การจัดแบ่งโซนนี้ถือหลักตามความเป็นจริงของสภาพแวดล้อม

ทางธรรมชาติของแต่ละท้องถิ่นที่เอื้อต่อการผลิตมะม่วง โดยไม่เป็นการฝืนธรรมชาติจนเกินไป นอกจากนี้ ยังจะต้องคำนึงถึงความสามารถในการดูแลของเกษตรกรแต่ละพื้นที่ด้วย ส่วนชาวสวนมะม่วงของปากช่องถนัดเรื่องการทำมะม่วงน้ำดอกไม้นอกฤดูมายี่สิบกว่าปีแล้ว ปัจจุบันถือว่าเป็นแหล่งผลิตนอกฤดูที่ใหญ่ที่สุดในประเทศก็ว่าได้”

ข้อมูลนี้ คุณมนตรี อธิบายให้ฟังอย่างกระจ่างแจ้ง การวางแผนการผลิตโดยเกษตรกรที่รวมตัวกันเองโดยความสมัครใจมีผลมากต่อการบริหารจัดการเรื่องราคาทำให้มีความมั่นคงในด้านนี้ ซึ่งเรื่องนี้ผมถูกใจมากเพราะผลไม้อย่างอื่นยังไม่ค่อยเห็นมีการวางแผนแบบนี้มาก่อน ได้แต่ต่างคนต่างทำ มารวมตัวกันได้ก็ตอนที่ราคาผลผลิตตกต่ำเท่านั้น ซึ่งวิธีการนี้เป็นการแก้ไขทางปลายเหตุ

การปลูกมะม่วงยุคใหม่ระหว่างต้นจะเว้นระยะห่าง 4 เมตร ส่วนระหว่างแถว 6 เมตร ทำให้มีพื้นที่ในการทำงานด้วยเครื่องจักรเพื่อเป็นการลดการใช้แรงงานได้ ใน 1 ไร่ จะได้ต้นเพียง 60 ต้น การใช้กิ่งชำจะทำให้ได้ต้นที่ไม่สมบูรณ์

ปัจจุบัน มีการปลูกต้นมะม่วงแก้วเป็นตอลงในแปลง แล้วจะนำยอดของต้นที่ดีที่สุดในแปลงของเกษตรกรแต่ละคนมาเสียบยอดแทน เพราะต้นมะม่วงที่มีรากแก้วของมะม่วงแก้วจะแข็งแรงหากินเก่ง ต้นที่ทำอย่างนี้สามารถให้ผลผลิตได้ถึง 30 ปี การที่ทำพันธุ์เองก็เนื่องจากปัญหาด้านกิ่งพันธุ์ที่ซื้อมา อาจมีการปนต้นพันธุ์ที่ไม่ดีมา ทำให้ต้องเสียเวลาตัดทิ้งเมื่อมีผลผลิต ในช่วงปีแรกจำเป็นต้องให้น้ำต้นมะม่วง แต่หลังจากนั้นก็ไม่จำเป็นนัก นอกจากพื้นที่แล้งติดต่อกันนาน มะม่วงในแปลงจะให้ผลผลิตเมื่อครบ 4 ปี ในช่วงนี้ชาวสวนจะปลูกพืชเสริม เช่น ผักชี ถั่ว ผัก การตัดแต่งพุ่มเตี้ยๆ ของชาวสวนมะม่วงจะมีผลทำให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยวและบำรุงรักษา ปัจจุบัน ผลผลิตมะม่วงของกลุ่มปากช่อง อยู่ที่ไร่ละ 1,200 กิโลกรัม ต่อไร่

