การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยงการเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง พี่พิธาน บอกว่า

จะทำคลายกับการเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งภายในบ่อจะประกอบไปด้วยประตูระบายน้ำ เข้า-ออก จะ 1 หรือ 2 ประตู ขนาดบ่อกินเนื้อที่กว่า 6 ไร่ ความลึกของบ่อประมาณ 1.5 เมตร ภายในบ่อจะมีเครื่องสูบน้ำเข้า-ออก 1 ตัว (ตัวใหญ่)

บริเวณกลางบ่อเพาะเลี้ยงจะมีสะพานไม้ ความยาวเกือบสุดขอบบ่ออีกข้าง เพื่อใช้เป็นทางเดินตรวจเก็บปูนิ่มที่ลอกคราบ รวมถึงใช้เดินให้อาหารปูที่เลี้ยงในแต่ละวัน โดยสะพานที่ทำจะใช้วัสดุธรรมชาติเป็นหลัก

สำหรับตัวแพรองรับตะกร้า พี่พิธานจะใช้ท่อ พีวีซี สีฟ้า เส้นผ่าศูนย์กลาง ขนาด 1-2 นิ้ว ปิดปลายทั้ง 2 ข้าง แล้วต่อเป็นแพยาว ประมาณ 80 เมตร กว้าง 1 เมตร ใน 1 แพ จะมี 4 แถว แต่ละแถวจะวางตะกร้าเลี้ยงปูได้มากถึง 300 กล่อง ซึ่งเฉลี่ย 1 แพ จะมีที่วางกล่องเลี้ยงปูได้ถึง 1,200 กล่อง/แพ

ส่วนขนาดของตะกร้าที่ใช้เลี้ยง จะมีความกว้างราวๆ 22.6 เซนติเมตร ยาว 30.0 เซนติเมตร สูง 16.1 เซนติเมตร ใน 1 ตะกร้า จะใส่ปูลงไปเพียง 1 ตัว เท่านั้น

ขั้นตอนการเพาะเลี้ยง และเลือกพันธุ์ปู

การปล่อยปูที่นี่จะไม่เลือกเวลาปล่อย พี่พิธาน บอกว่า จะปล่อยลงได้ตลอดทั้งวัน เนื่องจากคนงานที่มียังไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยง อีกทั้งขั้นตอนการเลี้ยงปูนิ่มจะมีกระบวนการและวิธีที่ค่อนข้างมาก ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาและความชำนาญ ไม่เหมือนกับการเลี้ยงปูธรรมดาทั่วไปที่ตัดเชือกแล้วปล่อยลงน้ำได้เลย ดังนั้น คนเลี้ยงจะต้องระมัดระวัง”

“ก่อนปล่อยปูลงเลี้ยงในตะกร้า จะมีการปรับสภาพของปูให้เข้ากับแหล่งน้ำที่จะเลี้ยง โดยการใช้น้ำในบริเวณที่เลี้ยงรดตัวปูให้ชุ่ม จากนั้นจึงตัดเชือกมัดปูออก แล้วปล่อยลงกล่องเพาะเลี้ยง มัดด้วยลวด แล้วนำลงไปวางบนแพที่ทำไว้

สำหรับพันธุ์ปูที่ใช้เป็นปูทะเลที่เห็นตามท้องตลาด โดยจะสั่งพันธุ์มาจากแพปูทางภาคใต้ ซึ่งจะมีขนาดตัวประมาณ 1 ขีด ซึ่งในแต่ละรอบ ผมจะสั่งขึ้นมาครั้งละประมาณ 40-50 กิโล”

แต่ละเดือน พี่พิธานจะสั่งปูทะเลขึ้นมาเพื่อเพาะเลี้ยงทำเป็นปูนิ่ม เดือนละ 2 รอบ เฉลี่ยรอบละประมาณ 45 กิโลกรัม ซึ่งแต่ละเดือนจะใช้ปูทะเล 700-800 ตัว

การดูแลและการให้อาหาร

ทุกๆ วัน กิจกรรมที่พี่พิธานและลูกน้องต้องทำหลักๆ ของการเลี้ยงปูนิ่ม คือเดินตรวจเช็กว่าปูที่เลี้ยงลอกคราบหรือยัง โดยช่วงเวลากลางวันจะเดินดู 3 รอบ กลางคืน 3 รอบ และส่วนรอบ 15.30 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาให้อาหารจะดูอีกรอบหนึ่ง (การให้อาหารจะให้วันเว้นวัน)

ส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำแต่ละครั้งจะต้องตรวจเช็กสภาพน้ำภายในบ่อเพาะเลี้ยงและบ่อพักน้ำ ซึ่งความเค็มของน้ำจะให้อยู่ประมาณ 25 พีทีที โดยการเปลี่ยนถ่ายหรือเติมน้ำเข้าบ่อเพาะเลี้ยงแต่ละครั้ง จะสังเกตน้ำด้านนอกเป็นหลัก ซึ่งหากช่วงไหนน้ำมาก ก็จะใช้วิธีเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่หากช่วงไหนที่น้ำด้านนอกน้อย หรือช่วงที่น้ำตาย จะใช้วิธีเติม ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

