผิดเมื่อตามตัวเจอ ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 เพราะการตัดต้นไม้ใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ในที่ดินสวนตัวหรือที่ดินเช่าซื้อ นอกจากต้องทำเรื่องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆแล้ว ต้องเขียนคำร้องขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก่อน และต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อนถึงจะสามารถตัดโค่นได้ สำหรับต้นพะยอมจากนี้จะตรวจยึดนำกลับไปไว้ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฏหมายต่อไป

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ ที่ จ.จันทบุรี เห็นชอบในหลักการโครงการ ระเบียงเศรษฐกิจผลไม้ภาคตะวันออก ซึ่งจะต้องมีการจัดสร้างตลาดกลางซื้อขาย และประมูลผลไม้ และจัดสร้างห้องเย็น ในนิคม Smart Park จ.ระยอง ใช้พื้นที่ประมาณ 40 ไร่ โดยเห็นชอบให้ มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการขึ้นมา 1 ชุด

โดยหลังจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประสานความร่วมมือ รวมทั้งทำการศึกษา รายละเอียดโครงการคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน คาดว่าปี 2562 จะสามารถเริ่มก่อสร้างเฟสแรกได้ ใช้เวลาประมาณ 1-2 ปีจะแล้วเสร็จ โดยจะก่อสร้างห้องเย็นก่อน

ส่วนงบประมาณลงทุนนั้นต้องรอผลการศึกษาก่อน เบื้องต้นมีแนวคิดที่จะเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน โดยขณะนี้มีภาคเอกชนสนใจที่เข้ามาดำเนินโครงการแล้วอาทิ บริษัท ปตท. และเอสซีจี

อย่างไรก็ตาม ตลาดกลางประมูลผลไม้ดังกล่าวจะช่วยแก้ไขปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ และยกระดับคุณภาพและราคาผลไม้ให้เพิ่มขึ้นด้วย เพราะมีระบบห้องเย็นและระบบการซื้อหรือประมูลที่มีมาตรฐานสากล โดยจะยึดต้นแบบตลาดซื้อขายดอกทิวลิปของประเทศเนเธอแลนด์ คาดว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างมูลค่าและการลงทุนได้มากกว่า 50,000 ล้านบาท

น.ส.อารัมภีร์ อุทาน หัวหน้ากลุ่มพัฒนาคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ พร้อมเจ้าหน้าที่ ออกตรวจโรงฆ่าสัตว์ทั่วพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนถึงเทศกาลตรุษจีนเพื่อตรวจในเรื่องของการขออนุญาติการชำแหละหมูและไก่ และตรวจสอบสารตกค้างในเนื้อสัตว์ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนที่จะออกมาจับจ่ายช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้

น.ส.อารัมภีร์ กล่าวว่า ช่วงก่อนถึงวันจ่ายในเทศกาลตรุษจีน จะมีการตรวจเข้มโรงเชือดไก่และสุกรว่ามีการลักรอบชำแหละสัตว์ปีกและสุกรหรือไม่ เนื่องจากตรุษจีนจะมีเนื้อสุกร เนื้อไก่ ออกมาจำหน่ายจำนวนมากประชาชนก็จะออกมาจับจ่ายหาซื้อของไหว้เจ้าจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนี้จะส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำตามฟาร์มเพื่อตรวจสุขภาพสัตว์ก่อนนำออกจากฟาร์มด้วย เมื่อสัตว์มาถึงโรงฆ่าสัตว์จะมีพนักงานตรวจโรคสัตว์ ตรวจสัตว์ก่อนเข้าชำแหละอีกด้วย และตรวจซากสัตว์หลังชำแหละแล้ว เพื่อควบคุมทุกขั้นตอนการชำแหละให้ได้เนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทั้งนี้หากพบว่ามีการประทำความผิดจะดำเนินคดีทันที และจะถอนใบอนุญาตทันที