การใช้ปุ๋ยและยา ในการทำมะม่วงเพื่อการส่งออกของกลุ่มปากช่องนี้ จะใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกันปุ๋ยอินทรีย์ในสัดส่วน 60 ต่อ 40 เพราะปุ๋ยเคมีจำเป็นในการเพิ่มความหวานให้มะม่วง เช่น ปุ๋ย 13-13-21 ในช่วงที่มีฝนตกชุกเนื่องจากปริมาณน้ำฝนเข้าไปเจือจะทำให้ไม่หวาน ส่วนสารเคมีที่ใช้บังคับให้ออกนอกฤดู หรือเร่งต่างดอก ก็มีความจำเป็น เพราะในสารอินทรีย์ยังไม่สามารถทำได้ ราคาที่อยู่ปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนมะม่วงบอกว่ามีกำไร แต่มีปัจจัยเสี่ยง คือ อากาศที่แปรปรวน เพราะในช่วงออกดอกของมะม่วงนอกฤดูที่ปากช่องเป็นช่วงเมษายนซึ่งร้อนมากที่สุด ทำอย่างไรถึงจะให้ติดผลมากที่สุด เป็นเรื่องที่เกษตรกรชาวสวนต้องเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด

การทำมะม่วงนอกฤดูนอกจากผลผลิตที่มีความสวยงามแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลมากคือ สารตกค้างในมะม่วง ชาวสวนจะต้องมีความรู้ว่าสารเคมีชนิดนี้ จะฉีดพ่นก่อนห่อได้กี่วัน จึงจะไม่มีผลตกค้าง

มีการบันทึกการทำงาน ว่าฉีดพ่นสารชนิดใดบ้าง ทั้งวันที่ปริมาณและชนิดของสาร การใช้สารเคมีในมะม่วงเพื่อการส่งออกต่างประเทศไม่ได้ห้ามไว้ แต่อย่าให้มีสารตกค้างหลังจากการเก็บเกี่ยว ชาวสวนต้องรู้ว่าสารเคมีแต่ละชนิดมีอายุตกค้างกี่วัน ถ้าจำเป็นต้องฉีดพ่นก่อนการเก็บเกี่ยวก็จะต้องใช้สารเคมีที่ใช้แล้วสลายตัวเร็วที่สุดหรือไม่ก็เป็นสารอินทรีย์ การทำมะม่วงนอกฤดูจะยุ่งยากกว่ามะม่วงในฤดูเพราะการออกดอกของมะม่วงนอกฤดูจะไม่พร้อมกันมีการทยอยออกดอก มีผลรุ่นพี่รุ่นน้องเพราะฉะนั้นการใช้สารเคมีนี้จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่เหมือนมะม่วงในฤดูที่ดอกบานพร้อมกันทำให้การจัดการเรื่องปุ๋ยยาได้ง่าย

ส่งออกเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง

และน้ำดอกไม้ทะวาย เบอร์ 4

มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง และน้ำดอกไม้ทะวาย เบอร์ 4 เป็นมะม่วงที่เป็นที่นิยมมากในต่างประเทศสำหรับมะม่วงกินสุก เพราะคุณสมบัติของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง คือมีผิวเหลืองสด เปลือกหนาทนทานในการขนส่ง ส่วนมะม่วงน้ำดอกไม้ทะวาย เบอร์ 4 มีรดชาติที่ดีกว่า สำหรับต่างประเทศชอบมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมากกว่า ส่วนการบริโภคในไทยจะชอบในรสชาดของมะม่วงน้ำดอกไม้ทะวาย เบอร์ 4 มากกว่า แต่จริงๆ แล้วรสชาติใกล้เคียงกันมาก เนื่องจากสมัยก่อนชาวสวนไม่รู้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่แน่นอนใช้สายตามองดูทำให้เก็บมะม่วงที่ยังไม่แก่จัด เพราะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองจะเหลืองตั้งแต่มีขนาดเล็กจึงทำให้สับสน แต่ปัจจุบัน มีการห่อผลและจดบันทึกเวลาไว้ทำให้เก็บเกี่ยวมะม่วงได้อย่างถูกต้อง

