การจัดตั้งสถาบันThai-Meister เป็นการพัฒนาศักยภาพคน

ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติด้านความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ แต่ต้องย้อนกลับไปดูในอดีตว่าได้สร้างบุคลากรให้มีความสามารถในการเอาตัวรอด มีงานทำ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศมากน้อยเพียงไร เพราะที่ผ่านมาเราสร้างบุคลากรที่เป็นนักวิชาชีพเพียง 25% และที่ไม่ใช่นักวิชาชีพ 75% ขณะที่ประเทศไทยมีความต้องการคนที่มีทักษะความรู้ด้านวิชาชีพถึง 50% ซึ่งต่างประเทศโดยเฉพาะเยอรมันมีความต้องการมากว่า 50% ดังนั้น เราต้องมาดูว่าเมื่อตัวเลขภาควิชาชีพหรือคนที่มีทักษะในวิชาชีพที่ยังต่ำอยู่ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม ภาคเอกชนและชุมชน ต้องมาคุยกันว่าในอนาคตประเทศต้องการบุคลากรวิชาชีพอะไร จำนวนเท่าไหร่ โดยในช่วง 15-20 ปี ข้างหน้าต้องทำให้เกิน 50% ให้ได้

“มหาวิทยาลัยต้องช่วยและต้องทำให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดเป้าหมายเพื่อรองรับอนาคต รวมถึงเตรียมครูวิชาชีพที่มีความรู้ ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติที่สามารถนำผู้เรียนไปสู่การลงมือปฏิบัติได้ ซึ่งก็เห็นแล้วว่ามทร.ธัญบุรี และมทร.อีก 8 แห่ง สามารถตั้งสถาบัน Thai-Meister อบรมพัฒนาฝีมือครูฝึกวิชาชีพเพื่อรองรับได้”พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

ด้านรศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมทร.ธัญบุรี กล่าวว่า มทร.ธัญบุรี ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยยุทธศาสตร์ด้านพัฒนาครูวิชาชีพ จึงได้มีการจัดตั้งสถาบัน Thai-Meister เพื่อพัฒนาครูวิชาชีพ พัฒนาการสอนและฝึกปฏิบัติของนักศึกษากลุ่มมทร.ตามรูปแบบของประเทศเยอรมันนี โดยปีแรกจะเปิดสอนสาขาเมคคาทรอนิกส์ และในอนาคตจะเปิดสอนสาขายานยนต์สมัยใหม่ ช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เบเกอรี่ และอาหารปลอดภัย เป็นต้น

วันที่ 12 ตุลาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตากว่า จากการที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำวังทางตอนบน ตั้งแต่พื้นที่ อ.เถิน และ อ.แม่พริก จ.ลำปาง ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมได้ไหลเข้าสู่พื้นที่ อ.สามเงา จ.ตาก และเข้าท่วมพื้นที่ปลูกผลไม้ในพื้นที่ที่ส่วนใหญ่เป็นสวนกล้วยไข่ ข้าวโพด มะละกอพันธุ์ดี และอ้อยของเกษตรกรในพื้นที่หมู่ 4 บ้านสองแคว ต.ยกกระบัตร อ.สามเงา หลังพนังกั้นน้ำริมตลิ่งถูกน้ำกัดเซาะพังทลาย ส่งผลทำให้มีมวลน้ำไหลทะลักเข้าพื้นที่เป็นจำนวนมาก

นางบังอร แก่นพุทรา อายุ 58 ปี ชาวสวนกล้วยไข่ หมู่ 3 บ้านวังน้ำผึ้ง กล่าวว่า กล้วยไข่ที่ปลูกในพื้นที่หมู่ 4 บ้านสองแควกว่า 20 ไร่ จำนวน 4,800 ต้น ซึ่งผลผลิตบางต้นยังไม่ทันแก่จัด และบางต้นก็แก่เต็มที่รอเก็บเกี่ยวประมาณต้นเดือนตุลาคม จึงต้องรีบตัดออกจากสวนขายให้กับพ่อค้าตลาดผลไม้ในราคาถูก เหมารวมกิโลกรัมละ 8 บาท เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ สวนกล้วยไข่ที่ถูกน้ำท่วมแช่น้ำนานติดต่อกันเกิน 3-7 วัน ก็จะได้รับความเสียหาย แม้ว่ากล้วยไข่บางต้นจะแก่จัดถึงครบกำหนดการตัดบ้างแล้วก็ตาม พอหลังจากน้ำลดลงแล้วจะส่งผลต่อต้นกล้วยใบเหลือง และกล้วยไข่เหี่ยวเน่าเสียหายขายไม่ได้ราคา

