กศน. เป็นประธานเปิดมหกรรมวิทยาศาสตร์ยะลา สัมภาษณ์พิเศษ

กศน. เปรียบเสมือนตะแกรงรองรับ คนที่ไม่มีโอกาสเรียนในระบบ สามารถก้าวเข้าสู่โลกการศึกษานอกระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยผู้สนใจสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. ทางไกล นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาต่อเนื่อง เช่น อบรมอาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิตในกลุ่มผู้สูงอายุ และจัดการศึกษาสำหรับผู้พิการ เด็กเร่ร่อน และชาวเขา

ในปีนี้ พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายสำคัญให้ กศน.จัดทำหลักสูตร “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะที่ผ่านมา ยังไม่มีหน่วยงานไหนได้จัดทำมาก่อน ที่ผ่านมา วิชาดังกล่าวเป็นสาระความรู้ที่นักเรียนจะเรียนก็ได้ ไม่เรียนก็ได้ คุณกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการ สำนักงาน กศน. ได้สั่งการให้จัดตั้งคณะทำงานยกร่างหลักสูตรดังกล่าว สำหรับใช้ในการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งนักศึกษา กศน.จะได้เรียนประวัติศาสตร์ชาติไทยเป็นวิชาบังคับ ตั้งแต่ภาคเรียนนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ กศน.ยังได้อบรมเรื่องประวัติศาสตร์ ในหลายหลักสูตร โดยเน้นอบรมครูผู้สอนเพื่อเป็นต้นแบบ อีกหลักสูตรหนึ่งที่สำคัญของ กศน. คือ อบรมวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ตอนนี้ได้อบรมนำร่องในพื้นที่ภาคอีสานจำนวน 20 จังหวัด โดยคัดครู กศน.เข้าอบรมในกิจกรรมดังกล่าว จังหวัดละ 60-100 คน เพื่อให้มีวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ซึ่งวิทยากรกลุ่มนี้ สามารถเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ให้กับหน่วยงานอื่นๆ ได้ด้วย ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในขณะนี้คือ “จังหวัดมุกดาหาร” สนับสนุนงบประมาณให้ สำนักงาน กศน.จังหวัดมุกดาหาร จัด “ครู กศน.” ไปเป็นวิทยากรอบรมความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทยให้กับครูโรงเรียนประถมศึกษาในท้องถิ่น

สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ (จชต.) ประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส และสงขลา 4 อำเภอ (จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย) ได้จัดกิจกรรมงานชุมนุมลูกเสือ กศน. 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (กศน.จชต.) เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษา กศน.ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับทักษะองค์ความรู้ตามกระบวนการลูกเสือ และปลูกฝังค่านิยมความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขณะเดียวกัน ส่งเสริมให้นักศึกษา กศน. มีการพัฒนาทักษะชีวิต การรู้จักสิทธิและหน้าที่ และการสร้างจิตสาธารณะ พร้อมพัฒนาทักษะที่จำเป็นอย่างรอบด้านให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

กรมชลประทาน ใช้มาตรการเสริมเร่งระบายน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานออกสู่ทะเลให้เร็วขึ้น ส่วนแม่น้ำน่านจากจ.น่าน จะไหลลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ทั้งหมด คาดว่าจะมากกว่า 300 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่เขื่อนน้ำอูน ระดับน้ำในเขื่อนเริ่มลดลงแล้ว

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำที่เกิดจากฝนตกหนักในระยะนี้ว่า ที่เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี สถานการณ์ปัจจุบัน(18 ส.ค. 61) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 751 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 106 ของความจุอ่างฯ มีน้ำไหลลงอ่างฯวันละ 32 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำล้นทางระบายน้ำล้น(Spillway) 0.91 เมตร ได้เร่งระบายน้ำผ่านช่องทางปกติ และกาลักน้ำที่ติดตั้งไว้ทั้งหมด 22 ชุด จากการติดตามระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนแก่งกระจาน พบว่าบริเวณสถานีวัดน้ำ B3A อ.แก่งกระจาน มีน้ำไหลผ่านประมาณ 222 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 0.35 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น

