การหารือครั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร

ได้สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ กับผู้แทนส่วนราชการทุกหน่วยงานในพื้นที่ ตัวแทนผู้นำเข้าส่งออก สภาเกษตรฯ และเกษตรกร ให้เข้าใจ หลักเกณฑ์ในการนำเข้า ส่งออกตาม พ.ร.บ. กักพืชฯ พ.ร.บ. ปุ๋ย พ.ร.บ. วัตถุอันตรายฯ พ.ร.บ. ยางพาราฯ และ พ.ร.บ. พันธุ์พืช 2518

โดยเน้นการสร้างความเข้าใจในส่วนของ พ.ร.บ. พันธุ์พืชฯ เป็นพิเศษ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว ใกล้แหล่งผลิตและรวมรวมพันธุ์กล้าไม้ในพื้นที่ ประจวบฯ ชุมพร และสุราษฎร์ฯ เพื่อเน้นยำประชาสัมพันธ์ให้รับรู้ พันธุ์ที่ต้องการสงวนไว้ให้คนไทยปลูกเท่านั้น และห้ามส่งออกไปต่างประเทศอย่างเด็ดขาด โดยตาม ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดชนิดและชื่อพันธุ์พืชสงวน กำหนดพันธุ์พืชสงวน ที่ห้ามส่งออก ทั้งหมด 11 ชนิด คือ ทุเรียน ส้มโอ องุ่น ลำไย ลิ้นจี่ มะขาม มะพร้าว กวาวเครือ ทองเครือ สะละ และสับปะรด ซึ่งผู้ประกอบการที่จำหน่ายพันธุ์พืชในพื้นที่ด่านสิงขร มีความเข้าใจและยินดีปฏิบัติตามกฎหมาย

ด่านศุลกากรสิงขร ได้รายงานว่า ปัจจุบัน มูลค่าการนำเข้าและส่งออก จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร มีการเติบโตอย่างชัดเจน โดยคาดว่ามูลค่า นำเข้า-ส่งออก จะเพิ่มถึง 1,000 ล้านบาท ในปีหน้า โดยสินค้าพืชและปัจจัยการผลิตฯ เป็นสินค้าที่สำคัญในการผลักดันมูลค่าการนำเข้า ส่งออก โดย จ.ประจวบฯ มีแผนในการพัฒนาด่านสิงขรให้เป็นจุดส่งเสริมการค้าชายแดน เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดการค้าของประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรจะส่งเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช เข้าประจำปฏิบัติงาน เพื่อสนับสนุนการนำเข้าและส่งออก บริเวณด่านให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อบริการให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ทำการค้าขายที่ด่านสิงขร จ.ประจวบฯ

ทุเรียนแรงจัด ราคาดี-อนาคตสดใส ชาวสวน-เกษตรกร ทั่วสารทิศ ตะวันออก-เหนือ-ใต้-อีสาน ทยอยโค่น “ยางพารา-ส้ม-เงาะ-กาแฟ” ปลูกทุเรียนแทน ต้นกล้าราคาพุ่ง 300-500 บาท/ต้น รับดีมานด์ทะลัก “หมอนทอง” พันธุ์ยอดนิยม กระทรวงเกษตรฯ สำรวจพบ ปี’60 ทั่วประเทศ แห่ปลูกเพิ่มกว่า 5 หมื่นไร่

ปีนี้ความต้องการบริโภคทุเรียนของตลาดจีนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลหลายเท่าตัว ส่งผลให้ราคาทุเรียนในประเทศไทยพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ไม่เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรทั่วประเทศที่ปลูกพืชต่างๆ ถึงกับโค่นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกอยู่ ทั้งยางพารา เงาะ ส้ม รวมถึง กาแฟ และหันมาปลูกทุเรียนแทน

