การต่อต้านการนำเข้าหมูจากสหรัฐเริ่มยกระดับความเข้มข้นขึ้น

เมื่อสหรัฐผลักดันให้คณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (CODEX) ขององค์การอาหารและเกษตร (FAO) เปิดประชุมครั้งที่ 35 ในปี 2555 เป็นครั้งแรกที่ CODEX มีการใช้วิธีลงคะแนนเสียง ทั้งๆ ที่ผ่านมา CODEX ใช้หลักฉันทามติคือให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่มีผู้คัดค้าน โดยการลงคะแนนเสียงรอบแรกคะแนนเสียงเท่ากัน จึงต้องมีการลงคะแนนเสียงในครั้งที่สอง ปรากฏว่าฝ่ายสนับสนุนให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงเป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนน 67 ต่อ 65 ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นที่กังขา และหลังการลงคะแนนผ่านมา 5 ปี ยังมีประเทศภาคีสมาชิกมากเกินกว่า 100 ประเทศ ที่ไม่มีการแก้ไขกฎหมายในประเทศตนเอง รวมทั้งสหภาพยุโรป (อียู) ที่ยังคงกำหนดปริมาณสารเร่งเนื้อแดงที่ตกค้างในหมูต้องเป็นศูนย์

หลังจากนั้น สหรัฐก็เดินเกมบีบให้ไทยเปิดตลาดนำเข้าหมูจากสหรัฐอีกครั้ง โดยสหรัฐอ้างว่า ใช้สารเร่งเนื้อแดงเลี้ยงหมูตามมาตรฐานความปลอดภัยของ CODEX ทำให้สมาชิกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นำโดย นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมนำผู้เลี้ยงหมูเดินทางไปประท้วงการนำเข้าที่ทำเนียบรัฐบาลพร้อมกับยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

แม้การเดินทางไปเจรจาการค้า การลงทุนครั้งนี้จะไม่มีการหารือถึงรายละเอียดในการเปิดตลาดหมูให้กับสหรัฐ แต่ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีการเจรจาหารือรายละเอียดกันอีกครั้ง ทำให้ผู้เลี้ยงหมูไทยกังวลไม่น้อย กับปัญหาในอนาคตที่จะเกิดขึ้น

โดย นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ห่วงโซ่การเกษตรด้านปศุสัตว์เป็นห่วงโซ่อุปทานระหว่างเกษตรพืชไร่ด้านอาหารสัตว์ ซึ่งมีประชากรของประเทศเกี่ยวข้องมหาศาล ถึงแม้ตัวเลขจีดีพีไม่สูงเท่าภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก แต่มีประชากรที่จะต้องได้รับผลกระทบกว่า 10 ล้านคน นอกเหนือจากความเสียหายนับล้านล้านบาทต่อปีที่ประเทศจะเกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจในภาพรวม

ขณะที่ น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนหรือมีความคืบหน้าอย่างไรเกี่ยวกับการนำเข้าหมูจากสหรัฐในช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปสหรัฐและพบปะประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้ ดังนั้น หลังจากนายกรัฐมนตรีและทีมเจรจาเดินทางกลับมาถึงไทยแล้ว อยากให้รัฐบาลแถลงข่าวการเจรจาเป็นอย่างไร ซึ่งกระแสข่าวมาถึงกลุ่มผู้เลี้ยงหมูนั้น มาหลายทิศทาง ไม่ชัดเจน จนเกิดความวิตกต่างๆ

แน่นอนว่า กลุ่มผู้เลี้ยงหมูไทย ต้องตั้งทีมทนายความไว้ต่อสู้ทางด้านกฎหมายและตั้งทีมที่จะประสานกับภาครัฐคอยเยียวยากลุ่มผู้เลี้ยงหมูนับแสนครอบครัว ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลไทยต้องเตรียมตัวรับมือหากหนีไม่พ้นในการนำเข้าหมูจากสหรัฐ นั่นคือ ต้องเปิดประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด) วางมาตรการรับมือในเรื่องนี้ ว่าจะมีการตั้งกองทุนให้กลุ่มผู้เลี้ยงหมูมากู้ยืมสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำระยะยาวอย่างไร เพื่อลดผลกระทบรวมทั้งการปรับเปลี่ยนอาชีพ เนื่องจากผู้เลี้ยงหมูของไทยที่ผลิตป้อนตลาดวันละ 4.5 หมื่นตัว เป็นผู้เลี้ยงรายย่อยถึง 75% และผู้เลี้ยงรายใหญ่ 25%