สำหรับสถานการณ์น้ำที่เขื่อนเพชร วันนี้(18 ส.ค. 61)ที่รับน้ำต่อจากเขื่อนแก่งกระจาน ได้มีการผันน้ำบริเวณหน้าเขื่อนเพชรเข้าระบบคลองชลประทานทั้ง 4 สาย ในอัตรารวม 72 ลบ.ม./วินาที และเปิดระบายลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ในอัตรา 124 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำที่สถานี B15 ในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 0.82 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น

กรมชลประทาน ได้วางมาตรการเสริมรองรับการเร่งระบายน้ำจากเขื่อนแก่งกระจาน อาทิ การเสริมกระสอบทรายตามแนวคลองส่งน้ำในที่ลุ่มต่ำไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่นาข้าวและการเกษตร การเสริมกระสอบทรายจุดตลิ่งต่ำสองฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีที่ยังไม่มีพนังกั้นน้ำ การเสริมตลิ่งคลองระบาย D9 ให้สามารถรับน้ำและระบายน้ำออกสู่ทะเลได้มากขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังวางแผนที่จะใช้ Floodway จากคลองส่งน้ำสาย 1 ซ้าย สายใหญ่ 3 ผ่านพื้นที่นาประมาณ 750 ไร่ เพื่อระบายน้ำไปลงคลองระบายD18 ก่อนระบายออกสู่ทะเลตามลำดับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนแล้ว

นอกเหนือจากมาตรการต่างๆที่กล่าวมา กรมชลประทาน ยังได้นำเครื่องจักร เครื่องมือ และรถแบ็คโฮ เปิดทางน้ำผ่านจากคลองส่งน้ำลงสู่คลองระบายน้ำ ก่อนระบายลงสู่ทะเล จำนวน 19 จุด ปัจจุบันดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

พื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างก่อนออกสู่ทะเล กรมชลประทาน ยังคงเตรียมพร้อมเครื่องผลักดันน้ำ 38 เครื่อง ในจุดที่มีการระบายน้ำได้ช้า และติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 31 เครื่อง ในจุดเสี่ยงที่น้ำอาจเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จำนวน 20 ลำ และ 6 ลำ ตามลำดับ บริเวณสะพานวัดคุ้งตำหนัก เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุดทั้งนี้ ในพื้นที่ปลายน้ำในเขตต.บางครก อ.บ้านแหลม บางส่วนได้รับผลกระทบจากอิทธิพลน้ำทะเลหนุน ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมขังได้นั้น ทางจังหวัดเพชรบุรี ได้แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

สำหรับสถานการณ์ฝนที่ตกหนักในพื้นที่จ.เชียงใหม่ ปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำปิง จะไหลลงสู่เขื่อนภูมิพลทั้งหมด ปัจจุบัน(18 ส.ค. 61)เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำในอ่างฯเพียง 7,812 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 58 ของความจุอ่างฯ น้ำที่ไหลเข้าอ่างฯในระยะนี้ ส่งผลดีต่อปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลเพิ่มมากขึ้น

ส่วนปริมาณน้ำในแม่น้ำน่านที่ไหลหลากจากจ.น่าน จะไหลลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ทั้งหมด ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ 6,429 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 68 ของความจุอ่างฯ คาดว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์ประมาณ 300 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนทั้ง 2 แห่งดังกล่าว นอกจากจะส่งผลต่อปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มมากขึ้น ยังจะทำให้เกิดเสถียรภาพการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่กำลังจะมาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เป็นอย่างดี

