การจัดตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพในอุตสาหกรรมอาหาร

มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้าง พื้นฐานที่จำเป็นต่อวิชาชีพให้กับกลุ่มครู ช่างเทคนิคและนักเรียนอาชีวะ ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยในการจัดการ การผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นางสาววสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ กรรมการและผู้จัดการ บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เปิดเผยว่า ในปีนี้ บตท.มีเป้าหมายจะไปรับซื้อสินเชื่อจากสถาบันการเงินและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รวม 9 พันล้านบาท ในจำนวนนี้จะแบ่งเป็นการรับซื้อสินเชื่อจากสถาบันการเงิน 5 พันล้านบาท และ อีก 4 พันล้านบาทจะรับซื้อจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ โดยได้มีการหารือกับกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แล้ว และหารือกับการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ในการซื้อสินเชื่อวงเงิน 3,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการซื้อจากผู้ประกอบการ

“ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อของ บตท.อยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการรับซื้อจากสถาบันการเงินทั้งหมด โดยปีนี้เป็นปีแรกที่เข้าซื้อพอร์ตสินเชื่อจากผู้ประกอบการอสังหาฯ ซึ่งมีการเจรจาผ่านสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว พบว่าผู้ประกอบการในต่างจังหวัดสนใจขายพอร์ตสินเชื่อให้ บตท. ซึ่งการซื้อ สินเชื่อจากผู้ประกอบการและ กคช.เป็นการสนับสนุนให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง เข้าถึงสินเชื่อบ้านง่ายขึ้น” นางสาววสุกานต์ กล่าว

นางสาววสุกานต์ กล่าวว่า บตท.ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้โดยตรง แต่สามารถซื้อพอร์ตมาบริหาร โดยนำเงินมาจากการออกพันธบัตร มาใช้ในการปล่อยกู้ ทำให้สามารถคิดดอกเบี้ยอัตราคงที่นานถึง 10 ปี ช่วยทำให้ผู้กู้สามารถบริหารทางการเงินในระยะยาว และช่วยลดความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นได้ นางสาว วสุกานต์ กล่าวว่า ในปีนี้ตั้งเป้ามีกำไรสุทธิที่ 139 ล้านบาท โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีกำไรก่อนหักสำรองแล้ว 50 ล้านบาท ส่วนปีที่ผ่านมากำไร 27 ล้านบาท ได้มีการหักสำรองหนี้สงสัยจะสูญประมาณ 400 ล้านบาท

“ปีที่แล้ว บตท.ไม่ได้เข้าไปรับซื้อสินเชื่อ เพราะปรับปรุงโมเดลการทำธุรกิจ ดังนั้น ปีนี้ หลังจากกฎหมายใหม่ บทต.เปิดโอกาสให้สามารถซื้อสินเชื่อจากนอนแบงก์ เช่าซื้อ และลีสซิ่งได้ จะได้เห็นอะไรแปลกใหม่ เริ่มจากการรับซื้อสินเชื่อจากผู้ประกอบการอสังหาฯ แม้จะมีความเสี่ยง แต่ บตท.ปรับแนวทางการบริหารสินเชื่อใหม่ เช่น รับซื้อสินเชื่อที่มีประวัติการชำระดี 1 ปีขึ้นไป และดูระดับหนี้ต่อรายได้ที่แสดงถึงความสามารถในการชำระหนี้ประกอบด้วย” นางสาววสุกานต์ กล่าว

เมื่อวันที่ 9 เมษายน นพ. อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือกับสำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) เพื่อวางแนวทางการดำเนินงานหลักสูตรการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ โดยที่ผ่านมา ศธ.เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่างๆ เสนอหลักสูตรเข้ามาให้พิจารณา มีหลักสูตรที่ผ่านการกลั่นกรองแล้ว จำนวน 200 กว่าหลักสูตร แบ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น จำนวน 119 หลักสูตร ใน 20 วิทยาลัย เน้นให้คนที่ทำงานอยู่แล้วประมาณ 20 ล้านคน ในระบบ เข้ามาเรียนเพื่อพัฒนาทักษะและสมรรถนะ เมื่อจบแล้วจะได้รับประกาศนียบัตรรับรอง แต่ไม่ได้รับวุฒิการศึกษา อีกส่วนคือ การผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี จำนวน 100 กว่าหลักสูตร ใน 20 มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ การจัดการเรียนการสอนจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุนงบประมาณ เป็นเงินอุดหนุนรายหัว ซึ่งจะเริ่มรับสมัครนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในปีการศึกษา 2561 นี้ทันที

รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า ในส่วนของหลักสูตรระยะสั้น จะให้งบประมาณอุดหนุนรายหัว เฉลี่ยรายละ 6 หมื่นบาท ต่อคน ต่อหลักสูตร และจากหลักสูตรที่เสนอมา สามารถผลิตได้ 2.6 หมื่นคน ต่อปี ใช้งบประมาณ จำนวน 1,500 ล้านบาท หลักสูตรระดับปริญญาตรี แต่ละสาขาจะใช้งบประมาณ 1-2 แสนบาท ต่อคน ต่อปี ผลิตบัณฑิตได้จำนวน 1 หมื่นคน ใช้งบประมาณปีแรก 560 ล้านบาท รวมปีการศึกษา 2561 ต้องใช้งบฯ ดำเนินการโครงการดังกล่าว จำนวน 2,060 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 17 เมษายน สำหรับปีแรก จะเสนอขอใช้งบประมาณกลางเพื่อดำเนินการก่อน เพื่อให้ทันต่อการรับนักศึกษาเข้าเรียนทั้งสถาบันอาชีวศึกษาที่จะเปิดเทอมในกลางเดือนพฤษภาคม และการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันศึกษาในระบบกลาง ปีการศึกษา 2561 ในระบบ ทีแคส รอบที่ 3 การรับตรงร่วมกัน ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้เช่นกัน จากนั้นจะเสนอของบประมาณต่อเนื่องระยะ 5 ปี เพื่อสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว รวมงบประมาณที่ต้องใช้ในโครงการนี้ทั้งหมด ประมาณ 1.1 หมื่นล้าน

“เรื่องนี้เป็นนโยบายของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่สั่งการผมมาโดยตรงด้วยวาจา ให้แก้ไขปัญหาบัณฑิตตกงาน และทำให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตตอบยุทธศาสตร์ชาติ และอุตสาหกรรมที่ขาดแคลน ศธ.จึงต้องวางแผนการทำงาน หากจะรอมาปรับทั้งระบบเป็นเรื่องยาก เพราะมหาวิทยาลัยก็มีความเป็นอิสระในการกำหนดหลักสูตรเอง จึงคิดโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ขึ้น เพื่อตอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายประเทศไทยหรือไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งจะขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งเราจะใช้ตรงนี้มาเป็นเป้าในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนคนทำงาน ที่สำคัญคือการร่วมมือกับภาคเอกชน โดยกำหนดว่าหลักสูตรการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ จะต้องไปเรียนของจริง ทำงานในสถานที่จริง 50% ของเวลาเรียนทั้งหมด เช่น หลักสูตร 4 ปี ต้องเรียนในสถานที่จริง 2 ปี ขณะเดียวกัน อาจารย์ก็จะต้องตามไปดูแลตลอดทุกวัน ภาคอุตสาหกรรมก็จะต้องตั้งคนมาสอนควบคู่กับมหาวิทยาลัย เป็นการสร้างคนให้มีแนวคิด คิดวิเคราะห์ และทำงานได้จริงจากประสบการณ์จริง” นพ. อุดม กล่าว

จราจรบนถนนมิตรภาพโคราช บ่ายนี้รถหนาแน่น 6 จุด แต่เคลื่อนตัวได้ต่อเนื่อง ยังไม่เปิดช่องจราจรพิเศษ

