กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ดันเงินกู้ดอกเบี้ย 1% หนุนชาวไร่

เลิกเผาอ้อยกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เร่งผลักดันเงินกู้ดอกเบี้ย 1% หนุนชาวไร่เลิกเผาอ้อย พร้อมประสานผู้ว่าฯ แต่ละพื้นที่ปลูกอ้อยเข้มงวดกวดขันชาวไร่ไม่ให้เผาไร่อ้อย

หนุนชาวไร่เลิกเผาอ้อย – นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) กำลังพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร (ระยะที่ 2) เหลือ 1% จากเดิม 2% ที่เหลือรัฐรับภาระ 3-4% ซึ่งต้องหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบโดยเร็วที่สุด วงเงิน 6,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี (ปีงบประมาณ 2562-2564) แบ่งความช่วยเหลือปีละ 2,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ นอกเหนือจากขยายเวลาการผ่อนชำระสินเชื่อจาก 7 ปี เป็น 9-10 ปี เพื่อสนับสนุนให้เกษตรการชาวไร่อ้อยนำเงินกู้ไปจัดซื้อเครื่องจักรกลหรือรถตัดอ้อยในฤดูการผลิตปี 2562/63 ทดแทนการเผาไร่อ้อยที่คาดว่าจะลดลงได้ 4-5% จากปัจจุบันมีการเผาไร่อ้อยเพื่อเตรียมการเพาะปลูกรอบต่อไป 57% ซึ่งก็ลดลงจากปี 2561 ที่ผ่านมามีการเผาไร่อ้อยกว่า 60% ของปริมาณอ้อยที่ส่งเข้าหีบ ช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 25 ไมครอน (PM 2.5) โดยตั้งเป้าปี 2564 ต้องไม่มีชาวไร่เผาอ้อยทุกพื้นที่ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณอ้อยที่ตัดส่งเข้าหีบปริมาณสูงถึง 120 ล้านตัน ต่อปี เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้อยู่ที่ 90 ล้านตัน ต่อปี

“ปัจจุบัน รถตัดอ้อยของต่างประเทศราคาค่อนข้างสูง คันละประมาณ 12 ล้านบาท ขณะที่ไทยผลิตเองราคา 6-7 ล้านบาท แต่ประสิทธิภาพอาจยังไม่เท่าของต่างประเทศ และตอนนี้มีเครื่องตัดอ้อย ชื่อแร็พเตอร์ ที่ผลิตขึ้นเองในไทย ราคาประมาณ 3-4 แสนบาท จึงต้องมาดูกันว่าใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน” นางวรวรรณ กล่าว

สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากรณีที่ยังมีชาวไร่เผาอ้อยนั้น ได้ประสานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละพื้นที่ปลูกอ้อยเข้มงวดกวดขันชาวไร่ไม่ให้มีการเผาไร่อ้อยอย่างเต็มที่ ซึ่งมีบางรายฝ่าฝืนจึงถูกจับดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากรัฐมีนโยบายห้ามชาวไร่เผาอ้อย ก็ต้องยอมรับความจริงว่าชาวไร่ไม่มีทุนมากพอที่จะจ้างแรงงานจำนวนมากมาตัดอ้อย รัฐจึงต้องมีมาตรการช่วยเหลือด้านต่างๆ รวมทั้งรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ชาวไร่อ้อยทราบว่าจะถูกหักเงินค่าอ้อยจากราคาอ้อยขั้นต้น ตันละ 30 บาท กรณีค่าอ้อยไฟไหม้ อ้อยยอดยาว อ้อยที่มีกาบ ซึ่งจะนำไปเฉลี่ยคืนให้กับชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดี 70%

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้เชิญผู้แทนจากสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย, สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย, สมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย, ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน, 3 สมาคมโรงงานน้ำตาล, สมาคมโรงงานน้ำตาลไทย, สมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล และสมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย เพื่อมาหามาตรการระยะสั้น กลาง และยาว ในการพัฒนาอ้อยทั้งระบบ

