การจัดการด้านคลังสินค้า พบว่า เกษตรกรบางส่วนยังขาดองค์

ความรู้ในเรื่อง know how ด้านการบริหารเงินทุน (ไม่กล้านำเงินทุนมาหมุนเวียน) รวมทั้งโรงงานในพื้นที่ขาดเงินทุนหมุนเวียน ทำให้เกษตรกรขายผลผลิตให้กับแหล่งขายทั่วไปซึ่งเป็นเจ้าประจำ ดังนั้น ควรส่งเสริมโดยให้ความรู้เรื่องการบริหารเงินทุนหมุนเวียน การทำแผนการใช้เงิน และการกำหนดเป้าหมาย การหาช่องทางการตลาดในพื้นที่ เช่น โรงงานแปรรูปในชุมชน และการสร้างเครือข่าย เช่น กลุ่มมะพร้าวอินทรีย์ในพื้นที่ เป็นต้น ด้านการขนส่ง พบว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์ยังมีค่าใช้จ่ายในเรื่องการขนส่งที่ค่อนข้างสูง

จึงต้องพัฒนาระบบการขนส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพ หรือสินค้าอินทรีย์ควรได้รับการลดหย่อนในเรื่องค่าขนส่ง และด้านการสูญเสีย พบว่า การแปรรูปยังเป็นลักษณะแบบเดิม ไม่มีการเพิ่มมูลค่าผลผลิตสินค้าจากส่วนที่เหลือ จึงควรสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาต่อยอด และความร่วมมือของทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย เพื่อให้ทุกส่วนของมะพร้าวแปรรูปและสามารถเพิ่มมูลค่าได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การสร้างฐานการผลิตในต่างประเทศ โดยพัฒนาร่วมกับคู่ค้าในแต่ละประเทศเป็นสิ่งสำคัญ ประกอบกับการขึ้นทะเบียน เกษตรกร ผู้ประกอบการ ที่ดำเนินการเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ จะเป็นฐานข้อมูลในการเชื่อมโยงในเรื่องการจัดหา การขนส่ง และการตลาด เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันสินค้าอินทรีย์ของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้จากการจัด focus group สศก. จะนำไปใช้เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริหารจัดการโลจิสติกส์สินค้าอินทรีย์ต่อไป สำหรับท่านที่สนใจข้อมูล สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนชาวสวนทุเรียนทั่วประเทศสร้างเครือข่ายความเข้มแข็ง ผลักดันตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย พร้อมเป็นแกนกลางหนุนเลือกตั้ง “นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียน” เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนภาพรวมทั้งระบบ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ทุเรียนเป็นราชาผลไม้ไทยที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ มีความสำคัญต่อภาคเกษตรไทยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก กระแสความนิยมของการปลูกทุเรียนในปัจจุบันนับว่ามีทิศทางที่สูงขึ้น เห็นได้จากการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งประเทศขณะนี้มีมากถึง 32 จังหวัด (ข้อมูลเอกภาพสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2561) ข้อมูลสถานการณ์การผลิตทุเรียนทั้งประเทศ ตั้งแต่ปี 2557-2561 พบว่า เนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นจาก 666,505 ไร่ เป็น 839,725 ไร่

หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20.62 เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นจาก 570,567 ไร่ เป็น 654,509 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.82 เมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจาก 631,774 ตัน เป็น 737,065 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.29 ขณะที่มูลค่าและปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการส่งออกในปี 2561 เป็นเงิน 35,333 ล้านบาท ปริมาณ 530,226 ตัน ซึ่งเพิ่มจากปี 2560 ที่มีมูลค่า 24,847 ล้านบาท ปริมาณ 513,883 ตัน และจากข้อมูล 4 ปีที่ผ่านมา (2558-2561) ประเทศไทยส่งออกทุเรียนเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยมีจีนเป็นตลาดหลักในการส่งออก

กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ตระหนักถึงแนวโน้มการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งประเทศ ในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 655,505 ไร่ เป็น 839,725 ไร่ โดยมีเกษตรกรที่มีความสามารถโดดเด่นเป็นเกษตรกรต้นแบบที่ดี (best practice) พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน ซึ่งกระจัดกระจายหลายภาคทั่วประเทศ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการรวมกันเป็นองค์กรหรือเครือข่ายระดับประเทศ ได้เล็งเห็นความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย ตลอดจนการสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้ทุเรียนเป็นต้นแบบการพัฒนาและบริหาร จัดการผลไม้ด้วยความสามารถขององค์กรเกษตรกรเอง

โดยมีภาครัฐเป็นฝ่ายให้การสนับสนุน ดังนั้น จึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้มแข็งสู่การเป็น สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย ขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2562 ณ ห้องประชุมรวงข้าว อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ 1. เพื่อสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย 6 ภูมิภาค และ 2. กำหนดแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนทั้งระบบ ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย การเลือกตั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย การเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ เรื่อง อนาคตทุเรียนไทยใครกำหนด การยกร่างกฎระเบียบ/ข้อบังคับ สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย โดยคณะกรรมการสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรกร ที่ปลูกทุเรียนทั่วประเทศทั้ง 6 เขต เขตละ 15 คน รวม 90 คน

ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดหวังว่า การจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยครั้งนี้ จะทำให้เกิดการผลิตทุเรียนคุณภาพสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้ทุเรียนเป็นต้นแบบการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ด้วยความสามารถขององค์กรเกษตรกรเอง มีการขับเคลื่อนการผลิตและการตลาด รวมทั้งมองถึงการแสวงหาตลาดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดผูกขาดอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะเป็นแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการทุเรียนในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนจะได้ปรับเปลี่ยนการผลิต มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนในการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้น มีการวางแผนที่ดีลดความเสี่ยงการผลิตสินค้าซึ่งมากเกินความต้องการ ถือเป็นการพัฒนาเกษตรกรรมของประเทศ ด้วยวิถีทาง แห่งนวัตกรรม การเพิ่มมูลค่าและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามนโยบายเกษตร 4.0

สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย 6 ราย ประกอบด้วย 1. นายพนม จันทร์สอง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อายุ 69 ปี 2. นายประโยชน์ พรหมสุวรรณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อายุ 65 ปี 3. นายธีรภัทร อุ่นใจ อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี อายุ 55 ปี 4. นายสัมฤทธิ์ ม่วงประเสริฐ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ อายุ 55 ปี 5. นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร อายุ 50 ปี และ 6. นายปีติภัทร วิสาวะโท เขตบางแค กรุงเทพมหานคร อายุ 59 ปี ผลปรากฏว่า นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร มีคะแนนสูงสุด ได้รับเลือกตั้งให้เป็น นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตรวจเยี่ยมโครงการ “การผลิตไก่พื้นเมืองและไก่ลูกผสม เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างยั่งยืน” ณ พื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการเกษตร ตำบลสามัคคี อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์

วช. ในฐานะหน่วยงานให้การสนับสนุนทุนวิจัย ได้จัดสรรทุนอุดหนุนการวิจัยโครงการจัดการความรู้การวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์เชิงชุมชน สังคม ตามแนวพระราชดำริ ประจำปีงบประมาณ 2562 แก่ ดร.จิระนันท์ อินทรีย์ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่พื้นเมืองแก่เกษตรกร กลุ่มอาชีพในชุมชน และการวางแผนต้นทุนการผลิตและการจัดการทางการตลาด พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายเกษตร กลุ่มอาชีพผู้ผลิตไก่ พื้นเมือง และไก่พื้นเมืองลูกผสม

ซึ่งเป็นโครงการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยการนำเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นแนวทางในการลดปัจจัยนำเข้า ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้นำมาซึ่งชุมชนเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้

