การบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางธรรมชาติ แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริย

ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย ขยะ โดยใช้วิธีธรรมชาติ จากโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่ายมี 4 ระบบคือ ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย ระบบพืชและหญ้ากรองน้ำเสีย ระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม และระบบแปลงพืชป่าชายเลนศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้

“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ” อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เปรียบเสมือน พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ที่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการดูแลจัดการป่าต้นน้ำได้อย่างยั่งยืน

“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ” เกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมพ.ศ. 2525 โดยเริ่มต้นจากการศึกษาพัฒนาป่าไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้ผล ไม้เชื้อเพลิง ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ

กรมชลประทานได้ช่วยพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยการจัดทำฝายต้นน้ำ สำหรับเก็บกักน้ำไว้ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของพื้นดินในฤดูแล้ง และทำระบบกระจายน้ำแบบก้างปลา เพื่อกระจายน้ำออกไปเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน เพื่อประโยชน์ในการปลูกป่าและเป็นแนวป้องกันไฟป่าเปียกและน้ำที่ไหลมาเบื้องล่างจะทำอ่างเก็บน้ำไว้ ใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนกิจกรรมการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การประมง

ปีนี้ถือเป็นปีทองของทุเรียนไทย เพราะขายผลผลิตได้ราคาสูงกว่าทุกปี สร้างแรงจูงใจให้คนไทยหันมาสนใจปลูกทุเรียนกันมากขึ้น แต่การทำสวนทุเรียนให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของต้นทุเรียนเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดีป้อนตลาดในอนาคต

ในฉบับนี้ จะพาไปเรียนรู้เคล็ดลับการผลิตทุเรียนนอกฤดู ของ “ คุณสุเนตร สุทธิสถิตย์ ” (โทร.089-936-1214)ตั้งอยู่พื้นที่บ้านจำรุง หมู่ 7 ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแถลง จังหวัดระยอง เกษตรกรต้นแบบที่มีประสบการณ์ปลูกทุเรียนมากว่า 20 ปี มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 600 ต้น จำนวน 4 แปลง กระจายอยู่ในพื้นที่ตำบลกองดิน ตำบลบ้านนา ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแถลง และตำบลน้ำเป็น อำเภอเขาชะเมา

สวนทุเรียนเนื้อที่กว่า 30 ไร่แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเนินฆ้อ ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองกว่า 200 ต้น เป็นต้นทุเรียนอายุ 30 ปี จำนวน 100 ต้น อายุ 11 ปีจำนวน 30 ต้น อายุ 7 ปี จำนวน 50 ต้น อายุ 6 ปีจำนวน 15 ต้นและอายุ 3 ปีจำนวน 5 ต้น สำนักงานเกษตรอำเภอแถลง ยกย่องให้สวนแห่งนี้ เป็นแปลงสาธิตการผลิตทุเรียนนอกฤดูของอำเภอแถลง

คุณสุเนตรเป็นเกษตรกรที่ขยันทำงาน ที่นี่เน้นดูแลจัดการสวนทุเรียนแบบประณีต ตั้งแต่เริ่มมีดอก คอยตัดแต่งกิ่ง ควบคุมทรงต้นให้ต้นทุเรียนมีโครงสร้างต้นที่แข็งแรง รับน้ำหนักผลผลิตได้ดี พร้อมกับดูแลป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูสม่ำเสมอ ทำให้ต้นทุเรียนออกดอกเต็มที่และเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ

“ อากาศแปรปรวน ” อุปสรรคสำคัญของสวนทุเรียน คุณสุเนตรบอกว่า ภาวะอากาศแปรปรวน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของสวนทุเรียน ปีนี้ ต้นทุเรียนทยอยออกดอกติดผล 5 รุ่น เก็บเกี่ยวรุ่นละ 1 เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม –เมษายน –พฤษภาคม –มิถุนายน –กรกฎาคม ทำให้เกษตรกรต้องเสียเวลาในการดูแลจัดการสวนมากขึ้นกว่าเดิม แต่จุดดีคือ ขายทุเรียนได้ในราคาสูงเพราะผลผลิตไม่กระจุกตัวเหมือนกันปีก่อน

สวนทุเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เจอผลกระทบจากภาวะอากาศแปรปรวนดอกกำลังบาน เจอฝนช่วงปีใหม่ ดอกร่วงกันหมด ปีนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แค่ 5-6 ตันเท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เคยทำได้ถึง 20 ตัน แต่สวนทุเรียนของคุณสุเนตรปีนี้กลับมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 32 ตัน จากเดิมที่เคยทำได้30 ตันเมื่อปีก่อน เพราะคุณสุเนตรดูแลจัดการสวนตามคำแนะนำของอาจารย์ดนัย อังศุสิงห์ อดีตนักวิชาการด้านอารักขาพืช กรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอทุเรียน”

อาจารย์ดนัยแนะนำให้คุณสุเนตรใช้ “ฟอส ครอป. เค ”เป็นปุ๋ยน้ำตัวใหม่ในรูปฟอสฟอรัสแอซิค เป็นทั้งสารอาหารพืช และเป็นวัคซีนป้องกันโรคช่วยให้ต้นทุเรียนมีขั้วดอกเหนียวไม่ร่วงง่าย สารฟอสไฟด์ ช่วยแก้ไขปัญหาโรครากลำต้นกิ่งผลเน่า จากเชื้อราไฟทอปธอร่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนะเคล็ดลับเพิ่มผลผลิตทุเรียน

ภัยธรรมชาติ นับเป็นอุปสรรคต่อการปลูกดูแลต้นทุเรียน ทำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเจอปัญหาอุปสรรคมากมายทั้งเรื่องดอกและผลที่เสียหายจากลมพายุ ผลผลิตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้ต้นโทรม เพราะขาดการดูแลอย่างถูกวิธี ชาวสวนทุเรียนส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ไม่สามารถทำให้ต้นทุเรียนออกดอกได้ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร

อาจารย์ดนัย ศึกษาจากฐานข้อมูลปริมาณน้ำฝนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มักมีปัญหาฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนกรกฎาคม และมีฝนตกหนักในเดือนสิงหาคม – กันยายน ปริมาณฝนหมดในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้นเผชิญกับภาวะอากาศหนาวเย็นลงอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลให้ไม้ผลออกดอกพร้อมๆ กัน

ลมหนาวยังมีอิทธิพลให้ไม้ผลที่แตกใบอ่อนในเดือนพฤศจิกายนออกดอกรุ่นหลังในเดือน มกราคม แต่จะมีปริมาณไม่มากนัก เพราะพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ออกดอกหมดแล้วในเดือนธันวาคม ถึงจะแตกใบอ่อนมาจากเดือนตุลาคมก็ออกดอกได้ สำหรับเดือน มกราคม เป็นระยะที่ไม้ผลกำลังอยู่ในระยะดอกบานเป็นส่วนใหญ่ มักพบปัญหาด้านแมลงศัตรูพืชระบาดรุนแรง โดยเฉพาะเพลี้ยไฟที่แมลงพาหะของอาการทุเรียนหนามจีบหรือหัวจีบ และการระบาดของไรแดงรวมถึงเพลี้ยแป้ง เพลี้ยต่าง ๆ ทำให้หนามทุเรียนล้มได้

เดือนมีนาคม – 15 เมษายน เป็นระยะเวลาที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนนอกฤดู (กลุ่มทำสาร) และมังคุดที่ออกดอกรุ่นแรกในวันที่ 25 พฤศจิกายน -10 ธันวาคม ราคาและการตลาดคงดี เพราะมีปริมาณผลลิตเข้ารุ่นแรกในปริมาณน้อย เดือนเมษายน-พฤษภาคม ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน เป็นต้นไปจนถึง 20 พฤษภาคม ผลผลิตของไม้ผลต่าง ๆ จะเข้าสู่ตลาดมากขึ้นอันเป็นผลมาจากลมหนาวในเดือนธันวาคม

เดือนมิถุนายน ไม้ผลโดยรวมเริ่มมีปริมาณผลผลิตลดน้อยลงเป็นเหตุให้ความต้องการตลาดเริ่มสูงขึ้น ราคาขายขยับสูงขึ้น แต่เกษตรกรมักเจอปัญหาผลผลิตเสียหาย เนื่องจากมีปริมาณฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลต่อคุณภาพเช่น ทุเรียนเนื้อแข็งเป็นไต มังคุดอาการยางไหลไส้เหลือง และโรคผลเน่าของไม้ผลต่างๆ

ภาวะเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศของประเทศไทย นับเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนผลไม้เป็นอย่างมาก เพราะมีฝนตกต่อเนื่องผิดฤดูกาล ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ซึ่งเป็นระยะที่ไม้ผลควรจะออกดอก แต่กลับแตกใบอ่อนเป็นจำนวนมาก

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ เกิดสภาวะลมหนาวเย็นและกระแสลมแรงมาก จนทำให้ผลไม้ร่วงหล่นเสียหาย ดอกที่กำลังบานก็ไม่สามารถติดผลได้ ยังประสบกับสภาวะภัยแล้งทุกพื้นที่ จากสภาพความเสียหายดังกล่าว ทำให้ไม้ผลจำนวนมากไม่ให้ผลผลิตและ บางส่วนเสียหายมากจนต้องได้รับการจัดการดูแลอย่างดี

อาจารย์ดนัยมีข้อแนะนำเรื่องการเตรียมแปลงไม้ผลก่อนเข้าสู่ฤดูการผลิตต่อไปดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การจัดการฟื้นฟูสภาพต้นทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต (เดือน พฤษภาคม-มิถุนายน โดยประมาณ) หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนต้องประเมินสภาพความสมบูรณ์ของต้นว่าอยู่ในระดับใด เพื่อส่งผลต่อขั้นตอนการจัดการฟื้นฟูสภาพต้นโดยดูจากสภาพใบ

ขั้นตอนที่ 2 การปรับโครงสร้างสวนการตัดแต่งกิ่งและการควบคุมโรครากลำต้นเน่า การตัดแต่งกิ่ง เป็นประเด็นสำคัญในความหมายตรงนี้ จะแตกต่างกันออกไปจากการตัดแต่งเพื่อปรับโครงสร้างสวนเพราะการตัดแต่งตรงนี้เป็นการตัดแต่ง เพื่อส่งเสริมหรือสนับสนุนการเจริญเติบโต ของต้นทุเรียน เช่น การตัดกิ่งแขนง, การตัดแต่งดอก,การตัดแต่งผล และการตัดแต่งกิ่งเพื่อส่งเสริมการออกดอก

เคล็ดลับเพิ่มผลผลิตทุเรียนของอาจารย์ดนัย มีหลักการง่ายๆ ดังนี้ เริ่มจากการตัดกิ่งแขนง โดยทั่วไป กิ่งแขนง คือกิ่งที่มีขนาดเล็กจะเกิดขึ้นภายในกิ่งใหญ่ โดยจะเกิดด้านข้างของกิ่งหรือด้านล่างกิ่งใหญ่ แขนงมีประโยชน์มากโดยสามารถที่จะสังเคราะห์แสงสำหรับต้นที่ไม่มีใบนอกทรงพุ่มหรืออาการเจ็บป่วยจากอาการยอดแห้งใบ แคระแกรน และที่สำคัญยังเป็นตัวดึงพลังงานที่ใบด้านนอกส่วนยอดผลิตแล้วให้ไหลลงมาสะสมตามกิ่งแขนงเพื่อสร้างตาดอกอีกด้วย จึงพบว่ามีการออกดอกได้ดีและทั่วต้น

อาจารย์ดนัยแนะนำหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ 1. ไม่ทำการตัดแต่งต่อ หากพบว่าทุเรียนต้นนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่มีใบด้านนอกและขาดความสมบูรณ์หรือมีการระบาดของโรครากลำต้นเน่า, โรคใบแก้วหรือใบด่างเหลือง เมื่อพบว่าเป็นระยะที่ทุเรียนเริ่มมีการออกดอกในระยะไข่ปลาหรือตาปู และจะตัดแขนงได้เมื่อดอกมีปริมาณมากพอ อยู่ในระยะเหยียดตีนหนูขึ้นไป