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นอกสถานที่ (ครม.สัญจร) เห็นชอบหลักการแผนการส่งเสริมให้ จ.จันทบุรี และจังหวัดใกล้เคียงเป็นมหานครผลไม้ของโลก เนื่องจากเป็นพื้นที่ปลูกผลไม้ที่สำคัญหลายชนิดของประเทศ รวมทั้ง ครม. ยังมีมติให้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนขึ้นมารับผิดชอบโครงการ เบื้องต้นจะนำร่องผลไม้จำนวน 3 ชนิด คือ ทุเรียน ลำไย และมังคุด ตั้งเป้าให้ไทยเป็นผู้นำการผลิต ผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ของโลก

โดยมีกลยุทธ์ที่สำคัญคือ มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ไทยแลนด์เป็นของตัวเอง โดยจะนำร่องกับทุเรียน โดยบริษัท เอสซีจี จะเปิดตัวแบรนด์ทุเรียนแบรนด์ไทยรายแรกของไทย ในเดือนเม.ย.นี้, เร่งส่งเสริมการแปรรูปผลไม้เพื่อเพิ่มมูลค่า ในรูปแบบใหม่ เช่น การนำลำไยมาทอดในระบบสุญญกาศ, การนำนวัตกรรมมาใช้เช่นการทำผลิตภัณฑ์ลำไยไซรับ ซึ่งเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ ด้านการตลาด

“หากไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก ไทยจะเป็นผู้กำหนดราคาผลไม้ในตลาดโลก และจะสามารถยกระดับราคาผลไม้ในประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นได้ สามารถแก้ไขปัญหาผลผลิตผลไม้ตกต่ำได้ด้วย”

นอกจากนี้ ยังจะประสานกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการเชื่อมโยงการซื้อขายและส่งออกผลไม้ตามโครงการโครงการ ระเบียงเศรษฐกิจผลไม้ภาคตะวันออก อีกด้วย ในส่วนของการทำการตลาดผลไม้จะเน้นการส่งเสริมการขายไปยังประเทศจีนให้มากขึ้นเพื่อให้ไทยเป็นตลาดค้าผลไม้รายใหญ่ที่สุดของโลก

มูลนิธิมั่นพัฒนา และ สำนักพิมพ์ Editions Didier Millet (EDM) จัดงานเปิดตัวหนังสือ Thailand’s Sustainable Business Guide: How to Future Proof Your Business in the Name of a Better World เพื่อเผยแพร่แนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนให้แก่กลุ่มองค์กรธุรกิจเอกชน ตลอดจนหน่วยงานที่มีบทบาทในการสนับสนุนและขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว โดยได้รับเกียรติจาก คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานอาวุโสหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาในการจัดทำหนังสือ

Thailand’s Sustainable Business Guide ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ธุรกิจไทยบนเส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืน” โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะที่ปรึกษาในการจัดทำหนังสือฯ และสัมมนาพิเศษในหัวข้อ “How to Future Proof Your Business in the Name of a Better World” โดย ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี คุณกฤป โรจนเสถียร ประธานและประธานบริหารบริษัท ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท จำกัด และ ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ ประธานกรรมการ โรงพยาบาลเทพธารินทร์

โดยภายหลังจากงานเปิดตัวได้มีการจัดแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนเพื่อให้ข้อมูลสำคัญในการจัดทำหนังสือเล่มดังกล่าว โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา และประธานคณะที่ปรึกษาในการจัดทำหนังสือฯ รศ.ดร.​ สุขสรรค์ กันตะบุตร กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา รองคณบดีงานวิจัย วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษาในการจัดทำหนังสือฯ และ นายนิโคลัส กรอซแมน บรรณาธิการบริหาร สำนักพิมพ์ Editions Didier Millet (EDM)