นางบังอรกล่าวว่า ราคาซื้อขายกล้วยไข่หน้าสวนของปีที่แล้ว ผลผลิตแก่จัดหรือครบกำหนดการเก็บเกี่ยวปีละหน จะมีอายุประมาณ 8-9 เดือน มีราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 20-25 บาท แต่ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาซื้อขายกล้วยไข่ปีนี้ตกต่ำ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากผลไม้หลายชนิดที่ออกสู่ท้องตลาดในช่วงเดือนตุลาคมพร้อมกัน และถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางจากปัญหาน้ำท่วม เพราะกล้วยไข่แช่น้ำเป็นเวลานานอาจทำให้ผลผลิตเน่าเสียหาย

นายแพทย์ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น เปิดเผยว่า ทีมแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลขอนแก่น ดำเนินการผ่าตัดปลูกถ่ายไตประสบความสำเร็จเป็นรายที่ 14 เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับไตจากผู้บริจาค จึงถือเป็นความสำเร็จอีกครั้ง โดยนับตั้งแต่ปี 2550-30 กันยายน 2560 ร.พ.ขอนแก่นทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไตในผู้บริจาคที่มีชีวิตแล้วจำนวน 8 ราย และจากผู้ป่วยสมองตาย 6 ราย รวมเป็น 14 ราย ซึ่งนับเฉพาะปีงบประมาณ 2560 ร.พ.ขอนแก่นสามารถผ่าตัดปลูกถ่ายไตสำเร็จถึง 7 ราย

นพ. ชาญชัย กล่าวว่า การผ่าตัดปลูกถ่ายไตเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด โดย รพ.ขอนแก่นมีเป้าหมายคือเป็นศูนย์ปลูกถ่ายไตของเขตบริการสุขภาพที่ 7 “ร้อยแก่นสารสินธุ์” ภายใต้ทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีความพร้อมและเครื่องมือที่ทันสมัย ปี 2560 เขตสุขภาพที่ 7 สามารถปลูกถ่ายไตสำเร็จเป็นอันดับ 1 ของประเทศ

ที่เทศบาลตำบลป่าแดด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายตระกูล มีชัย รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณารางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2560 ประเภทการเสริมสร้างเครือข่ายรัฐ เอกชน และประชาสังคม ได้ประชุมเพื่อประเมินผลการพิจารณารางวัลดังกล่าวของเทศบาลตำบลป่าแดด มี นายพิรียุตม์ วรรณพฤกษ ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์มติชน นายภควัต อัจฉรยปัญญา พนักงานชำนาญการพิเศษ สถาบันพระปกเกล้า ร่วมประเมิน มี นายรุ่งปรีชา ปั๋นแก้ว นายกเทศมนตรีตำบลป่าแดด พร้อมผู้บริหารเทศบาลตำบลป่าแดด ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรเครือข่ายชุมชนเข้าร่วม กว่า 50 คน