ในส่วนของสถานการณ์น้ำที่เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ 531 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 102 ของความจุอ่างฯ ยังคงระบายน้ำน้ำผ่านทางระบายน้ำล้นและกาลักน้ำ ลงสู่ลำน้ำอูนและแม่น้ำสงคราม ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขงตามลำดับ ยังไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ริมตลิ่ง และระดับน้ำมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ส่วนที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ 1,130 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 51 ของความจุอ่างฯ ได้ลดการระบายน้ำเหลือวันละ 13 ล้าน ลบ.ม. เพื่อลดผลกระทบพื้นที่น้ำท่วมด้านท้ายเขื่อนลำปาว ไม่ให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ให้ทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนที่อาจจะตกหนักลงมาในระยะนี้ รวมไปถึงให้ติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำของตนอย่างใกล้ชิด โดยควบคุมปริมาณน้ำในอ่างฯ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา รวมไปถึงการเตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลต่างๆ ไว้ประจำในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อให้สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อโครงการชลประทานในพื้นที่ใกล้บ้านท่านได้ตลอดเวลา หรือ สอบถามข้อมูลสถานการณ์น้ำได้ที่สายด่วนกรมชลประทาน โทร. 1460

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ผศ.ดร.ณพงศ์ นพเกตุ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “กัญชา ประโยชน์ หรือ โทษ” โดยสำรวจระหว่างวันที่ 16-17 สิงหาคม จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวม 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำให้กัญชาถูกกฎหมายเพื่อการรักษาโรค

จากการสำรวจ เมื่อถามถึงการทราบ หรือเคยได้ยินเกี่ยวกับประโยชน์ของกัญชา ที่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.24 ทราบ/เคยได้ยิน ร้อยละ 31.36 ไม่ทราบ/ไม่เคยได้ยิน และร้อยละ 0.40 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีกฎหมายเฉพาะให้ใช้กัญชา เป็นยารักษาโรคโดยถูกกฎหมายในอนาคต พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.40 เห็นด้วย เพราะกัญชามีประโยชน์หลายอย่าง น่าจะใช้ในการรักษาโรคได้ ถ้านำมาใช้กับทางการแพทย์ก็คาดว่าน่าจะเกิดประโยชน์อย่างมาก บางส่วนระบุว่าต่างประเทศก็ทำกัน รองลงมา ร้อยละ 24.96 ไม่เห็นด้วย เพราะถ้าทำให้ถูกฎหมายจะมีผลเสียมากกว่าผลดี ไม่สามารถควบคุมได้ และมีการลักลอบนำมาใช้เสพเป็นสารเสพติด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ เช่น ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น และร้อยละ 2.64 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนว่า หากในอนาคตมีกฎหมายรับรองกัญชา เพื่อการรักษาโรคได้แล้ว เจ้าหน้าที่รัฐของไทยจะสามารถควบคุมการใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรคได้หรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.32 ระบุว่าควบคุมไม่ได้ เพราะกัญชาถูกนำไปใช้เป็นสารเสพติด อาจจะมีการลักลอบนำมาใช้เสพมากกว่าการนำมาทำเป็นยารักษาโรค และเจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง ดูแลได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา

รองลงมา ร้อยละ 38.72 ระบุว่าควบคุมได้ เพราะน่าจะมีกฎหมายรองรับและมีแนวทางการป้องกันที่ดี เจ้าหน้าที่มีความเข้มงวด ขณะที่บางส่วนระบุว่า รัฐบาลน่าจะมีนโยบายสำหรับ การควบคุมที่เด็ดขาด และร้อยละ 6.96 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการทำให้กัญชา ถูกกฎหมายเพื่อการรักษาโรค พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 53.12 กำหนดให้ใช้กัญชาได้เฉพาะบางสถานที่ที่ได้รับอนุญาต เช่น โรงพยาบาล เท่านั้น รองลงมา ร้อยละ 36.48 กำหนดให้ปลูกได้เฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ร้อยละ 29.04 เจ้าหน้าที่ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และลงโทษขั้นรุนแรงกับผู้ที่กระทำผิด ร้อยละ 19.92