พื้นที่กลุ่มเป้าหมายในการถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัย จะต้องมีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจ มีการรวมตัวกันของชุมชน มีกลุ่มอาชีพ การจัดลานค้าชุมชนหรือตลาดนัดชุมชน มีกองทุนของชุมชนและกลุ่มออมทรัพย์ ซึ่งวิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ตำบลห้วยโพธิ์ อำเภอเมือง กาฬสินธุ์ และวิสาหกิจชุมชนการเกษตรตำบลสามัคคี อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นพื้นที่ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาถ่ายทอดให้กับชุมชน

คณะนักวิจัยได้ใช้พื้นที่นี้ในการดำเนินงาน จนเป็นผลสำเร็จแล้ว วช. โดยนายสมบูรณ์ วงค์กาด รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ดร.อรสุดา เจริญรัถ ผู้ทรงคุณวุฒิ และนายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการ กองประเมินผลและจัดการความรู้การวิจัย พร้อมด้วยทีมงาน วช. ได้เดินทางตรวจเยี่ยมโครงการดังกล่าว เพื่อติดตามการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุมชน พร้อมให้ข้อเสนอแนะแก่คณะนักวิจัย ในวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ณ อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวหลังจากการนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ในการเยี่ยมชม ศูนย์ขยายพันธ์พืชที่ 1 จ.ชลบุรี ว่า ปัจจุบันปัญหาหนึ่งของการเกษตร คือเกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ดี และ พันธุ์ดียังมีราคาแพง ในขณะที่พืชหลายชนิดเรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศอยู่มาก กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดจัดตั้งศูนย์ขยายพันธุ์พืช 10 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการผลิตและขยายพันธุ์พืชในชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายไปสู่ กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ศูนย์พันธุ์พืชชุมชน Young Smart Farmer แปลงใหญ่ ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่มีความต้องการ ผ่านกลไกงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ และยังผลิตรองรับพืชเศรษฐกิจที่มีปัญหาโรคพืชแฝงติดไปกับต้นพันธุ์ เช่น ท่อนมันสำปะหลัง

กรมส่งเสริมการเกษตรได้ปรับพื้นที่ของ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร 10 ศูนย์ (เดิม ศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ซึ่งมีภารกิจหลักในการขยายพันธุ์พืชโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออยู่แล้ว และปรับปรุงให้เป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืชให้ครบทุกวิธี ตั้งแต่การผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ การใช้ท่อนพันธุ์ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อสู่เกษตรกร และจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืชในการกำกับดูแล ซึ่งศูนย์ฯ ยังกระจายอยู่ทั่วประเทศ 10 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช ชลบุรี สุพรรณบุรี นครราชสีมา อุดรธานี บุรีรัมย์ มหาสารคาม ลำพูน และพิษณุโลก โดยวิเคราะห์ความต้องการด้านการผลิต ผ่านขับเคลื่อนผ่านกระบวนการงานส่งเสริมการเกษตร มี สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด ทำงานร่วมกัน

นายวิชัย ตู้แก้ว ผู้อำนวยการกองขยายพันธุ์พืช กล่าวเพิ่มเติมว่า กองขยายพันธุ์พืช เริ่มดำเนินงานเมื่อปี 2561 โดยได้ปรับปรุงโรงเรือนอนุบาลพันธุ์พืช จำนวน 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชจังหวัดชลบุรี, นครราชสีมา, นครศรีธรรมราช, มหาสารคาม และอุดรธานี จัดทำแปลงพันธุ์ไม้ผลยืนต้น พืชผักสมุนไพร และไม้ดอกไม้ประดับ กว่า 102 ชนิด พื้นที่ 838 ไร่ สำหรับเตรียมความพร้อมในการผลิตต้นพันธุ์พืชพันธุ์ดี รวมถึงผลิตแม่พันธุ์พืชพันธุ์ดีในห้องปฏิบัติการ ได้แก่ สตรอว์เบอร์รี่ สับปะรดผลสด หน่อไม้ฝรั่ง กล้วยหิน อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และอื่น ๆ รวมกว่า 17 ชนิด มากกว่า 255,000 ต้น รวมทั้งพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานผลิตและขยายพันธุ์พืชให้มีความเข้าใจในการผลิตและขยายพันธุ์พืชตลอด ทั้งกระบวนการผลิต