อาจารย์ดนัยแนะนำให้ทำการตัดแต่งกิ่งแขนงต่อ ใน 5 กรณีคือ1.เมื่อต้องการให้ทุเรียนแตกใบอ่อนหรือเมื่อใบอ่อนเริ่มแตกและต้องการเร่งให้ต้นแตกใบอ่อนดีขึ้น 2. เมื่อต้องการให้ทุเรียนออกดอกในรุ่นธรรมชาติ โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือ ต้นสมบูรณ์ ใบแก่ อากาศเริ่มมีความหนาวเย็น หรือมีสภาวะฝนทิ้งช่วง 3. เมื่อต้องการเตรียมต้นเพื่อผลิตทุเรียนนอกฤดู 4. เมื่อมีการตัดแต่งดอกทุเรียน ให้ดอกมีความสมบูรณ์ ไม่เป็นที่หลบอาศัยของศัตรูพืช 5. หลังจากต้นออกดอกแล้วหรือติดผลแล้ว มีการแตกแขนงภายใน ตามตำแหน่งตาดอกหรือผลอ่อนที่หลุดร่วง มักเป็นแขนงที่ท้องกิ่งด้านล่าง

อาจารย์ดนัยแนะนำวิธีการป้องกันโรคในสวนทุเรียน โดยปรับปรุงระบบหัวจ่ายน้ำ ไม่ให้น้ำเหวี่ยงโดนบริเวณลำต้น ตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤษภาคม ควรทำต้นทุเรียนแห้งนานถึง 6 เดือน วิธีนี้่จะช่วยลดการระบาดของโรคลำต้นเน่าให้ลดลงอย่างมาก ยกเว้นต้นที่มีอาการรากเน่าอยู่แล้ว แต่ควรเปิดหัวเหวี่ยงเข้าต้นเพียงเล็กน้อย ป้องกันอาการเปลือกแตกต้นโทรม หากเป็นไปได้ ควรปรับให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ และให้สารเคมีหรือยาฆ่าเชื้อได้จะเป็นผลดีอย่างมาก

ขั้นตอนที่ 3 การจัดการใบเพื่อเตรียมความพร้อมของต้น โดยทั่วไปการผลิตทุเรียนมีแนวทางปฎิบัติ 3 ประการคือ การผลิตทุเรียนนอกฤดูรุ่นธรรมชาติและรุ่นหลัง หรือรุ่นล่า คือออกดอกเก็บเกี่ยวช้ากว่าแปลงอื่น ๆ ซึ่งตามลักษณะของพื้นที่และในสภาพต้นทุเรียนในแปลงเดียวกัน อาจมีความพร้อมที่แตกต่างกันได้ เกษตรกรต้องบริหารจัดการต้น ให้สภาพใบโดยรวมมีความสมบูรณ์และมีปริมาณใบที่ใกล้เคียงกัน ตรงจุดนี้คือความหมายสำคัญของการเตรียมความพร้อมของต้น

ขั้นตอนที่ 4 การเตรียมความพร้อมของต้นและใบชุดสุดท้ายก่อนการออกดอก อาจารย์ดนัย อธิบายเพิ่มเติมว่า ความหมายของใบที่ 2 หรือ 3 ทำความเข้าใจได้ยากโดยแต่ละคนจะเรียกไม่เหมือนกัน แต่หากได้ดำเนินการมาจากขั้นตอนที่ 3 แล้วเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจะทราบดีว่า “ใบสุดท้าย” คือใบรุ่นใดซึ่งจะแตกต่างกันออกไปในการผลิตทุเรียนนอกฤดูรุ่นธรรมชาติหรือรุ่นล่าหรือรุ่นหลัง จะแตกต่างกันทั้งวัน เดือน ปี แต่การจัดการเหมือนกันคือ “การสะสมความสมบูรณ์ของต้นให้พร้อมต่อการออกดอก”

อาจารย์ดนัยให้ข้อสังเกตว่า ใบอ่อนทุเรียนชุดสุดท้ายนี้จะแตกต่างกัน ทุเรียนที่ผลิตนอกฤดู (ทำสาร) จะแตกใบอ่อนในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ทุเรียนที่ทำการผลิตหัวธรรมชาติ จะแตกใบอ่อนในเดือน กันยายน ทุเรียนที่ทำการผลิตธรรมชาติ จะแตกใบอ่อนในเดือน ตุลาคม ส่วนทุเรียนที่ทำการผลิตรุ่นหลัง จะแตกใบอ่อนในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

หากมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับการผลิตทุเรียนนอกฤดู หรือการดูแลไม้ผลอื่นๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากอาจารย์ดนัยได้ที่เบอร์โทร.092-656-9529 เวลา 8.00-13.00 น. ได้ทุกวัน