ตะวันออกเพิ่มพื้นที่ปลูก

นายสุชาติ จันทร์เหลือง หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ถือเป็นปีทองของทุเรียนอีกปีหนึ่ง เพราะตลาดมีความต้องการสูงมาก โดยเฉพาะตลาดจีน ทำให้ราคายืนอยู่ที่กิโลกรัมละ 150-170 บาท หรือหากพันธุ์หายาก เช่น พวงมณี นกหยิบ จะราคา 200-300 บาท เกษตรกรในภาคตะวันออกจึงมีการโค่นยางพาราที่มีราคาตกต่ำและหันมาปลูกทุเรียนกันเพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ 4,000-5,000 ไร่/ปี ส่วนใหญ่นิยมปลูกพันธุ์หมอนทองตามความต้องการของตลาด คาดว่าผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นปีละ 30,000 ตัน

“นอกจากนี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ยังมีโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยให้ปลูกพืชอื่นเสริม โดย จ.จันทบุรี มีโครงการส่งเสริมเกษตรกรพัฒนาคุณภาพให้ผลิตทุเรียนเกรดพรีเมี่ยม เพื่อขยายตลาดในจีน อินเดีย เวียดนาม เมียนมา เพิ่ม”

นายทรงธรรม ชำนาญ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง กล่าวเสริมว่า ราคาทุเรียนที่สูงจึงจูงใจให้เกษตรกรนิยมปลูกมากขึ้น ขณะที่ กยท. ก็มีโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยอุดหนุนฟรีไร่ละ 10,000 บาท ใน จ.ระยอง มีประมาณ 10,000 ไร่ นอกจากหมอนทองแล้ว พันธุ์อื่นๆ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เช่น หลงลับแล หลินลับแล นกกระจิบ พวงมณี ก้านยาว ชะนี เป็นต้น

นายโอภาส ชอบรส หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด กล่าวว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จังหวัดตราดมีพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น ปีละ 30,000-40,000 ต้น ทั้งในรูปแปลงใหญ่ และรายย่อย ซึ่งมีพื้นที่ไม่เกินรายละ 10 ไร่ ที่ได้ทุนอุดหนุนจาก กยท. อีก 4,000 ไร่ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะต้องวางแผนการตลาดรองรับ รวมถึงให้เกษตรกรผลิตทุเรียนคุณภาพมีมาตรฐาน GAP รองรับ และรวมกันปลูกเป็นแปลงใหญ่ทำการตลาดด้วยระบบสหกรณ์ สร้างแบรนด์ของสหกรณ์ให้มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากปัจจุบันทุเรียนไทยมีคู่แข่งมากขึ้น

นายกรีฑา งาเจือ เจ้าของสวนทุเรียนหลงบูรพา ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมืองตราด จ.ตราด กล่าวว่า ราคาทุเรียนเฉลี่ยปี 2560 อยู่ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท ราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 130 บาท ปี 2561 ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 65 บาท และราคาสูงสุดอยู่ที่ 150 บาท จากราคาทุเรียนที่พุ่งสูงขึ้นมาเรื่อยๆ และปีนี้ได้ราคาดีมาก ทำให้เกษตรกรโค่นยางพารา เงาะ หันมาปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นมาก

ภาคเหนือโค่นสวนส้มปลูกทุเรียน

นายธุวานนท์ สืบสันติธรรม ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มแอล เจ้าของสวนทุเรียน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการที่ทุเรียนเป็นพืชที่มีโอกาสทางการตลาดสูง ราคาดี และจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในอนาคต ขณะนี้พบว่าเจ้าของสวนส้มหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งที่ อ.ฝาง อ.แม่อาย และ อ.ไชยปราการ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกส้มแหล่งใหญ่ของภาคเหนือ ได้เริ่มทยอยทิ้งสวนส้มและหันมาปลูกทุเรียนกันเป็นจำนวนมาก สำหรับผลผลิตที่ได้ นอกจากจะขายในพื้นที่แล้ว หลายรายก็กำลังมองลู่ทางส่งออกไปตลาดจีนด้วย