สร้างความรู้/จิตสำนึกให้กับประชาชนถึงประโยชน์ และโทษของกัญชา ร้อยละ 8.88 นำกฎหมายของต่างประเทศที่กัญชาถูกกฎหมายมาปรับใช้กับกฎหมายไทย ร้อยละ 6.88 การเปิดเสรีการค้ากัญชาแบบถูกกฎหมาย เพื่อการรักษาโรค ร้อยละ 1.44 ระบุอื่นๆ ได้แก่ มีการนำเสนอข้อมูลการวิจัยที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่ควรอนุญาตให้กัญชา ถูกกฎหมาย เพราะยังถือว่าเป็นสิ่งเสพติด และร้อยละ 3.52 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

วานิลลา – ที่หมู่บ้านแอมบานิซานา ชายขอบอุทยานแห่งชาติมาโซลา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมาดากัสการ์ เกษตรกรผู้ปลูกวานิลลาอย่าง ลีออน ชาร์ลส์ ต้องถือมีดพร้า คอยจับตาเฝ้าระวังทั้งวันทั้งคืนไม่ให้หัวขโมยมาลักลอบตัดฝักวานิลลาอวบอิ่มไปขาย

สภาพภูมิอากาศซึ่งมีความชื้นสูง มีร่มเงา และอุณหภูมิกำลังพอดี ช่วยให้ต้นวานิลลาที่นี่เติบโตอย่างสมบูรณ์ วานิลลาจากมาดากัสการ์ เป็นพืชที่ใช้แต่งกลิ่นซึ่งมีราคาสูง ฝักวานิลลาแต่ละเถา เมื่อนำไปตากแห้งแล้วสามารถขายได้ราคาสูงถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ (เกือบ 5,000 บาท) จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ปลูกต้องทำทุกทางรวมทั้งประทับตราชื่อ หรือกระทั่งซีเรียลนัมเบอร์ ไว้บนฝักวานิลลาที่ยังคาอยู่บนเถา เพราะแม้จะนำไปตากแห้งแล้วก็ยังเหลือร่องรอยแสดงให้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ

ลีออน เข็ดเสียแล้วกับการถูกหัวขโมยมาฉกเอาฝักวานิลลาของเขาไปทั้งสวนเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เขาไปปลูกข้าวในที่ดินซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนัก

“ผมสูญเสียทุกอย่าง ไม่มีเงินแม้จะส่งลูกไปโรงเรียน”

ยังถือเป็นโชคที่ลีออน และครอบครัวไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกายด้วย อย่างที่เกิดขึ้นในกรณีอื่น ๆ ตัดไปที่กรุงลอนดอน ร้านขายไอศกรีม Oddono ในย่านเซาท์เคนซิงตัน ซึ่งประกาศตัวเป็นร้านไอศกรีมสไตล์อิตาเลียนที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เมื่อปีที่แล้วทางร้านไม่มีไอศกรีมรสวานิลลาขาย

“ลูกค้าถึงกับตะลึงตอนที่ผมบอกว่าเราไม่มีไอศกรีมวานิลลาขาย” คริสเตียน ออดโดโน ผู้จัดการร้านเล่า

“ผมต้องอธิบายลูกค้าว่าไม่อยากจะขายไอศกรีมคุณภาพแย่ และไม่อยากใช้สารเคมีแต่งกลิ่นผสมในไอศกรีม ซึ่งลูกค้าก็เข้าใจ” นักวิทยาศาสตร์สามารถผลิตกลิ่นวานิลลาสังเคราะห์ได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยสกัดมาจากวัตถุดิบ อาทิ น้ำมันดิน เยื่อไม้ รำข้าวหรือแม้แต่ขี้วัว แต่ในปัจจุบันวานิลลาสังเคราะห์ส่วนใหญ่ทำจากสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซึ่งอาจมีราคาถูกกว่าฝักวานิลลาแท้ถึง 20 เท่า