ทั้งนี้ นายชวลิต ชูชาติ ประธานจิตอาสาและกลุ่มรักแม่ข่า ตำบลป่าแดด ได้นำเสนอโครงการบำบัดน้ำเสียและฟื้นฟูคุณภาพคลองแม่ข่า ที่ไหลผ่านเขตเทศบาลตำบลป่าแดด รวม 2.6 กิโลเมตร โดยใช้กลุยทธ์บริหารแบบมีส่วนร่วม รวบรวมองค์ความรู้ จัดตั้งศูนย์เรียนรู้คลองแม่ข่า เพื่อจัดเก็บขยะ ผักตบชวา ขุดลอกคลองตื้นเขิน ทำปุ๋ยอินทรีย์ พร้อมทำพิธีสืบชะตาแบบล้านนาตามจิตวิญญาณชาวเหนือ เพื่อหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรม ก่อน นางเรือนคำ ปัญญาตุ้ย ประธานอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ได้นำเสนอโครงการค้นหา ติดตามและเยี่ยมหญิงหลังตั้งครรภ์ เพื่อส่งเสริมเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นเวลา 6 เดือน พร้อมสร้างเครือข่ายสายใยรักแห่งครอบครัว ช่วง 5 ปี พบว่ามีหญิงตั้งครรภ์เข้าร่วมโครงการมากกว่า 60% และเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 80%

จากนั้นคณะกรรมการติดตามประเมินผลได้ซักถาม ตั้งข้อสังเกต พร้อมให้คำแนะนำ ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง แล้วลงพื้นที่ติดตามประเมินผลทั้ง 2 โครงการ ก่อนสรุปว่าแม้เป็นโครงการที่ดี แต่การนำเสนอและข้อมูลไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะบทบาทเทศบาลและเครือข่ายที่มีส่วนร่วมยังไม่ชัดเจน ทั้งสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนั้นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งประชาชนตามทะเบียนราษฎร์และประชากรแฝงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาหลัก เพื่อนำไปบริหารจัดการในอนาคตตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลด้วย ขณะที่นายรุ่งปรีชา น้อมรับข้อสังเกตและคำแนะนำ เพื่อปรับปรุงการนำเสนอข้อมูลให้รอบด้านและครอบคลุมมากที่สุด โดยเฉพาะข้อมูลเชิงลึก เพื่อใช้วางแผนการพัฒนาและต่อยอดโครงการดังกล่าวให้สำเร็จตามเป้าหมาย

แบงก์ออมสินเปิดตัวสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เตรียมวงเงิน 1 หมื่นล้านยกระดับคุณภาพชีวิตวัยชรา อัดโปรโมชั่นแรงไม่คิดดอกเบี้ยนาน 2 ปี เริ่มปล่อยกู้ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัดให้บริการอำเภอเมืองก่อนขยายไปทั่วประเทศ พร้อมกำหนดคุณสมบัติชัด

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 มีมติเห็นชอบมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีเรื่องสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (RM) ที่ธนาคารออมสินได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังให้ดำเนินการรวมอยู่ด้วย ซึ่งกำหนดแนวคิดให้ผู้สูงอายุที่มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภาระหนี้และเป็นเจ้าของบ้าน มีรายได้ในการดำรงชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และลดภาระทางการคลังของรัฐบาลในระยะยาว โดยธนาคารออมสินเตรียมวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ให้บริการสินเชื่อดังกล่าว ทั้งนี้ สินเชื่อดังกล่าวเหมาะกับการนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการครองชีพให้วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-1% ต่อปี โดยผู้กู้ที่ได้รับการอนุมัติช่วงเปิดตัวนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 ธนาคารจะไม่คิดดอกเบี้ยใน 2 ปีแรก พร้อมกับยกเว้นค่าธรรมเนียมการให้บริการสินเชื่อ และเลือกรับกิฟต์ การ์ด โฮมโปร มูลค่า 1 พันบาท หรือเครื่องวัดความดันโลหิต 1 เครื่อง หรือบัตรออมสิน จีเอสบี วีซ่า เดบิต สมาร์ท แคร์ วงเงินคุ้มครองอุบัติเหตุสูงสุด 1 แสนบาท