เพราะการเปิดให้นำเข้าหมูจากสหรัฐในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม เป็นบทเรียนที่น่าศึกษาเพื่อนำมาป้องกันความเสียหายให้มากที่สุด โดยราคาหมูเป็นเวียดนามตกต่ำหนักในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมที่ผ่านมาเหลือแค่กิโลกรัมละ 25-30 บาท หลังจากผู้เลี้ยงรายย่อยขาดทุนล้มหายตายจากไปมาก ราคาก็ยังขยับขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 40 บาทเท่านั้น ซึ่งยังไม่คุ้มต้นทุนการผลิต จึงมีแนวโน้มในการเลิกเลี้ยงอีกมาก เมื่อหันมามองต้นทุนการผลิตของผู้เลี้ยงหมูรายย่อยของไทยที่กิโลกรัมละ 58 บาท และขายหมูเป็นได้เท่าต้นทุนในขณะนี้ จึงชัดเจนอยู่แล้วที่จะต้องหาทางเยียวยา

อีกด้านหนึ่ง รัฐควรสนับสนุนชาวไร่ข้าวโพด มันสำปะหลัง ให้เข้ามาถือหุ้นในสหกรณ์ที่เลี้ยงหมูครบวงจร การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเก็บสต๊อกวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อให้คนไทยเหล่านี้ได้มีอาชีพ มีงานทำ มีเงินปันผลจากสหกรณ์รายปี มาช่วยลดผลกระทบจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ตกต่ำด้วย เพราะสถานการณ์ประเทศไทยโดยรวมในขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องมากอบกู้ราคาสินค้าเกษตรให้ดีขึ้นกว่านี้

“วังขนาย” ผนึกคูโบต้าดันไอเดียเกษตรสมัยใหม่ Kubota agri solutions นวัตกรรมลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต หนุนยอดน้ำตาลออร์แกนิก ตั้งเป้าขยายผลผลิตอ้อยอินทรีย์เพิ่ม 30%

นางสาวธัญรักษ์ ณ วังขนาย ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ กลุ่มวังขนาย เปิดเผยว่า เนื่องจากกลุ่มวังขนายตั้งเป้าภายใน 3-5 ปี จะเพิ่มปริมาณอ้อยอินทรีย์ให้ได้ถึงร้อยละ 30 ของปริมาณอ้อยทั้งหมดของกลุ่มวังขนาย นำไปผลิตเป็นน้ำตาลออร์แกนิกเพื่อการส่งออกนั้น จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย บริษัทจึงได้ร่วมมือกับสยามคูโบต้าฯ ส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกในพื้นที่รอบโรงงานน้ำตาลปลูกอ้อยที่เหมาะสม และไร้สารเคมี ซึ่งล่าสุดมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้วพื้นที่ 30,000 ไร่ ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ มหาสารคาม ชัยภูมิ นครราชสีมา และลพบุรี อย่างไรก็ดี ล่าสุดวังขนายได้เข้าร่วมโครงการภาครัฐเปลี่ยนนาข้าวเป็นอ้อย และสนับสนุนพื้นที่เกษตรอินทรีย์สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ โดยในกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับรองมาตรฐานอ้อยอินทรีย์ จะเพิ่มค่าอ้อย 100 บาท ต่อตัน และกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในระยะปรับเปลี่ยนจะเพิ่มค่าอ้อย 50 บาท ต่อตัน ในอนาคตอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการส่งเสริมแปลงใหญ่อ้อยประชารัฐ

“เมื่อก่อนออร์แกนิกค่อนข้างราคาสูงเพราะผลผลิตน้อย แต่ตอนนี้เรามองว่า การที่เราเป็นผู้ผลิตเบอร์ 1 น้ำตาลออร์แกนิก ทุกคนต้องเข้าถึงราคาได้ จึงต้องขยายพื้นที่อินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น จากเมื่อก่อนเราขาย 80 บาท ต่อกิโลกรัม ตอนนี้ขาย 32 บาท ต่อกิโลกรัมได้ เพราะเรามีผลผลิตมากขึ้น ซึ่งอนาคตเราตั้งเป้าขยาย 30% การใช้นวัตกรรมเครื่องจักรกลเกษตรจะช่วยรักษาคุณภาพออร์แกนิก เช่น ช่วยกั้นสารเคมีจากแปลงนาอื่นแล้วยังลดต้นทุนแรงงานชาวไร่ได้มากเท่าตัว ที่ผ่านมาเราสนับสนุนให้กู้และบริษัททำลักษณะกึ่งคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งร่วมกับเกษตรกรเพื่อรายได้ที่มั่นคง”

ทั้งนี้ วังขนายมีกำลังผลิตน้ำตาลออร์แกนิกอยู่ที่จำนวน 15,000 ตัน จำหน่ายในประเทศประมาณ 75% และอีก 25% จำหน่ายในประเทศแถบเอเชียและยุโรป อาทิ เกาหลีใต้ ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี โอเชียเนีย และนิวซีแลนด์

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ล่าสุด บริษัทสยามคูโบต้าฯ ได้ร่วมมือกับกลุ่มวังขนาย ส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกในพื้นที่รอบโรงงานน้ำตาลปลูกอ้อยด้วยนวัตกรรม Kubota (agri) solutions (KAS) ในทุกขั้นตอนการเพาะปลูก เพื่อช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตซึ่งได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้การทำเกษตรครบวงจร หรือ KAS มาอย่างต่อเนื่อง และให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้ความแม่นยำและประณีต ซึ่งจะได้ผลผลิตจำนวน 26.64 ตัน ต่อไร่ ใช้ต้นทุนประมาณ 8,400 บาท ต่อไร่ และได้กำไรอยู่ที่ 24,000 บาท ต่อไร่

ทั้งนี้ จากผลที่ผ่านมา การปลูกอ้อยด้วยวิธี KAS เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และมีรายได้ที่มั่นคง และส่งผลให้กลุ่มวังขนายได้วัตถุดิบป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลที่มีคุณภาพ สามารถนำไปผลิตเป็นน้ำตาลออร์แกนิกได้มาตรฐาน

“อนาคตสยามคูโบต้าฯ จะเดินหน้าถ่ายทอดการทำการเกษตรครบวงจรให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ด้วยนวัตกรรม KAS ซึ่งเรามีเป้าหมายขยายพื้นที่ตัวเลขนั้นขึ้นอยู่กับการเข้าร่วมของผู้แทนจำหน่ายปัจจุบันมีเข้าร่วม 20 ดีลเลอร์ แต่คาดว่าภายในปี 2019 จะให้ผู้แทนจำหน่ายเข้าร่วมหมด 80 แห่งได้แน่นอน” นายสมศักดิ์กล่าว

ผลจากการดำเนินนโยบายอเมริกันมาก่อน หรือ America First ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างเงินสร้างงานของคนอเมริกัน ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ในการหารือระดับผู้นำ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะกดดันให้ไทย “เปิดตลาดนำเข้าเนื้อสุกร” จากสหรัฐ ซึ่งอนุญาตให้สามารถใช้สารเร่งเนื้อแดง โดยสหรัฐอาจอาศัยข้ออ้างว่าใช้ตามมาตรฐานอาหารโลก (CODEX) กำหนดในปริมาณที่เหมาะสม ประเด็นนี้สหรัฐได้พยายามเรียกร้องจากไทยมาเป็นเวลานานหลายปีตามที่ปรากฏในการออกรายงาน National Trade Estimate (NTE) ประจำปีทุกๆ ปีรวมถึงปีนี้

และประเด็นนี้เคยมีกรณีพิพาทในองค์การการค้าโลก (WTO) ในหลายประเทศ เช่น สหภาพยุโรปและจีน ทำให้บางส่วนเกรงว่าสหรัฐอาจจะกดดันไทยเปิดตลาด โดยเอาเหตุผลนี้มาอ้าง แต่ “ใคร” จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเปิดตลาดหรือไม่เปิด

กระทรวงพาณิชย์ชี้ว่าประเด็นที่มีความอ่อนไหวต้องมอง 3 มิติ คือ หากเปิดเสรีอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยง-ผู้จำหน่ายปศุสัตว์ในประเทศ หากเปิดเสรีจริงอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงทำให้แข่งขันไม่ได้ ซึ่งผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงเรื่องนี้มากที่สุดคือหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับผู้เลี้ยงโดยตรง หมายถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มิติที่ 2 ข้อสรุปว่าการเปิดเสรีเนื้อสุกรที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงตามปริมาณที่ CODEX กำหนดจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคหรือไม่ ต้องเป็นบทบาทของหน่วยงานที่ดูแลผู้บริโภค เช่น กระทรวงสาธารณสุข หรือคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องวางท่าทีเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะไทยสามารถไม่เปิดเสรีให้สินค้าที่อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคภายในประเทศ และมิติที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ว่าประเด็นนี้จะออกมาอย่างไร ไทยและสหรัฐควรต้องหารือเรื่องนี้อย่างรอบคอบ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สอบถามไปยังคณะเจรจาฝ่ายกระทรวงพาณิชย์ของไทย ทั้งในส่วนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานส่งเสริมการระหว่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และทีมงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต่างให้คำยืนยันว่าการหารือระดับรัฐบาลในครั้งนี้เป็นการหารือในภาพรวมของการค้าการลงทุนทั้งหมด ไม่ได้มีการเจรจาเปิดตลาดนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ ตามที่หลายฝ่ายแสดงความกังวล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่ได้ข้อสรุปเรื่องสุกรในการหารือครั้งนี้ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการหารือประเด็นนี้อีกเลย ไทยต้องหาคำตอบให้ตัวเองว่า หากเปิดเสรีนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐแล้ว “ใคร” ได้หรือเสียประโยชน์อย่างไร ถ้าไทยไม่เปิดเสรีแล้วให้ประชาชนบริโภคเนื้อสุกรในประเทศที่ไม่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงจะส่งผลดีต่อสุขภาพจริง ? เหตุใดมาตรฐานของไทยกับมาตรฐาน CODEX ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ? ที่ไทยเชื่อมั่นว่ามาตรฐานไทยดีกว่า CODEX เพราะมองว่าสหรัฐอยู่เบื้องหลังการกำหนดมาตรฐาน CODEX เป็นเรื่องจริง หรือไทยกำลังหลอกตัวเองอยู่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของใคร

หรือถ้าเปิดเสรีให้สินค้าสหรัฐ เข้ามาแข่งขัน แต่กำหนดเงื่อนไขการนำเข้า เช่น ให้ติดฉลากเป็นภาษาไทย ให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ราคาสินค้าถูกลง แล้วผู้บริโภคไทยพร้อมที่จะ “อ่าน” ฉลากเวลาซื้อสินค้า และพร้อมที่จะตัดสินใจเลือกจริงหรือ ? และแท้จริงแล้วการ “ปิดประตู-ปิดหน้าต่าง” ไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแข่งขัน เป็นวิธีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือแค่ซื้อเวลา

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ แนะนำเกษตรกรเฝ้าระวังสุขภาพสัตว์ ในช่วงรอยต่อของฤดูกาลที่ภาวะอากาศแปรปรวน เน้นการจัดการในโรงเรือนและสร้างความอบอุ่นให้สัตว์ ช่วยป้องกันความเสี่ยงและลดอัตราสูญเสีย พร้อมให้คำปรึกษาด้านสุขภาพสัตว์ครบวงจร

น.สพ.นรินทร์ ร่มลำดวน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักเทคนิคและวิชาการสัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดวันทั้งร้อนจัด ฝนตก สลับอากาศเย็น ทำให้สัตว์ปีกเลี้ยงแบบปล่อยหรือเลี้ยงในโรงเรือนแบบเปิดไม่สามารถปรับตัวได้ จึงมีคำแนะนำในการดูแลสัตว์ปีก โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพสัตว์ เข้มงวดการทำวัคซีนป้องกันโรคตามที่สัตวแพทย์ การเตรียมโรงเรือนให้พร้อมอาจเพิ่มกันสาดหรือปิดผ้าใบเพื่อป้องกันฝนรอบโรงเรือน และต้องให้ความสำคัญกับก๊าซแอมโมเนียในโรงเรือน ที่จะกระทบต่อทางเดินหายใจของสัตว์ปีกโดยตรง เพิ่มหลอดไฟกกเพื่อสร้างความอบอุ่นให้สัตว์ปีกในช่วงที่อากาศเย็นลง โดยต้องควบคุมความเร็วลมให้เหมาะสม และพิจารณาเสริมวิตามินละลายน้ำให้สัตว์กิน 3-5 วันติดต่อกัน เพื่อลดความเครียดและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับสัตว์ ช่วยลดการใช้ยาในการรักษาสัตว์ทำให้ผู้บริโภคได้รับอาหารปลอดภัย

“ช่วงนี้ของทุกปีเป็นช่วงการอพยพย้ายถิ่นของฝูงนกจากเขตหนาวในซีกโลกเหนือมายังเขตอบอุ่น เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ปีก แนะนำให้เกษตรกรใช้มาตรการการป้องกันตั้งแต่ต้นทางและการเลี้ยงด้วยวิธีทีถูกต้อง ควรฆ่าเชื้อโรคในน้ำบริโภคด้วยคลอรีนออกฤทธิ์ประมาณ 2-3 ppm หรือน้ำ 1,000 ลิตรต่อคลอรีนออกฤทธิ์ 2-3 กรัม ต้องพ่นยาฆ่าเชื้อกลุ่มกลูตาราลดีไฮด์เป็นประจำทุกวัน และพ่นยาฆ่าเชื้อรถขนส่งที่เข้าออกฟาร์มอย่างเข้มงวด พร้อมจัดเตรียมรองเท้าบูทสำหรับสวมใส่ในโรงเรือนโดยเฉพาะ” น.สพ.นรินทร์ กล่าว

สำหรับการดูแลไก่เนื้อ หากมีแกลบเปียกน้ำต้องนำออกและเปลี่ยนแกลบใหม่ทันที เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดแก๊สแอมโมเนีย และต้องหมั่นกลับแกลบถี่ขึ้น 3 วันต่อครั้ง ส่วนการดูแลไก่ไข่จะต้องนำมูลไก่ออกจากโรงเรือนบ่อยครั้งขึ้นและต้องมีการระบายอากาศที่ดี จัดเตรียมน้ำและอาหารให้เพียงพอกับไก่ ด้านการดูแลสุกรต้องจัดเตรียมกล่องและไฟกกสำหรับลูกสุกร เพื่อป้องกันความหนาวเย็นขณะฝนตก และคอยสังเกตการกิน หากกินลดลงต้องปรับให้อาหารเท่าที่สัตว์กินได้ อาจแบ่งมื้ออาหารเป็นหลายมื้อหลีกเลี่ยงการให้อาหารในช่วงอากาศร้อนจัด หากอากาศเปลี่ยนแปลงมากควรผสมอาจเพิ่มวิตามินละลายน้ำเช่นเดียวกับในสัตว์ปีก

นอกจากนี้ หลายพื้นที่อาจประสบปัญหาพายุฝน จึงแนะนำให้ย้ายสัตว์ปีกเข้าเลี้ยงในโรงเรือนที่แข็งแรง ควรตัดแต่งกิ่งต้นไม้รอบฟาร์มให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้หักโค่นมาโดนหลังคาโรงเรือนหรือสายไฟ และต้องซ่อมแซมหลังคาโรงเรือนให้ดีเพื่อป้องกันน้ำฝนที่จะเข้าสู่ภายใน ควรปรับปรุงและเสริมความแข็งแรงบริเวณชายคาเพื่อไม่ให้ลมพัดเสียหาย โดยเฉพาะโรงเรือนเก่าที่ไม่แข็งแรง ต้องหาไม้ค้ำยันเพื่อป้องกันการพังจากลมพัดแรง และต้องจัดเก็บอาหารสัตว์ให้มิดชิด หากมีปัญหาอาหารสัตว์โดยฝนจนเปียกมากไม่ควรนำมาเลี้ยงสัตว์

ส่วนการเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนระบบปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือระบบอีแวป (EVAP) เกษตรกรต้องควบคุมการทำงานของพัดลมและเยื่อกระดาษหน้าโรงเรือนให้เหมาะสม และต้องเตรียมเครื่องสำรองไฟและน้ำมันเชื้อเพลิงให้พร้อมสำหรับกรณีไฟดับเพื่อให้พัดลมทำงานได้ตามปกติ

เกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลด้านสุขภาพสัตว์และขอคำแนะนำอย่างครบวงจร ได้ที่สำนักเทคนิคและวิชาการสัตว์บกซีพีเอฟ ถนนสุวินทวงศ์ เขตหนองจอก กทม. โทร.029880670 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-18.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีที่พบการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่น (เอเลี่ยนสปีชีย์) ในประเทศไทยหลายสายพันธุ์ อาทิ ปลาซัคเกอร์ หอยเชอรี่ เต่าญี่ปุ่น รวมถึงปลาหมอสีคางดำ และปลาพีคอกแบส ซึ่งการหลุดรอดของสัตว์น้ำต่างถิ่นกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำในธรรมชาติ และเสี่ยงต่อการรุกรานสัตว์น้ำท้องถิ่นของไทย ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากการระบาดดังกล่าว กรมฯจึงได้กำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาเพื่อหยุดวงจรการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่นไม่ให้ไปทำลายสัตว์น้ำพื้นถิ่นของประเทศและได้เตรียมร่างกฎหมายลำดับรองโดยอาศัยอำนาจตามพ.ร.ก.การประมง 2558 ในการควบคุมดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น ซึ่งปลาหมอสีคางดำจะถูกเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาด โดยกรมฯได้มีนโยบายเร่งกำจัดปลาชนิดนี้และไม่ส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยง เนื่องจากเป็นพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่รุกรานและมีรายงานพบการรุกรานในต่างประเทศ ทั้งนี้ได้ส่งนักวิชาการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางชีวภาพและการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อวางแผนกำจัดปลาหมอสีคางดำในบ่อเลี้ยงและแหล่งน้ำธรรมชาติด้วยเครื่องมือประมงและวิธีต่างๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป

นายอดิศรกล่าวว่า กรณีสัตว์น้ำต่างถิ่นสายพันธุ์อื่น ๆ หากจะนำเข้ามาในประเทศก็จะต้องผ่านพิจารณาจากคณะกรรมการระดับสถาบันด้านความปลอดภัยและความหลากหลายทางชีวภาพของกรมประมง (ไอบีซี) เป็นรายชนิดอย่างละเอียด ทั้งนี้ กรมฯไม่ได้กำหนดห้ามนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นทุกชนิด การที่จะนำเข้าจะต้องให้คำตอบได้อย่างชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ของการนำเข้าสัตว์น้ำชนิดนี้ และมีวิธีป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดออกไปยังแหล่งน้ำสาธารณะ สำหรับบทลงโทษถ้ามีการประกาศกฎหมายบังคับใช้หากพบผู้ใดกระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำผิดนำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายอดิศร กล่าวว่า นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังไม่ให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดลอดลงแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ต่างๆ กรมได้สั่งการให้สำนักงานประมงจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศได้ทำการประชาสัมพันธ์ถึงผลเสียจากการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่น และรณรงค์ให้ประชาชนที่นิยมปล่อยปลาทำบุญเนื่องในโอกาสต่าง ๆ หันมาปล่อยปลาสายพันธุ์ไทยแท้เพื่อช่วยรักษาสมดุลให้กับระบบนิเวศอีกด้วย

“ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากท่านเลี้ยงหรือครอบครองสัตว์น้ำต่างถิ่น ควรศึกษาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศในทุก ๆ ด้านอย่างรอบคอบ และหากไม่ต้องการเลี้ยงอีกต่อไปแล้ว อย่านำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำสาธารณะโดยเด็ดขาด ขอให้ท่านนำสัตว์น้ำต่างถิ่นมามอบให้กับทางกรมประมง หรือสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน เพื่อให้กรมประมงรับไปดูแลและป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะอันจะสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศของประเทศต่อไป” นายอดิศรกล่าว

เมื่อวันที่ 11 ต.ค.นางประภาวัลย์ เวลาดีวงณ์ รองประธานบริษัทโชว์ ดีซี คอร์ป จำกัด กล่าวว่า เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ศูนย์การค้าโชว์ ดีซี จึงจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติภายใต้ชื่อ “ภูมิราชาของแผ่นดิน”

โดยจัดแสดงภาพ 11 สิทธิบัตรในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงประดิษฐ์คิดค้นผลงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อนำมาใช้พัฒนาประเทศและดูแลประชาชนชาวไทยให้กินดีอยู่ดี จนได้รับพระราชสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งนักประดิษฐ์ไทย” โดยทรงได้รับการถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร รวมทั้งสิ้น 11 ฉบับ อาทิ เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย (กังหันน้ำชัยพัฒนา) การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล (น้ำมันไบโอดีเซล) การดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝน (ฝนหลวง) เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ โครงสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ ภาชนะรองรับของเสียที่ขับออกจากร่างกาย การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์ 2 จังหวะ เป็นต้น

ผู้ที่สนใจสามารถชมนิทรรศการ “ภูมิราชาของแผ่นดิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 11-29 ตุลาคม 2560 เวลา 10.00-22.00 น. ณ ลานเอเทรี่ยม ชั้น 1 ศูนย์การค้าโชว์ ดีซี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ losingweightdone.com เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอมรับว่าเรื่องการนำเข้าหมูจากสหรัฐอเมริกายังไม่ทราบความคืบหน้า และในวันประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา ยังไม่ได้สอบถามความคืบหน้าการเจรจากับสหรัฐ จากนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ อย่างเป็นทางการและส่วนตัว แต่เร็วๆ นี้ น่าจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ แต่ส่วนตัวในฐานะกระทรวงเกษตรฯ ที่ดูแลกเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากการนำเข้าหมูจากสหหรัฐ อยากให้กระทรวงพาณิชย์คิดให้ดีๆ คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกรบ้าง

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรณีนำเข้าหมูจากสหรัฐ หากมีการนำเข้า จะกระทบกับเกษตรกรคนเลี้ยงหมูในประเทศแน่นอน แต่ขึ้นอยู่ว่าปริมาณที่จะนำเข้าเท่าไหร่ สมมติ มีการนำเข้าคิดเป็นหมูขุนจำนวน 18 ล้านตัวๆ ละ 6,000 บาท เป็นเงิน 108,000 ล้านบาท แม่หมู 1 ล้านตัว ราคาลงทุน 1 แสนบาทต่อตัว เป็นเงิน 100,000 ล้านบาท รวม 208,000 ล้านบาท และผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีมูลค่า 204,954 ล้านบาท ถ้ารวมสินค้าการเกษตรที่เกี่ยวเนื่องกับการเลี้ยงหมู ที่เป็นลูกโซ่น่าจะมากกว่า ผลเสียที่เกิดกับอุตสาหกรรมหมู ทั้งห่วงโซ่ มากกว่า ล้านล้านบาท กระทบกับเกษตรกรทุกอาชีพทั้งประเทศมากกว่า 20 ล้านคน และจะกระทบกับความมั่นคงของทั้งประเทศ

ทั้งนี้ หากวัดจากผลกระทบเฉพาะที่เกิดขึ้นโดยตรงในหมูยังไม่รวมลูกโซ่ที่จะเกิดกับไก่ ปลา และวัว แยกวัตถุดิบที่ใช้เป็นอาหารหมู ดังนี้คือ ปลายข้าว ราคา 12 บาท/(กิโลกรัม)ก.ก. สำหรับเลี้ยงหมู 18 ล้านตัวมีจำนวน 1.386 ล้านตัน มูลค่า 16,632 ล้านบาท ถ้าบางฟาร์มเลี้ยงด้วยข้าวเปลือการาคา 10 บาท/ก.ก. รวมมูลค่า 69,300 ล้านบาท ข้าวข้าวโพด ราคา 8บาท/ก.ก. จำนวน 1.386 ล้านตัน รวมมูลค่า 11,088 ล้านบาท รำสดหรือรำสกัดหรือกากปาล์ม ราคา 6 บาท/ก.ก. จำนวน 0.743 ล้านตัน รวมมูลค่า 4,458 ล้านบาท ถ้าคิดถึงผลปาร์ม 20% เป็นกาก มูลค่า 22,290 ล้านบาท
ส่วน กากถั่ว ราคา 15 บาท/ก.ก. จำนวน 0.743 ล้านตัน รวม มูลค่า 11130 ล้านบาท ถ้าคิดถึงเม็ดถั่ว 44,520 ล้านบาท น้ำมันหรือปลาป่นราคา 30 บาท/ก.ก. จำนวน 0.1782 ล้านตัน มูลค่า 5,340 ล้านบาท แร่ธาตุหรือวิตามินหรือสารเสริม (เอ็นไซม์-โปรไบโอติก) ราคา 100 บาท/ก.ก. รวม มูลค่า 118,800 ล้านบาท

นายยุพธัช ยิบอินซอย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยิบอินซอยและแย๊คส์ จำกัด กลุ่มบริษัทยิบอินซอย ผู้ดำเนินธุรกิจปุ๋ยและเคมีเกษตรแห่งแรกของไทยมานานกว่า 72 ปี เปิดเผยว่า ตราใบไม้คือผลิตภัณฑ์กลุ่มปุ๋ยและเคมีเกษตรของกลุ่มบริษัทยิบอินซอยได้รับการยอมรับจากเกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยตราใบไม้จะเป็นที่รู้จักรับรู้ในกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เกรดพรีเมี่ยม จนพบว่ายังคงมีช่องว่างในการขยายซึ่งเป็นเกษตรกรกลุ่มใหญ่ในระดับตลาดระดับกลางถึงบน ก็ยังต้องการผลิตภัณฑ์กลุ่มปุ๋ยและเคมีเกษตรคุณภาพสูงเช่นกัน

ในปี 2559 กลุ่มบริษัทยิบอินซอยได้เปิดโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ด้วยจุดเด่นในความเป็น Green Industry และระบบการผลิตแบบ 1 ต่อ 1 ซึ่งจะทำให้ปุ๋ยทุกถุงที่ผลิตขึ้นมาคุณภาพตามมาตรฐานเดียวกัน พร้อมกับนำเสนอผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์..หัวคนป่า…ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยน้องใหม่สู่ตลาด สำหรับกลุ่มตลาดกลางจนถึงบนที่มีความต้องการใช้ของดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีเกินคาด มียอดขายมากกว่า 60% ของมูลค่ารวมทั้งกลุ่มธุรกิจ ล่าสุดบริษัทตัดสินใจลงทุนเพิ่ม หรือเรียกว่าเป็น Phase 2 เพื่อขยายพื้นที่การผลิตและจัดเก็บอีกกว่า 100% ในพื้นที่เดียวกับโรงงานที่ 2 โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 100-150% จากปัจจุบัน คาดว่าจะเริ่มผลิตในพื้นที่ใหม่ได้ในประมาณกลางปี 2561 และมั่นใจว่าจะทำให้กลุ่มธุรกิจนี้มียอดขายเพิ่มขึ้น50% ในปีหน้า

มทร.ธัญบุรีเปิดสถาบันThai-Meister รองรับยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาครูวิชาชีพ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานการจัดสัมมนาและแสดงนิทรรศการ “การพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานไทย” ด้วย “Thai-Meister” รองรับยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาครูวิชาชีพ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า การจะสร้างคนให้อยู่ในสังคมได้และเป็นคนดีของประเทศ เราต้องดูแลตั้งแต่ปฐมวัยจนเข้าสู่การศึกษา กระทั่งจบออกมาทำงาน และต้องดูแลไปถึงผู้สูงวัยและชีวิต ซึ่งการจะทำให้ทรัพยากรมนุษย์มีคุณค่าได้ จำเป็นต้องมีหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งครอบครัว ท้องถิ่น สถานศึกษาทุกระดับ เพื่อเป้าหมายที่จะให้ได้ศึกษาเรียนรู้ เพื่อสามารถเอาตัวรอดในสังคมได้ สามารถนำความรู้และทักษะไปประกอบอาชีพดูแลตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี และคนที่ผ่านกระบวนการฝึกอบรมมาแล้วก็ต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้วย