การจำหน่ายมะม่วง

เกรดมะม่วงของกลุ่มจะมี 2 เกรด เกรดส่งออก คือเกรดเอ วิสาหกิจชุมชนจะหักขึ้นมา 2 บาท จากจำนวนเงิน 50 บาท ซึ่งหมายถึง 1 กิโลกรัม เพื่อนำมาสร้างอาคารที่คัดมะม่วง อุปกรณ์ ที่จะเป็นของกลุ่ม หรือเป็นเงินทุนต่อไป ส่วนการจำหน่ายมะม่วงเกรดเอ จะมีสองแบบ คือ บริษัทมาคัดมะม่วงเองที่โรงคัดของกลุ่มหลังจากที่สมาชิกนำมาส่งไว้ที่โรงคัดแล้ว หรืออีกวิธีหนึ่ง คือบริษัทให้กลุ่มเป็นคนคัดและจัดส่งให้ โดยบริษัทจะจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง ส่วนมะม่วงที่เหลือ คือ ตกเกรดจะแบ่งเป็นเกรด 1 2 3 กลุ่มจะขายให้แก่สมาชิกโดยถือราคาตามตลาดในวันนั้นๆ ตลาดสำคัญคือ ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท และตลาดชลบุรี ในส่วนนี้ก็จะหักขึ้นสองบาทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ การบริหารวิสาหกิจชุมชน

“การบริหารไม่ได้ทำคนเดียวแต่จะทำในรูปคณะกรรมการ มีการจัดการอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ ถีงตอนสิ้นปี จะมีการแจกแจงปัญหาให้สมาชิกดูทั้งหมด มีรายได้ทั้งหมดเท่าไร เอาไปใช้อะไรบ้าง ผู้ที่มีหน้าที่บริหารทั้งหมดทำด้วยจิตอาสาไม่มีเงินเดือน”

พูดถึงกระแสสุขภาพกำลังมาแรงในยุคนี้นะคะ และใครๆ ก็จะถามถึงผักไฮโดรโปนิกส์ หรือผักที่ปลูกในสารละลาย การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมที่ถูกอกถูกใจหลายๆ คน ในขณะที่บางคนก็มีคำถามมากมายถึงการลงทุน การจัดการ รวมไปถึงการตลาดของผักที่ผ่านการปลูกด้วยระบบนี้

คุณเมธา กสินุรักษ์ เจ้าของผักไฮโดรโปนิกส์ที่ อ.เมือง จ.ราชบุรี เล่าว่า ต้องการทำแปลงผัก ให้เป็นเหมือนซุเปอร์มาร์เก็ต ให้ลูกค้าเข้ามาเก็บผักเอง เหมือนเลือกซื้อผักในซุเปอร์มาร์เก็ต

ข้อดีของการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ – ลดการใช้สารเคมี หรือไม่ต้องใช้เลยก็ได้ คุณเมธา เล่าว่า เริ่มต้นจากการที่ตัวเขาและครอบครัวชอบกินผักมาก จึงเริ่มต้นปลูกเองไม่มาก ได้ผลผลิตแล้วก็แจกเพื่อนบ้านบ้าง

“ต่อมาพื้นที่ปลูกก็ขยายขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีพื้นที่ที่เห็นนี้ประมาณ 200 ตารางวา ปลูกผักได้ 19 โต๊ะ โต๊ะละ 480 ต้น รวมแล้ว ก็จะได้ผักประมาณ 10,000 ต้น สำหรับ 1 รอบการปลูก นับแต่หยอดเมล็ด ใช้เวลาประมาณ 45 วัน ก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ และพันธุ์ผักที่ปลูกก็เป็นผักไฮโดรโปนิกส์ทั่วไปที่รู้จักกันดี”

คุณเมธา วางระบบด้วยตัวเองทั้งหมด โดยเริ่มจากเล็กๆ และค่อยๆ ขยายพื้นที่ขึ้น หลายคนมองว่า การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ลงทุนสูง และต้องมีเทคโนโลยีในการผลิตขั้นสูงอีกด้วย แต่คุณเมธา มีความเห็นต่างออกไป

“ผมว่าอยู่ที่การศึกษาระบบ เราสามารถประยุกต์วัสดุใกล้ตัว มาดัดแปลงได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ต้นทุนมีราคาถูกลง เช่น ใช้ท่อน้ำแทนรางน้ำ เป็นที่น้ำไหลเวียน ใช้รางน้ำฝนอลูมีเนียม เป็นตัวรับน้ำ อันนี้เป็นถ้วยน้ำจิ้มราคาไม่ถึง 10 สตางค์ แทนถ้วยพลาสติกสำหรับปลูกผักที่มีราคาใบละ 2 บาท ซึ่งการลงทุนด้วยการใช้วัสดุอุปกรณ์ทดแทนนี้จะสามารถประหยัดต้นทุนไปได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์”