สารวานิลลินที่ได้จากฝักวานิลลามีรสชาติและคุณภาพแตกต่างกันไปตามพื้นที่ปลูก ไม่ต่างจากไวน์ แต่วานิลลาจากมาดากัสการ์นั้นมีกลิ่นหอมหวานและมีรสปะแล่มคล้ายเหล้ารัม นี่เป็นเหตุผลให้ผู้ผลิตไอศกรีมชอบวานิลลาจากมาดากัสการ์มากกว่าที่อื่น

ในมาดากัสการ์ มีผู้ปลูกวานิลลามากถึง 80,000 ราย ในขณะที่ช่วงสิบปีมานี้ราคาวานิลลาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อห้าปีที่แล้ว วานิลลา 1 กิโลกรัม มีราคาราว 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในปีนี้ ราคาพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งแพงกว่าโลหะเงินเสียอีก แต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ราคาปรับตัวลดลงมาเล็กน้อย เหลือ 515 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 1 กิโลกรัม

วานิลลา เป็นกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโก แต่มีผู้ปลูกที่นั่นน้อยกว่าในมาดากัสการ์ ขณะที่อินโดนีเซียเป็นอีกประเทศผู้ปลูกวานิลลารายใหญ่ นอกจากการดูแลรักษาตามปกติแล้ว เกษตรกรยังต้องบรรจงผสมเกสรดอกวานิลลาด้วยมือเพื่อให้เกิดเป็นผล ซึ่งก็คือ ฝักวานิลลา ที่ข้างในเต็มแน่นไปด้วยเมล็ดจิ๋วสีดำที่เห็นกันในเนื้อไอศกรีมคุณภาพดี ฝักวานิลลาจะแก่เต็มที่ สุกพร้อมเก็บเกี่ยวหลังจากนั้นอีก 9 เดือน จากนั้นยังต้องนำไปตากแห้งจนฝักเปลี่ยนจากสีเขียวเต่งตึงเป็นสีน้ำตาลเข้มเหี่ยวย่น ซึ่งจะให้กลิ่นหอมแรง

ผู้ปลูกวานิลลาหลายคนในมาดากัสการ์เร่งรีบตัดฝักวานิลลาเพื่อหลีกเลี่ยงหัวขโมย นั่นทำให้คุณภาพของวานิลลาลดลง แต่รายที่สามารถดูแลผลผลิตไปได้ตลอดรอดฝั่ง ราคาที่แพงขึ้นของวานิลลาถือช่วยเปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านในหมู่บ้านแอมบานิซานา พวกเขามีเงินสร้างบ้านที่ก่อด้วยอิฐ แทนบ้านไม้ และยังส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนดี ๆ ได้

อย่างไรก็ดี ราคาวานิลลาที่พุ่งสูงก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นในประเทศอื่น มีการถางป่าเพื่อนำพื้นที่ไปปลูกวานิลลา ซึ่งนั่นจะส่งผลในระยะยาวต่อการเพาะปลูกวานิลลาเอง เพราะผืนป่าให้น้ำฝน ความชื้น และสร้างสภาพดินที่เหมาะสมในการปลูกวานิลลา หากต้นไม้ลดจำนวนลงสิ่งนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย และนั่นจะส่งผลต่อคุณภาพและชื่อเสียงของวานิลลาจากมาดากัสการ์อย่างเลี่ยงไม่ได้

สศท. 10 ติดตามแปลงใหญ่ผึ้งชันโรง หรือ ผึ้งจิ๋ว จ.สมุทรสงคราม อีกหนึ่งตัวช่วยผสมเกสรให้ผลไม้ติดลูกดกในสวนเกษตรแบบผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ ช่วยเกษตรกรเพิ่มผลผลิตแบบพึ่งพาตามธรรมชาติ ดูแลง่าย แถมมีสรรพคุณทางยาสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป และเป็นที่ต้องการของตลาด

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน การเลี้ยงชันโรง หรือ ผึ้งจิ๋ว ซึ่งเป็นแมลงประจำถิ่น ได้เลี้ยงเพื่อใช้เป็นแมลงผสมเกสร โดยเฉพาะสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน และเงาะ

โดยชันโรงเป็นแมลงผสมเกสรที่ไม่มีการเลือกเฉพาะเจาะจงกับชนิดของดอกไม้ สามารถผสมเกสรพืชได้หลากหลายชนิดมากกว่าผึ้งพันธุ์ อีกทั้งไม่มีเหล็กใน จึงไม่มีอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยง และระยะทางในการบินไปหาอาหารจะไม่ไกลจากรังมากนัก

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) จึงได้ศึกษาถึงแนวทางการนำชันโรงมาเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และช่วยลดการใช้สารเคมี จากการดำเนินการระบบแปลงใหญ่ซึ่งจากการสัมภาษณ์ ประธานแปลงใหญ่ชันโรง (นายวสันต์ ภูผา) ศูนย์เพาะเลี้ยงชันโรง บ้านสวนภูผา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม พบว่า จุดเริ่มต้นมาจากความต้องการเพิ่มผลผลิตในสวนขยายสู่การทำธุรกิจ รวมถึงต่อยอดผลพลอยได้จากรังชันโรงเป็นผลิตภัณฑ์ มีกลุ่มลูกค้าหลักที่มาใช้บริการเช่ารังชันโรงเพื่อช่วยผสมเกสรเป็นเกษตรกรเจ้าของสวนผลไม้นอกพื้นที่ เช่น มะม่วง ลำไย เงาะ เป็นต้น โดยปัจจุบันมีสมาชิกแปลงใหญ่ชันโรง จังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 42 ราย มีชันโรงจำนวนรวมกว่า 3,000 รัง ซึ่งจะเน้นให้เกษตรกรนำชันโรงไปเพิ่มผลผลิตในแปลง

เกษตรกรจะมีทั้งมาเช่ารังและซื้อรังชันโรง โดยการเช่าจะมีบริการติดตั้งให้ฟรีและคิดค่าเช่า รังละ30 บาท/วัน พร้อมทำสัญญากับผู้เช่าในเรื่องการดูแลและรักษารังชันโรง เพราะหากชันโรงตายจากการฉีดยาฆ่าแมลงหรือรังชันโรงหาย ผู้เช่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มให้ผู้ให้เช่าซึ่งนับเป็นอีกทางที่ช่วยให้เกษตรกรลดการพึ่งพาสารเคมีได้อีกด้วย

และหากเกษตรกรต้องการซื้อรังชันโรง จะจำหน่ายให้ในราคา 1,500 บาท/รัง ในขณะที่ผลผลิตที่ได้รับจากรังชันโรง ไม่ว่าจะเป็น น้ำผึ้งชันโรง และชัน สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายภายใต้ตราสินค้า“ภูผา” เช่น น้ำผึ้งชันโรง (ผึ้งจิ๋ว) สบู่ และยาหม่อง ทั้งนี้ น้ำผึ้งชันโรง รสชาติจะออกเปรี้ยวและมีกลิ่นตามผลไม้ที่ชันโรงไปผสมเกสรชันของชันโรงมีสารประกอบฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ยับยั้งการอักเสบได้เป็นอย่างดี มีสรรพคุณทางยาสูงกว่าน้ำผึ้งจากผึ้งทั่วไป ช่วยรักษาโรคทางเดินหายใจ ได้ชื่อว่าเป็นผึ้งชนิดเดียวที่ผลิตน้ำผึ้งอินทรีย์ และแนวโน้มความต้องการตลาดสูงโดยราคาของน้ำผึ้งชันโรงสูงถึง กิโลกรัมละ 1,500 บาท เนื่องจากชันโรงกินน้ำหวานเพียง ร้อยละ 20 ปริมาณน้ำผึ้งที่ได้แต่ละครั้งจึงไม่มากนัก