สำหรับ ปี 2563 กองขยายพันธุ์พืชวางแผนผลิตพืชพันธุ์ดี กว่า 1 ล้านต้น เช่น ต้นพันธุ์อ้อยโรงงาน โดยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 100,000 ต้น เพื่อแก้ไขปัญหาโรคใบขาวซึ่งติดไปกับท่อนพันธุ์, ต้นพันธุ์กล้วยหิน โดยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 200,000 ต้น เพื่อแก้ไขปัญหาโรคเหี่ยวจากแบคทีเรีย, ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง 100,000 ท่อน แก้ไขปัญหาหัวเน่าและใบด่าง , ต้นพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่ โดย เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 100,000 ไหล เพื่อรองรับผลิตสตรอว์เบอร์รี่นอกฤดูในโรงเรือน รวมไปถึงต้นพันธุ์สับปะรดผลสด โดยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 600,000 ต้น เพื่อรองรับการผลิตเพื่อการส่งออก และพืชอื่นๆ ตามความต้องการของพื้นที่อีกกว่า 30 ชนิด

วันนี้ (26 มิ.ย. 62 ) ที่ห้องประชุมชั้น 2 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพฯ นายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานการแถลงข่าวงาน Thailand Social Expo 2019

ภายใต้แนวคิด “ร่วมมือ ร่วมใจ สังคมไทยยั่งยืน – Partnership for Sustainability” ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 5 – 7 กรกฎาคม 2562 เวลา 09.00 – 20.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. และหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านสังคมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม จากประเทศไทยและอาเซียนกว่าร้อยหน่วยงาน เพื่อแสดงผลงานด้านสังคมของรัฐบาลและงานมหกรรมด้านสังคมครั้งที่ 2 ของประเทศไทย เป็นการต่อยอดและขยายผลของการรวบรวมผลงานนวัตกรรมทางสังคมและเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาสังคมและประชาชนกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย
รวมทั้งผลการคิดค้นและการดำเนินงานสำคัญในด้านสังคมของประเทศไทยและอาเซียน

นายปรเมธี กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาสังคมของประเทศไทย มีการดำเนินงานที่มุ่งมั่นในการผลักดันและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ด้วยการพัฒนาระบบสวัสดิการและระบบการคุ้มครองทางสังคมรองรับการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต และสร้างการรับรู้ในสังคมพร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมของประเทศอย่างมีคุณภาพ เพื่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้ ปี 2561 ที่ผ่านมา กระทรวง พม. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านสังคมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคมจัดงาน Thailand Social
Expo 2018

ซึ่งเป็นการแสดงผลงานด้านสังคมของรัฐบาลและงานมหกรรมด้านสังคมครั้งแรกของประเทศไทย โดยมีประชาชนผู้สนใจ จากทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัยเข้าร่วมงานเป็นจำนวนกว่า 35,000 คน ซึ่งนับว่าการจัดงานครั้งแรกประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

นายปรเมธี กล่าวต่อไปว่า สำหรับปี 2562 กระทรวง พม. ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านสังคมทุกภาคส่วนจากทั้งประเทศไทยและอาเซียน กว่า 22 หน่วยงาน กำหนดจัดงาน Thailand Social Expo 2019 ภายใต้แนวคิด “ร่วมมือิร่วมใจ สังคมไทยยั่งยืน – Partnership for Sustainability” ระหว่างวันที่ 5 – 7 กรกฎาคม 2562 เวลา 09.00 – 20.00 น.ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงผลงานด้านสังคมของรัฐบาลและงานมหกรรมด้านสังคมครั้งที่ 2 ของประเทศไทย และแสดงศักยภาพการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม รวมถึงการสร้างบทบาท การเป็นองค์กรนำในการพัฒนาสังคมอีกทั้งเป็นการต่อยอดและขยายผลของการรวบรวมผลงานนวัตกรรมทางสังคมและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสังคมและประชาชนกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย รวมทั้งผลการคิดค้นและการดำเนินงานสำคัญในด้านสังคมของประเทศไทยและอาเซียน

นายปรเมธี กล่าวต่ออีกว่า งาน Thailand Social Expo 2019 มีกิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจมากมายและหลากหลาย โดยแบ่งออกเป็น 4 โซน ประกอบด้วย

โซนที่ 1 การเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับประชาชนกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย อาทิ สมัชชาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ วาระแห่งชาติ Active Aging สูงวัยอย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีความสุข สื่อสารสร้างสรรค์ป้องกันปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก และ การยกระดับ CSR สู่พลังจิตสาธารณะ ลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน พร้อมการแลกเปลี่ยนมุมมองวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาสังคม ในการประชุมและการสัมมนาทางวิชาการของแต่ละหน่วยงาน

โซนที่ 2 การบริการทางสังคม อาทิ บริการตรวจสุขภาพ ตรวจวัดสายตาประกอบแว่นฟรี ประมูลทรัพย์หลุดจำนำ สาธิตการพัฒนาฝีมือแรงงานและการฝึกอาชีพ ตัวอย่างแบบบ้านประหยัดพลังงาน การเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณ การทำบัตรประจำตัวประชาชน และการให้บริการจัดหางาน
เป็นต้น

โซนที่3 การแสดงบนเวทีและการแสดงนวัตกรรมทางสังคม โดยเฉพาะ Pavilion กลาง
มีการแสดงผลงานการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ได้แก่ ปฐมวัย วัยรุ่น วัยแรงงาน และวัยสูงอายุ
รวมทั้งการแสดงนวัตกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ การแสดง Application งานด้านสังคมและการแสดงบนเวทีกลาง อาทิ การแสดงดนตรีของคนพิการ Fight for Dream การแสดงจำอวดหน้าม่าน ตอนการให้ทานถูกวิธีลดวิถีการขอทาน และ

โซนที่4 การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าและร้านอาหารอาทิผลิตภัณฑ์ทอฝันbyพม.ผลิตภัณฑ์OTOP ร้านค้า ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และเบเกอรี่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบูธนิทรรศการวิชาการผลิตภัณฑ์ของหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านสังคมที่พร้อมนำเสนออีกมากมายภายในงาน

“ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่าน ทุกช่วงวัย เข้าร่วมงาน Thailand Social Expo 2019 ระหว่างวันที่ 5 – 7 กรกฎาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 20.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพื่อช่วยกัน ร่วมมือ ร่วมใจ ร่วมพัฒนาสังคมไทยให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป” นายปรเมธี กล่าวในตอนท้าย ติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์ได้ที่ https://web.facebook.com/ThailandSocialExpo/videos/1334507230032356/
#ThailandSocialExpo2019 #ร่วมมือร่วมใจสังคมไทยยั่งยืน #นวัตกรรม #เทคโนโลยี
#กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