แม้สมัยวัยรุ่นจะยังทันแกะคอร์ดกีตาร์เพลง “ผักกาดจอ” ของ คุณจรัล มโนเพ็ชร ร้องเล่นกันกับเพื่อนๆ แต่ผมก็ไม่ใช่เด็กในวัฒนธรรมล้านนาจนจะ “มักน้ำพริกอ่องกับผักกาดจอ” เหมือนน้องสาวหน้าขาวอล่องฉ่องคนนั้น หรือแม้แต่จะ “มักตำมะเขือกับผักกาดจอ” เหมือนสาวบ้านเหนือคนที่คุณจรัลเคยไปแอ่วมา แถมจินตนาการเกี่ยวกับผักกาดจอของผมก็ออกจะมืดมนเต็มที ได้ยินแต่ว่ามันใส่ถั่วเน่า หรือไม่ก็ปลาร้า ซึ่งไม่ใช่ของที่รู้จักมักคุ้นทั้งคู่เลย

แต่อาหารแปลกๆ ก็เหมือนผู้คนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ที่พอได้ไปรู้จักเข้า ได้ลองชิมสักคำสองคำ มันอาจเปลี่ยนความคิดของเราไปตลอดกาลก็ได้ “ผักกาดจอ” นี้ก็เช่นกัน

คนทำอาหารเหนือพูดกันมานานว่า เมื่อฤดูหนาวมาเยือน ผักกวางตุ้งออกดอกเหลืองอร่ามถูกตัดมัดมาวางขายตามกาดเมือง ก็ได้เวลาทำจอผักกาด ต้อง “ซื้อผักกาดมาจอใส่ส้มมะขามตี้ฝักงอๆ”

ซดกินร้อนๆ แก้หนาวกันแล้ว คำพูดนี้เห็นทีจะจริง เพราะตอนนี้ใครไปตลาดคงเห็นกวางตุ้งดอกเหลืองๆ นี้เต็มไปหมดนะครับ ถ้าอยากลอง “จอ” ผักกาดกินสักหม้อ ก็หาซื้อมาเลย เครื่องเคราของจอผักกาดหนึ่งหม้อย่อมแตกต่างกันไปตามแต่เรือนใครเรือนมัน ก็เหมือนต้มยำ ต้มโคล้ง เลียง แกงจืด ฯลฯ ของคนครัวภาคอื่นๆ นั่นแหละครับ แต่ถ้าเอาหลักๆ แล้ว นอกจากผักกวางตุ้ง ก็มีแค่หอมแดงบุบ ซี่โครงหมู เกลือ ถั่วเน่าแข็บ (ถั่วเน่าแห้งชนิดแผ่น) จี่ไฟจนกรอบหอมแล้วป่นละเอียด น้ำคั้นมะขามเปียก กระเทียมเจียว แล้วก็พริกแห้งคั่วหรือเจียว

ความหมายของ “จอ” ในวัฒนธรรมล้านนาคือต้มในน้ำ เราก็เริ่มทำโดยต้มซี่โครงหมูในหม้อน้ำ ใส่เกลือเล็กน้อย ใช้ไฟอ่อนรุมไปนานๆ อ้อ! ผมลืมบอกไปว่า เพื่อความแปลกใหม่ หม้อนี้ผมเลยใช้กระดูกเล้งครับ มีซี่โครงสับปนแค่นิดเดียวเอง

ราวครึ่งชั่วโมง หรือกว่านั้นเล็กน้อย เล้งในหม้อเราก็เริ่มนุ่ม ทีนี้ก็ใส่หอมแดงทุบ ถั่วเน่าป่น น้ำคั้นมะขามเปียก แล้วก็ผักกวางตุ้งที่ล้างหั่นดีแล้ว ใครชอบกินก้านผักแบบผม ก็เพียงเอามีดลอกเกลาเปลือกโคนต้นอวบๆ นั่นให้เหลือแต่แกนอ่อนข้างในนะครับ

เคี่ยวไปให้ผักนุ่ม อาจจะอีกสักราวยี่สิบนาที ซึ่งนานพอจะทำให้เล้งและซี่โครงในหม้อของเราเปื่อยนุ่มพอดีๆ กัน ระหว่างนั้นก็เติมน้ำ และปรุงรสชาติให้ได้อย่างที่ต้องการ

