การทำผลไม้แปรรูปนั้น ปัญหาที่คุณบุญเที่ยงมักเจอะเจอก็คือ

เรื่องวัตถุดิบที่ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งเขาบอกว่าถือเป็นปัญหาหนักสุด เพราะถ้าวัตถุดิบไม่ได้คุณภาพ สินค้าก็ออกมาไม่ดี และในแต่ละช่วงเวลา ผลไม้จะให้รสชาติไม่เหมือนกัน อย่างฝนตกหนัก ผลไม้จะไม่ค่อยมีคุณภาพ ขณะที่แรงงานทุกวันนี้มักไม่ค่อยมีคุณภาพ ความรับผิดชอบไม่มี แต่อยากได้ค่าแรง

“โชคดี ผมทำเครื่องจักรใช้เอง ผมจะรู้จุดอ่อนตรงไหน และผมเองก็อยู่ในวงการวัตถุดิบ เพราะฉะนั้นผมจะรู้ว่า ปัญหามาจากวัตถุดิบหรือมาจากเครื่องจักร จะสามารถแก้ได้ตรงจุด”

ในการนำผลไม้มาแปรรูปนั้น โดยเฉพาะการทอดกรอบนั้น คุณบุญเที่ยงจะใช้ระบบแวคคัม ซึ่งใช้น้ำมัน เป็นตัวพาน้ำที่อยู่ในผลไม้ออกมาแล้วระเหิดขึ้นไป โดยใช้แวคคัมดูดไอน้ำ และพัฒนาเป็นระบบฟรีซดราย คือเอาผลไม้สุกมาแช่แข็งก่อน แล้วนำไประเบิดในเครื่อง ซึ่งตอนนี้กำลังเขียนแบบ ระบบจะแตกต่างกับตอนนี้ที่เราใช้ระบบแวคคัม พอทำให้ผลไม้มันแข็ง จะดึงน้ำในผลไม้ออกมา โดยใช้แวคเหมือนกัน แต่ไม่ใช้น้ำมัน เป็นแบบทันสมัย ผลไม้แปรรูปที่ใช้ระบบฟรีซดราย ราคาขายจะแพง ถ้าเป็นทุเรียนจะตกกิโลกรัมละ 1,100 บาท แต่ถ้าเป็นระบบแวคคัม หรือระบบธรรมดา ทุเรียนจะตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 400-500 บาท”

ทัวร์จีนชอบ ” ทุเรียน-ขนุน “

สำหรับช่องทางการขายของแบรนด์บุญเที่ยง กับ บีฟรุ๊ต นั้น จะขายอยู่ที่สถานที่ท่องเที่ยว ร้านขายของฝากที่พัทยา ชื่อร้านขนมทองทิพย์ อยู่ที่ถนนสวนเสือ ศรีราชา ซึ่งจะมีทัวร์ใหญ่ๆ มาลง โดยเฉพาะทัวร์จีนที่เข้ามาเป็นหลายสิบคันต่อวัน เป็นร้านที่ขายดีมาก นักท่องเที่ยวจีนจะชอบซื้อทุเรียน ขนุน ทอฟฟี่

คุณบุญเที่ยง เล่าว่า ทุเรียนกรอบ จะขายดีสุด รองลงมาเป็น มะม่วงกรอบ สับปะรด ขนุน แต่ตอนนี้ต้นขนุนส่วนใหญ่จะถูกโค่นทิ้งแล้วหันไปปลูกลำไยและยางพารา ทำให้วัตถุดิบหายไปจากท้องตลาดเยอะ และถึงแม้จะปลูกขนุนพันธุ์มาเลย์ ที่ออกทั้งปี แต่ก็ยังไม่พอ เพราะวันหนึ่งจะแกะค่อนข้างเยอะประมาณ 3 ตัน/วัน จะมีทีมแกะแล้วนำมาส่ง

คุณบุญเที่ยง แจกแจงสาเหตุที่มี 2 แบรนด์ ว่า ถ้าเป็น บุญเที่ยง จะเป็นขนาดที่มีน้ำหนัก 100 กรัม แต่ถ้าเป็น บีฟรุ๊ต จะอยู่ที่ 65 กรัม ตอนแรกจะนำแบรนด์บุญเที่ยงขายที่ห้างสรรพสินค้า แต่พอดีแผนกจัดซื้อของทาง ท็อปส์ฯ เห็นขนาด 65 กรัม ว่าสวยดี เลยเอาไปขายด้วย ที่ผ่านมา ขนาดทั่วไป 65 กรัม จะขายดี เพราะว่าน้ำหนักไม่มากเกินไป รับประทานครั้งเดียวหมด