นายชาติชาย กล่าวว่า จะเริ่มต้นโครงการด้วยการปล่อยกู้ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม และในส่วนภูมิภาคจะเปิดให้บริการในเขตอำเภอเมืองก่อนเพื่อประเมินผล/ติดตามผล ก่อนจะทยอยขยายให้กู้ได้ทั่วประเทศต่อไป สำหรับคุณสมบัติผู้กู้นั้นจะต้องเป็นบุคคลธรรมดา สัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 80 ปี กู้ร่วมได้เฉพาะกับคู่สมรสตามกฎหมายที่มีกรรมสิทธิ์ในหลักประกันร่วมกัน โดยผู้กู้จะต้องไม่เป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หลักประกันต้องเป็นที่อยู่อาศัยหลักของผู้กู้ และต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตลอดช่วงระยะเวลาที่ได้รับเงินกู้ กรณีใช้ที่ดินพร้อมอาคารให้กู้ได้ไม่เกิน 70% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ หากใช้ห้องชุดให้กู้ได้ไม่เกิน 60% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ หรือต้องมีราคาประเมินไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท

นายชาติชาย กล่าวว่า สำหรับการจ่ายเงินกู้ ธนาคารจะจ่ายเงินกู้ให้ผู้กู้เป็นรายเดือน นำเข้าบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ ระยะเวลาจ่ายเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 25 ปี แต่รวมระยะเวลาจ่ายเงินกู้กับอายุของผู้กู้แล้วต้องไม่เกิน 85 ปี เมื่อครบระยะเวลากู้ตามสัญญาแล้ว ผู้กู้สามารถชำระหนี้ปิดบัญชี หรือสามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด หากไม่กู้เพิ่มเติมหรือปิดบัญชี ผู้กู้สามารถอาศัยอยู่ในบ้านต่อไปได้จนกว่าผู้กู้จะเสียชีวิต กรณีผู้กู้เสียชีวิต ธนาคารจะให้สิทธิทายาทชำระหนี้ปิดบัญชี/ หากทายาทไม่ปิดบัญชี ธนาคารจะขายหลักประกันเพื่อชำระหนี้ปิดบัญชี หากชำระหนี้ไม่พอแต่สามารถชำระต้นได้ ให้ถือว่าเป็นการชำระหนี้เสร็จสิ้น โดยไม่ต้องดำเนินการสืบทรัพย์อื่นของลูกหนี้ต่อไป

แม้ว่าโครงการจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่ผลจากการทำ “ฟาร์มชุมชน ตำบลดอนรัก” ภายใต้โครงการ ๙๑๐๑ ตามรอยเท้าพ่อ กลายเป็นจุดเริ่มต้นในการพลิกผืนแผ่นดินเปล่า แปลงเป็นทุนตั้งต้นในการทำอาชีพของผู้คนในตำบลดอนรัก ชุมชนเล็ก ๆ ที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

ด้วยแรงร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมการเกษตร กำนันผู้ใหญ่บ้าน อบต.ดอนรัก และขาดไม่ได้ คือ ชาวบ้านในพื้นที่ ทำให้โครงการเกิดเป็นรูปร่าง เวลานี้ใครขับรถจากสงขลามาปัตตานี ตามถนนหลวงหมายเลข 42 จะเห็นป้ายฟาร์มชุมชนตำบลดอนรักตั้งเด่นหรา ด้านหน้ามีซุ้มจำหน่ายผักผลไม้สดปลอดสารพิษ น้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากฝีมือชุมชน เช่น เสื้อยืด หมวก ลึกเข้าไปด้านในเป็นฟาร์มปลูกผักหลากหลายชนิดที่งอกงาม และกำลังทยอยออกผล