ถ้าถามเอาจากคนเหนือ เขาก็มักบอกว่า ควรคุมรสให้โปร่งๆ อ่อนๆ เบาๆ ไว้ รสเค็มแหลมจะได้จากเกลือ มีความเค็มหอมของถั่วเน่ามาเสริม เปรี้ยวอมหวานด้วยมะขามเปียก หวานผักและกระดูกเล้ง

หากเป็นบางครัวเรือน จะมีขั้นตอนสุดท้าย ที่เขาเรียกว่า “จ๋าวน้ำมัน” คือเจียวกระเทียมในน้ำมันจนสุกเหลือง แล้วเทผักกาดจอลงไปผัดเร็วๆ ในกระทะกระเทียมเจียว จากนั้นเทคืนหม้อ ต้มต่ออีกนิดหน่อยก็กินได้ แต่ผมปรับลดขั้นตอนนี้ โดยเพียงเทกระเทียมเจียวและน้ำมันของมันลงหม้อ พร้อมกับพริกแห้งทอด คนให้เข้ากันสักครู่ พอให้ความหอมของกระเทียมเจียวและกลิ่นรสเผ็ดฉุนของพริกออกมาปนกับน้ำแกงครับ

ตามลำดับขั้นตอนเหล่านี้ ก็จะเห็นว่า ง่ายมากๆ นะครับ ใครไม่ชอบกลิ่นถั่วเน่า อาจใช้กะปิแทน ปลาร้าก็ยังได้ หรือสำหรับมือใหม่จริงๆ ก็ไม่ผิด ถ้าจะใช้น้ำปลาเป็นหลักไปก่อนในจอหม้อแรกของชีวิต

เดี๋ยวนี้ ผมกินผักกาดจอด้วยความรื่นรมย์ แต่มีที่ผมสงสัย แล้วเลยว่าจะถามความเห็นไว้ตรงนี้เสียเลยก็คือ นอกจากกวางตุ้งดอกเหลือง เราจะลองใช้ผักอย่างอื่นมาจอบ้างได้ไหมเล่า

นาทีนี้ ผมนึกถึง “ผักกาดหิ่น” (mustard greens) ครับ น่าจะฉุนหอมดีทีเดียวแหละ

มีใครนึกถึงผักอะไรอื่นบ้างมั้ยครับ..เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ได้ร่วมเดินทางไปกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด และสมาคมโรงแรมและรีสอร์ตจังหวัดตราด สำรวจเส้นทางเชื่อมโยงท่องเที่ยวทางน้ำเชื่อมพื้นที่ชายฝั่งทะเล 3 ประเทศ ไทย กัมพูชา เวียดนาม หลังจากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว มีการพัฒนาเชื่อมโยงทางรถยนต์ตามเส้นทางถนน R10 (Southern Coastal Corridor Road) ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวทางด้านจังหวัดตราดเพิ่มขึ้น ซึ่งเส้นทางทางน้ำจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ

สำรวจเส้นทาง ทางเรือ 3 ประเทศ
คลองใหญ่ (ตราด)-เกาะรง (สีหนุวิลล์)-ฟูก๊วก (เกียนยาง) ด้วยเป็นทริปสำรวจเส้นทางเชื่อมโยงทางเรือ ต่างจากการทัวร์โดยทั่วไป จะเน้นจุดที่แวะพักระหว่างทาง เริ่มต้นจากจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด-เกาะกง กัมพูชา เพราะเป็นด่านสากลที่มีตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร เข้า-ออก สะดวก โดยใช้พาสปอร์ต ส่วนท่าเทียบเรือที่จะใช้เป็นท่าเทียบเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ ขนาด 500 ตันกรอส ที่อำเภอคลองใหญ่ อยู่ห่างจากชายแดน 17 กิโลเมตร ที่สร้างเสร็จแล้ว ยังไม่เปิดให้ใช้

การสำรวจจึงใช้เส้นทางรถยนต์เดินทางไปยังท่าเรือสีหนุวิลล์ ระยะทาง 220 กิโลเมตร เพื่อลงเรือต่อไป “เกาะรง” (Koh Rong) แหล่งท่องเที่ยวใหม่ห่างจากฝั่งสีหนุวิลล์ 39 กิโลเมตร จากเกาะรงจะนั่งเรือผ่านเมืองกำปอต ที่มีท่าเรือพร้อม จุดหมายในเส้นทางการเดินเรือเชื่อมโยงปลายทางจะอยู่ที่เกาะฟูก๊วกของเวียดนาม