นอกจากนี้ คุณเมธา ยังปฏิเสธ การวางระบบจากผู้เชี่ยวชาญที่มักจะพ่วงมาด้วยต้นทุนราคาแพง แต่จะหาวัสดุอุปกรณ์ใกล้ตัวทดแทนกันไปคุณเมธา บอกว่า การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จะประหยัดน้ำกว่าการปลูกผักด้วยระบบธรรมดา ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผักไฮโดรโปนิกส์ที่ตัดแล้วจะจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ผักคละชนิดกัน

ใครที่สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อินโนไฮโดรฟาร์ม โทร. 089-298-2737 หากจะเริ่มต้นเลี้ยงสัตว์เลี้ยงสักชนิด ควรมีเป้าหมายการเลี้ยง อย่างเช่น “สุนัข” ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงใกล้ตัว มีหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์อาจได้มาโดยไม่ต้องควักกระเป๋า แต่บางสายพันธุ์รายได้ของบางครอบครัว อาจไม่พอสำหรับการซื้อมาเลี้ยงก็เป็นได้

แต่ทั้งนี้ การเลือกสายพันธุ์สุนัขที่เหมาะกับผู้เลี้ยง เป้าหมายการเลี้ยง ควรเป็นสิ่งแรกที่ช่วยตัดสินใจลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retriever) เป็นสุนัขสายพันธุ์หนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่า มีความน่ารัก ฉลาดหลักแหลม แสนรู้ เรียนรู้ได้รวดเร็ว เป็นมิตรกับเด็ก เหมาะเป็นสุนัขสำหรับครอบครัว

สิ่งที่ผู้เลี้ยงควรทราบก่อนเลี้ยงสัตว์เลี้ยงทุกชนิด เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น ผู้ที่ให้คำแนะนำ ซึ่งอาจเป็นผู้ขายหรือสัตวแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญเช่นกันคุณพัชรี สายปรีชา เจ้าของฟาร์มสุนัข “GREAT LABRADOR” ฟาร์มสุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ มีเคล็ดลับและคำแนะนำสำหรับผู้รักสุนัขและสนใจเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ มาบอก

ฟาร์ม GREAT LABRADOR ตั้งอยู่ที่ 40/293 หมู่ 1 หมู่บ้านนันทญา ซอย 24 ถนนรังสิต-นครนายก ตำบลคลองเจ็ด อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เป็นฟาร์มเพาะเลี้ยง มีพ่อพันธุ์ 8 ตัว และแม่พันธุ์ประมาณ 50 ตัว

กว่าจะมาเป็นฟาร์มสุนัข คุณพัชรี ผ่านประสบการณ์การทำงานเป็นพนักงานประจำมานานหลายปี เมื่อตัดสินใจลาออก การทำฟาร์มสุนัข ก็ไม่ใช่วัตถุประสงค์แรกของอาชีพต่อไป แต่เพราะคุณพ่อแนะนำ

“คุณพ่อมาบอกให้เพาะสุนัข เพื่อส่งเข้าประมูลในงานของกองกำกับการสุนัขตำรวจ จึงเริ่มสนใจ และซื้อตัวแรกมาเลี้ยง แค่วันเดียวสุนัขที่ซื้อมาก็ป่วย ต้องพาไปหาสัตวแพทย์ เสียค่าใช้จ่ายไปเกือบ 30,000 บาท และไม่ได้รับคำแนะนำที่ดีจากคนขาย ทำให้รู้สึกว่า ถ้าเพาะเลี้ยงและจำหน่ายเอง จะต้องให้คำแนะนำที่ดีกับผู้ซื้อและคนที่รักสุนัขสายพันธุ์นี้อย่างดี”

ประสบการณ์ในครั้งนั้น ทำให้คุณพัชรี ตั้งใจทำฟาร์มสุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ให้สมบูรณ์ จึงเริ่มสะสมความรู้ โดยอ่านจากหนังสือและค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คุณพัชรี บอกว่า ข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลสุนัขมีจำนวนมาก และเป็นข้อมูลที่ละเอียดมากด้วย