“ปีที่ผ่านมา เราได้เริ่มปรับเปลี่ยนจากการทำสวนส้มที่มีอยู่กว่า 100 ไร่ มาปลูกทุเรียนแทน ส่วนหนึ่งเนื่องจากสวนส้มประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งภาวะโรค แมลง ต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่มีกำไร โดยพื้นที่ 100 ไร่ แบ่งเป็น 60 ไร่ ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง 1,000 ต้น และอีก 40 ไร่ ปลูกลำไย และทุเรียนที่ออกมาค่อนข้างมีคุณภาพและรสชาติเหมือนกับทางภาคตะวันออก”

แหล่งข่าวจากสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง ให้ข้อมูลว่า สำหรับพื้นที่ภาคใต้มีการปลูกทุเรียนมากในหลายจังหวัด อาทิ ชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ยะลา ส่วน จ.พัทลุง มีการปลูกทุเรียนที่ อ.ศรีนครินทร์ ตะโหมด กงหรา มีการโค่นต้นยางพารา ประมาณ 4,000 ไร่ เพื่อมาปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ได้รับความนิยมมากที่สุด รองลงมาเป็นพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ทางเลือก เช่น สาลิกา หลงลับแล แต่ไม่มากนัก

สำหรับ ระนอง ที่ผ่านมาเกษตรกรที่เคยปลูกกาแฟได้เปลี่ยนมาปลูกทุเรียนหมอนทองเป็นส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับสงขลา พื้นที่ปลูก อ.รัตภูมิ สะเดา สะบ้าย้อย และ อ.นาทวี โดยเกษตรกรปลูกทุเรียน จะปลูกเสริมผสมผสานกันระหว่างทุเรียน มังคุด เงาะ เป็นต้น

ด้านแหล่งข่าวจากสำนักส่งเสริมและพัฒนาเกษตร เขตที่ 5 จังหวัดสงขลา (สสก.ที่ 5) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของคณะกรรมการจัดทำข้อมูลบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ พบว่า ตั้งแต่ ปี 2559 มีการโค่นยางพาราเพื่อปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น

โดยทุเรียนให้ผลผลิต ประมาณ 220,000 ตัน/ปี พื้นที่ปลูกประมาณ 400,000 ไร่ และมีแนวโน้มปลูกเพิ่มขึ้นตามลำดับ ขณะที่พื้นที่ปลูกมังคุด จำนวน 250,000 ไร่ พื้นที่ปลูกเงาะ 120,000 ไร่ และพื้นที่ปลูกลองกอง 230,000 ไร่ มีแนวโน้มทยอยลดลง

สำหรับภาคใต้ ในปี 2561 มีพื้นที่ปลูกผลไม้รวมกว่า 857,000 ไร่ มีผลผลิตรวมประมาณกว่า 590,000 ตัน โดยมากกว่าปีที่แล้ว ประมาณกว่า 310,000 ตัน โดยเป็นทุเรียนกว่า 315,000 ไร่ มีผลผลิตประมาณกว่า 283,000 ตัน มากกว่าปีที่แล้วถึงประมาณกว่า 110,000 ตัน นอกนั้นเป็นมังคุด เงาะ ลองกอง

“ศรีสะเกษ” แห่ปลูกเพิ่ม 200%

นายหมุน แซ่จึง ประธานเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ศรีสะเกษมีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมกว่า 18,000 ไร่ จากเดิมมีประมาณ 4,000 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 200% แบ่งเป็นทุเรียนที่ให้ผลผลิตได้แล้วประมาณ 3,000 ไร่ ทุเรียนอายุประมาณ 4-5 ปี ประมาณ 5,000 ไร่ และทุเรียนที่เริ่มปลูก 1-2 ปี ราว 10,000 ไร่ ส่วนใหญ่นิยมปลูกพันธุ์หมอนทอง เนื่องจากราคาหน้าสวนอยู่ที่ 100 บาท/กิโลกรัม

“ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนพื้นที่จากการปลูกยางพารา มันสำปะหลัง และจากความต้องการที่มากขึ้นทำให้ราคาต้นกล้าพันธุ์ทุเรียนสูงขึ้นกว่าเท่าตัว จากเดิม 150-200 บาท/ต้น ปัจจุบัน ขยับมาเป็น 300-500 บาท/ต้น” นายหมุน กล่าว

ปี’60 ปลูกเพิ่มกว่า 5 หมื่นไร่

รายงานข่าวจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า รายงานพื้นที่ปลูกทุเรียนที่สำรวจเมื่อเดือนมีนาคม 2561 พบว่า พื้นที่ปลูกปีการผลิต 2560 ทั้งประเทศมี 787,822 ไร่ เพิ่มขึ้น 52,203 ไร่ จาก

ปี 2559 ที่มี 735,619 ไร่ ขณะที่จำนวนผลผลิต ปี 2560 มีปริมาณ 635,031 ตัน เพิ่มขึ้น 122,580 ตัน จากผลผลิต ปี 2559 มีปริมาณ 512,451 ตัน โดยทุกภูมิภาคมีการปรับเพิ่มพื้นที่ปลูก ทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มจาก 3,022 ไร่ เป็น 3,988 ไร่ ภาคกลาง เพิ่มจาก 315,295 ไร่ เป็น 328,281 ไร่ และภาคใต้ เพิ่มจาก 368,255 ไร่ เป็น 406,506 ไร่ ขณะที่ภาคเหนือมีพื้นที่ปลูกคงเดิมเท่ากับ ปี 2559 จำนวน 49,047 ไร่ จังหวัดที่มีการเพิ่มพื้นที่ปลูกเพิ่ม เช่น ชุมพร มีพื้นที่เพิ่มขึ้น 15,972 ไร่ เป็น 164,099 ไร่ จันทบุรี มีพื้นที่เพิ่มขึ้น 4,313 ไร่ เป็น 207,483 ไร่ ตราด มีพื้นที่เพิ่มขึ้น 4,113 ไร่ เป็น 34,911 ไร่ ระยอง มีพื้นที่เพิ่ม 2,426 ไร่ เป็น 69,187 ไร่ และศรีสะเกษ มีพื้นที่เพิ่ม 944 ไร่ เป็น 3,536 ไร่

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม นายจิณณพิภัทร ชูปัญญา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ในช่วงนี้มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และหลังฝนตกจะมีเห็ดป่าขึ้นเองตามธรรมชาติจำนวนมาก ประชาชนมักเก็บมาขายหรือนำมาปรุงอาหารรับประทานในครอบครัว ซึ่งแต่ละปีจะพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการรับประทานเห็ดพิษเป็นประจำ เนื่องจากเห็ดป่ามีทั้งเห็ดที่รับประทานได้และเห็ดพิษ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ ซึ่งเห็ดที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ เห็ดระโงกพิษ

บางแห่งเรียกว่าเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งเห็ดชนิดนี้มีความคล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่าน ที่สามารถรับประทานได้ แต่แตกต่างกันคือ เห็ดระโงกพิษจะมีก้านสูง กลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นค่อนข้างแรง นอกจากนี้ ยังมีเห็ดป่าชนิดที่มีพิษรุนแรงคือ เห็ดเมือกไครเหลือง โดยประชาชนมักสับสนกับเห็ดขิง ซึ่งชนิดที่เป็นพิษจะมีเมือกปกคลุมและมีสีดอกเข้มกว่า ซึ่งยากแก่การสังเกตด้วยตาเปล่า ส่วนเห็ดอีกชนิด คือ เห็ดหมวกจีน จะเป็นเห็ดที่คล้ายกับเห็ดโคนขนาดเล็ก