“จักรี เจ๊ะสอเหาะ” กำนันตำบลดอนรัก อำเภอหนองจิก เล่าว่า ก่อนหน้านี้มีแนวคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ด้วย มีการพูดคุยกับชาวบ้านในร้านน้ำชาถึงเรื่องปลูกผัก ขณะนั้นได้ทำเป็นกลุ่มเล็ก ๆ 7-15 คน กระทั่งมีโครงการ ๙๑๐๑ ที่มีงบประมาณมาให้ 2.5 ล้านบาท จึงได้ทำประชาคมร่วมกับชาวบ้านอีกครั้ง ลงความเห็นว่าทำฟาร์มปลูกผักกัน จึงแบ่งเงินเป็น 2 ส่วน คือ ค่าแรง 1.5 ล้านบาท สำหรับสมาชิก 500 คน คนละ 300 บาท เป็นเวลา 10 วัน และค่าวัสดุ ค่าบริหารจัดการอีก 1 ล้านบาท โดยพยายามทำทุกอย่างตามรอยเท้าพ่อ เช่น ในพื้นที่ปลูกผักจะมีแก้มลิงเล็ก ๆ ไว้กักเก็บน้ำ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“วันนี้โครงการจบแล้ว แต่เรายังบริหารให้เดินต่อไป อยู่ระหว่างขยายเครือข่ายของหมู่บ้าน ซึ่งมี 7 หมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่จะทำนา และปลูกผัก เราเลยแบ่งชาวบ้านเป็น 2 ชุด ชุดแรกให้ไปปลูกที่บ้าน แล้วนำมาขายหน้าร้าน เน้นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ อีกชุดต้องหาคนที่อยากจะมาปลูกที่นี่ รายได้เท่าไหร่ต้องแบ่งให้ชาวบ้านได้ประโยชน์มากที่สุด อีกส่วนนำมาบริหารฟาร์ม ซึ่งปัจจุบันฟาร์มมีรายได้เฉลี่ยวันละ 1 พันบาท”

ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการเกิดความยั่งยืน มีแผนจะพัฒนาให้เป็นฟาร์มเชิงท่องเที่ยว ซึ่งในเรื่องทำเลนั้นหายห่วง เนื่องจากที่ตั้งของฟาร์มเป็นพื้นที่ของชลประทานอยู่ติดกับถนนสายหลักหมายเลข 42 ถามว่าทำเลดีแค่ไหน เอาเป็นว่าราคาที่ดินฝั่งตรงข้ามทะยานไปที่ไร่ละ 10 ล้านบาทแล้ว

“ที่ตั้งเราเหมือนเป็นประตูเมือง จากสงขลาก็ต้องผ่านตรงนี้ จะเข้าเมืองต้องมาตรงนี้หมด ถือเป็นจุดเด่นของเรา และมีชลประทานล้อมรอบ ดังนั้นอนาคตอาจจะทำเชิงท่องเที่ยว เช่น นั่งแพ เรือพาย เปิดร้านกาแฟ เราต้องพยายามทำทุกอย่าง ล่าสุดออกแบบเสื้อยืดขาย เพื่อให้มีรายได้เข้าฟาร์มมาบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน”

ด้าน “ณัฐชนา วาโย” เกษตรตำบลดอนรัก ดูแลฟาร์มดอนรักในโครงการ ๙๑๐๑ เล่าว่า ฟาร์มตั้งอยู่บนพื้นที่ของชลประทาน 6 ไร่ โดยทำหนังสือจากสำนักงานเกษตรอำเภอในนามของคณะกรรมการ ๙๑๐๑ ขอใช้พื้นที่ ซึ่งชลประทานให้เราใช้ได้ตลอด เริ่มต้นมาให้ความรู้ชาวบ้านที่เข้าร่วม 500 คน เช่น การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ตอนนี้ผลผลิตหลัก ๆ คือ ผักบุ้ง เห็ดนางฟ้า แตงกวา ข้าวโพด เป็นต้น โดยเน้นเรื่องปลอดสารพิษ

“สิ่งที่ท้าทายคือ หลังจบโครงการเมื่อไม่มีงบประมาณในการจ้างแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งจากการพูดคุย ฟาร์มต้องเดินต่อไปได้ เราอย่าให้ใครมาดูถูกว่าพอไม่มีเงินแล้วเราจบ กลับเป็นที่รกร้างเหมือนเดิม”

ณัฐชนาบอกอีกว่า จากการพูดคุยกับสมาชิกทั้ง 500 คนแล้ว บางส่วนจะกลับไปเป็นลูกไร่ โดยปลูกที่บ้านของตนเองแล้วส่งมาขายที่ฟาร์ม ขณะที่คนที่ยังอยากทำงานในฟาร์มมีประมาณ 10 คน ที่ไม่มีพื้นที่ของตัวเอง สามารถมาใช้พื้นที่ฟาร์มได้ โดยมาแค่ตัวกับใจที่อยากทำงาน ด้านวัสดุอุปกรณ์ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เรามีให้หมด จากนั้นผลผลิตจำหน่ายได้เท่าไหร่นำมาแบ่งกันคนละครึ่งกับฟาร์ม