แม้ว่าในท้องตลาดจะมีผู้ผลิตผลไม้แปรรูปแบบคุณบุญเที่ยงหลายเจ้า แต่เจ้าตัวก็ไม่หวั่น เพราะผลไม้กรอบ และผลไม้กวนของบริษัทได้มาตรฐาน อ.ย. GMP ฮาลาล ทั้งยังได้รับรางวัล สินค้า OTOP 5 ดาว ของระดับจังหวัด และระดับประเทศ

“สินค้าของผมจะดีกว่าเจ้าอื่น ดูจากลูกค้าออเดอร์เข้ามาเยอะ ซึ่งตอนนี้ออเดอร์ล้น ทำส่งไม่ทัน เพราะคนงานเรามีแค่ 30 กว่าคนเอง ทำเกี่ยวกับผลไม้หาคนงานยาก อีกอย่างที่เราได้เปรียบเจ้าอื่น เพราะมีสวนเอง แล้วก็ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ เพราะฉะนั้นผมเลยจะได้ผลไม้ที่สดและแก่จัด คือ ถ้า 100-200 กิโลกรัม ผมก็วิ่งไปเอาได้เลย”

ในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี นั้น คุณบุญเที่ยง มองว่า ตอนนี้เมืองไทยค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะเรื่องค่าแรงงานลูกจ้างรายวันแพงกว่าประเทศอื่น แต่ที่ขายได้ เพราะเรื่องคุณภาพ ทั้งการผลิต และรสชาติ แต่หากเปรียบเทียบเรื่องราคาจะสู้ที่อื่นไม่ได้ อย่างถ้าจะเข้าไปขายที่เมืองจีน จะสู้เวียดนามไม่ได้ เพราะเวียดนามราคาถูกกว่าบ้านเรามาก ซึ่งเท่าที่เคยรับประทานของเวียดนาม ผลไม้ทอดกรอบจะแข็ง แต่ที่ขายได้เพราะถูก ถ้าเปรียบเทียบน้ำหนักเท่ากัน เราจะต้องขายที่ 100-150 บาท แพงกว่า เพราะว่าต้นทุนเราสูงกว่า

นอกจากผลิตผลไม้แปรรูปในระบบฟรีซดรายแล้ว ยังสร้างโรงงานใหม่เพื่อแยกส่วนในการทำน้ำมังคุด และจะทำน้ำมะม่วงอีกด้วย พร้อมกันนั้นจะเน้นขายตลาดต่างประเทศ อย่าง ยุโรป หรือออสเตรเลีย

วันที่ 15 กันยายน 2562 ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิด “โครงการจิตอาสาการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดิน เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ณ บ้านต๊ำพระแล อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ในการนี้ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และคณะ ให้การต้อนรับ

ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการจิตอาสาสืบสานการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดิน เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้งยังเป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา เพื่อสร้างการรับรู้ ขยายองค์ความรู้ และต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน และเพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนร่วมสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับพื้นที่ป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ได้นำโครงการเกษตรวิชญา ธนาคารอาหารชุมชน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้นแบบ เพื่อนำมาต่อยอดและขยายผล และพัฒนาพื้นที่ป่าแห่งนี้ ให้กลายเป็นธนาคารอาหารชุมชนแก่เกษตรกรและคนในชุมชน ให้มีผลผลิตและพืชพันธุ์ธัญญาหารจากป่าในพื้นที่ เพื่อนำมาเป็นอาหารเลี้ยงชีพแก่ตนเองและครอบครัว โดยโครงการนี้จัดขึ้นที่ บ้านต๊ำพระแล หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ทั้งยังจะทำพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบธนาคารอาหารชุมชนของจังหวัดพะเยาอีกด้วย

สำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านต๊ำพระแล มีสภาพเป็นป่าเต็งรัง มีไม้ยืนต้นมากกว่า 20 ชนิด แต่ไม่มีไม้ผลหรือไม้กินได้ ที่สามารถนำมาใช้เป็นอาหารเพื่อดำรงชีวิตในประจำวันได้เลย ส.ป.ก.จึงเลือก มาเป็นพื้นที่นำร่องธนาคารอาหารชุมชนของจังหวัดพะเยา ที่นำต้นแบบมาจากโครงการเกษตรวิชญา ธนาคารอาหารชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ มาต่อยอดเพื่อฟื้นฟูอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ โดยร่วมมือกับประชาคมในชุมชน ส่งเสริมการปลุกจิตสำนึกให้แก่เกษตรกรและผู้สืบทอดเกษตรกรให้รักและหวงแหนทรัพยากรชุมชน