ชาวนาไม่สนขอสินเชื่อชะลอขายข้าว ชี้ราคาที่รัฐกำหนดใกล้เคียงกับตลาด รวมทั้งเงื่อนไขในการเข้าโครงการที่มีการคำนวณจากความชื้น ซึ่งถ้าข้าวชื้นมากกว่า 15% ก็จะถูกทอนราคาลงไปด้วย
ชาวนาไม่สนขอสินเชื่อชะลอขายข้าว – นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เปิดเผยความคืบหน้า โครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2561/2562 ล่าสุด ว่า ยอด ณ 10 ก.พ. 2562 มีเกษตรกรเข้าโครงการ 1.71 แสนราย คิดเป็นปริมาณข้าวกว่า 9.74 แสนตัน คิดเป็นวงเงินกว่า 1.08 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังอยู่ระหว่างการรอเกษตรกรที่จะเข้ามาทำสัญญาในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจะปิดโครงการในสิ้นเดือน ก.พ. 2562 นี้

ทั้งนี้ ประเมินว่า ยอดการปล่อยสินเชื่อชะลอการขายในปีการผลิต 2561/2562 น่าจะใช้วงเงินน้อยกว่าปีการผลิต 2560/2561 ที่มีเกษตรกรเข้าโครงการ 2.2 แสนราย คิดเป็นปริมาณข้าวเปลือกกว่า 1.4 ล้านตัน คิดเป็นวงเงินที่ปล่อยสินเชื่อ 1.46 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปีการผลิต 2559/2560 ที่มีเกษตรกรเข้าโครงการ 2.62 แสนราย คิดเป็นปริมาณข้าวเปลือกกว่า 1.58 ล้านตัน คิดเป็นวงเงินที่ปล่อยสินเชื่อ 1.45 หมื่นล้านบาท

สาเหตุที่เกษตรกรเข้าโครงการน้อยลง เพราะเป็นเรื่องของผลผลิตที่อาจจะลดลงกว่าปีก่อน ประกอบกับราคาข้าวในปีนี้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งราคาที่รัฐกำหนดมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาด เมื่อเกษตรการคำนวณรวมกับค่ารับฝากและค่ารักษาคุณภาพข้าวแล้ว อาจจะเห็นว่ามีราคาที่ไม่แตกต่าง จึงทำให้เกษตรกรตัดสินใจขายข้าวโดยที่ไม่เข้าโครงการชะลอการขายแบบทุกปี รวมทั้งเงื่อนไขในการเข้าโครงการที่มีการคำนวณจากความชื้น ซึ่งถ้าข้าวชื้นมากกว่า 15% ก็จะถูกทอนราคาลงไปด้วย

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ธ.ก.ส. ได้เสนอขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขาย กำหนดเงื่อนไขวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกที่ความชื้นไม่เกิน 15% สิ่งเจือปนไม่เกิน 2% จำแนกตามชนิดข้าวเปลือก ดังนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาสินเชื่อ ตันละ 1.18 หมื่นบาท ข้าวเปลือกเหนียว ราคาสินเชื่อ ตันละ 1.02 หมื่นบาท ข้าวเปลือกเจ้า ราคาสินเชื่อ ตันละ 7,500 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ราคาสินเชื่อ ตันละ 8,900 บาท

นอกจากนี้ เกษตรกรจะได้รับค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าว ตันละ 1,500 บาท โดยจ่ายพร้อมสินเชื่อก่อน ตันละ 1,000 บาท และจ่ายภายหลังนำเงินมาชำระหนี้อีก ตันละ 500 บาท

การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สัมผัสมรดกโลกอันงดงามแห่งดินแดนสุโขทัย โดยนักเดินทาง “จ๊อบ-นิธิ สมุทรโคจร” ฉายเดี่ยวพาเที่ยวเมืองโบราณ ชื่นชมความตระการตาของสถาปัตยกรรมเก่าแก่นับหลายร้อยปี เยือนอดีตราชธานีที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์