คุณวิยะดา ซวง นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด กล่าวว่า การเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงทางน้ำเป็นการต่อยอดจากเส้นทางทางบก ถนน R10 อนาคตจะสอดรับกับแนวทางพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Economic Corridor : EEC) ที่จะพัฒนาเชื่อมโยงทางน้ำจากพัทยา (ชลบุรี)-ฟูก๊วก (เวียดนาม) แต่ในช่วงเวลานี้การพัฒนาการท่องเที่ยวด้านฝั่งกัมพูชา

เวียดนาม ได้ขยายการลงทุนและดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก โดยเฉพาะที่เกาะเจ้า (จังหวัดเกาะกง) ห่างจากชายแดนไทย 120 กิโลเมตร โครงการพัฒนาพื้นที่เมืองท่องเที่ยวและพักผ่อน ด้วยเงินลงทุน 1,200 ล้านดอลลาร์ มีความพร้อมทั้งสนามบิน มีสายการบินมาลง 21 สายการบิน ท่าเทียบเรือมาตรฐาน สนามกอล์ฟ โรงแรมหรูจะเปิดตัวกลางเดือนธันวาคมนี้

ส่วนที่เกาะรงเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติยังใหม่มีความสดสมบูรณ์ของธรรมชาติอยู่มาก และความสะดวกในการเดินทางจากสนามบินนานาชาติรองรับ และท่าเทียบเรือมาตรฐานที่เกาะฟูก๊วกของเวียดนาม ที่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศบินตรงเข้ามา นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เปิดตัว เคเบิ้ลคาร์ที่ยาวที่สุดในโลก 7,889.9 เมตร เพิ่มแม่เหล็กการดึงดูดนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น

“สีหนุวิลล์ ที่เต็มไปด้วยกลุ่มนักลงทุน นักท่องเที่ยวชาวจีน นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ จะหาสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ เกาะต่างๆ รวมทั้งเกาะรง จึงเป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวขยายตัวไป รวมทั้งเมืองกำปอต เมืองแกป ที่อยู่ใกล้เคียง ส่วนเกาะฟูก๊วกพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมีการลงทุนของกลุ่มโรงแรมกลุ่มทุนใหญ่ระดับโลก การเดินทางสะดวก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก”

“ดังนั้น สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด และสมาคมโรงแรมและรีสอร์ตจังหวัดตราด มองเห็นโอกาสต่อท่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางเรือ 3 ประเทศ ที่สะดวก รวดเร็ว เป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยว ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชนและจังหวัดตราด-กัมพูชา-เวียดนาม ได้ทำบันทึกข้อตกลงไว้เมื่อ มีนาคม 2558 ตามเส้นทาง R10 ประสบความสำเร็จมาแล้วการต่อยอดเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ทางน้ำกับกัมพูชา เวียดนาม จากท่าเทียบเรือคลองใหญ่ (ตราด)-เกาะรง (สีหนุวิลล์)-เกาะฟูก๊วก (ฮาเตียน) ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง วันเดียวเราจะทะลุเที่ยว 3 ประเทศ ได้เช่นเดียวกับเส้นทาง R10” คุณวิยะดา กล่าว

เกาะรง…ธรรมชาติบริสุทธิ์ ใหม่ สด

เส้นทางจากเกาะกงไปสีหนุวิลล์ตามหมายเลข 48 ระยะทาง 150 กิโลเมตร จะไปแยกบรรจบกับถนนหมายเลข 4 ไปสีหนุวิลล์ ได้เวลาอาหารกลางวันใช้บริการที่ร้านปิกนิก (Picnic) เป็นร้านอาหารท้องถิ่นออร์แกนิกสำหรับนักท่องเที่ยวคล้ายร้านอาหารของไทย ทางเข้าเห็นโรงเรือนที่ปลูกผักกางมุ้งเป็นแถว มีพื้นที่ในร้านขายผักอินทรีย์ ผักบุ้ง มะเขือ กล้วย อาหารจะเป็นเมนูของกัมพูชา ตบท้ายด้วยผลไม้ปั่น มีเสาวรสปั่น กล้วยปั่นรสชาติดี