นายจิณณพิภัทร กล่าวว่า มีภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้ในการทดสอบความเป็นพิษของเห็ด เช่น การจุ่มช้อนเงินลงไปในหม้อต้มเห็ด การนำไปต้มกับข้าวสาร หรือใช้ปูนกินหมากป้ายที่ดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษจะกลายเป็นสีดำ เป็นต้น วิธีเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงในการใช้ทดสอบพิษกับเห็ดกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะเห็ดระโงกพิษที่มีสารที่ทนต่อความร้อน แม้จะปรุงให้สุกแล้ว เช่น ต้ม แกง ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษนั้นได้ สำหรับอาการหลังการรับประทานเห็ดพิษแล้ว จะคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายอุจจาระเหลว

ไม่ควรซื้อยากินเองหรือไปรักษากับหมอพื้นบ้าน การช่วยเหลือในเบื้องต้นคือ กระตุ้นให้ผู้ป่วยอาเจียน โดยให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ล้วงคอให้อาเจียน หรือดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือแกงแล้วล้วงคอให้อาเจียนออกมา (วิธีนี้ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ) จากนั้นรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการรับประทานเห็ดโดยละเอียด พร้อมกับนำตัวอย่างเห็ดพิษไปด้วย (หากยังเหลือซากอยู่) และควรให้ผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือนัดติดตามอาการทุกวันจนกว่าจะหายเป็นปกติ เนื่องจากเห็ดพิษชนิดร้ายแรงจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ในช่วงวันแรก

แต่หลังจากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงตามมาคือ การทำงานของตับและไตล้มเหลว อาจทำให้เสียชีวิตได้ จึงขอเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเก็บ เห็ดเกลือ หรือเห็ดเซียงห่ม เห็ดคล้ายเห็ดครก (ตาขาสั้นกว่า) เห็ดผึ้งเลือด เห็ดขี้ไก่เดือน เห็ดไข่ห่าน เห็ดโม่งโก้ง เห็ดระโงก หรือเห็ดระงาก ขณะที่ยังเป็นดอกอ่อนหรือดอกตูม ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนกลมรี คล้ายไข่ มารับประทาน

เนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นเห็ดมีพิษหรือไม่ เพราะลักษณะดอกตูมภายนอกจะเหมือนกัน ที่สำคัญหากไม่แน่ใจ ไม่รู้จัก หรือสงสัยว่าจะเป็นเห็ดพิษ ก็ไม่ควรเก็บหรือซื้อมาปรุงอาหาร รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดร่วมกับดื่มสุรา เพราะฤทธิ์จากแอลกอฮอล์จะทำให้พิษเห็ดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อาการรุนแรงขึ้นด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม มอบหมายให้นายสัตวเเพทย์ไพโรจน์ เฮงเเสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นประธาน kick off โครงการไทยนิยม ยั่งยืน โครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ปี 2561 ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน จังหวัดน่าน สนองนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการสร้างป่าต้นน้ำ ทวงคืนผืนป่า และลดการบุกรุกพื้นที่ป่า

โดยภายในงานดังกล่าว มีกิจกรรมแบ่งกลุ่มเกษตรกรเพื่อศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติในฐานเรียนรู้ด้านหม่อนไหม อาทิ ฐานการดูแลแปลง ฐานการตัดแต่งกิ่งหม่อน ฐานการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม ฐานการคัดเลือกรังไหมก่อนจำหน่าย เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เป็นกิจกรรมฝึกอบรมเกษตรกรรุ่นแรกที่เข้าร่วมโครงการจากจังหวัดน่าน จำนวนกว่า 100 ราย

นายสัตวเเพทย์ไพโรจน์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือจะดำเนินงานในพื้นที่ 14 จังหวัด ในพื้นที่เขตภาคเหนือ ได้เเก่ เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร ตาก น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน สุโขทัย และอุตรดิตถ์ เพื่อส่งเสริมเกษตรกรในเขตภาคเหนือหันมาปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการบุกรุกพื้นที่ป่า มาประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สร้างผืนป่าต้นน้ำ สร้างกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจในชุมชน เเละสนับสนุนการผลิตเส้นไหมในประเทศ

โดยมีเป้าหมายเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม 800 ราย พื้นที่ปลูกหม่อนไม่น้อยกว่า 2,400 ไร่ โดยกรมหม่อนไหม จะสนับสนุนพันธุ์หม่อนและไข่ไหมแก่เกษตรกรและรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร อาทิ โรงเลี้ยงไหม ขนาด 6X8 เมตร และอุปกรณ์เลี้ยงไหม อบรมหลักสูตร การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเน้นหนัก 11 วัน จากนั้นจะจัดหาตลาดให้เกษตรกรโดยการเจรจากับเอกชนในรูปแบบทำข้อตกลงรับซื้อราคาที่เป็นธรรมกับเกษตรกร ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมได้วางแผนการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม 2 กิจกรรม ได้เเก่ การเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม และการเลี้ยงไหมเพื่อผลิตเเผ่นใยไหม ซึ่งใช้การตลาดนำการผลิต มุ่งความสมดุลของ Demand และ Supply เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ต่อไป

หลักสูตรปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ม.แม่โจ้ หลักสูตรแรกของไทย ที่ยังคงเข้มข้น ฝึกคนเรียนรู้คู่การปฏิบัติจริงมามากกว่า 20 ปี

เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (Postharvest Technology) ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวของผลิตผลเกษตร โดยเฉพาะการนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับผลิตผลแต่ละชนิด ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา รวมไปถึงการขนส่ง เพื่อควบคุมผลิตผลให้มี คุณภาพดี ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และมีความปลอดภัย

นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบการผลิตสินค้าเกษตรเกิดความมั่นคง ยั่งยืน และช่วยเสริมสร้างศักยภาพหรือความเข้มแข็งทางการตลาดกับคู่ค้าได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวผลิตผลเกษตร จึงถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของระบบการผลิตสินค้าเกษตร และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมีความตื่นตัวต่อการบริโภค ผลิตผลสดทางการเกษตร เป็นอย่างมาก โดยมุ่งเน้นและให้ความสำคัญเกี่ยวกับคุณภาพความปลอดภัย (Safety quality) มากยิ่งขึ้น

รองศาสตราจารย์ จักรพงษ์ พิมพ์พิมล ประธานอาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า: หลักสูตรของเรา ได้เปิดสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 และถือว่าเป็น หลักสูตรระดับปริญญาตรีที่เปิดสอนแห่งแรกของประเทศไทย พร้อมกับได้มีการปรับปรุงหลักสูตรทุกๆ 5 ปี ตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และในปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา เราได้มีการปรับปรุงหลักสูตรอีกครั้ง โดยเฉพาะการนำเอาอัตลักษณ์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ คือ“นักปฏิบัติที่เชี่ยวชาญในสาขาวิชาและทันต่อการเปลี่ยนแปลง” มาใช้เป็นแนวทางกำหนดอัตลักษณ์ของหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตให้เป็น “นักปฏิบัติที่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการจัดการผลิตผลเกษตรได้อย่างเหมาะสมและ ทันเหตุการณ์”

ดังนั้นในส่วนโครงสร้างรายวิชาของหลักสูตร นอกเหนือจากรายวิชาในกลุ่มศึกษาทั่วไปและกลุ่มวิชาแกนซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญแล้ว ยังได้มีการปรับปรุงให้มีจุดเด่นในเชิงวิชาชีพทางด้านเทคโนโลยี หลังการเก็บเกี่ยวผลิตผลเกษตรและที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของวิชาเอกบังคับและเอกเลือก ซึ่ง ประมาณร้อยละ 90 มีการเรียนการสอนทั้งภาคบรรยายและภาคปฏิบัติ ตามห่วงโซ่การผลิตอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ และที่สำคัญเรามี