“วันนี้เราทำงานให้พ่อหลวงของเรา เดินตามรอยเท้าพ่อ และมีชาวบ้านร่วมอุดมการณ์ทำ เราปลูกฝังเรื่องหนึ่งว่า วันนี้เราได้เงินของพ่อมาสองล้านห้า เงินของพ่อมาฝังอยู่ที่ดอนรักแล้ว เราจะต้องทำให้เงินงอกเงยให้ได้ นี่คือความคาดหวังในอนาคต”

ดังนั้นจึงไม่เพียงส่งเสริมการปลูก วันนี้เกษตรตำบลต้องควบหน้าที่ส่งเสริมการขายด้วย โดยช่วยหาตลาด มีทั้งแบบปากต่อปาก หรือ โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ รวมถึงการประสานกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐเพื่อหาช่องทางจำหน่าย

“ทุกวันนี้ตอนเช้าก่อนจะไปทำงาน จะมาให้เด็ก ๆ เปิดร้าน แล้วจะถ่ายรูปเข้าไลน์กลุ่มสำนักต่าง ๆ ว่าวันนี้ฟาร์มดอนรักมีผักอะไรขายบ้าง เรามีโปรโมชั่น พื้นที่อำเภอเมือง และหนองจิก ส่งฟรี นอกจากนี้เราต่อยอดด้วยการทำเสื้อยืดฟาร์ม เช่น ถ้าใครเป็นลูกค้าใส่เสื้อมา เรามีโปรโมชั่นลดพิเศษ เป็นต้น”

เสียงเกษตรตำบลย้ำอีกว่า ตนเองนั้นเป็นคนต่างถิ่นมาทำงาน วันหนึ่งก็ต้องไป แต่หลังจากที่เราไป ชาวบ้านทุกคนต้องอยู่ได้ และยั่งยืน นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีที่พบการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่น (เอเลี่ยนสปีชีย์) ในประเทศไทยหลายสายพันธุ์ อาทิ ปลาซัคเกอร์ หอยเชอรี่ เต่าญี่ปุ่น รวมถึงปลาหมอสีคางดำ และปลาพีคอกแบส ซึ่งการหลุดลอดของสัตว์น้ำต่างถิ่นกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำในธรรมชาติ และเสี่ยงต่อการรุกรานสัตว์น้ำท้องถิ่นของไทย

ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากการระบาดดังกล่าว กรมจึงได้กำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาเพื่อหยุดวงจรการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่นไม่ให้ไปทำลายสัตว์น้ำพื้นถิ่นของประเทศ และได้เตรียมร่างกฎหมายลำดับรองโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.การประมง 2558 ในการควบคุมดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น ซึ่งปลาหมอสีคางดำจะถูกตั้งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาด โดยกรมได้มีนโยบายเร่งกำจัดปลาชนิดนี้ และไม่ส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยง เนื่องจากเป็นพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่รุกรานและมีรายงานพบการรุกรานในต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้ส่งนักวิชาการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางชีวภาพและการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อวางแผนกำจัดปลาหมอสีคางดำในบ่อเลี้ยงและแหล่งน้ำธรรมชาติ ด้วยเครื่องมือประมงและวิธีต่างๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป

นายอดิศร กล่าวว่า หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ผู้ใดกระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีนำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายนุกูล ปาระชาติ ผู้ช่วยผู้จัดการ khlongsaensaep.com ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ธ.ก.ส.ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสกลนครเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่ผ่านมา โดยจ่ายเงินรอบแรก 4,481 ราย คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 36,000 ไร่ เป็นเงินสินไหมกว่า 44 ล้านบาท ส่วนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายที่เหลือ ธ.ก.ส.จะประสานผู้รับประกันภัยเร่งตรวจสอบข้อมูลเพื่อให้เกษตรกรได้รับค่าสินไหมโดยเร็วต่อไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกร ธ.ก.ส.ได้ดำเนินการโอนเงินค่าสินไหมที่ได้รับจากผู้รับประกันภัยเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรทุกรายโดยตรง

นายนุกูล กล่าวว่า ในปีการผลิต 2560 มีเกษตรกรลูกค้าของ ธ.ก.ส. และเกษตรกรทั่วไปเข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปีแล้ว 1.58 ล้านราย คิดเป็นพื้นที่ 23.76 ล้านไร่ ค่าเบี้ยประกันภัยรวม 2,299 ล้านบาท สำหรับจังหวัดสกลนครมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจำนวน 1.63 แสนราย พื้นที่เพาะปลูกข้าวรวม 2.10 ล้านไร่ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 65,407 ราย พื้นที่เอาประกัน 901,700 ไร่ สำหรับในปีการผลิต 2560 อัตราเบี้ยประกันภัย 90 บาท ต่อไร่ รัฐบาลเป็นผู้อุดหนุนเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย 54 บาท ต่อไร่ และ ธ.ก.ส.อุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยในส่วนที่เหลืออีก 36 บาท ต่อไร่ ให้กับลูกค้า ธ.ก.ส.ที่ใช้บริการสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปีปีการผลิต 2560 หากได้รับความเสียหายจะได้รับค่าสินไหมทดแทนสูงสุด 1,260 บาท ต่อไร่

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ว่า นายณัฐพล รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (สมอ.) คนใหม่ได้รายงานแผนการทำงานของ สมอ.เพื่อก้าวสู่มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) 4.0 โดยจะดูแลผู้ประกอบการให้ผลิตสินค้าภายใต้มาตรฐานอุตสาหกรรม และดูแลประชาชนให้ได้ใช้สินค้าที่มีมาตรฐาน ซึ่งแผนงานใหม่นี้จะให้ สมอ.ทำงานภายใน 1 เดือน เพื่อติดตามความคืบหน้า หลังจากนั้นจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดย สมอ.จะเป็นหน่วยงานนำร่องที่ปรับกระบวนการทำงานไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 อาทิ การกำหนดมาตรการอุตสาหกรรมสำหรับเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการเริ่มต้น (มอก.ไลต์) ครั้งแรกของประเทศ เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีในการเข้าถึง มอก.ที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการ เนื่องจากปัจจุบัน มอก.ที่มีอยู่จะมีเพียงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เข้าถึง ขณะที่วิสาหกิจชุมชนก็จะมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) รองรับ พร้อมกันนี้จะพิจารณากำหนดมาตรฐานสินค้าภาคบริการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย โดย สมอ.จะพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง

นายอุตตม กล่าวว่า นอกจากนี้แผนการทำงานของ สมอ.จะปรับกระบวนการจัดทำ มอก.ทั้งทั่วไป และบังคับให้รวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้น กำหนดเวลาประมาณ 100 วัน ต่อ 1 ผลิตภัณฑ์ จากปัจจุบันใช้เวลา 150 วัน ต่อ 1 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ในกระบวการอนุญาตออกเครื่องหมาย มอก.ให้กับผู้ประกอบการที่ยื่นขอจะกำหนดเวลาดำเนินการให้เหลือ 10 วัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 50 วัน โดยสำนักงาน สมอ.จะมีการจัดทำศูนย์บริการครบวงจร (วันสต๊อปเซอร์วิส) เพื่อให้บริการผู้ประกอบการและประชาชน

นายณัฐพล กล่าวว่า ได้เสนอนายอุตตมต่อการจัดทำ มอก.ไลต์ เพราะเห็นว่าปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการเริ่มต้น (สตาร์ตอัพ) ยังประสบปัญหาด้านการกำหนดมาตรฐานสินค้า เพราะปัจจุบันมาตรฐานของไทยหากเป็นมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไปและมาตรฐานบังคับ จะกำหนดคุณสมบัติสูงและค่าใช้จ่ายตามคุณสมบัติ และการที่เอสเอ็มอีใช้มาตรฐานตาม มผช.ก็อาจอยู่ในระดับเริ่มต้นเกินไป คาดว่าจะเริ่มดำเนินได้ต้นปี 2561