ลาบราดอร์ 3 ตัวแรกของคุณพัชรี ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ป่วยอยู่เสมอ ทำให้คุณพัชรีต้องพาไปพบสัตวแพทย์เป็นประจำ ทำให้เกิดความคุ้นเคยกับสัตวแพทย์ และได้รับความรู้เกี่ยวกับโรค การรักษา และการเลือกสุนัขสายพันธุ์แท้จากสัตวแพทย์

เริ่มเพาะครั้งแรก ซื้อแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์จากฟาร์มลาบราดอร์ในเมืองไทย และได้ลูกคอกแรก จึงทำเว็บไซต์และขายผ่านอินเตอร์เน็ต คอกแรกของการเพาะหมดอย่างรวดเร็ว สร้างความตั้งใจและความมั่นใจให้กับคุณพัชรีเพิ่มขึ้นไปอีก

คอกต่อไปเพาะจากลาบราดอร์นำเข้า โดยคุณพัชรี สั่งซื้อลูกลาบราดอร์เพศผู้ จากแคนาดา อายุประมาณ 4 เดือน ราคา 350,000 บาท จากนั้นเริ่มสะสม นำมาขยายพันธุ์สายพันธุ์ลาบราดอร์ทั้งไทยและต่างประเทศ ทำให้ปัจจุบันมีพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ รวมกว่า 50 ตัว

สุนัขพ่อพันธุ์ จะนอนในกรงสแตนเลส ส่วนสุนัขแม่พันธุ์จะนอนในห้อง โดยแยกเป็นสัดส่วนไว้อีกพื้นที่หนึ่งของที่ตั้งฟาร์ม

สุนัขป่วย สุนัขท้อง ลูกสุนัข จะถูกแยกไว้อีกส่วน แต่อยู่ภายในบ้านพักหลังเดียวกับคุณพัชรี เพื่อให้การดูแลอย่างใกล้ชิด

เวลา 04.30 น. ของทุกวัน ลูกสุนัขจะได้รับการดูแลก่อนเป็นอย่างแรก โดยเฉพาะการให้อาหาร ในลูกสุนัข จะให้ 3-4 มื้อ ต่อวัน โดยสุนัขแรกเกิดยังไม่ลืมตา จะจับมาดูดนมแม่สุนัข หากลืมตาแล้วและเริ่มเลียเองเป็น จะให้ดูดนมแม่สุนัขและฝึกกินนมจากถาด เมื่อเริ่มเคี้ยวเป็นจะให้อาหารอ่อน คือ อาหารเม็ดผสมนม และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดอย่างเดียว หลังจากที่ลูกสุนัขเคี้ยวอาหารเม็ดได้

นมสำหรับลูกสุนัข แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ นมสุนัข และ นมแพะ โดยนมสุนัขให้ลูกสุนัขที่เพิ่งลืมตา ส่วนนมแพะให้ในลุกสุนัขที่เริ่มโต

ในลูกสุนัข จะเปลี่ยนพรมรองพื้นภายในคอกสแตนเลส 3-4 ครั้งต่อวัน เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่ติดมาจากมูลหรือฉี่ของสุนัข

ทุก 06.00 น.ของทุกวัน จะเริ่มให้อาหารสุนัขโต เริ่มจากเพศผู้ก่อน คุณพัชรี ให้เหตุผลว่า เป็นการฝึกความเป็นจ่าฝูงให้กับสุนัขเพศผู้ และตามด้วยการให้อาหารสุนัขเพศเมีย

“สุนัขโตจะกินอาหารวันละ 2 มื้อ ปริมาณอาหารไม่เท่ากันในสุนัขแต่ละตัว ชนิดของอาหารก็ไม่เหมือนกันในสุนัขแต่ละตัว ผู้เลี้ยงควรสังเกตดูความต้องการของสุนัข เช่น อาหารเหลือ อาหารไม่เพียงพอ ไม่ยอมกินอาหาร ต้องปรับปริมาณและยี่ห้อตามความต้องการของสุนัข”

กรงเลี้ยงและคอก คุณพัชรี ส่งทำขึ้นเป็นพิเศษ โดยใช้วัสดุเป็นสแตนเลส เพื่อหลีกเลี่ยงการกัดแทะของสุนัข หากวัสดุเป็นไม้ และหลีกเลี่ยงการเกิดสนิม หากวัสดุเป็นเหล็ก

คุณพัชรี เล่าให้ฟังว่า การดูแลสุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสายพันธุ์นี้มีความฉลาดเฉลียว เรียนรู้ได้รวดเร็วและเป็นมิตรกับคนอยู่แล้ว ดังนั้น การดูแลสุนัขให้มีสุขภาพดี ไม่ป่วย และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ก็เป็นพื้นฐานให้ไม่ประสบปัญหาที่จะเกิดกับสุนัขแล้ว

คุณพัชรี บอกด้วยว่า สุนัขทุกตัวในฟาร์มช่วยเหลือสังคม โดยการบริจาคเลือดสุนัขให้กับ แผนกธนาคารเลือด โรงพยาบาลสัตว์เล็ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับช่วยชีวิตสัตว์ที่ต้องการเลือด เพราะเลือดสุนัขมีมากถึง 26 กรุ๊ป

“การบริจาคเลือดสุนัขให้กับโรงพยาบาล ไม่ได้คิดมูลค่าหรือต้องการสิ่งตอบแทนอะไร กลับเป็นเรื่องดี เพราะมองว่า การบริจาคเลือดเป็นการตรวจสุขภาพสุนัขไปในตัว เพราะหากสุนัขป่วยหรือติดเชื้ออะไร ทางสัตวแพทย์จะแจ้งให้เจ้าของทราบทันที นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างเม็ดเลือดใหม่ให้กับสุนัขทุก 3 เดือน สุนัขก็จะมีสุขภาพแข็งแรงด้วย”

สำหรับโรคที่เกี่ยวข้องกับสุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ คุณพัชรี บอกว่า จากประสบการณ์ พบว่า สุนัขใหญ่ทุกชนิด ไม่เฉพาะสายพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ คือ โรคข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งจะสังเกตได้จากการเดินของสุนัข ในบางรายจะทราบเมื่อสุนัขป่วย แต่บางรายจะไม่ออกอาการ โดยแรกเริ่มการเลี้ยงสุนัขของคุณพัชรี ก็ประสบปัญหาป่วยเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อม ต้องเข้ารับการรักษา ซึ่งวิธีการรักษาโรคนี้ ทำได้โดยการกินยา ออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อ และการผ่าตัด

สุนัขที่ฟาร์ม GREAT LABRADOR จะได้รับการตรวจเลือด โดยเฉพาะพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ คุณพัชรีจะเก็บเลือดส่งตรวจยังห้องทดลองต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์สีขนของลูกสุนัขที่จะเกิด และเก็บเป็นข้อมูล เมื่อต้องการลูกสุนัขสีใด ก็นำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ทราบการให้สีขนของลูกสุนัขที่ต้องการ นำมาผสมกัน ก็จะได้ลูกสุนัขตามสีที่ต้องการแน่นอน นอกจากนี้ยังมีการเก็บเนื้อเยื่อในปากของสุนัข ส่งตรวจห้องทดลองต่างประเทศ เพื่อตรวจเช็คโรควูบในสุนัข โรคตาในสุนัข ส่วนโรคข้อสะโพกเสื่อม คุณพัชรี แนะนำให้เอกซเรย์เพื่อความชัดเจนของโรค โดยควรตรวจเมื่อสุนัขอายุ 1 ปีขึ้นไป

“โดยปกติโรคของสุนัขที่ควรระวังมีไม่มาก ส่วนใหญ่ที่พบจะป่วยเป็นโรคลำไส้ ไข้หัด และโรคหลอดลม ยกเว้นสุนัขขนาดใหญ่ที่จะมีโรคข้อสะโพกเสื่อมมาเกี่ยวข้อง”

ในการรักษา คุณพัชรี บอกว่า การให้วัคซีนครบ คุณภาพของอาหาร และการรักษาความสะอาดของคอกสุนัข เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ป้องกันไม่ให้สุนัขป่วยได้อย่างดี

สุนัขทุกตัวใน ฟาร์ม GREAT LABRADOR พร้อมจำหน่ายทั้งหมด ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าว่าต้องการสุนัขเพศใด ขนาดใด ซึ่งลูกสุนัขพร้อมจำหน่ายเมื่อลูกสุนัขอายุ 2 เดือนขึ้นไป สนนราคาตั้งแต่ 20,000 บาท ต่อตัว ราคาลูกสุนัข ขึ้นอยู่กับพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์

ลูกค้าของฟาร์ม GREAT LABRADOR มีทั้งชาวไทยและต่างชาติ เช่น พม่า อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย สวีเดน อเมริกา เป็นต้น

สนใจเยี่ยมชมฟาร์ม หรือ ขอคำแนะนำ คุณพัชรี ยินดีให้ทุกคำตอบ เพื่อให้คนไทยได้มีสุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ที่สมบูรณ์ ลองคลิกเข้าไปชมภาพและกิจกรรมของฟาร์มได้ที่ www.GREAT-LABRADOR.com หรือ www.facebook.com/GREATLABRADOR.com นอกจากนี้ยังขอเข้าชมฟาร์มได้ที่ ฟาร์ม GREAT LABRADOR เลขที่ 40/293 หมู่ 1 หมู่บ้านนันทญา ซอย 24 ถนนรังสิต-นครนายก ตำบลคลองเจ็ด อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หรือโทรศัพท์ติดต่อล่วงหน้าได้ที่ 081-927-6009 และ 089-0200789

ความร้อนที่เพิ่มองศามากขึ้น กินระยะเวลายาวนานกว่าปกติ จะทำให้ฤดูถัดไปเลื่อนออกไปหรือกระถัดใกล้เข้ามา ในช่วงรอยต่อฤดูฝนไปยังฤดูหนาว และตลอดฤดูหนาว เป็นอุปสรรคอย่างมาก สำหรับผู้เลี้ยงปลาสวยงามบางชนิด ที่ไม่ได้ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ รอให้มีการตกไข่หรือมีน้ำเชื้อ จึงจะผสมเทียมได้ ซึ่งสภาพอากาศเย็น จะส่งผลให้ปลาไม่มีไข่หรือน้ำเชื้อ

คุณสมชาย ต้นหิรัญมาศ ผู้พลิกชีวิตจากพนักงานขายอะไหล่ยนต์ จับฟาร์มปลาสวยงาม เป็นธุรกิจขายส่ง มานานเกือบ 30 ปี โดยเริ่มจาก “ความชอบ” เท่านั้น

แม้ว่าคุณสมชาย จะชื่นชอบปลาคาร์พเป็นพิเศษ แต่ปลาคาร์พกลับเป็นปลาสายพันธุ์เดียว ที่ไม่มีเพาะเลี้ยงเพื่อขายสำหรับกลุ่มปลาสวยงาม ภายในฟาร์ม คุณสมชาย ให้เหตุผลว่า ปลาคาร์พ เป็นที่เข้าใจในวงการผู้เลี้ยงปลาสวยงามว่า เป็นปลาเปอร์เซ็นต์ หมายถึง ในจำนวนปลา 100 ตัว จะมีปลาที่ถูกต้องตามลักษณะสายพันธุ์ และได้ราคาดี เพียง 2 ตัวเท่านั้น ดังนั้น อีกจำนวน 98 ตัว ที่ได้จากการเพาะ ต้องทิ้ง หรือขายเป็นปลาตกเกรด ทำให้ได้ราคาไม่ดี ด้วยเหตุผลนี้ คุณสมชาย จึงไม่เลือกปลาคาร์พ ที่ชื่นชอบพิเศษ มารวมอยู่ในปลาสวยงามที่เพาะเลี้ยง เพื่อจำหน่ายด้วย

“ธุรกิจปลาสวยงาม เริ่มต้นเมื่อ 30 กว่าปีก่อน หลังจากอายุเริ่มมากขึ้น จึงหันมาหาอาชีพหรืองานที่ชอบและมีความถนัด ทั้งที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามมาก่อน แต่ด้วยประสบการณ์การเลี้ยงปลาที่ทำมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ผมสามารถเพาะเลี้ยงปลาสวยงามได้หลายสายพันธุ์ จึงจับเป็นธุรกิจฟาร์มปลาสวยงาม เริ่มจากพื้นที่เพียง 12 ไร่”

พื้นที่ 12 ไร่ ขยายออกเป็น 22 ไร่ และเมื่อปี 2555 คุณสมชายขยายพื้นที่ฟาร์มอีก รวมเป็นกว่า 40 ไร่

“เริ่มต้นเลี้ยงปลาหางนกยูง ปลาปอมปาดัวร์ ขยายต่อมาเป็นปลาหอมสี จากนั้นก็อยู่ที่ความต้องการของตลาด ซึ่งปัจจุบัน กลุ่มแคทฟิช ได้รับความนิยมมาก ทำให้ปลาในกลุ่มแคทฟิช ที่ฟาร์มมีจำนวนมาก หลายสายพันธุ์ ตัวเด่นๆ ของฟาร์ม คือ เรดเทล แคทฟิช (Redtail catfish)”

พื้นกว่า 40 ไร่ ภายในฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง คุณสมชาย อธิบายว่า จัดแบ่งเป็นโซน เพื่อสะดวกต่อการดูแล โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ ขุดเป็นบ่อดิน เหลือพื้นที่เพียง 2 ไร่เศษที่ก่อเป็นบ่อปูน

สำหรับปลาเรดเทล แคทฟิช (Redtail catfish) คุณสมชาย ยกให้เป็นปลาสวยงามตัวเด่นของฟาร์มในขณะนี้ ที่ต้องบอกว่า “ขณะนี้” คุณสมชายบอกว่า เพราะแต่ละช่วงของการจำหน่ายปลาสวยงาม ขึ้นอยู่กับความต้องการในท้องตลาดเท่านั้น ดังนั้น ยอดจำหน่ายปลาชนิดใดจำนวนมากหรือน้อย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้เพาะเลี้ยง แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า

“ชนิดปลาสวยงามที่ออกสู่ตลาด ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า โดยเจ้าของแผงค้าปลาสวยงาม ในตลาดจตุจักร จะแจ้งยอดที่ต้องการมา จากนั้นทางเราก็จะส่งชนิดปลาและจำนวนปลา ตามที่ลูกค้าต้องการไป”

คุณสมชาย ให้ข้อมูลว่า ปลาแคทฟิช จัดเป็นปลาที่ดูแลไม่ยากนัก เพราะกินง่ายและกินเก่ง การดูแลไม่แตกต่างจากปลาทั่วไป โดยกิจกรรมภายในฟาร์มในทุกวัน ประกอบด้วย เพาะลูกไร ให้อาหารปลา และเปลี่ยนถ่ายน้ำ รวมถึงทำความสะอาดบ่อเลี้ยงในทุกวัน

ตามธรรมชาติแล้ว เรดเทล แคทฟิช สามารถกินอาหารได้หลากหลาย ลูกปลาเรดเทล ควรให้อาหารสองครั้งต่อหนึ่งวัน และไม่ควรให้อาหารสด พวกปลาเหยื่อ แก่ลูกปลาเรดเทลตั้งแต่ยังเล็ก มิฉะนั้น ลูกปลาอาจจะไม่ยอมกินอาหารที่ตาย หรืออาหารประเภทอื่นในภายหลัง หนอนแดง ไส้เดือน อาหารเม็ดที่มีคุณภาพดีที่ออกแบบสำหรับปลาที่กินเนื้อเป็นอาหาร เป็นอาหารสำหรับลูกปลา เรดเทล แคทฟิช ได้เหมือนกัน เมื่อ เรดเทล แคทฟิช เริ่มโต เราสามารถให้อาหารลดลง เหลือวันละครั้งได้ อาหารที่ให้หลากหลายได้ เช่น ปลาเหยื่อ ปู กุ้งตัวเล็ก เนื้อปลาอื่นๆ