#อิมแพ็ค #ImpactArena กรมวิชาการเกษตร ปลุกกระแสผ้าฝ้ายไทย โชว์ผลงานวิจัยฝ้ายพันธุ์ใหม่ “ตากฟ้า 6” ฝ้ายเส้นใยสีน้ำตาลธรรมชาติพันธุ์แรกของไทยไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอกย้อม เพิ่มมูลค่าผลผลิต และนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสิ่งทอเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดเป็น green product ยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ฝ้าย จัดเป็นพืชที่มีความสำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตเครื่องนุ่งห่มโดยเฉพาะในภาวะโลกร้อนเช่นปัจจุบัน เพราะสามารถดูดซับเหงื่อได้ดีและระบายความร้อนออกจากเส้นใยได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปัจจุบันพื้นที่การปลูกฝ้ายของประเทศไทยจะลดลงอย่างมาก เนื่องจากมีพืชแข่งขันอื่นที่ทำรายได้สูงกว่า และปัญหาด้านมลภาวะจากกระบวนการฟอกย้อม แต่เกษตรกรส่วนหนึ่งยังคงมีความผูกพันและต้องการที่จะปลูกฝ้าย เพื่อใช้สำหรับผลิตหัตถกรรมสิ่งทอในครัวเรือนทั้งของตนเอง หรือรองรับการผลิตหัตถกรรมสิ่งทอของชุมชนในรูปผลิตภัณฑ์ OTOP แสดงให้เห็นว่าการปลูกฝ้ายยังคงความสำคัญสำหรับวิถีชีวิตชุมชนของประเทศไทย

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร จึงได้วิจัยและพัฒนาฝ้ายพันธุ์ใหม่ ใช้ชื่อว่า “ตากฟ้า 6” โดยมีคุณสมบัติพิเศษ มุ่งเน้นความเป็นเส้นใยธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้ความนิ่มนวล และมีสีน้ำตาลตามธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอกย้อม เพื่อลดต้นทุนแรงงาน ลดขั้นตอนและเวลาในการฟอกย้อมสี อีกทั้งยังปลอดภัยต่อการใช้สารเคมีในการฟอกย้อม ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคที่กลับมานิยมใช้เส้นใยฝ้ายสีธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 เป็นฝ้ายพันธุ์แรกของไทยที่มีเส้นใยสีน้ำตาลตามธรรมชาติ และมีความละเอียดอ่อนของเส้นใยสูง เมื่อนำไปทอจะได้เนื้อผ้าที่มีความนิ่ม สบาย ให้ผลผลิตเฉลี่ย 177 กิโลกรัม ต่อไร่ ต้านทานต่อโรคใบหงิก เจริญเติบโตดี ดูแลรักษาง่าย ทนทานต่อโรคแมลงศัตรู เก็บเกี่ยวง่าย และปลูกได้ในแหล่งผลิตฝ้ายของประเทศไทยทั่วไป ซึ่งจากการนำฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 ไปให้กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองปลูกทดสอบ พบว่าเกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการปลูกฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 และกลุ่มทอผ้าชอบเส้นใยที่อ่อนนุ่มและมีความแปลกใหม่ของสีธรรมชาติ ทำให้การปลูกและทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองกลับมาเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกครั้ง

นอกจากนี้ เส้นใยจากฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 สามารถนำไปแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากความแปลกใหม่ โดยมีผู้ผลิตหัตถกรรมศูนย์ทอผ้าพื้นเมืองบ้าน และกลุ่มสายใยทองผ้าทอยกดอก จังหวัดลำพูน กลุ่มทอผ้าจังหวัดชัยภูมิ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองจังหวัดเลย กลุ่มทอผ้าฝ้าย จังหวัดเพชรบูรณ์ และกลุ่มทอผ้าไทย จังหวัดนครสวรรค์ ได้นำเส้นใยจากฝ้ายพันธุ์นี้ไปแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอรูปแบบใหม่ๆ เป็นการสร้างงานให้แก่ชนบท

ซึ่งผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 สามารถเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าเส้นใยประดิษฐ์ถึงเท่าตัว โดยเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 ราคาประมาณ 1,000 บาท ต่อชิ้น ผู้ผลิตจะได้เพิ่มขึ้นจากเดิมชิ้นละ 500 บาท ทำให้กระแสการปลูกและทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองกลับมาเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกครั้งหนึ่ง

“ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 6 จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต และสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดเป็น green product เพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอสำหรับตลาดเฉพาะ (Niche Market) ทั้งในประเทศ และเพื่อการส่งออก” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว