การเตรียมตัวฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้น ก่อนฉีดวัคซีนควรพักผ่อน

ให้เพียงพอสุขภาพโดยรวมสามารถปฏิบัติงานได้ปกติ ไม่ป่วยหรือมีอาการไข้ก่อนรับการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่ไก่อย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ดดยทั่วไปอาการข้างเคียงพบได้น้อย ส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่ เช่น บวม แดง ตรงบริเวณที่ฉีดวัคซีน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือมีไข้ต่ำๆ อาการที่เกิดขึ้นมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน การดูแลรักษาอาการข้างเคียง หากปวด บวม บริเวณที่ฉีดให้ประคบด้วยผ้าเย็น หากมีไข้ให้กินยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ในขนาดที่เหมาะสม หากมีอาการรุนแรงหรือเป็นมากควรปรึกษาแพทย์ทันที และแจ้งอาการให้ทราบโดยละเอียด” นพ. โสภณ กล่าว

นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เผยว่า หน่วยงานราชการและเอกชนหลายภาคส่วนร่วมกันปลูกต้นคูนรอบบริเวณสวนสาธารณะบึงทุ่งสร้าง เนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ ในรูปแบบ “Change for the future” ประโยชน์ของต้นไม้อยู่รอบตัวเรา และให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองขอนแก่นเมื่อถึงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ของทุกปี

ต้นคูนจะออกดอกสีเหลืองเต็มเมืองขอนแก่น ถนนทุกสายในเขตเทศบาลนครขอนแก่น เช่น ถนนศรีจันทร์ ถนนมะลิวัลย์ ถนนประชาสโมสร ถนนเหล่านาดี ถนนมิตรภาพ และถนนอีกหลายสายปลูกต้นคูน เมื่อถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ต้นคูนจะออกดอกคูนเหลืองบานสะพรั่งเต็มต้น โดยเฉพาะบนถนนกัลปพฤกษ์ ข้างศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดเส้นทางเกือบ 1 กิโลเมตร ปรากฏดอกคูน หรือดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น ออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่งเต็มต้น และเป็นจุดไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวหลายคนมาถ่ายรูปความสวยงามกันเป็นที่ระลึก

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 29 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนทุเรียนย่อมมี บ้านศรีแก้ว ต.ศรีแก้ว อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ นายธวัช สุระบาล ผวจ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายวิทยา วิรารัตน์ ประธานหอการค้า จ.ศรีสะเกษ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสวนทุเรียนแห่งนี้ เพื่อดูจำนวนผลผลิตและปริมาณของทุเรียนภูเขาไฟที่จะรวบรวมเป็นข้อมูลในการส่งออกไปขายในท้องตลาด ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมพบว่า ทุเรียนภายในสวนแห่งนี้มีผลผลิตจำนวนมาก และใกล้จะสุกแล้ว ซึ่ง ผวจ.ศรีสะเกษได้ปีนขึ้นไปบนต้นทุเรียนและได้ตัดผลทุเรียนที่สุกแล้วลงมาตรวจสอบด้วยตนเอง พร้อมทั้งได้ลองชิมทุเรียนภูเขาไฟลูกแรกที่สุกแล้ว โดยยืนยันว่าทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษกรอบนอก นุ่มใน กลิ่นไม่ฉุน และปลูกบนดินภูเขาไฟเก่า ทำให้ทุเรียนภูเขาไฟมีรสชาติที่อร่อยมาก ขณะเดียวกัน นายวิทยา วิรารัตน์ ได้เป็นตัวแทนของบริษัท ประชารัฐ จำกัด นำเงินจำนวน 200,000 บาท มามอบให้กับนางนภาพร เพื่อเป็นการมัดจำซื้อทุเรียนจากสวนแห่งนี้ไปจำหน่ายทั่วประเทศ โดยมีนางนภาพร ย่อมมี อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 198/1 หมู่ 1 บ้านศรีแก้ว ต.ศรีแก้ว ซึ่งเป็นเจ้าของสวนและญาติพี่น้อง ให้การต้อนรับ

นายธวัช สุระบาล ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ตนมาตรวจเยี่ยมสวนทุเรียนแห่งนี้ เพื่อที่จะเตรียมนำทุเรียนช่วงแรกส่งไปขายที่กรุงเทพฯ ตามห้างสรรพสินค้าและที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งปีนี้ทุเรียนมีความสมบูรณ์มาก เนื่องจากมีน้ำอุดมสมบูรณ์ ไม่แห้งแล้ง โดย จ.ศรีสะเกษ มีพื้นที่ในการปลูกทุเรียน จำนวน 5,000 ไร่ และจะมีผลผลิตรวมทั้งสิ้นจำนวน 4,500 ตัน โดยจะมีทุเรียนจำนวนทั้งสิ้น 1,200,000 ลูก นำออกขายตามท้องตลาด ซึ่งทุเรียนทั้งหมดจะสุกในสัปดาห์หน้านี้ การที่ทุเรียนภูเขาไฟมีรสชาติอร่อยนั้น เนื่องจากว่าทุเรียนทุกต้นปลูกบนดินภูเขาไฟเก่า ทำให้มีรสชาติแตกต่างจากทุเรียนจังหวัดอื่นๆ ที่มีการปลูกทุเรียนเช่นกัน เนื่องจากว่าทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษจะกรอบนอก นุ่มใน เปลือกบาง และที่สำคัญกลิ่นจะไม่ฉุน แม้ว่าทุเรียนจะสุกแล้วก็ไม่ได้มีกลิ่นฉุนออกมาแต่อย่างใด ทำให้ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษเป็นที่ชื่นชอบของนักบริโภคทุเรียนที่ไม่ชอบกลิ่นฉุน

ผวจ.ศรีสะเกษกล่าวด้วยว่า ซึ่งขณะนี้ตนได้สั่งการให้พาณิชย์ จ.ศรีสะเกษ ทำการจด GI ซึ่งเป็นการจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งทุเรียนภูเขาไฟแห่งเดียวในโลก ซึ่งทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษจะมีการขายส่งตรงถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยสั่งจองทางออนไลน์ได้ทางเฟซบุ๊ก ไลน์ เป็นทุเรียนเกรดพรีเมียม ดำเนินการโดยสหกรณ์การเกษตร อ.กันทรลักษ์ และในปีนี้บริษัท ประชารัฐ จำกัด ได้เข้ามาช่วยขายทุเรียน โดยแยกเป็นทุเรียนคุณภาพ จัดหาตลาดส่งขายทั่วประเทศอีกด้วย โดยผลผลิตทุเรียนของ จ.ศรีสะเกษ จะออกช้ากว่าทุเรียนทาง จ.จันทบุรีและระยอง ทุเรียนศรีสะเกษผลผลิตจะออกมาในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.ของทุกปี ตนจึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยทั่วประเทศอดใจรอชิมทุเรียนภูเขาไฟที่จะออกสู่ท้องตลาดในสัปดาห์หน้านี้ และสามารถสั่งจองได้ล่วงหน้าที่สหกรณ์การเกษตร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งขณะนี้มียอดสั่งจองทุเรียนภูเขาไฟพรีเมียมเข้ามาแล้วจำนวนมาก

จากการที่มีฝนตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน ส่งผลทำให้ทางสำนักชลประทานที่ 12 ได้ประกาศแจ้งเตือนจะมีการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา-ชัยนาท ต้องระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาลงสู่ท้ายเขื่อน มีระดับน้ำสูงขึ้น น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยายังได้ไหลมารวมกับแม่น้ำน้อย ในพื้นที่อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ส่งผลทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนที่ตกลงทาทำให้น้ำท่วมนาข้าวของชาวบ้าน ในหมู่ 1-5 ต.บ้านแพน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา กว่า 800 ไร่ จมน้ำ ชาวต้องเร่งสูบน้ำออกจากนาลงในคลองประทาน แต่เนื่องด้วยคลองบางจุดถูกปิดกันเอาไว้ระบายน้ำออกไปได้ช้า

นายณรงค์ กิจปลื้ม อายุ 44 ปี ชาวนา กล่าวว่า ฝนตกติดต่อกันมาหลายวันอย่างหนักทำให้น้ำท่วมขังในนาข้าว ชาวบ้านต่างพากันเร่งสูบน้ำออกจากนาลงสู่คลองรำราง แต่หลายจุดเป็นช่วงทางลงจากถนนไปนามีการถมดินขวางกันเอาไว้ น้ำไหลออกได้ช้า จึงอยากให้ทางอำเภอหรือส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยลงมาแก้ไขปัญหาก่อน ตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนกันเป็นอย่างมาก

ต่อมานายอนุกูล เรือนแก้ว นายอำเภอเสนา พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า คลองรำรางบางจุดน้ำไหลได้ไม่สะดวกจึงได้ประสาน รถแบคโฮ มาดำเนินการ เปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวก และทำการซ่อมเครื่องสูบน้ำ เดินเครื่องสูบน้ำออกจากคลองรำรางลงสู่แม่น้ำน้อยทันที

นายอนุกูล กล่าวว่า ทางอำเภอไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะนี้นำรถแบคโฮมาช่วยเปิดทางน้ำ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้ช่วยบ้านแล้ว และจะรีบเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ส่วนเครื่องสูบน้ำที่เสียตอนนี้แก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะสามารถบรรเทาทุกข์ของชาวบ้านได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่ปีนี้ฝนมาเร็วและตกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในจังหวัดหนองคายและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากจะส่งผลดีกับเกษตรกรที่ทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาแล้ว ยังส่งผลดีกับเกษตรกรที่เพาะพันธุ์ลูกปลาจำหน่ายในเขตบ้านกองนาง หมู่ 2 ตำบลกองนาง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ที่ประกอบอาชีพเพาะพันธุ์ลูกปลาจำหน่ายมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ขณะนี้ในแต่ละวันเริ่มมีลูกค้า ทั้งในจังหวัดหนองคายและจังหวัดใกล้เคียง รวมไปถึงลูกค้าจาก สปป.ลาว มาซื้อลูกปลาเพื่อนำไปเลี้ยงในพื้นที่ของตนเองเป็นจำนวนมาก สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่เพาะพันธุ์ลูกปลาได้เป็นอย่างดี ซึ่งลูกปลาที่จำหน่ายเป็นพันธุ์ปลาน้ำจืด ได้แก่ ปลาตะเพียน ปลานิล ปลานิลหมัน ซึ่งนิยมเลี้ยงเป็นปลากระชังในแม่น้ำโขง ปลาหมอ ปลาบึก ปลาสวาย ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาดุกบิ๊กอุย ปลากราย และปลาดุกรัสเซีย เป็นต้น

นายปราโมทย์ ลาแพงศรี อายุ 52 ปี เจ้าของฟาร์มไพรวัลย์พันธุ์ปลา กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้นฤดูฝน เริ่มมีลูกค้าเข้ามีซื้อปลา แต่ยังไม่คึกคักมากนัก ซึ่งมีทั้งลูกค้าในจังหวัดหนองคาย และจังหวัดใกล้เคียง เช่น บึงกาฬ อุดรธานี และหนองบัวลำภู นอกจากนี้ยังชาวลาว จีน และเกาหลี ที่อาศัยอยู่ใน สปป.ลาว เข้ามมาซื้อครั้งละหลายหมื่นตัวเพื่อนำไปขายต่อ และส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำที่มาซื้อลูกปลาที่ฟาร์มเป็นประจำทุกปี ซึ่งส่วนใหญ่จะรวมกลุ่มกันมา

สำหรับลูกปลาที่ลูกค้าชาวลาวนิยมซื้อ คือ ปลาเกร็ด และปลาหนังทุกชนิดที่มีขายในฟาร์ม ส่วนลูกค้าชาวไทยส่วนใหญ่จะนิยมซื้อปลาหนัง โดยเฉพาะปลาดุกบิ๊กอุย ลูกปลาที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นลูกปลาที่เพาะพันธุ์เอง โดยจะเริ่มทำการเพาะพันธุ์ในช่วงหลังสงกรานต์ที่เริ่มมีฝนแรก และจะเริ่มเพาะปลาเกล็ด คือ ปลาตะเพียน ปลายี่สก และปลานวลจันทร์ ก่อน จากนั้นก็จะเพาะปลาดุก ทั้งบิ๊กอุย และรัสเซีย ซึ่งการเพาะพันธุ์ลูกปลาในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างลำบาก เนื่องจากอากาศที่แปรปรวน ทั้งอากาศร้อนจัดและฝนตกทำให้ไข่ปลาที่เพาะเน่าเสีย

ทั้งนี้ ลูกปลาที่จำหน่ายมีอายุตั้งแต่ 45-60 วัน ขนาดตัวตั้งแต่ 1-5 นิ้ว ราคาอยู่ที่ 0.50-1.80 บาท/ตัว ยกเว้นปลาบึก จะต้องมีอายุประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งช่วงนี้ในแต่ละวันจะขายลูกปลาได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 200 ถุง บรรจุถุงละประมาณ 200-500 ตัว คิดเป็นลูกปลาที่ขายต่อวันประมาณ 40,000-100,000 ตัว

ด้านนายวีระเดช รามศรีใส อายุ 60 ปี ลูกค้าชาวอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย บอกว่า ปีนี้ฝนมาเร็วกว่าปีที่ผ่านมา ตนและญาติพี่น้องจึงได้รวมกลุ่มกันมาเพื่อซื้อลูกปลาไปปล่อยในที่นาและสระน้ำของตน เพื่อใช้เป็นอาหาร หากเหลือจะนำไปขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

เจียไต๋ จับมือ สวทช.และไบโอเทค เปิดตัวนวัตกรรมหยุดโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง ที่ช่วยประหยัดเวลา-ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลงถึง 50% เพิ่มศักยภาพการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืช ตระกูลแตงของไทยสู่เวทีตลาดโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และบริษัท เจียไต๋ จำกัด ได้แถลงข่าวความสำเร็จในการพัฒนาเทคนิค IMS (Immunomagnetic Separation) ร่วมกับการแยกเชื้อแบคทีเรียบนอาหารคัดเลือกกึ่งจำเพาะ สำหรับตรวจหาเชื้อ Acidovorax citrulli ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง (Bacterial Fruit Blotch)

นวัตกรรมใหม่นี้ทำให้สามารถตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวในเมล็ดพันธุ์ได้รวดเร็วกว่าเดิม โดยใช้เวลาเพียง 6-10 วันในการแยกเชื้อ A. citrulli ออกจากเมล็ด ในขณะที่วิธีมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (seedling grow-out test) จะต้องเพาะเมล็ดเพื่อให้เป็นต้นกล้า จากนั้นทำการสังเกตอาการโรคในต้นอ่อนและนำไปแยกเชื้อ ซึ่งจะใช้เวลาตั้งแต่ 14-25 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ติดมากับเมล็ด ซึ่งวิธีการที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย แรงงาน และเวลาได้เป็นอย่างมาก

เชื้อแบคทีเรีย A. citrulli เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตของพืชในกลุ่มนี้เป็นอย่างมากในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยพบระบาดในแตงโม เมล่อน และ แคนตาลูป เป็นต้น เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตลอดฤดูการผลิต ในดิน น้ำ และเศษซากพืช แต่ปัญหาสำคัญที่สุดคือ เชื้อสามารถถ่ายทอดผ่านทางเมล็ดพันธุ์ได้ (Seed transmission)

ดังนั้นการผลิตเมล็ดพันธุ์จะต้องมีการควบคุมทุกขั้นตอนการเพาะปลูกให้ปลอดโรค รวมถึงการใช้สารเคมีฆ่าเชื้อในเมล็ดช่วงเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตามวิธีการหนึ่งที่จะสามารถจัดการควบคุมโรคผลเน่าได้ คือการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดจากเชื้อในการเพาะปลูก จึงต้องมีการตรวจรับรองความปลอดเชื้อของเมล็ดพันธุ์ก่อนทำการจำหน่ายในประเทศและการส่งออก โดยจะทำการตรวจทั้งในแปลงปลูกและสุ่มตรวจเมล็ดพันธุ์ที่จะทำการค้า วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคที่มีประสิทธิภาพสูงในด้านปริมาณและถูกต้องแม่นยำจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ดร. สุมิตรา กันตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักปฏิบัติการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ บริษัท เจียไต๋ จำกัด เปิดเผยว่า “การส่งออกเมล็ดพันธุ์มีการออกกฎระเบียบให้มีการตรวจรับรองว่าไม่มีเชื้อ A. citrulli ปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดพันธุ์ที่จะทำการส่งออก โดยจะสุ่มตรวจในแปลงปลูกและ/หรือสุ่มตรวจเมล็ดพันธุ์ กรณีที่ตรวจพบการปนเปื้อนจากการสุ่มตรวจจะทำให้ไม่สามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์รุ่น (lot) ที่ปนเปื้อนนั้นๆ ได้ กรณีที่เกิดความผิดพลาดของการตรวจสอบและปล่อยให้มีการส่งออกเมล็ดพันธุ์ที่มีเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli ไปยังลูกค้าหรือผู้สั่งซื้อ ผู้ขายเมล็ดพันธุ์ที่ปนเปื้อนอาจถูกฟ้องร้องและถูกดำเนินคดีได้ ดังนั้นวิธีการที่จะนำมาใช้ในการตรวจสอบจะต้องมีความจำเพาะเจาะจง มีความไวสูง แม่นยำ สะดวก และสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว”

โดยวิธีการตรวจหาเชื้อ A. citrulli แบบดั้งเดิมที่ปฏิบัติกันมาคือ วิธีการ seedling grow-out โดยเริ่มจากการนำเมล็ดมาเพาะให้งอกเป็นต้นกล้า แล้วสังเกตอาการโรคจากต้นกล้าที่ได้ จากนั้นจึงนำตัวอย่างต้นกล้าที่แสดงอาการโรคมาทำการตรวจการติดเชื้อ A. citrulli ในเบื้องต้นด้วยวิธี ELISA (Enzyme-Linked Immunosorbent Assay) ซึ่งอาศัยหลักการของการทำปฏิกิริยาที่จำเพาะเจาะจงของ antibody และ antigen โดยใช้เอนไซม์เป็นตัวตรวจวัดการเกิดปฏิกิริยา หรือ วิธี PCR (Polymerase Chain Reaction) ซึ่งเป็นกระบวนการในการสังเคราะห์ชิ้นส่วนของดีเอ็นเอ (DNA) ในหลอดทดลอง โดยเลียนแบบมาจากการสังเคราะห์ดีเอ็นเอในสิ่งมีชีวิต โดยตัวอย่างที่ให้ผลบวกจะถูกนำมาแยกเชื้อบนอาหารคัดเลือกกึ่งจำเพาะ ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้ใช้เวลานานสูงสุดถึง 25 วัน จึงจะสามารถแยกเชื้อแล้วนำกลุ่มแบคทีเรียที่ได้บนอาหาร ที่คาดว่าเป็นเชื้อ A. citrulli มาทดสอบยืนยันการก่อโรคในพืชทดสอบได้

สำหรับนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาขึ้นจนประสบความสำเร็จนี้จะใช้เวลาเพียงประมาณ 6-10 วันเท่านั้น ในการแยกชื้อ A. citrulli ออกมาจากเมล็ดพันธุ์จนกระทั่งได้กลุ่มเชื้อแบคทีเรีย ที่พร้อมจะนำไปทดสอบยืนยันการก่อโรคในพืชทดสอบ หลักการโดยรวมของวิธีการที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้คือ การใช้เม็ดแม่เหล็ก (magnetic beads) ที่เคลือบด้วยแอนติบอดีที่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli หรือเรียกว่า IMBs (Immunomagnetic beads) ไปจับแยกเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli ในน้ำบดเมล็ดพันธุ์ที่ถูกทำให้เริ่มงอกเพียงเล็กน้อย แล้วใช้แท่งแม่เหล็กเป็นตัวดึง IMBs ที่จับเชื้อดังกล่าวออกมา ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ได้เชื้อแบคทีเรียเป้าหมายในปริมาณที่เข้มข้น และไม่ปนเปื้อนด้วยส่วนประกอบต่างๆ ที่อยู่ในน้ำบดเมล็ด ทำให้สามารถนำไปตรวจสอบโดยเทคนิคอื่นๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่ง IMBs ที่มีเชื้อ A. citrulli ติดอยู่นี้จะถูกนำไปแยกเชื้อบนอาหารคัดเลือกกึ่งจำเพาะแล้วนำเชื้อที่แยกได้ไปทดสอบยืนยันการก่อโรคในพืชทดสอบต่อไป

ดร. อรวรรณ หิมานันโต นักวิจัยห้องปฏิบัติการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดี ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า “แอนติบอดีที่นำมาใช้เคลือบเม็ดแม่เหล็กนี้ เป็นแอนติบอดีที่ทางไบโอเทคพัฒนาขึ้น ซึ่งแอนติบอดีนี้มีความจำเพาะเจาะจงต่อเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli เท่านั้น โดยไม่เกิดปฏิกิริยาข้ามกับเชื้อแบคทีเรียก่อโรคพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งวิธีที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถแยกเชื้อ A. citrulli ได้ที่ระดับการปนเปื้อน 0.1% คือ มีเมล็ดที่ปนเปื้อนเชื้อ A. citrulli 1 เมล็ด ในเมล็ดปกติ 1,000 เมล็ด ซึ่งเทียบเท่ากับวิธีมาตรฐาน (seedling grow-out test) ที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ และยังเป็นวิธีที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าในเมล็ดพันธุ์มีเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli ที่มีชีวิตซึ่งสามารถก่อโรคได้ ปนเปื้อนอยู่หรือไม่ ซึ่งจะแตกต่างจากวิธีการตรวจทางอิมมูโนวิทยาชนิดอื่นๆ รวมทั้งการตรวจหาสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอด้วยวิธีการทางชีวโมเลกุล ซึ่งจะไม่สามารถแยกระหว่าง เชื้อตายและเชื้อที่มีชีวิตได้”

ดร. สุมิตรา กล่าวเสริมว่า “วิธีการที่พัฒนาขึ้นนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความแม่นยำสูง และ ยังสามารถลดระยะเวลาในการตรวจเชื้อ A. citrulli ในเมล็ดพันธุ์ จาก 25 วันเหลือ 6-10 วันได้ทำให้ ประหยัดทั้งเวลา แรงงาน ลดการใช้พื้นที่ในการทดสอบ,รวมทั้งลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในการเพาะเลี้ยงต้นกล้า นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มจำนวนตัวอย่างที่ทดสอบต่อเดือนได้อีกด้วย ส่งผลให้สามารถลดงบประมาณที่ใช้ในการตรวจเชื้อ A. citrulli ลงไปได้อย่างมาก”

การตรวจรับรองความปลอดเชื้อของเมล็ดพันธุ์ที่รวดเร็ว แม่นยำ และได้มาตรฐาน นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการค้าเมล็ดพันธุ์ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ซึ่งวิธีการใหม่ที่พัฒนาขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับธุรกิจเมล็ดพันธุ์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรได้ผลผลิตสูง ผลผลิตไม่เสียหาย และสำหรับหน่วยงานที่ต้องการตรวจรับรองความปลอดเชื้อของเมล็ดพันธุ์ เช่น กรมวิชาการเกษตร สมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย รวมถึงบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่ต้องตรวจสอบเชื้อ A. citrulli ก่อนส่งจำหน่ายให้ลูกค้า ซึ่งประเทศไทยถือเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออก โดยมีมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลแตงสูงถึงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี

จังหวัดระยอง ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ชวนชาวระยองร่วมโครงการ “คาราวานซีพีเอฟ ปีที่9″ ช้อปสินค้าอุปโภค-บริโภคมากกว่า 200 รายการ ราคาลดพิเศษกว่าปกติ 20-40% ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนตอบสนองนโยบายรัฐบาล และส่งเสริมการเข้าถึงอาหารที่ผลิตตามมาตรฐานระดับสากล มีคุณภาพสูง ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการแก่ชาวไทย

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ตระหนักดีถึงความเดือดร้อนของคนไทยทั่วประเทศในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน บริษัทฯ จึงร่วมมือกับภาครัฐและภาคีเครือข่ายเดินสายจัด “คาราวานซีพีเอฟ” ด้วยการนำผลิตภัณฑ์อาหารแบรนด์ “ซีพี” และสินค้าในเครือเจริญโภคภัณฑ์ จากการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551 สามารถครอบคลุมผู้บริโภค มากกว่าสิบล้านคนทั่วประเทศ คาราวานซีพีเอฟได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่งในทุกครั้ง โดยปี 2560 นี้บริษัทตั้งเป้าเดินสายจัดโครงการใน 6 จังหวัดทั่วประเทศ

“สำหรับจังหวัดระยองเป็นงานครั้งที่ 3 ของปีนี้ yourplanforthefuture.org ที่ซีพีเอฟนำอาหารคุณภาพปลอดภัยส่งตรงถึงมือผู้บริโภคชาวระยอง ระหว่างวันที่ 3-7 มิถุนายน ณ สนามกีฬากลาง จ.ระยอง พร้อมจัดกิจกรรมความบันเทิงมากมาย และขอเชิญชวนชาวระยองและจังหวัดใกล้เคียงร่วมกันเชียร์วันเฮง ไก่ย่างห้าดาว ชกป้องกันตำแหน่งแชมป์โลก รุ่นมินิมัมเวต 105 ปอนด์ ของสภามวยโลก WBC ที่ซีพีเอฟร่วมเติมพลังชีวิตมวยวิถีไทยสู่มวยโลกอย่างต่อเนื่องมาตลอด 9 ปี” นายอดิศร์ กล่าว

กิจกรรม “คาราวานซีพีเอฟ” ทุกครั้งจะจัดสินค้าคุณภาพดี อาทิ เกี๊ยวกุ้ง กุ้งสดแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์กลุ่มไส้กรอก กลุ่มอาหารทานเล่น อาหารพร้อมทาน อาหารเพื่อสุขภาพ ฯลฯ ไปจัดจำหน่าย รวมถึงสินค้าของดีประจำจังหวัดและสินค้า OTOP ทำให้ผู้บริโภคตามจังหวัดหัวเมืองต่างๆ และจังหวัดใกล้เคียงได้มีทางเลือกที่หลากหลายในการเข้าถึงสินค้าอาหารคุณภาพดีปลอดภัยในราคาย่อมเยา ซึ่งถือเป็นแนวทางในการช่วยลดค่าครองชีพ และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปลูกกล้วยหอมทองอินทรีย์เพื่อการส่งออกระหว่างวันที่ 25 -26 พฤษภาคม 2560 ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลหัวขวาง อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ว่า ที่มาของโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปลูกกล้วยหอมทองอินทรีย์เพื่อการส่งออกนั้น เนื่องจากทางสภาฯมีองค์กรเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสภาฯมีปัญหาเรื่องการปลูกผลผลิตและประสบปัญหาพืชผลทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปี 2559/2560 มีราคาตกต่ำ จึงมีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก พื้นที่ อ.โกสุมพิสัย เป็นพื้นที่เหมาะสมมีแหล่งน้ำคือลำน้ำชี และยังมีทางน้ำเข้ามาอีกประมาณ 11 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ดอนและพื้นที่สูงไม่สามารถปลูกข้าวได้ เมื่อทำการทดสอบแร่ธาตุของดินในพื้นที่เพาะปลูกเห็นว่าเหมาะกับพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศสูง เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เอกวาดอร์ และโคลัมเบีย นั่นคือ “กล้วยหอมทอง”

เนื่องจากกล้วยหอมทองที่ผลิตในประเทศไทยมีรสชาติหอมหวาน เปลือกบาง เนื้อไม่เหนียว จึงเป็นโอกาสดีที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีพื้นที่เหมาะสมทำการเพาะปลูกโดยผลักดันให้เป็นการปลูกแบบอินทรีย์ซึ่งจะทำให้มีมูลค่าและปลอดภัยกับผู้บริโภคด้วย โดยสภาเกษตรกรจังหวัดมหาสารคามจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับตำบลร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลหัวขวางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรตามนโยบายการตลาดนำการผลิต มีเกษตรกรรวมกลุ่มจำนวน 122 ครัวเรือน พื้นที่ 1,011 ไร่ ทยอยปลูกไปบ้างแล้วประมาณ 30,000 ต้น 5 ตำบล คือ ตำบลหัวขวาง หนองบอน แก้งแก หนองกุงสวรรค์ และยางน้อย ปัญหาที่พบจะเป็นเรื่องของระบบน้ำที่จะนำน้ำจากลำน้ำชีมาใช้ในระบบท่อหรือลำไส้ไก่โดยชลประทานให้การสนับสนุน ให้ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์โครงการทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม เทคนิคการปลูก เป็นต้น ทั้งนี้ ด้วยพื้นที่ในการปลูกกล้วยหอมทองอินทรีย์นั้นระหว่างต้นยังมีพื้นที่ว่างพอให้แซมพืชเศรษฐกิจตัวอื่นที่สามารถจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้นได้ หากพื้นที่ที่นำร่องอยู่แซมด้วยพืชชนิดอื่น และเกษตรกรมีความพร้อมในเรื่องของพื้นที่ปลูกแซม สภาเกษตรกรฯก็ยินดีสนับสนุนต่อไป