นั่งเกวียนสัมผัสบรรยากาศเมืองเก่า ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์สุโขทัย ชมเรื่องราววิถีชีวิตจากอดีต แล้วไปเจาะลึกกับตำนานพระร่วงเล่นว่าว การละเล่นพื้นบ้านที่เล่าขานสืบต่อกันมายาวนาน จากนั้นแวะพักกายท่ามกลางธรรมชาติกันที่ สุโขทัย เทรเชอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ห้องพักทันสมัยผสมผสานสถาปัตยกรรมความงามฉบับสุโขทัยไว้ได้อย่างครบถ้วน อีกหนึ่งเรื่องราวที่ไม่ควรพลาด หากมาถึงถิ่นบ้านกงแล้ว จะต้องมาพิสูจน์ความอร่อยเด็ดของขนมผิงโบราณ เสน่ห์อยู่ที่การใช้เตาถ่านอบขนม ทำให้มี รสชาติหอมหวาน กรอบอร่อยสมคำร่ำลือ รับประกันถ้าได้ลองแล้วจะติดใจ

สุโขทัย…ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายรอให้คุณไปชื่นชมกับความสวยงามของเมืองเก่าและอิ่มเอมกับบรรยากาศอันเงียบสงบ อย่าลืมมาสนุกพร้อมกัน ในรายการ สมุดโคจร On The Way : เที่ยวสุขใจ สุโขทัยสุขจริง วันเสาร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ที่

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 1/2562 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติระงับการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ จนกว่าราคามะพร้าวภายในประเทศจะปรับตัวดีขึ้น หรือตามข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว และเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว โดยไทยมีช่วงระยะนำเข้ามะพร้าว 4 เดือน หรือ 2 ช่วง คือ ในช่วงเดือน เม.ย.–พ.ค. โดยใช้ผลการรับซื้อมะพร้าวในประเทศ เดือน ม.ค.–มี.ค. และช่วง เดือน พ.ย.-ธ.ค. โดยใช้ผลการรับซื้อมะพร้าวในประเทศ เดือน มิ.ย.–ต.ค.

ทั้งนี้ การระงับการนำเข้ามะพร้าวเพื่อผลักดันราคาในประเทศให้ปรับตัวดีขึ้น โดยมติการระงับการนำเข้า จะมีการระงับการพิจารณาคำขอนำเข้ามะพร้าวทุกกรณี โดยสนับสนุนให้ใช้มะพร้าวในประเทศให้หมดก่อน จึงจะมีการพิจราณาให้มีการนำเข้าภายหลัง หรือหากใน เดือน เม.ย. ราคามะพร้าวปรับตัวดีขึ้น ก็จะมีการพิจารณาการนำเข้าอีกครั้ง ส่วนผลผลิตในประเทศ ปี 2562 คาดว่าจะมีปริมาณ 884,756 ตัน เพิ่มขึ้น 27,836 ตัน หรือ 3.25% จาก ปี 2561 ที่มีผลผลิตรวม 856,920 ตัน

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการระงับการนำเข้ามะพร้าว เพื่อให้ใช้ผลผลิตในประเทศ และคาดหวังว่า ราคามะพร้าวที่เกษตรกรขายได้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้มากกว่าต้นทุน 7 บาท/ลูก หากราคาปรับสูงกว่าต้นทุนแล้ว คณะกรรมการฯ จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีการนำเข้า หรือระงับการนำเข้าต่อ ทั้งนี้ต้องดูผลผลิตในประเทศก่อน จึงจะพิจารณาการนำเข้า ขณะนี้ราคามะพร้าว อยู่ที่ 5-6 บาท/ลูก ซึ่งชาวสวนมะพร้าว ยังประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องและยาวนาน

ส่วนของมาตรการแก้ไขปัญหาการลักลอบ ตามที่ได้มีการดําเนินการป้องกันการลักลอบและนําเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย โดยกําหนดให้สินค้ามะพร้าวเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง โดยกําหนดให้เป็นสินค้านําเข้า ที่ต้องทําการเปิดตรวจทุกกรณี ต้องนําไปผ่านการเอ็กซเรย์ และชั่งน้ำหนักทุกตู้สินค้า ที่นําเข้า รวมถึงควบคุมสินค้ามะพร้าวให้นําเข้าเพียง 2 ท่าเรือ เท่านั้น คือ ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง โดยอาศัยอํานาจตาม มาตรา 5(6) ของพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอก และการนําเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522