จากนั้นนั่งรถยาวไปสีหนุวิลล์เห็นสภาพบ้านเมืองเปลี่ยนไปเป็นเมืองของชาวจีน นักธุรกิจชาวกัมพูชา กล่าวว่า อนาคต 4-5 ปี สีหนุวิลล์จะคล้ายฮ่องกง ถึงท่าเรือส่วนตัวที่จะข้ามไปเกาะรงของ ออกญาเลง ฮวด (Leng Hour) ผู้ได้สัมปทานบางส่วนพื้นที่เกาะรงรอรับคณะข้ามไปเกาะรงที่อยู่ห่างไป 39 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยสปีดโบ๊ท 1.30 ชั่วโมง ถึงหาดสุขสัน (SOK SAN) ชายหาดที่สวยงามเงียบสงบด้านหนึ่ง หาดทรายขาวทอดยาว 6-8 กิโลเมตร เราพักที่ โรงแรม SOK SAN

คุณซง เฮง (Mr. Srin Song Eng) เลขาออกญาเลง ฮวด (Oknha Leng Hour) เล่าว่า เกาะรง มีพื้นที่ 700 ไร่ เพิ่งได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชัดเจนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ชายหาดสุขสัน (SOK SAN) เป็นชายหาดที่เงียบสงบ ออกญากิ๊ด เมง (Oknha Kit Meng) รับสัมปทานและให้ต่างชาติมาลงทุนสร้างโรงแรมหรู SOK SAN ส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นชาวต่างประเทศ ยุโรป ส่วนหาดที่ใกล้กัน มีออกญาเลง

ฮอร์ (Leng Hour) เจ้าของธุรกิจเรือสปีดโบ๊ท บริษัท L.H.R. Asean Investment Co.,Ltd. ได้รับสัมปทานจากรัฐกำลังจะพัฒนาพื้นที่สร้างโรงแรมที่พักหรูเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวกับกำปอต ฟูก๊วกและไทย ต้องการร่วมลงทุนกับคนไทยมากกว่าจะให้ต่างชาติเช่าทำ เพราะเห็นศักยภาพของเกาะรงที่มีธรรมชาติสวยงามและเชื่อมต่อถึง

เกาะฟูก๊วก ใช้เวลาการเดินทางด้วยสปีดโบ๊ท ประมาณ 3 ชั่วโมง คาดว่าอนาคตอีก 5 ปี เกาะรงจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เพราะตอนนี้โรงแรมที่พักบนเกาะจะถูกจองเต็มทางออนไลน์ล่วงหน้า 6 เดือน

เกาะฟูก๊วก นั่งเคเบิ้ลคาร์ยาวที่สุดในโลก 7,889 เมตร
นครฮาเตียง พัฒนาก้าวกระโดด

คุณสันติ (Anh Thanh) ไกด์ท้องถิ่นเวียดนาม เล่าว่า เกาะฟูก๊วก อยู่ในพื้นที่ของอำเภอฮาเตียง เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของจังหวัดเกียนยาง พื้นที่เกือบ 600 ตารางกิโลเมตร ได้รับความนิยมมากจากนักท่องเที่ยวมาก

ช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา เพราะความสวยงามของธรรมชาติทางทะเล มีนักลงทุนต่างประเทศกลุ่มใหญ่ โรงแรมเชนดังๆ มาลงทุนจำนวนมาก ภาครัฐมีความพร้อม สนามบินนานาชาติ ท่าเทียบเรือมาตรฐาน และท่าเทียบเรือใหม่ 5 ดาว จะสร้างเสร็จปลายปีนี้

ปัจจุบัน มีสายการบินตรงลงที่เกาะฟูก๊วกถึง 6 ประเทศ คือ ไทย รัสเซีย สวีเดน จีน เกาหลี มาเลเซีย และนักท่องเที่ยวจากเสียมเรียบ-ฟูก๊วก ไม่ต้องประทับตราพาสปอร์ต จากการพัฒนาเกาะฟูก๊วกด้านการท่องเที่ยวแบบก้าวกระโดดนี้เองทำให้เศรษฐกิจอำเภอฮาเตียงเติบโตขึ้น มีการพัฒนาบุคลากร ค่าแรงงานเพิ่มขึ้น เก็บภาษีได้มากขึ้น มีบริการโรงพยาบาล และมหาวิทยาลัย คมนาคมสะดวก ทำให้ได้ยกฐานะเป็น “นครฮาเตียง” เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนนี้