การพัฒนาหมู่บ้านท่องเที่ยววิถีวิทย์ เน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อ

พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นเมืองสีเขียว สะอาด สุขภาพดี Green Clean Zone City โดยมีการใช้เทคโนโลยีต้นทาง ได้แก่ พัฒนาระบบสารสนเทศและความปลอดภัยเพื่อการท่องเที่ยว (Smart City and Tourism) , เทคโนโลยีการจัดการขยะระดับชุมชน ด้วยระบบ MBT, เทคโนโลยีการวิเคราะห์ทดสอบ, การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ส่วน เทคโนโลยีกลางทาง เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประจำถิ่น อาทิ สมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากโคลน น้ำแร่ สบู่ เวชสำอาง, การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน, การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบครบวงจร ตลอดจน เทคโนโลยีปลายทาง เช่น การพัฒนาระบบการท่องเที่ยวออนไลน์ , พัฒนาบรรจุภัณฑ์/ตราสินค้า, สร้างมัคคุเทศน์หมู่บ้าน และเยาวชนมัคคุเทศน์ ( local Guide / Young Smart Guide) รวมทั้งนักวิทย์ชุมชน, การพัฒนาและส่งเสริมการตลาดด้วยระบบ DE, สร้างบุคลากร/วิทยากร/Young Smart Farmer/ นักวิทย์ชุมชน

การพัฒนาภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมืองด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีต้นทาง เช่น การพัฒนาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในฤดูแล้ง อาทิ โพลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูง ระบบควบคุมน้ำอัตโนมัติไคโตซานเร่งใบหม่อน เครื่องนับไข่ไหม, การพัฒนาเส้นในธรรมชาติอื่นๆ และเส้นใยผสม, การย้อมสีธรรมชาติ, เครื่องฟอกย้อมเส้นไหม, กี่ทอผ้ากึ่งอัตโนมัติ

ด้านการใช้เทคโนโลยีกลางทาง เช่น การเพิ่มคุณสมบัติของผ้าทอ เช่น การสะท้อนน้ำ กลิ่นหอม กันแสงยูวี ป้องกันการยับ ป้องกันเชื้อรา ผนึกสี การย้อมสีแบบสีรุ้ง, การออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าทอตามแนวทางตลาด รูปแบบมาตรฐาน ร่วมสมัย เทคโนโลยีปลายทาง เช่น ระบบตลาดออนไลน์

การพัฒนาหมู่บ้านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เทคโนโลยีต้นทาง เช่น การเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นรายได้, เครื่องม้วนตอซังข้าวโพด เพื่อนำข้าวโพดไปผลิตอาหารหมักเลี้ยงโค, เครื่องม้วนใบอ้อย เพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ, การผลิตก๊าซชีวภาพในระดับชุมชน, การหมักข้าวโพดเป็นอาหารเลี้ยงโคขุน

รศ. นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติบทบาทของ กทบ. ในการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอย่างยั่งยืน ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี ถึงปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) เจริญก้าวหน้า มีจำนวนกว่า 79,595 กองทุน ได้รับการอนุมัติเพิ่มทุนมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 3 แสนล้านบาท โดยมีประชาชนเป็นสมาชิกกว่า 13 ล้านคน

จึงนับว่ากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เป็นสินเชื่อระดับย่อย (Micro-credit) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีจำนวนผู้มีส่วนร่วมมากที่สุดของประเทศไทยและมีการใช้จ่ายเงินงบประมาณครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหมุนเวียน พัฒนาอาชีพและสร้างรายได้

และความเข้มแข็งของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองโดยประชาชนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เช่น ร้านค้าประชารัฐ, ตลาดประชารัฐ, สินค้าจากผลิตผลและผลิตภัณฑ์ของกองทุนหมู่บ้าน, โรงน้ำดื่มชุมชน, แหล่งท่องเที่ยวชุมชน, สถาบันการเรียนรู้, สถาบันการเงินชุมชน โดยความร่วมมือกับภาคีภาครัฐ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และเครือข่ายกว่า 80 องค์กร ร่วมพัฒนาทั้งด้านกฎหมาย ด้านระบบบัญชีการเงิน ด้านพัฒนาธุรกิจ และด้านเทคโนโลยี
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของดิจิตัลและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วของสังคมและโลก

การลงนามข้อตกลง MOU ระหว่างสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครอบคลุมถึงความร่วมมือที่จะนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม มาสร้างเสริมหมู่บ้านวิทย์ฯ…แนวคิดศาสตร์พระราชา ร่วมกันพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานราก LOCAL ECONOMY ของประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในอนาคต

ภายใต้ศาสตร์พระราชา ว่าด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้แก่ การทำความเข้าใจถึงความสำคัญในหน้าที่และความรับผิดชอบของตนให้ถ่องแท้ ร่วมกันคิดร่วมกันทำ ด้วยความอุตสาหะ เสียสละ และด้วยความสุจริตจริงใจ โดยถือประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นเป็นหลัก

ทั้งนี้ เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ได้ยกระดับเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง และสามารถทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างประโยชน์ในการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน รองรับยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ได้อย่างแท้จริง ส่วนการติดตามและประเมินผลโครงการนี้ จะมีการติดตามการดำเนินงานราย 3 เดือน ทั้งระบบออนไลน์ และ การลงพื้นที่จริง

เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ตอนล่าง พร้อมที่จะเดินหน้าขับเคลื่อน ในการขับไล่ พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย และนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท.ร่วมกับเครือข่ายสถาบันเกษตรกรและชาวสวนยางในภาคใต้ ในวันที่ 14 มีนาคมนี้

โดยนายสมพงษ์ ราชสุวรรณ รองประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ตอนล่าง เปิดเผยว่า ทางแกนนำเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ตอนล่าง พร้อมที่จะขับเคลื่อนไปในแนวทางเดียวกับ เครือข่ายทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ โดยกำหนดนัดหารือกันในวันที่ 9 มีนาคมนี้ เพื่อระดมกำลัง รวมถึง วางแนวทางในการขับเคลื่อน เนื่องจากเห็นว่าพลเอก ฉัตรเฉลิม และนายธีธัช สร้างปัญหาในการการขับเคลื่อนการแก้ปัญหา สถานการณ์ราคายางพารามาอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะล่าสุด บอร์ด กยท.ยังมีมติให้บริษัทเอกชนเข้ามาเป็นผู้จัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา(Cess) โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านแต่อย่างใด ซึ่งจะทำให้ภาคการสวนยางสูญเสียเม็ดเงินให้กับเอกชนโดยไม่จำเป็น ทำให้เห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องขับไล่ออกไป เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารงานเพื่อให้มีทิศทางการทำงานที่สอดคล้องกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงสถาบันเกษตรกรและแกนนำชาวสวนยาง โดยเมื่อหารือกับในระดับแกนนำในภาคใต้ตอนล่างจนตกผลึกแล้ว ก็จะเดินทางไปสมทบกับแกนนำในจังหวัดภาคใต้ที่จังหวัดตรัง และเดินหน้าชุมนุมขับไล่ประธานบอร์ดและผู้ว่าการ กยท.ในวันที่ 14 มีนาคมนี้

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล (รพ.) จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยถึงการรับมือการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในหลายจังหวัดของประเทศไทย ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการด้านวิชาการตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ที่มี
ศ.นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ เป็นประธานการประชุมที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทั้งนี้ที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า และพิจารณาถึงการรับมือสถานการณ์การระบาดของโรคที่ประเมินว่ารุนแรง

“เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่แพร่จากสัตว์สู่คน มีการประเมินว่าโรคนี้ระบาดรุนแรงและกระจายหลายจังหวัด จึงเป็นห่วงเรื่องการสำรองวัคซีนและสารสกัดน้ำหลือง (เซรุ่ม) สำหรับคนที่ถูกกัดและกลุ่มเสี่ยง หากยังใช้วิธีการฉีดวัคซีนและเซรุ่มให้คนแบบเดิมๆ เกรงว่าอาจไม่เพียงพอ และหากต้องการใช้ให้เพียงพอต่อสถานการณ์การระบาดอาจต้องใช้งบประมาณสูงมาก และทำให้การควบคุมโรคไม่ได้ประสิทธิผล องค์การอนามัยโลกมีคำแนะนำสำหรับประเทศไทยให้พิจารณาถึงการปรับเปลี่ยนแผนการฉีดวัคซีนและเซรุ่มในคนมาแล้ว 2 ครั้ง

คือช่วงปลายปี 2560 และต้นปี 2561 ผมจึงได้เสนอที่ประชุมให้ปฎิบัติตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก คือ 1.ในการฉีดวัคซีนซึ่งเดิมมีระยะเวลาการฉีดให้ครบชุดรวม 28 วัน กินเวลานานยุ่งยาก อาจทำให้ทั้งผู้ฉีดและผู้ถูกฉีดลืมจนทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคลดลง ขอให้ทุกอย่างเสร็จสิ้นภายใน 7 วัน คือ วันที่ 0 วันที่ 3 และวันที่ 7 และทั้งการฉีดให้ผู้ที่ถูกกัดหรือสัมผัสเชื้อ และผู้ที่ต้องฉีดป้องกันล่วงหน้า ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ แต่ให้ฉีดเข้าใต้ผิวหนังแทน เพราะสามารถประหยัดการใช้วัคซีนได้ครึ่งหนึ่งของการฉีดใต้กล้ามเนื้อ 2.เซรุ่มที่ฉีดให้ผู้ที่ถูกสุนัขกัด

ซึ่งทำจากน้ำเหลืองของม้า และราคาค่อนข้างสูง เดิมต้องมีการฉีดทดสอบที่ผิวหนังก่อนว่ามีอาการแพ้หรือไม่ แต่เนื่องจากระยะหลังพบว่าแม้จะมีการฉีดทดสอบที่ผิวหนังแล้วไม่แพ้ก็ตาม แต่ยังพบว่าสำหรับบางคนเมื่อฉีดจริงกลับแพ้อยู่ดี จากนี้ไปจึงไม่ควรเสียเวลาทดสอบ แต่ให้ทำการฉีดอย่างระมัดระวัง และให้เตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ถูกกัดแล้วมีแผลเกิดขึ้น จะให้ฉีดวัคซีนใต้ผิวหนังและฉีดเซรุ่มที่บริเวณแผลตามขนาดของแผลพร้อมๆ กัน เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่รวดเร็ว เนื่องจากหากฉีดวัคซีนอย่างเดียวต้องใช้เวลาถึง 14 วัน เพื่อกระตุ้นภูมิ อาจไม่ทันการ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะนี้ กรมควบคุมโรคอยู่ระหว่างพิจารณา อีกทั้งให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เชิญตัวแทนผู้ผลิตวัคซีนและเซรุ่มที่มีใช้ในประเทศไทยมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า หากมีการผลิตเพิ่มเติมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงข้อความในใบกำกับยาด้วย

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ได้เสนอให้ปูพรมฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าล่วงหน้าให้แก่ประชาชนและกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง และในระยะยาวอาจต้องให้บรรจุวัคซีนชนิดนี้เป็นวัคซีนพื้นฐานเหมือนกับวัคซีนบีซีจีด้วย

ทั้งนี้ จากการประเมินความจำเป็นในการใช้วัคซีนและเซรุ่มในประเทศไทย โดยพิจารณาจากสถิติผู้ที่ถูกสุนัขกัดหรือมีการสัมผัสเชื้อของสุนัขแล้วไปฉีดวัคซีนในแต่ละปี พบว่าอาจต้องใช้วัคซีนถึง 5 แสนโด๊สต่อปี และเซรุ่มอีกจำนวนหนึ่ง แต่ขณะนี้ เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนไป คาดว่ามีความจำเป็นต้องใช้เพิ่มขึ้น จึงได้มีการเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาถึงเรื่องนี้ โดยอาจจะต้องมีการสำรองวัคซีนและเซรุ่มเพิ่มขึ้นด้วย

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ยังกล่าวถึงความร่วมมือในการป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าว่า ทุกคนต้องช่วยกัน เพราะนอกจากหน่วยงานราชการจะดำเนินการตามแผนแล้ว แต่หากเจ้าของสุนัขไม่ให้ความร่วมมือ ไม่รับผิดชอบ ปัญหานี้ก็ยากจะสำเร็จ ที่สำคัญกลุ่มคนรักสัตว์ องค์กรพิทักษ์สัตว์ หากพบเห็นเจ้าหน้าที่เข้าไปปฎิบัติการควบคุม กักกัน หรือกำจัดสุนัข ขอให้เข้าใจด้วยว่าทุกคนทำด้วยความจำเป็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุถึงกรณีข้อเสนอของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ที่เสนอให้ปรับสูตรการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ว่า เรื่องนี้องค์การอนามัยโลกได้มีข้อแนะนำมาเมื่อปี 2560 โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ได้หารือในเรื่องการปรับสูตรการฉีดจาก 28 วัน เหลือ 7 วัน หรือสูตร วันที่ 0 วันที่ 3 และวันที่ 7 และทั้งการฉีดให้ผู้ที่ถูกกัดหรือสัมผัสเชื้อ และผู้ที่ต้องฉีดป้องกันล่วงหน้า ซึ่งทั้งหมดมีการหารือกันตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการศึกษา โดยต้องมีการเสนอเข้าสู่อนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีหลายภาคส่วนเป็นกรรมการ และมีกรมควบคุมโรคเป็นเลขานุการ คาดว่าจะประชุมใน 1-2 เดือน

นายอดิศร ซ้ายขวัญ นางสาวรจรินทร์ คงบุญ และนางสาว อรอนงค์ ไชยวรณ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 5หลักสูตรสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นำทีมประดิษฐ์รถเข็นเด็กแบบพับได้ ได้รับโล่รางวัลและรางวัล

เหรียญทองแดง สิ่งประดิษฐ์คิดค้น “วันนักประดิษฐ์ 2018 ” ณ Event Hall 98-99 ศูนย์นิทรรศการ
และการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร โดยมี อาจารย์กระวี อนนตรี และอาจารย์สมพงษ์ แก้วหวัง ดูแลและให้คำปรึกษา ปัจจุบันมีพาหนะมากมายหลายรูปแบบนับเป็นปัจจัยที่สำคัญของมนุษย์อย่างมาก พาหนะที่มีใช้กันมากที่สุดคือ รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับมนุษย์

ซึ่งพาหนะเหล่านี้จำเป็นต้องใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ เพื่อให้รถสามารถขับเคลื่อนไปได้ และ
การเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิงยังก่อให้เกิดไอเสีย ซึ่งเป็นมลภาวะทางอากาศ ในสภาวะปัจจุบันราคาน้ำมัน
มีราคาที่สูงขึ้นและสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อน จึงมีการรณรงค์ให้คนหันมาใช้จักรยาน
แทนกันมากขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดของจักรยานที่จำเป็นจะต้องใช้กำลังคนปั่น ทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความ
ไม่สะดวกสบายในการเดินทาง ทีมประดิษฐ์รถเข็นเด็กแบบพับได้ จึงมีข้อเสนอที่ให้คนหันมาใช้รถจักรยานไฟฟ้าและนอกเหนือจากรถจักรยานไฟฟ้าธรรมดา ซึ่งมีต้นทุนในการผลิตประมาณ 20,000 บาท โดยการติดตั้งอุปกรณ์ขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมันเชื้อเพลิงพาหนะเป็นผลทำให้ไม่เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และยังสามารถปั่นด้วยเท้าได้ด้วย

รถเข็นเด็กแบบพับได้ เกิดจากการเรียนรู้การผลิตและควบคุมกระแสไฟฟ้า และสร้างอุปกรณ์ทางไฟฟ้าขึ้นมามากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งเป็นตัวกำเนิดไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล และสามารถประยุกต์จักรยานธรรมดา มาเป็นจักรยานผลิตไฟฟ้า โดยติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ขับเคลื่อน และใช้แบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงาน

จะเห็นได้ว่าได้มีการนำรถจักรยานไฟฟ้ามาใช้แล้วตามท้องถนน แต่รถเข็นเด็กไฟฟ้ายังไม่มีมาใช้เนื่องจากติดปัญหาที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับรถจักรยานไฟฟ้าที่ประกอบกับรถเข็นเด็ก และราคารถจักรยานไฟฟ้าที่มีในท้องตลาดยังมีราคาแพงไม่สามารถนำมาทดลองได้ โดยจักรยานถือเป็นการเคลื่อนที่โดยใช้พลังงานจากมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในแง่ของพลังงานที่ต้องใช้เพื่อการเดินทางในระยะทางที่กำหนด

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์กระวี อนนตรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โทรศัพท์ 081 – 8980511

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพหม่อนไหมเพื่อผู้สูงอายุ

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพหม่อนไหมเพื่อผู้สูงอายุ โดยมีนายอรรถพร สิงห์วิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ร่วมเป็นเกียรติในลงพิธีลงนามฯ ณ ที่ทำการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพญาราม หมู่ที่ 9 ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหม ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้มีนโยบายที่จะดำเนินการถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้แก่ผู้สูงอายุ จึงร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำ “โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพหม่อนไหมเพื่อผู้สูงอายุ” ขึ้น เพื่อร่วมกันส่งเสริมอาชีพด้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้า และการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม โดยการสนับสนุน ส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ เพิ่มพูนทักษะ ให้ผู้สูงอายุให้สามารถสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้ โดยนำความรู้และภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมในแต่ท้องถิ่น มาประยุกต์และพัฒนาต่อยอดจากต้นทุนเดิม ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ สืบทอด และพัฒนาภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมของประเทศให้คงอยู่ต่อไป

สำหรับการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมหม่อนไหมและกรมกิจการผู้สูงอายุ ในโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพหม่อนไหมเพื่อผู้สูงอายุ มีวัตถุประสงค์หลักร่วมกันในการสร้างกำลังใจ สร้างงาน และการสร้างรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ มีรายได้ที่ยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดยแนวทางการดำเนินงานในส่วนของ “กรมหม่อนไหม” จะให้การสนับสนุนองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม ตั้งแต่ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวเส้นไหม ฟอก ย้อม การทอผ้า ไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาทักษะและส่งเสริมอาชีพ นำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุ ในขณะที่ “กรมกิจการผู้สูงอายุ” จะให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง การติดตามผล การกำกับดูแลหลังจากได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์นำไปสู่การส่งเสริมอาชีพต่อไป โดยทั้ง 2 หน่วยงานจะให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ และสถานที่เพื่อดำเนินการจัดกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป โดยคาดว่า การบูรณาการความร่วมมือกันของ 2 หน่วยงานครั้งนี้ นอกจากจะช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยสืบสานภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมของประเทศไทยไว้ ให้คงอยู่ โดยให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์

ทั้งนี้ ภายในงานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพหม่อนไหมเพื่อผู้สูงอายุ ยังมีกิจกรรมสาธิตและจัดแสดงผลงานของผู้สูงอายุ อาทิ ด้านจักรสาน ด้านการเกษตร ด้านการทำเครื่องมือเลี้ยงไหม ด้านหม่อนไหม ทั้งในส่วนของการสาวไหม การทอผ้าไหม การกวักไหม การเหล่งไหม การย้อมสีไหม เป็นต้น รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการ ประกอบด้วย นิทรรศการด้านผลงานกลุ่มผู้สูงอายุ ตำบลเพี้ยราม นิทรรศการด้านลายผ้าไหม นิทรรศการผลิตผ้าไหมพื้นบ้าน

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน กรมหม่อนไหมยังเปิดหมู่บ้านท่องเที่ยวเกษตรด้านหม่อนไหม ณ ที่ทำการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพญาราม หมู่ที่ 9 ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็น 1 ใน 10พื้นที่ที่กรมหม่อนไหมกำหนดเปิดเป็นแหล่งบริการนักท่องเที่ยว และเป็นแหล่งศึกษาดูงานเรียนรู้เรื่องหม่อนไหมแบบครบวงจรผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม โดยในจังหวัดสุรินทร์มีสองจุดด้วยกันคือ บ้านพญาราม และ บ้านท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

สำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเปิดตัวโครงการ “Social Shaker Season 1” พร้อมจัดเสวนาในหัวข้อ “ความร่วมมือในรูปแบบ U-I-G (University, Industry, Government) สู่ผลกระทบที่มากขึ้นในการพัฒนาสังคม” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือเบทาโกร มณีรัตน์ อนุโลมสมัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (Thailand) ต้องใจ ธนะชานันท์ กรรมการผู้จัดการประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) และ ชยุตม์ สกุลคู ประธานบริษัท Tact Social Enterprise ณ หอประชุมอาคารเจริญวิศวกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

U-I-G คือความร่วมมือภายใต้ความสัมพันธ์ของ 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคมหาวิทยาลัย (University) ภาคธุรกิจ (Industry) และ ภาครัฐบาล (Government) เพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนแนวใหม่ที่หลุดออกจากกรอบเดิม โดยมีบริษัท Tact Social Enterprise ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามกลุ่ม STEPS ภายใต้การดูแลของสำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการสนับสนุนจากเครือเบทาโกร เข้ามาดำเนินงานเชื่อมโยงระหว่าง 3 ภาคส่วน ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม ผลักดันให้นิสิตนักศึกษาได้พัฒนาทักษะของตนเองผ่านการทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยบริหารจัดการงบประมาณด้านซีเอสอาร์ของบริษัทเอกชน

ให้ตอบโจทย์ความต้องการจริงของชุมชน เพื่อให้เกิดเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งลักษณะการดำเนินงานร่วมกันแบบ U-I-G มีลักษณะดังนี้ University: ใช้พลังและสติปัญญาของนิสิตในการดำเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชน เพื่อกระจายองค์ความรู้ภายในมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง นำไปสู่การพัฒนาทักษะในการทำงานของนิสิตรวมไปถึงจิตสำนึกต่อสังคม Industry: จัดสรรงบประมาณซีเอสอาร์ภายในบริษัทให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมมากยิ่งขึ้น นำไปสู่ความยั่งยืนของชุมชนพื้นที่และความยั่งยืนขององค์กร และ Government: เปิดรับความร่วมมือจากองค์กรภายนอกเข้ามาร่วมพัฒนาอย่างมีทิศทาง โดยอาศัยโจทย์จากความต้องการจริงของชุมชน ดำเนินการโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนอยู่เสมอ

สำหรับ Social Shaker Season 1 ในปีพ.ศ.2561 นี้ จะดำเนินโครงการพัฒนาสังคม ด้วยกัน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนานักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ในอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ให้เกิดการพัฒนาจุดแข็ง มีการวางแผนชีวิต และเกิดความตระหนักถึงสังคมส่วนรวม ผ่านกิจกรรมนอกห้องเรียน โครงการพัฒนาร้านอาหารให้มีคุณภาพ ทั้งในมิติของ ความปลอดภัยและคุณภาพ (Safety & Quality) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ประสบการณ์ร่วมของลูกค้า (Customer Experience) เพื่อแก้ไขปัญหาของร้านอาหารในสังคมเมือง และโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-based Tourism) ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ และออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชน

นายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผย ว่าได้เดินทางมาเปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ซึ่งกิจกรรมในโครงการ นอกจากจะมีการให้ความรู้กับพี่น้องเกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์ใน จ.สุรินทร์ แล้ว ก็ยังมีการผ่าตัดทำหมันฉีดวัคซีนให้กับสุนัขและแมว พร้อมทั้งมีการออกตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ฉีดยาบำรุงสุขภาพ รักษาโคนม และได้เดินทางมาดูกิจกรรมการดูแลสุขภาพช้างที่ศูนย์คชศึกษา ในหมู่บ้านช้าง ซึ่งที่นี่ก็มีช้างประมาณ 250 เชือก เป็นช้างคู่บ้านคู่เมืองของ จ.สุรินทร์ มาดูว่าช้างเลี้ยงกันอย่างไร เพื่อให้คนสุรินทร์อนุรักษ์ช้าง และดูแลช้างอย่างมีความสุข

นายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้า กรมปศุสัตว์ก็ได้มีการเข้มงวดกวดขันให้ มีการส่งตัวอย่างตรวจให้มากที่สุด เพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ใดมีปัญหาโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้มีการส่งผลตัวอย่างจำนวนมาก พบว่ามีผลบวกจำนวนมาก การที่เรารู้มาก ก็จะรู้เร็ว และสามารถควบคุมได้เร็ว ถ้าเกิดเราไม่รู้ว่าที่ไหน และไม่เร่งรัด จะทำให้เกิดปัญหาความล่าช้า แก้ไขปัญหาไม่ทันท่วงที