ทั้งนี้ ได้กําหนดให้สินค้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์ เป็นสินค้าควบคุม และกําหนดมาตรการกํากับดูแลการเคลื่อนย้าย เพื่อให้การป้องกันการลักลอบและนําเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย ในภาพรวมมีความรัดกุมมากขึ้น หากมีมติเห็นชอบให้มีการนำเข้า จะมีการเสนอให้จัดตั้งคณะทํางานแก้ไขปัญหาการนําเข้ามะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์ ภายใต้คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช โดยจะมอบหมายฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ยก (ร่าง) คําสั่งเสนอประธานคณะกรรมการฯ ต่อไป

ที่วัดขุนอินทประมูล อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง นายประมวล มุ่งมาตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานในงานแต่งงานของควายไทย ระหว่าง มณีแดง (เจ้าบ่าว) และวาสนา (เจ้าสาว) ซึ่งเป็นควายไทยราคาหลักล้าน โดยเจ้าบ่าวมณีแดงนั้น มีราคาสูงถึง 6 ล้านบาท ส่วนเจ้าสาววาสนานั้น 1.2 ล้านบาท

ซึ่งบรรยากาศภายในงานนั้นจัดขึ้นไม่แพ้การแต่งงานของคนทั่วไป โดยเริ่มด้วย ขบวนขันหมากของเจ้าบ่าว ควายเพศผู้ ชื่อ“เจ้ามณีแดง” โดยมีนายเตือนใจ ทรงไตร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง เป็นเถ้าแก่ ยกขบวนขันหมากมาสู่ขอควายเพศเมีย คือ “เจ้าวาสนา” ซึ่งฝ่ายควายเจ้าสาวนั้นมีนายสุรเชษฐ์ นิ่มกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง เป็นเถ้าแก่ โดยทางฝ่ายควายเจ้าบ่าวนั้นมีสินสอดเป็นน้ำเชื้อ 100 ล้านตัว และหญ้าเนเปียร์ 20 กิโลกรัม

ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีสู่ขอ มีการจดทะเบียนสมรสควายไทยทั้งคู่ ซึ่งภายในงานแต่งงานของควายทั้งสองตัวนั้น ยังได้มีการแต่งงานระหว่างเจ้าบ่าวไก่ชน ราคา 1.7 ล้าน กับเจ้าสาวไก่ชน การะเกด ราคา 1.5 แสนบาทถ้วน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีการนำธนบัตรปลอม และทองปลอม มาจัดเป็นขบวนสวยงามตามขบวนขันหมากของคนทั่วไป มีการพูดหยอกล้อกันสนุกสนานท่ามกลางรอยยิ้มของประชาชนที่มาร่วมงาน

สำหรับการจัดงานแต่งงานควายและไก่ในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมหนึ่งในการจัดงานเกษตรและของดีเมืองอ่างทอง ครั้งที่ 7 ซึ่งนอกจากนี้ ยังมีกาารให้บริการจากสำนักงานอำเภอโพธิ์ทอง ในการรับจดทะเบียนสมรสให้กับผู้รับที่สนใจมาจดทะเบียนสมรสในกิจกรรม อิ่มบุญเติมรัก ซึ่งคู่รักที่มาจดทะเบียนในงานจะได้ของที่ระลึก คือพระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินจำลอง ขนาด 4 นิ้ว จำนวน 2 องค์ สำหรับคู่รัก คู่แรก และที่เข้ามาจดทะเบียน เป็นลำดับต่อมาจะได้รับ พระสมเด็จและหนังสือพระบารมีปกเกล้า เป็นที่ระลึกจากสำนักทะเบียนอำเภอโพธิ์ทองทุกคู่

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่รัฐสภา นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณร่าง พ.ร.บ. ข้าว เปิดเผยว่า ขอยืนยันคณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้มีการแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้ชาวนาต้องติดคุกแต่อย่างใด โดยประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการห้ามไม่ให้เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองนั้น เป็นบทบัญญัติที่ห้ามเฉพาะกลุ่มนายทุนเท่านั้น แต่ถ้าเป็นกลุ่มชาวนาที่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการมีการเก็บเมล็ดพันธุ์เอาไว้ และทำการแลกเปลี่ยนกันในเครือข่ายชาวนาด้วยกันจะไม่มีความผิด

นายกิตติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นการเอื้อนายทุนยักษ์ใหญ่ตามที่หลายฝ่ายกล่าวหา เพราะถ้าชาวนาที่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี ก็สามารถทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อย่างอิสระ เว้นแต่ชาวนาจะไปทำในลักษณะที่เป็นผู้ประกอบการเพื่อค้ากำไรเสียเอง เช่นนี้ก็ต้องขออนุญาตจากกรมการข้าวเสียก่อน ดังนั้น ยืนยันได้ว่า สนช. ไม่ได้มีการแก้ไขเพื่อปิดกั้นการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวแต่ประการใด จึงอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจตามนี้ด้วย

นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาร่างกฎหมายใกล้เสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะเข้าสู่คณะกรรมการตรวจร่างกฎหมายของสภา ก่อนที่ที่ประชุม สนช. จะพิจารณาให้ความเห็นชอบในช่วงปลายเดือน ก.พ. ต่อไป

ช่วงนี้ในตอนกลางคืนจะมีอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลง และในตอนกลางวันมีแดดแรง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาทิ กวางตุ้ง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโคลี่ ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช

ระยะต้นกล้า ใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโต จะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้านบนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นในตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามมีขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสม อีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม จากนั้น เกษตรกรควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดได้รวดเร็ว

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรควรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลง และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค หลีกเลี่ยง การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน และควรทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนใบและใต้ใบ ทุก 5-7 วัน

ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นในประเทศแถบเอเชียเขตร้อน มีลักษณะคล้ายหญ้าและมีใบสูงยาวส่งกลิ่นเฉพาะตัว นอกจากนำมาใช้ประกอบอาหาร ปรุงแต่งกลิ่นในอาหาร และทำเครื่องดื่มแล้ว ตะไคร้ยังถูกนำไปใช้ในหลากสาขา เช่น อุตสาหกรรมสบู่ เครื่องสำอาง การบำบัดด้วยกลิ่น หรือการสกัดเป็นยารักษา โดยมีความเชื่อว่าสารเคมีในตะไคร้ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อาจสามารถช่วยป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียกับยีสต์ได้ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดและลดไข้ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในระหว่างมีประจำเดือน และเป็นส่วนผสมในสารที่ช่วยไล่ยุงได้ เป็นต้น

แม้จะเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในการบริโภคและประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับประสิทธิผลของตะไคร้แท้จริงแล้วยังคงมีอย่างจำกัด และไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในเชิงการแพทย์ โดยบางงานวิจัยก็ได้ตรวจสอบสมมติฐานถึงผลของตะไคร้ต่อสุขภาพในด้านต่างๆ ดังนี้

ระงับกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

กลิ่นปากเป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ การไม่รักษาสุขอนามัยภายในช่องปาก การติดเชื้อภายในช่องปาก ตลอดจนการใช้ยารักษาบางชนิด ผู้ที่มีกลิ่นปากอาจสูญเสียความมั่นใจและเกิดความวิตกกังวลจนอาจต้องไปปรึกษาแพทย์ เพื่อหาวิธีรักษาและระงับกลิ่นปาก

ตะไคร้ เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงมีการค้นคว้าที่นำตะไคร้มาเป็นส่วนหนึ่งในการทดลองใช้สารสกัดจากตะไคร้ผลิตน้ำยาบ้วนปาก โดยมีผู้อาสาเข้าร่วมการทดลอง จำนวน 20 ราย ผลการทดลองพบว่า น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการยับยั้งแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดกลิ่นปากบางชนิดได้คือ แบคทีเรียกลุ่มแอกทิโนไมซีเทมคอมิแทนส์ (Aggregatibacter Actinomycetemcomitans) และ พอร์ฟิโรโมแนส จินจิวาลิส (Porphyromonas Gingivalis) แต่มีประสิทธิผลต่ำต่อการต้านเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส (Streptococcus Mutans)

โดยรวมแล้ว น้ำยาบ้วนปากจากตะไคร้สามารถช่วยลดกลิ่นปากลงได้และพบว่ามีความปลอดภัยจากการใช้งานในกลุ่มผู้ถูกทดลอง แม้ยังคงต้องมีการปรับปรุงกลิ่นฉุนและรสชาติจากตะไคร้เพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตาม งานทดลองนี้เป็นงานทดลองขนาดเล็ก จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในด้านนี้ต่อไป เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์จากตะไคร้ในการระงับกลิ่นปากได้ในอนาคต

โดยปกติ ในช่องปากของคนเรามีแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดอาศัยอยู่ หากมีเชื้อจุลชีพเหล่านี้ในจำนวนที่ไม่เป็นอันตราย จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพช่องปากแต่อย่างใด แต่ปัญหาเชื้อราในช่องปาก เกิดจากการมีเชื้อราแคนดิดาอัลบิแคนส์ (Candida Albicans) ในช่องปากเป็นจำนวนมาก และเชื้อเหล่านี้มีการเจริญเติบโตจนเกินกว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายจะควบคุมได้ จึงเป็นที่มาของอาการต่างๆ เช่น มีคราบหรือปื้นสีขาวตามลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม ต่อมทอนซิล สร้างความเจ็บปวด หรือกลืนอาหารลำบาก เป็นต้น

แม้ตะไคร้อาจมีผลต่อการยับยั้งควบคุมแบคทีเรียในช่องปากบางชนิด แต่สำหรับจุลชีพที่เป็นเชื้อรานั้น มีงานทดลองหนึ่งที่ทำการทดลองในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีเชื้อราในช่องปาก จำนวน 90 ราย โดยแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 3 กลุ่ม และให้แต่ละกลุ่มรับการรักษาด้วยยาม่วงหรือเจนเชียนไวโอเล็ต น้ำมะนาว และตะไคร้ เป็นระยะเวลา 11 วัน ผลการทดลองพบว่า น้ำมะนาว มีประสิทธิผลทางการรักษาเชื้อราในช่องปากที่ดีกว่ายาม่วง ส่วนยาม่วงและน้ำตะไคร้ต่างก็มีผลช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้เช่นกันเมื่อเทียบกับก่อนรับการทดลอง อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของตะไคร้ในการรักษาเชื้อราในช่องปากยังไม่ปรากฏเป็นที่ชัดเจน และการวิจัยนี้ทำการทดลองในกลุ่มผู้ป่วยเอชไอวีจำนวนหนึ่งเท่านั้น จึงควรมีการค้นคว้าในด้านนี้ต่อไป

ยุง เป็นสัตว์ดูดเลือดและพาหะนำโรคติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์เลือดอุ่นมาสู่คนได้ เช่น ไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย ไข้เหลือง ไข้สมองอักเสบ ไวรัสซิกา เป็นต้น ส่วนตัวริ้นนั้น เป็นแมลงดูดเลือดขนาดเล็กเช่นเดียวกับยุง ซึ่งสร้างความรำคาญและนำโรคมาสู่คนได้เช่นเดียวกัน

มีการทดลองประสิทธิภาพของตะไคร้ด้วยการทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมัครทดลอง แล้วให้ผู้ทดลองอยู่ในบริเวณที่มีตัวริ้น ชนิด Culicoides Pachymerus อยู่อย่างชุกชุม โดยทดลองซ้ำๆ 10 ครั้ง เพื่อทดสอบประสิทธิผลทางการป้องกันภายใน 3-6 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่า โลชั่นที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลทางการป้องกันตัวริ้นชนิดนี้ได้สูงสุดถึงประมาณ 5 ชั่วโมง

ส่วนการทดลองถึงประสิทธิภาพของตะไคร้ในการป้องกันยุงก้นปล่องสายพันธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมัครทดลองเพศชาย 3 คน พบว่า ยากันยุงที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงได้ยาวนานที่ประมาณ 3 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม งานทดลองเหล่านี้เป็นการทดลองขนาดเล็ก แม้ในปัจจุบันจะมีการนำตะไคร้มาเป็นส่วนหนึ่งในผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง แต่ก็ควรมีการศึกษาค้นคว้าถึงประสิทธิผลในด้านนี้ต่อไป เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาปรับประยุกต์ใช้เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวัน

รังแค เป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดกับหนังศีรษะ มีอาการคือ หนังศีรษะลอกแตกออกเป็นแผ่นผิวหนังแห้ง และก่อให้เกิดอาการคัน แม้ไม่ได้นำไปสู่อาการป่วยที่เป็นอันตราย แต่รังแคก็เป็นปัญหารังควานใจ สร้างความวิตกกังวล และสูญเสียความมั่นใจได้ไม่น้อย

ในปัจจุบัน มีแชมพูยาและวิธีการรักษารังแคอย่างหลากหลาย แต่มีงานทดลองหนึ่งในไทยที่นำเอาน้ำมันสกัดจากตะไคร้มาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่น 5, 10 และ 15% โดยมีอาสาสมัครทดลองเป็นคนไทยในวัย 20-60 ปี จำนวน 30 คน ผลการทดลองพบว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่นตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการลดปริมาณรังแคลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของตะไคร้ 10%

อย่างไรก็ดี งานทดลองนี้เป็นการทดลองขนาดเล็กในกลุ่มประชากรจำนวนหนึ่งเท่านั้น จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าถึงคุณประโยชน์ของตะไคร้ต่อการรักษากำจัดรังแคเพิ่มเติมต่อไป ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรระมัดระวังในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษารังแคทั้งที่เป็นตัวยาหรือที่มีส่วนผสมของสมุนไพรใดๆ โดยปรึกษาแพทย์และเภสัชกร รวมทั้งศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ดีก่อนการใช้งานเสมอ

เกลื้อน เป็นการติดเชื้อรามาลาสซีเซีย (Malassezia) บริเวณผิวหนัง โดยปกติ บริเวณผิวหนังของคนเราจะมีเชื้อราชนิดนี้อาศัยอยู่อยู่แล้ว แต่การติดเชื้ออาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลทำให้เชื้อราเกิดการลุกลาม เช่น อากาศร้อนและชื้น ผิวมัน มีเหงื่อออกมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นต้น ทำให้ปรากฏอาการเป็นผิวหนังเป็นจุดดวงที่มีสีอ่อนหรือเข้มกว่าผิวหนังปกติ มักเกิดขึ้นบริเวณแผ่นหลังหรือหน้าอก

เนื่องจากมีสมมติฐานที่ว่าตะไคร้อาจมีประสิทธิภาพในทางการรักษาป้องกันการติดเชื้อจุลชีพได้ จึงมีงานทดลองหนึ่งเกิดขึ้นเพื่อพิสูจน์ประสิทธิผลในเรื่องนี้ โดยให้ผู้ป่วยโรคเกลื้อนรักษาด้วยการทาน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะคีโตโคนาโซล โดยแบ่งการทดลองเป็น 2 ระยะ ระยะแรกมีผู้ป่วยเข้ารับการทดลอง 20 ราย และมีผู้ป่วยเข้ารับการทดลอง 47 ราย ในระยะที่ 2 โดยใช้เวลาในการรักษาเป็นเวลาทั้งสิ้น 40 วัน

ผลการทดลองพบว่า น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีอัตราการรักษาผู้ป่วยโรคเกลื้อนอยู่ที่ประมาณ 60% ในขณะที่ตัวยาคีโตโคนาโซลมีประสิทธิผลทางการรักษาสูงกว่าคือ อยู่ที่ 80%

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลต่างๆ รวมถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อจุลชีพและความปลอดภัยในการใช้ตะไคร้ในด้านต่างๆ ยังคงมีจำกัด และยังคงต้องการการศึกษาค้นคว้าต่อไป เพื่อประโยชน์สูงสุดทางการแพทย์และสุขภาพของคนทั่วไปในอนาคต