“หลังจากองค์การสหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อมุ่งหวังให้นานาประเทศได้ตระหนักถึงความสำคัญและพร้อมที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวร่วมกัน ก่อให้เกิดกระแสความตื่นตัวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วนในการที่จะทำให้สังคม และประเทศก้าวไปได้อย่างมั่นคง ส่งผลต่อภาคธุรกิจเองที่ต้องปรับตัวเพื่อรับกับความท้าทายดังกล่าว พร้อมทั้งต้องทบทวนเส้นทางการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืน เนื่องจากภาคธุรกิจถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจ สังคม และประเทศเกิดความเจริญก้าวหน้า หากธุรกิจมุ่งเน้นเพียงผลกำไรโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อมิติอื่นๆ ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น สังคม สิ่งแวดล้อม หรือวัฒนธรรม แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถบรรลุเรื่องความยั่งยืนได้อย่างแน่นอน” ดร.​ประสาร กล่าว

เพื่อตอบสนองต่อความมุ่งมั่นเหล่านี้ สำนักพิมพ์ Editions Didier Millet (EDM) และมูลนิธิมั่นพัฒนา จึงพัฒนาเนื้อหาของหนังสือ Thailand’s Sustainable Business Guide ร่วมกัน โดยมุ่งหวังที่จะให้หนังสือเล่มดังกล่าวเป็นเสมือนคู่มือที่จะช่วยสร้างความเข้าใจถึงหลักการและแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนที่สำคัญให้กับบริษัท หรือองค์กรภาคธุรกิจ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ได้นำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถพิสูจน์ได้ว่าธุรกิจที่ตระหนักต่อเรื่องความยั่งยืน จะช่วยทำให้ประเทศและโลกของเราดีขึ้นได้จริง

หนังสือเล่มดังกล่าวเรียบเรียงโดยนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ นักเขียนที่มีชื่อเสียง และ ผู้สื่อข่าวอิสระ ความยาว 344 หน้า จำนวน 24 บท ประกอบไปด้วยเนื้อหา 3 ส่วนสำคัญ ส่วนแรกเป็นการพูดถึงภาพรวมของภาคธุรกิจกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งยังได้ทำความเข้าใจอย่างถูกต้องถึงการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับภาคธุรกิจ ตลอดจนความเชื่อมโยงกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล

ส่วนที่สองให้ความสำคัญถึงการนำเรื่องความยั่งยืนไปประยุกต์ใช้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของหนังสือประเภทธุรกิจที่มีการยกตัวอย่าง และกรณีศึกษาในการนำเรื่องดังกล่าวไปใช้ในส่วนงานต่างๆ ขององค์กรธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยหลายองค์กรได้ประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย และส่วนที่สามซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการนำแนวคิดดังกล่าว ไปแก้ปัญหาความท้าทายแยกตามประเภทธุรกิจ อีกทั้งในหนังสือยังมีภาพประกอบที่เป็นอินโฟกราฟิก รวมถึงสถิติที่น่าสนใจ ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนั้นยังมีกรณีศึกษาจากองค์กรธุรกิจประเภทต่างๆ จำนวน 57 องค์กร และบทสัมภาษณ์จากผู้บริหารและผู้นำธุรกิจถึง 30 ท่านด้วยกัน

นอกจากนั้นหนังสือเล่มนี้ยังได้รับการสนับสนุนการผลิตจากองค์กรและบริษัทต่างๆ ที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าว ได้แก่ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)​ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และ มูลนิธิมั่นพัฒนา

นายนิโคลัส กล่าวว่า “หนังสือเล่มนี้มีจุดเด่นสำคัญที่จะช่วยให้ผู้อ่านเห็นวิธีการ (How to) ในการดำเนินธุรกิจให้เกิดความยั่งยืน นอกจากนั้นยังแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของภาคธุรกิจไทย ซึ่งเห็นได้ว่าหลายองค์กรถึงแม้จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย และอุปสรรคที่ต่างกัน แต่ก็ให้ความสำคัญ พร้อมกับมุ่งมั่นในการจัดการปัญหาดังกล่าว ตลอดจนให้ความสำคัญกับการพัฒนาในมิติอื่นๆ ให้เติบโตไปพร้อมกัน บางองค์กรได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าไปอยู่ในวิสัยทัศน์ ภารกิจ ตลอดจนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจขององค์กร ส่งผลให้องค์กรเติบโต และมีโอกาสในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น”

ที่สำคัญหนังสือเล่มนี้ยังได้รับเกียรติจากคณะกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ จำนวน 5 ท่าน ที่ได้กรุณาให้คำแนะนำเกี่ยวกับเนื้อหาตลอดระยะเวลาการจัดทำหนังสือ ได้แก่ ดร.​ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานอาวุโส หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา และอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหราชอาณาจักร และ รศ.ดร.​ สุขสรรค์ กันตะบุตร รองคณบดีงานวิจัย วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล และกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา

“แนวทางในการพัฒนาธุรกิจให้เกิดความยั่งยืนนั้นมีหลายแนวทาง แต่แนวทางหนึ่งที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าสามารถตอบโจทย์เรื่องของความยั่งยืนได้จริง นั่นก็คือการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในองค์กรภาคธุรกิจ ซึ่งมีงานวิจัยหลายชิ้นที่สามารถยืนยันได้ว่า การที่องค์กรนำแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้นอกจากจะทำให้เกิดผลกำไรที่ดีแล้ว ยังสามารถทำให้องค์กรมีภูมิคุ้มกันเมื่อเจอวิกฤตที่รุนแรง มีแนวทางในการรับมือกับปัญหาและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ อีกทั้งยังทำให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรงขึ้น ส่งผลต่อการดำเนินกิจการและความสุขของคนในองค์กรเช่นกัน” รศ.ดร.​ สุขสรรค์ กล่าว

หนังสือ Thailand’s Sustainable Business Guide ถือเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญสำหรับผู้อ่านทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารในองค์กรธุรกิจ ผู้ประกอบการธุรกิจ หรือแม้กระทั่งพนักงานทั่วไป ตลอดจนนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน และนักศึกษา ทั้งนี้หน่วยงานหรือผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อหนังสือดังกล่าวได้ที่ร้าน Kinokuniya และ Asia Books ในราคา 1,350 บาท รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ www.amazon.com

วันที่ 7 ก.พ. ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมารายงานว่า ในช่วงย่างเข้าสู่ฤดูแล้ง ทำให้แหล่งน้ำต่างๆ ในหลายพื้นที่ของจังหวัดแห้งขอด ซึ่งช่วงที่เกิดวิกฤตเช่นนี้ ชาวบ้านในต.ดอนชมพู อ.โนนสูง จำนวนหนึ่ง ใช้เวลาว่างชักชวนกันออกมาขุดนาบัว หรือชาวบ้านในท้องถิ่นเรียกกันว่า ขุดไหลบัว ที่อยู่ตามคลองน้ำที่แห้งขอด เพื่อนำไหลบัวที่ได้ไป ขายสร้างรายได้เสริม โดยส่วนใหญ่ผู้ที่ซื้อไหลบัวไปจะนำไปทำขนมหวานที่เรียกว่า บัวเชื่อม หรือนำไปต้ม เพื่อดื่มเป็นสมุนไพรช่วยแก้ร้อนใน สนนราคาก็ไม่แพง ชาวบ้านขายในราคากิโลกรัมละ 20-50 บาท ตามขนาดไหลบัว ชาวบ้านบางรายขุดได้มาก ก็จะขายมีรายได้ถึงวันละ 900-1,000 บาทเลยทีเดียว

นางนวล ปรุนา ชาวบ้านขุดไหลบัว เล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้เป็นช่วงย่างเข้าฤดูแล้ง พบว่าแหล่งน้ำสาธารณะต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ เริ่มจะแห้งขอด โดยจะพบว่ามีไหลบัวจำนวนมากอยู่ใต้ดิน ตนเองและเพื่อนบ้าน จึงออกมาขุดไหลบัว เพื่อนำไปขาย เนื่องจากไหลบัวในช่วงนี้มีรสชาติอร่อย หวานมัน และมีราคาแพง เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป ทำให้ในแต่ละวัน จะมีชาวบ้านออกมาขุดไหลบัวขายกันเป็นจำนวนมาก