นครราชสีมา วันนี้ (10 เม.ย. 61) เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพการจราจร บนถนนสายหลักในพื้นที่ จ.นครราชสีมา เริ่มมีรถหนาแน่นหลายจุด โดยเฉพาะที่บริเวณถนนมิตรภาพ ช่วงลงจากสะพานต่างระดับ ต.จอหอ เข้าสู่เขต ต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองนครราชสีมา ได้มีรถยนต์สะสมหนาแน่น และเคลื่อนตัวได้ช้า เนื่องจากมีประชาชนชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากถนนสาย 204 มารวมกับรถที่มาจากถนนมิตรภาพสีคิ้ว ทำให้มีปริมาณรถสะสมมากจุดนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้า จนถึงช่วงบ่ายก็ยังมีรถทยอยมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังไม่ได้มีการเปิดช่องทางการจราจรพิเศษ เนื่องจากยังสามารถระบายรถยนต์ให้เคลื่อนตัวได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันศูนย์ควบคุมการจราจรตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า ช่วงบ่ายนี้บนถนนสายหลัก ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา มีรถหนาแน่นอยู่ 6 จุด ประกอบไปด้วย 1.ถนนมิตรภาพเขตเชื่อมต่อระหว่าง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี กับ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา, 2.ถนนมิตรภาพ บริเวณก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ ริมอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว, 3.ถนนมิตรภาพ บริเวณก่อนถึงทางต่างระดับ ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว, 4.ถนนมิตรภาพ ต.จอหอ อ.เมืองนครราชสีมา, 5.ถนนมิตรภาพ ต.ดอนชมพู อ.โนนสูง และ 6.ถนนมิตรภาพ ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง โดยทั้ง 6 จุด ยังไม่มีการเปิดช่องทางการจราจรพิเศษ เนื่องจากรถยังเคลื่อนตัวได้ต่อเนื่อง ส่วนถนนสาย 304 ปักธงชัย-วังน้ำเขียว วันนี้รถยังเบาบาง โดยมีรถชะลอตัวเป็นช่วงๆ บริเวณทางขึ้นเขา ลงเขาเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ที่สถานีขนส่งจังหวัดนครราชสีมาแห่งที่ 2 ก็ได้มีประชาชนที่เริ่มหยุดงาน และเดินทางมาจองตั๋วขึ้นรถโดยสารสาธารณะกันอย่างคึกคัก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่องจำหน่ายตั๋วเดินทางกลับภาคตะวันออก เช่น ตราด ระยอง ชลบุรี และจันทบุรี ขณะที่ช่องจำหน่ายตัวเดินทางไปจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีประชาชนมาซื้อตั๋วไม่มากนัก

วันที่ 10 เม.ย. ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ลงทุนแต่งกายชุดไทยสาธิตการกรีดยางพารา อีกหนึ่งวิถีเกษตรที่เป็นอาชีพหลักของชาวเขาสก ต.คลองศก อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการท่องเที่ยวของเขาสก ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวปักษ์ใต้ นอกเหนือจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวชมธรรมชาติขึ้นชื่อของประเทศไทยและระดับโลก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชนที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

นายฟิลิป เชอร์เลนเบร็คเกอร์ ชาวเยอรมัน บอกว่า เคยรู้ว่าอุตสาหกรรมยางมีแหล่งวัตถุดิบมาจากประเทศไทยเป็นสวนใหญ่ แต่ไม่เคยเห็นวิธีการกรีด ก่อนจะได้น้ำยางพาราที่นำเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในการเที่ยวประเทศไทย รู้สึกตื่นเต้นและรู้สึกดีที่ได้เห็นการกรีดจากสาวชุดไทย และได้ทดลองกรีดยางพาราเป็นครั้งแรก

ด้านนายไกรศักดิ์ พุทธสุภะ หรือ มิสเตอร์เขาสก เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเขาสก เล่าว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทยที่จะถึง เพื่อเป็นการสร้างสีสันดึงดูดนักท่องเที่ยว ได้ให้ผู้สาธิตการกรีดยางแต่งกายย้อนยุคเกาะกระแสนิยมไทย ตอบสนองนโยบายรัฐบาลและละครดัง ให้กับนักท่องเที่ยวได้รับชมกระตุ้นการท่องเที่ยวเขาสกให้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะแต่งเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น

นอกจากการชมการกรีดยางพารา เล่นน้ำและชมดอกบัวผุดที่คาดว่าจะบานรับสงกรานต์ที่อุทยานแห่งชาติคลองพนมแล้วนั้น ทางอุทยานแห่งชาติเขาสก ยังได้จัดเตรียมอุโมงค์น้ำตกแต่งด้วยดอกบัวผุด และพี่หมื่นไว้สร้างความชุ่มช่ำให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปที่จะหนีร้อนมาเล่นน้ำสงกรานต์ที่เขาสก

นางขูบ ชุดทองม้วน อายุ 85 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 บ้านนางาม ต.ตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว เดินทางมาที่อำเภอตาพระยา จ.สระแก้ว เพื่อขอความช่วยเหลือจาก นายอารยันต์ ท่าใหญ่ นายอำเภอตาพระยา หลังถูกลูกชายหลอกให้เซ็นชื่อหลอกโอนที่ดินเมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมา

นางขูบ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ลูกชายได้พามายังสำนักงานที่ดินสาขาอรัญประเทศ แล้วหลอกให้เซ็นชื่อ โดยโกหกว่าจะนำไปเบิกเงินช่วยเหลือน้ำท่วม ตนไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของลูกชายจึงเซ็นหนังสือให้ จนกระทั่งตนล้มป่วย น.ส.จำรัตน์ ลูกสาวซึ่งทำงานเป็นพนักงานขายของอยู่ห้างแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต ทราบข่าวว่าตนป่วยจึงลาออกจากงานมาดูแล พอสอบถามถึงเงินช่วยเหลือปรากฏว่าตนไม่เคยได้รับมา 3 ปีแล้ว ลูกสาวจึงไปถามผู้ใหญ่บ้าน ก็รู้ว่าพี่ชายได้มาหลอกพาแม่ไปโอนที่ดินไปแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ลูกสาวจึงได้พยายามขอที่ดินคืน แต่พี่ชายไม่ยอมคืนให้โดยให้ไปฟ้องร้องเอาเอง

นางขูบ เล่าต่อว่า ที่ดินดังกล่าวตนกับสามีได้แบ่งที่ดินให้ลูกชาย 2 คน ไปแล้ว คนละ 20 ไร่ ยังเหลือ น.ส. จำรัตน์ และลูกชายคนเล็กที่ยังไม่ได้ ซึ่งที่ดินที่เหลือก็ตั้งใจจะยกให้ลูกที่เหลืออีก 2 คน ที่ยังไม่ได้ และไม่คิดว่าจะมาถูกลูกชายหลอก

ด้าน นายอารยันต์ ได้ให้เจ้าหน้าที่พยายามประสานไปยังลูกชายของนางขูบ เพื่อที่จะเรียกมาเจรจากับแม่และน้องสาว แต่ลูกชายของนางขูบไม่ยอมมา นายอารยันต์จึงได้ให้นางขูบกลับบ้านไปก่อน และจะให้ทนายความเข้าไปหาเพื่อฟ้องร้องเรียกที่นาคืน

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้พานางขูบกลับบ้าน แต่ระหว่างทาง นางขูบได้ขอร้องให้ผู้สื่อข่าวพาไปยังที่นา เนื่องจากตนเองอยากเห็นที่นา เพราะเคยเข้าไปลูกชายได้ขับไล่เหมือนหมูเหมือนมา เมื่อนางขูบไปถึงที่นาก็ได้ลงจากรถ แล้วไปนั่งเหม่อมองท้องนา โดยบอกว่าที่นาแปลงนี้เป็นสมบัติตกทอดจากแม่หลังแต่งงานแล้ว แม่ได้ยกที่นาแปลงนี้ให้ มีทั้งหมด 24 ไร่ ตนทำนามาตั้งแต่ลูกๆ ยังตัวเล็กๆ อยู่เลย

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้พานางขูบกลับไปที่บ้าน พบว่า สภาพฝาบ้านเปื่อยผุพังใกล้จะหล่นลงมาแล้ว นางขูบ บอกว่า ตั้งแต่ถูกลูกชายโกงที่นาไป ก็ไม่เคยเอาเงินเอาข้าวมาให้กินแต่อย่างใด ด้าน นายพรหมแดน ลูกชายคนเล็กของนางขูบ บอกว่า หลังพี่ชายโกงที่นาไปก็ต้องไปตัดไม้มาเผาถ่านขาย พอกินบ้างไม่พอกินบ้าง ไม่เหมือนเมื่อตอนมีนาทำ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดสหกรณ์การเกษตร เกรด 1-2 รองรับนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรของรัฐบาล พร้อมขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิต หวังสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตรและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ชูสหกรณ์มีศักยภาพเข้มแข็ง 1,573 แห่ง รวบรวมผลผลิตการเกษตร 11 สินค้าหลัก ปริมาณรวม 5.32 ล้านตัน ต่อปี

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการจัดระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้การตลาดมานำการผลิต ซึ่งสหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศ มีจำนวน 4,403 แห่ง เป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีศักยภาพและมีความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจ อยู่ในระดับชั้น 1 และ ชั้น 2 จำนวน 3,200 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ ชั้น 1 จำนวน 629 แห่ง และสหกรณ์ ชั้น 2 จำนวน 2,648 แห่ง ซึ่งกรมจะดึงศักยภาพสหกรณ์การเกษตร ชั้นที่ 1 และ 2 มาทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตการเกษตรและแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตรของสมาชิก รวมถึงรวบรวมผลผลิตการเกษตรจากพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรปลอดสารพิษ เกษตรผสมผสาน และเกษตรอินทรีย์ ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการด้วย

ปัจจุบัน ศักยภาพของสหกรณ์ในการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรนับว่ามีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร อุปกรณ์และเครื่องมือการตลาด และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยจะเน้นสินค้าการเกษตรสำคัญ 11 ชนิด ปริมาณการรวบรวมผลผลิตการเกษตรทั้งหมด 5.32 ล้านตัน ต่อปี ได้แก่ 1. ข้าว มีสหกรณ์ 618 แห่ง รวบรวมผลผลิต 1,610,000 ตัน 2. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีสหกรณ์ 97 แห่ง รวบรวมผลผลิต 1,087,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งประเทศ 3. มันสำปะหลัง มีสหกรณ์ 96 แห่ง รวบรวมผลผลิต 576,000 ตัน 4. ยางพารา มีสหกรณ์ 430 แห่ง รวบรวมผลผลิต 416,000 ตัน 5. ปาล์มน้ำมัน มีสหกรณ์ 72 แห่ง รวบรวมผลผลิต 968,000 ตัน 6. ผลไม้ มีสหกรณ์ 55 แห่ง รวบรวมผลผลิต 32,000 ตัน 7. ผัก มีสหกรณ์ 44 แห่ง รวบรวมผลผลิต 3,800 ตัน 8. กาแฟ มีสหกรณ์ 20 แห่ง สามารถเก็บรวบรวมผลผลิต 4,300 ตัน 9. โคเนื้อ มีสหกรณ์ 37 แห่ง รวบรวมผลผลิต 4,000 ตัน 10. โคนม 86 สหกรณ์ รวบรวมผลผลิต 613,200 ตัน 11.สินค้าประมง มีสหกรณ์ 18 แห่ง รวบรวมผลผลิต 10,000 ตัน

นอกจากนี้ ยังมีสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการแปรรูปผลผลิตการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอีก จำนวน 718 แห่ง ปริมาณรวม 1.102 ตัน ต่อปี ได้แก่ 1.สหกรณ์ที่มีโรงสีเพื่อแปรรูปข้าว 133 แห่ง แปรรูปข้าวสาร 120,000 ตัน 2.สหกรณ์แปรรูปโคนมและน้ำนมดิบ 36 แห่ง สามารถแปรรูปนมพร้อมดื่มในรูปนมพาสเจอไรซ์ และนม UHT 157,000 ตัน 3.สหกรณ์แปรรูปโคเนื้อและโคขุน 7 แห่ง สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โคขุน 4,000 ตัน 4. สหกรณ์ผลิตน้ำมันปาล์ม 4 แห่ง สามารถแปรรูปปาล์มน้ำมัน 690,000 ตัน 5. สหกรณ์ยางพารา 430 แห่ง สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เป็นยางแผ่นรมควัน ยางอัดก้อนยางแผ่นดิบ ยางคอมปาวด์และยางแท่ง ปริมาณ 100,000 ตัน 6. สหกรณ์กาแฟ 5 แห่ง แปรรูปกาแฟ 4,300 ตัน และ 7. สหกรณ์แปรรูปผัก ผลไม้ 100 แห่ง ทำหน้าที่คัดเกรดและรักษาคุณภาพผลผลิตผักและผลไม้ ปริมาณ 27,000 ตัน ต่อปี

“สหกรณ์ที่มีศักยภาพสามารถแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศจนเป็นที่ยอมรับมีอยู่หลายชนิดสินค้า เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม เนื้อโคขุน ผลิตภัณฑ์ยางพารา กาแฟสำเร็จรูป 3in1 กล้วยหอมทองปลอดสารเคมี มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง สินค้าผักปลอดภัย ซึ่งตลาดที่สำคัญในประเทศ ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ร้านค้าสหกรณ์ ร้านอาหาร โรงแรม 5 ดาว โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และห้างโมเดิร์นเทรด เช่น แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี และเซ็นทรัล ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของสหกรณ์การเกษตร สำหรับตลาดต่างประเทศ เช่น อเมริกา จีน ญี่ปุ่น และประเทศในภูมิภาคเอเชีย และในอนาคตจะสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ ในการเข้ามาสนับสนุนดูแลเรื่องการผลิตสินค้าการเกษตรของสหกรณ์ให้มีคุณภาพ และเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ในการจัดหาตลาดมารองรับและเป็นช่องทางในการกระจายผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

สหกรณ์ร้อยเอ็ด จับมือ สหกรณ์ลำพูน ร่วมกันเชื่อมโยงกระจายสินค้า ขยายตลาดผลผลิตทางการเกษตรระหว่างกันผ่านกลไกสหกรณ์ โดยลำพูนพร้อมนำลำไยมาทำตลาดในภาคอีสาน ส่วนร้อยเอ็ด เล็งหาช่องนำข้าวหอมมะลิเกรดพรี่เมียมไปทำตลาดในภาคเหนือ

นายเสฐียรพงษ์ อินเพน สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ขณะนี้สหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ร่วมมือกับสหกรณ์ของจังหวัดลำพูน ในการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรระหว่างกัน โดยเฉพาะการนำผลไม้จากทางภาคเหนือมากระจายจำหน่ายแก่ผู้บริโภคในภาคอีสาน ทั้งลำไยสด และลำไยอบแห้งสีทอง เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตลำไยของภาคเหนือล้นตลาด เช่นเดียวกับทางสหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ดขยายช่องทางตลาดข้าวสาร ผ่านกลไกของสหกรณ์ในจังหวัดลำพูนเป็นผู้กระจายข้าวหอมมะลิเกรดพรีเมี่ยมในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งคาดว่าการเชื่อมโยงตลาดระหว่างกันครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรทั้งสองจังหวัดได้มีช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ในขั้นตอนการดำเนินงาน สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ดได้นำผู้บริหารของสหกรณ์ที่เป็นผู้นำด้านการผลิตข้าวหอมมะลิในจังหวัดร้อยเอ็ด 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ร้อยเอ็ด จำกัด สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด และสหกรณ์การเกษตรโพนทราย จำกัด พบปะกับตัวแทนสหกรณ์ในจังหวัดลำพูนเรียบร้อยแล้ว โดยได้หารือถึงแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน ทั้งการจัดหาตลาดจำหน่ายข้าวหอมมะลิและลำไย ซึ่งแต่ละจังหวัดต้องมีการตรวจสอบความต้องการในพื้นที่ว่ามีจำนวนเท่าใด จากนั้นทั้ง 2 ฝ่าย จะมาหารือถึงขั้นตอนการกระจายสินค้าระหว่างกันต่อไปในปริมาณที่เหมาะสม

สำหรับความร่วมมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยกระจายผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการทำตลาดของสินค้าสำคัญของทั้ง 2 พื้นที่แล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเกษตรกรจากภาคเหนือ ซึ่งทุกปีจะได้รับผลกระทบจากปัญหาผลผลิตลำไยล้นตลาด และถูกกีดกันจากประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะสหกรณ์ชาวสวนลำไยในจังหวัดลำพูนนั้น ทำการส่งออกลำไยไปต่างประเทศ ปีละ 100,000 ตัน เป็นการส่งออกไปตลาดอินโดนีเซียถึง 40,000 ตัน ดังนั้น เมื่อถูกทางอินโดนีเซียกีดกัน โดยมีข้อกำหนดให้ไม่นำเข้าลำไยจากต่างประเทศ เพราะต้องการรักษาความสมดุลของตลาดผลไม้ในประเทศเอาไว้ก่อน จึงส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรไทย ทำให้ต้องหันมาร่วมมือเชื่อมโยงทำตลาดและกระจายสินค้าในระหว่างสหกรณ์ด้วยกัน เพื่อแก้ไขปัญหา หรือลดผลกระทบจากกรณีการส่งออกไปต่างประเทศไม่ได้

ด้าน นายณรงค์ชัย ปริโส รักษาการหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า การพบปะกันของสหกรณ์ทางเหนือและอีสานในครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ และความรู้ในการดำเนินการธุรกิจระหว่างกัน โดยสหกรณ์ในลำพูนนำตัวอย่าง ลำไยสด ลำไยอบแห้งสีทอง และน้ำผึ้ง เป็นสินค้าหลักของสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของลำไยสดให้มีความแข็งแรง ระบายอากาศได้ดี ลดปัญหาการเน่าเสียได้ ส่วนลำไยอบแห้งมีรูปแบบที่สวยงามทันสมัยน่าซื้อหา ส่วนสหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ด มีสินค้าหลัก ได้แก่ ข้าวหอมมะลิเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งเป็นสินค้าที่จะทดลองไปทำตลาดในภาคเหนือ คาดว่า จะสามารถแลกเปลี่ยนและกระจายสินค้าระหว่างกันได้ดี