การขยายผลองค์ความรู้ เรื่องการบริหารจัดการป่าชุมชน โดยนำแนวทางการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มาดำเนินการเพื่อให้เกิดความหลากหลายทางด้านชีวภาพ เป็นแหล่งผลิต อาหารตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน สำหรับต้นไม้กินได้ที่นำมาปลูกนั้น มีมากกว่า 1,000 ต้น ประกอบด้วย ต้นมะขามยักษ์ ต้นสะเดา ต้นลูกหว้า ต้นแคนา ต้นมะขามป้อม ต้นเพกา และต้นไผ่ โดยรูปแบบการปลูกจะเป็นการปลูกเลียนแบบป่าธรรมชาติของท้องถิ่น โดยใช้เทคนิคปลูกไม้ 5 ระดับ และการปลูกเป็นหลุมพอเพียง โดยต้นที่จะนำมาปลูกในหลุมพอเพียงนั้น ประกอบด้วย มะแขว่น มะเกี๋ยง สับปะรด กล้วย ผักหวานป่า ผักสาบ พริกกะเหรี่ยง มันเทศ เห็ดถอบ เป็นต้น โดยเพื่อต้องการให้ต้นไม้เหล่านี้โตขึ้นเป็นไม้ที่แข็งแรง สมบูรณ์ และพร้อมที่จะเป็น “ธนาคารอาหารชุมชน ของชุมชน เพื่อชุมชน” ตลอดไป

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี การเสวนาหัวข้อ “ศักยภาพและโอกาสในการสร้างระบบวนเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืนในเขต ส.ป.ก.” การมอบเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา กิจกรรมการมอบปัจจัยการผลิตจากสำนักงานประมงจังหวัดพะเยา สถานีพัฒนาที่ดินพะเยา ตลอดจนนิทรรศการฐานเรียนรู้ พร้อมผลผลิตของเกษตรกร จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกจำนวนมาก

“เฉลิมชัย” ย้ำไม่ทอดทิ้งเกษตรกรผู้ประสบภัย เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม 24 ชั่วโมง พร้อมสั่งการด่วน กำชับทุกหน่วยงานเร่งระดมพลลงพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ล่าสุดเตรียมพร้อมแผนฟื้นฟู-เยียวยาอาชีพรับมือหลังน้ำลด

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงเร่งแก้ปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดว่า หลังจากได้สั่งการด่วนที่สุด ให้กรมส่งเสริมการเกษตร สำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายพื้นที่ที่จะประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างเร่งด่วนทึ่สุด

ล่าสุด ยังได้สั่งการด่วน ไปยังหน่วยงานต่างๆ ภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ให้เตรียมพร้อมมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติหลังน้ำลดในทันที โดยเบื้องต้นได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเยียวยาให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ก่อนเกิดภัย โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าว ได้รับ อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ ได้รับ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ ได้รับ อัตราไร่ละ 1,690 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

ส่วนมาตรการช่วยเหลือด้านอื่นๆ ได้เตรียมการให้ผลิตชีวภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น ไตรโคเดอร์มา (Trichoderma harzianum) ซึ่งถือเป็นเชื้อรามหัศจรรย์ ช่วยป้องกันและควบคุมเชื้อโรคพืชได้หลายชนิด เช่น โรครากและโคนเน่า ผลเน่า ใบจุด ใบไหม้ ใบเหี่ยว ราดำฯ และใช้ได้หลากหลายพืชพันธุ์ เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง ลองกอง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน พริก มะละกอ พืชผัก ข้าว ไม้ดอก-ไม้ใบ ฯลฯ สำหรับแจกจ่ายช่วยเหลือเกษตรกรหลังน้ำลดในทันที

โดยสารชีวภัณฑ์จะสามารถช่วยลดผลกระทบจากโรคพืชที่มากับน้ำได้ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงหลังน้ำลดลงเกษตรกรจะต้องประสบปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มที่เป็นนาข้าว ควรเข้าไปแนะนำให้เกษตรกรควรรีบระบายน้ำออกโดยเร็วที่สุด เพื่อปล่อยให้ดินแห้งเพื่อไม่ให้ต้นข้าวเน่าตาย

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กรมพัฒนาที่ดินเตรียมผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ เช่น น้ำหมักชีวภาพ พด.2 อัตรา 5 ลิตร/ไร่ ใส่ในนาข้าวเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตกรณีน้ำท่วมขังแปลงนาต้นข้าวเน่าตาย หรือบ้านเรือนชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตเมือง มีน้ำนิ่งท่วมขัง เน่าเหม็น ให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 เป็นสารบำบัดน้ำเน่าเสีย ช่วยขจัดกลิ่นเหม็น และยังสามารถกำจัดลูกน้ำยุงรำคาญได้ โดยใช้ อัตรา 1 ลิตร ต่อปริมาณน้ำในนา 10 ลูกบาศก์เมตร ทุก 10 วัน หรือถ้ามีกลิ่นเหม็นมาก ใส่ทุก 3 วัน จนกว่าจะหมดกลิ่นเหม็นที่มีน้ำเน่าท่วมขัง

และหากพบปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อรา แนะให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ที่มีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในต้นพืชได้อย่างดี และให้มีการพักดินในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมสักระยะหนึ่ง ซึ่งการพักดินเป็นการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีหนึ่ง โดยอาจปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินไว้ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า เป็นต้น ส่วนในระยะยาวให้สถานีพัฒนาที่ดินสำรวจความต้องการของชุมชนในการขุดลอกแหล่งน้ำหรือสระน้ำเพื่อเป็นการรับมือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

“ยังได้สั่งการให้ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เตรียมเมล็ดพันธุ์พืชข้าวพืชที่ใช้น้ำน้อย เตรียมมาปลูกหลังจากนี้เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เสริม และแหล่งน้ำทุกแห่งที่นำน้ำไปเก็บไว้ หรือแหล่งน้ำสาธารณะจะให้กรมชลประทานนำพันธุ์ปลา พันธุ์กุ้ง ไปปล่อย เพื่อหลังจากนี้ 3-4 เดือน พี่น้องประชาชนจะได้มีรายได้จากตรงนี้ไปใช้ในครอบครัวอีกด้วย” นายเฉลิมชัย กล่าว

Benja Chicken จากแบรนด์ ยูฟาร์ม ครบรอบ 1 ปี จับมือเชฟระดับโลก รังสรรค์สเต๊กอกไก่ โมชิโอะ เสิร์ฟความอร่อยระดับพรีเมียม เพื่อสุขภาพจากธรรมชาติ 100% ที่ 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมเตรียมขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ชู 3 หัวใจ เรื่องความปลอดภัย อาหารที่ดี ทานแล้วได้คุณภาพ และสุขภาพที่ดี

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ไก่เบญจา หรือ Benja Chicken เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ ยู-ฟาร์ม เปิดตัวสู่ตลาดเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา เป็นผลิตภัณฑ์ 100% จากธรรมชาติ ปลอดสาร ปลอดภัย ไม่ใช้ฮอร์โมน และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงดู จากการวิจัยพัฒนาเพื่อให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณสมบัติพิเศษมากกว่ามาตรฐานปกติ และเป็นครั้งแรกของโลกที่เลี้ยงไก่ด้วยข้าวกล้องคัดพิเศษ ที่อุดมไปด้วยสารกาบา (GABA) และสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามิน B3 B6 B9 ทำให้มีความ หอม นุ่ม ฉ่ำ ปลอดสาร ปลอดภัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกจาก NSF International (National Sanitation Foundation) ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้ง 5 ประการ และรสชาติที่ดีกว่า แตกต่างกว่า ตอบรับ Global Food Trend ที่ผู้บริโภคหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีจากร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำ หันมาเลือกใช้ไก่สด Benja Chicken เป็นเมนูเสิร์ฟลูกค้าในระดับพรีเมียม

ในปีนี้ บริษัทฯ เตรียมขยายการผลิต เพื่อให้ตอบสนองการบริโภคในประเทศและพร้อมขยายสู่ตลาดต่างประเทศจากฐานการตลาดทั่วโลกอยู่แล้ว โดยเน้นเจาะกลุ่มตลาด Premium Segment ที่ผ่านมา ร้าน Alma by Juan Amador ซึ่งเป็นร้านที่ได้รับรางวัลระดับโลก และล่าสุดได้รับการโหวตให้เป็นร้านอาหาร อันดับ 1 ในสิงคโปร์ จาก Trip Advisor นอกจากนี้ ยังเจาะตลาดในกลุ่มร้านอาหาร และในอนาคตจะวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าทั่วสิงคโปร์ พร้อมทั้งขยายสู่ตลาดในจีนและฮ่องกงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และจะเร่งเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ภายในปี 2563 เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์พรีเมียมระดับโลก

นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ รองกรรมการอาวุโสด้านการตลาดกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากกระแสการตอบรับที่ดีของผู้บริโภค เบญจา ชิกเก้น ร่วมมือกับเชฟระดับโลก อย่าง เชฟหนุ่ม-ธนินทร จันทรวรรณ จาก ร้าน CHIM BY SIAM WISDOM พัฒนาให้เป็นเมนูอาหารพร้อมทาน ที่สะดวก รวดเร็ว หาซื้อง่ายใกล้บ้าน สำหรับเมนู “สเต๊กอกไก่ โมชิโอะ” เราคัดสรรในส่วนของอกไก่ ซึ่งมีแคลอรีต่ำ ดีต่อสุขภาพ และอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ทั้งสารกาบา (GABA) และสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน B3 B6 B9 จึงตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยของอาหาร (FOOD SAFETY) อาหารที่ดี (FOOD QUALITY) ทานแล้วได้คุณภาพ และสุขภาพที่ดี (FOOD HEALTHY) ที่มีความอร่อยด้วย โดยวางจำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ

“นอกจากนี้ เชฟหนุ่มยังได้รังสรรค์ผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ออกวางจำหน่ายอีก 2 เมนู คือ ไก่อบซอสสามรสและอกไก่นุ่มคลีนรสพริกแม็กซิกัน ซึ่งเบญจาชิกเก้นไก่อบซอสสามรสจะวางจำหน่ายในเดือนตุลาคมนี้” นางสาวอนรรฆวี กล่าว

ด้าน เชฟหนุ่ม – นายธนินทร จันทรวรรณ จากร้าน CHIM BY SIAM WISDOM กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ที่ร้านไม่มีเมนูไก่เลย เพราะอาหาร Fine dining ส่วนใหญ่ไม่มีเนื้อไก่ ด้วยคุณลักษณะทั้งเรื่องคุณภาพ ความอร่อย และความปลอดภัยของ Benja Chicken ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เชฟ พัฒนาเมนู Fine dining รวมถึงเมนูอาหารจานเดียว ข้าวมันไก่ เมนูพื้นบ้านที่หาทานยาก พร้อมทานที่อร่อยและดีกับสุขภาพ สำหรับ “เมนูสเต็กอกไก่โมชิโอะ” นำเนื้ออกไก่ของ เบญจา ชิกเก้น เป็นวัตถุดิบหลัก และใช้เกลือ โมชิโอะ เกลือบริสุทธิ์ ที่มีรสชาติที่ดี และส่วนผสมอื่นที่เป็นเครื่องเทศเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติ เช่น พริกชิจิมิ ให้ความหอม แต่ไม่เผ็ด รวมไปถึงเครื่องเทศอื่นๆ อีก 7 ชนิด หมักเข้าเนื้อ แล้วปรุงสุก ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ไม่ใส่สีและกลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคได้รับความอร่อยที่พิเศษแตกต่างด้วยความหอม นุ่ม และฉ่ำของเนื้อไก่ เบญจา ชิกเก้น เหมือนกับไปทานที่ร้าน

อย่างที่ทราบกันอยู่ว่า ในอนาคตสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีการคำนวณจากสำนักงานสถิติแห่งชาติว่าจำนวนผู้สูงอายุของไทยจะมีมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด ซึ่งผู้สูงอายุไม่น้อยกลัวว่าเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ จะส่งผลให้เป็นภาระของลูกหลาน จึงทำให้ผู้สูงอายุไม่น้อยได้หากิจกรรมยามว่างทำ

ซึ่งงานทางการเกษตรถ้าหากทำในช่วงที่เกษียณแล้ว พืชบางชนิดอาจจะเจริญเติบโตให้ผลผลิตได้ไม่ทัน อาจต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเข้าสู่วัยเกษียณ เพื่อเป็นอาชีพรองรับเมื่อต้องเกษียณจากงานอย่างเต็มตัว เมื่อออกจากงาน พืชที่ปลูกสามารถให้ผลผลิตได้ทันที จึงเป็นเสมือนกิจกรรมยามว่างที่สร้างเงินและความสุขไปพร้อมกัน

ดร. ชวัลวิทย์ แจ่มขำ อยู่บ้าน เลขที่ 289 หมู่ที่ 10 ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เป็นผู้ที่ได้เริ่มทำการเกษตร คือ สวนมะพร้าวน้ำหอม โดยเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเกษียณอายุราชการจะมาถึง ได้ปลูกและหาแหล่งพันธุ์เรื่อยๆ จนเมื่อเกษียณเต็มตัว ทำให้ ดร. ชวัลวิทย์ มีผลผลิตอย่างมะพร้าวน้ำหอมพร้อมจำหน่าย เกิดรายได้แม้ไม่ได้ทำงานประจำ

ทำสวนมะพร้าวรอไว้
ก่อนเกษียณอายุงานดร. ชวัลวิทย์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนจบการศึกษาทางด้านการเกษตร หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงที่บ้านกร่าง (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตพิษณุโลก) และศึกษาต่อไปถึงจบปริญญาเอก ในช่วงแรกทำงานรับราชการเป็นเกษตรตำบล ต่อมาจึงได้ย้ายมาทำงานเป็นรองปลัดอยู่ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองปรือ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งด้วยจบการศึกษาทางด้านการเกษตร และมีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับทางด้านนี้ จึงมีแนวคิดมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้วว่า อยากจะมีสวนเป็นของตนเอง เพื่อเป็นอาชีพยามว่างหลังวัยเกษียณ

“เราจะรู้เลยว่า คนที่จบเกษตร ก็จะมีความตั้งใจอยู่แล้วว่า เมื่อเกษียณจากงานแล้ว จะทำอาชีพอะไรรองรับเมื่อวัยเกษียณ ซึ่งผมก็ได้มาเลือกสร้างสวนมะพร้าวอยู่ที่อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เหตุที่เลือกที่นี่เพราะภรรยาผมเป็นคนพื้นที่นี้ โดยได้ซื้อที่ดินบางส่วนเอาไว้ด้วย ก็เลยคิดที่จะสร้างสวนมะพร้าวให้เติบโตก่อนที่เราจะเกษียณออกมา ก็เลยได้ที่นี่ทำสวนเก็บเกี่ยวผลผลิต” ดร. ชวัลวิทย์ เล่าถึงที่มา

เลือกสายพันธุ์มะพร้าว
ที่เป็นแหล่งเชื่อถือได้
ก่อนที่จะลงมือปลูกมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ที่เตรียมไว้ ดร. ชวัลวิทย์ เล่าว่า จะต้องไปหาซื้อสายพันธุ์จากแหล่งที่ต้องการเสียก่อน ซึ่งต้นกล้ามะพร้าวที่ดีต้องได้จากต้นแม่พันธุ์ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จึงจะทำให้มีความสมบูรณ์ของพันธุ์ค่อนข้างดี โดยในพื้นที่ที่ปลูกจะเน้นในเขตน้ำชลประทาน จึงทำให้มีน้ำดูแลต้นมะพร้าวตลอดทั้งปี

“วิธีการปลูก ในขั้นตอนแรกก็จะทำพื้นที่แปลงให้มีถนนเป็น 4 แปลง โดยปลูกมะพร้าวอยู่บริเวณริมถนนก่อน จากนั้นจึงนำไปปลูกลงในพื้นที่แปลง โดยให้มีระยะห่าง ประมาณ 6×7 เมตร จะได้ประมาณ 40 ต้น ต่อไร่ รองก้นหลุมปลูกด้วยขี้ไก่ จากนั้นก็รดน้ำดูแลไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้อายุให้ผลผลิตได้” ดร. ชวัลวิทย์ บอกถึงวิธีการปลูก

ซึ่งระยะเวลาการเจริญเติบโตของมะพร้าวน้ำหอมภายในสวน ดร. ชวัลวิทย์ บอกว่า ใช้เวลาประมาณ 3 ปีครึ่ง ต้นจะเริ่มเติบโตเต็มที่พร้อมให้ผลผลิตได้ โดยการติดผลผลิตภายในสวนใหญ่จะมีผึ้งและแมลงเป็นตัวช่วยในเรื่องการผสมเกสร จึงทำให้ต้นมะพร้าวแต่ละต้นค่อนข้างติดผลผลิตดี