ด้าน นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการ สศท. 10 กล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน สายพันธุ์ชันโรงทั่วโลกมีประมาณ 140 สายพันธุ์ ในประเทศไทยเหลือไม่ถึง 40 สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกันที่ขนาดและความชอบอาหารอย่างสายพันธุ์ที่ตัวใหญ่จะเน้นเก็บน้ำหวาน เช่น พันธุ์ปากแตร พันธุ์อิตาม่า สายพันธุ์ตัวเล็กผสมเกสร เช่น พันธุ์ขนเงิน พันธุ์หลังลาย และยังมีพันธุ์สวยงามที่เลี้ยงไว้ดูเล่น คือ พันธุ์คิชฌกูฏ ซึ่งการดูแลนั้น จะเปิดรังให้ชันโรงได้รับแสงเดือนละครั้ง เพื่อลดความดุร้าย อาหารหลักของชันโรงเป็นเกสรดอกไม้ ร้อยละ 80 ขณะที่กินน้ำหวานเพียง ร้อยละ 20 นับว่าตอบโจทย์ความต้องการเพิ่มผลผลิตในสวนมะพร้าว ส้มโอ และลิ้นจี่ อย่างชัดเจน

ช่วยเพิ่มผลผลิตจากเดิมได้ประมาณ ร้อยละ 30-40 ซึ่งโดยทั่วไป ถ้าเป็นสวนที่ปลูกผลไม้เต็มพื้นที่จะใช้รังชันโรงไม่ต่ำกว่า 10 รัง/ไร่ แต่หากเป็นสวนมะพร้าว หรือสวนผสมอื่นๆ จะใช้เพียง 4-5 รัง/ไร่ อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงชันโรง ต้องมีแหล่งอาหารตลอดทั้งปี หากเป็นสวนที่มีผลไม้ติดดอกครั้งเดียวต่อปี ชันโรงจะขาดอาหาร ซึ่งสามารถแก้ปัญหาด้วยการปลูกข้าวโพด หรือไม้ดอกหมุนเวียน เพื่อให้มีแหล่งอาหารแก่ชันโรงต่อเนื่องตลอดปีได้

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสามารถขอคำแนะนำได้ที่ คุณวสันต์ ซึ่งยินดีถ่ายทอดความรู้ ในการนำชันโรงไปเพิ่มผลผลิต หรือนำไปจำหน่าย สามารถสร้างแบรนด์ของตนเองได้ รวมทั้งรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรด้วยเช่นกัน โดยสามารถติดต่อได้ที่ โทร. 089 224 1134 หรือ Facebook ศูนย์เพาะเลี้ยงชันโรง บ้านสวนภูผา

หนึ่งในปัญหาท็อปเท็น ของมนุษย์ยุคนี้ คือ ความรุ่มรวยคอเลสเตอรอล เป็นโรคอ้วน ตามมาด้วยความดัน เบาหวาน และผองเพื่อน

กำลังจะบอกว่า “หอมแดง” ช่วยได้ นอกจากแก้หวัดคัดจมูก ยังช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยย่อย ทำให้เจริญอาหาร แก้บวมน้ำ แก้อาการอักเสบต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งลดคอเลสเตอรอลได้อีก

นั่นเพราะสารฟลาโวนอยด์ในหอมแดง ก็มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ กินเป็นประจำช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

ที่ศรีสะเกษ ถือเป็นเมืองหลวงของหอมแดงก็ว่าได้ วิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดคือ การแปรรูป มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จึงนำมาแปรรูปเป็น “ชาหอมแดง”

ใครอยากลองทำชาเองก็ย่อมได้ เพราะวัตถุดิบไม่มีอะไรมาก แค่หอมแดง ใบต้นหอม ใบเตย อย่างละ 500 กรัม ล้างให้สะอาด หั่นบางขนาด 2-3 มม. นึ่งในน้ำเดือด 1-2 นาที แล้วจุ่มลงในน้ำเย็นทันที ก่อนจะนำขึ้นผึ่งลมให้แห้งหมาดๆ จากนั้นนำมาคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อนๆ 20-30 นาที จนแห้ง