ส่วนอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยง พี่พิธานจะให้เนื้อปลาที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ (ปลาข้างเหลือง หรือ ปลากิมซั่ว) ขนาดเท่าเหรียญ 5 บาท ใส่ลงไปกล่องละ 1 ชิ้น

ระยะเวลา ในการเลี้ยงปูจะใช้เวลาประมาณ 45 วัน โดยเฉลี่ย แต่บางครั้งปูที่นำมาปล่อย มีความพร้อม เมื่อปล่อยลงไปประมาณ 2-3 วัน ก็สามารถลอกคราบได้เช่นกัน อีกทั้งปูที่ส่วนประกอบในบางส่วนหลุดหายไป ก็จะสลัดคราบออกได้เร็วกว่าปูปกติทั่วไป

การสังเกตปูลอกคราบ พี่พิธาน บอกดูได้จากปูในตะกร้าหากพบปู 2 ตัว ในตะกร้าเดียวกัน แสดงว่าตัวหนึ่งจะเป็นคราบและอีกตัวหนึ่งจะเป็นปูนิ่มที่ลอกคราบ ซึ่งในแต่ละวันบางรอบสามารถเก็บปูนิ่มได้มาก 10-20 ตัว และยิ่งช่วงที่ใกล้ครบ 45 วัน ของการเลี้ยง จะได้ปูนิ่มสูงถึง 80 ตัว

สำหรับการดูแลบ่อจะใช้ปูนขาวและจุลินทรีย์เป็นตัวย่อยสลายเศษอาหารที่ตกลงพื้น ซึ่งเป็นการเอาธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังปล่อยปูไข่ลงไปภายในบ่อเพาะเลี้ยง เพื่อให้เก็บเศษซากอาหารที่หลุดออกจากกล่อง จนสามารถจับปูไข่จำหน่ายได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนอุปกรณ์ อย่างตะกร้าที่ใช้เลี้ยง เมื่อปูลอกคราบแล้ว ก็จะนำขึ้นมาทำความสะอาดใช้แปรงขัดและนำไปตากแดด ก่อนที่จะนำกลับไปใช้ใหม่อีกครั้ง ส่วนท่อ พีวีซี ที่ใช้ทำเป็นแพ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ได้ระยะเวลาที่นานไม่ค่อยพบปัญหาชำรุด

ทุกวันนี้ พหลฟาร์ม สามารถผลิตปูนิ่มออกจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าทั้งที่เป็นขาประจำ นักท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ค้าขาจร อีกทั้งส่งให้กับร้านอาหาร ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามได้ทุกวัน โดยมีราคาตั้งแต่ 250 บาท ไปจนถึง 300 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของปู โดยรูปแบบการจำหน่ายนั้น พี่พิธานจะบรรจุใส่กล่องพลาสติก กล่องละ 1 ตัว และนำแช่แข็งไว้ในห้องเย็น อุณหภูมิ -18 องศาก่อนส่งต่อไปยังมือพ่อค้าแม่ค้า

ท่านใดที่สนใจ อยากสอบถามข้อมูล หรือติดต่อชื้อปูนิ่มมาประกอบอาหาร พหลฟาร์ม เปิดบริการทุกวัน ติดต่อได้ที่ คุณพิธาน ลิปิสุนทร โทรศัพท์ 086-755- 2252

นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนธันวาคม 2561 ที่จัดทำโดย ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ว่า ราคาสินค้าเกษตรที่เป็นพืชหลักสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.06-0.16% โดยอยู่ที่ราคา 7,975-7,983 บาท/ตัน เพราะมีความต้องการจากผู้ประกอบการ เพื่อส่งมอบสินค้าให้กับประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ข้าวเปลือกหอมมะลิ จะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.73-5.83% อยู่ที่ราคา 15,614-16,404 บาท/ตัน เนื่องจากนโยบายในการรักษาเสถียรภาพราคาของภาครัฐ และสต๊อกข้าวของผู้ส่งออกข้าวลดลง จึงเร่งซื้อข้าวหอมมะลิที่กำลังออกสู่ตลาดเพื่อส่งออกให้กับผู้ซื้อต่างประเทศ

ส่วน ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 1.26-2.82 % อยู่ที่ราคา 9,335-9,479 บาท/ตัน เนื่องจากนโยบายในการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวของภาครัฐ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.5-1.5% อยู่ที่ราคา 8.28-8.36 บาท/กก. เนื่องจากสิ้นสุดช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 1 ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ด้านน้ำตาลทรายดิบ คาดว่า ราคาเฉลี่ยตลาดนิวยอร์กจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 1.00-4.00 % อยู่ที่ราคา 12.81-13.20 เซนต์/ปอนด์ (9.33-9.61 บาท/กก.) เนื่องจากรายงานผลผลิตน้ำตาลของบราซิลลดลง และคาดการณ์ว่าอินเดียอาจผลิตน้ำตาลได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมจากภาวะความแห้งแล้ง ประกอบกับอินเดียได้มีแผนจะส่งออกน้ำตาลทรายดิบไปจีนในปี 2562 จำนวน 2 ล้านตัน ส่งผลให้ปริมาณสต๊อกน้ำตาลทรายในตลาดโลกลดลงไปบางส่วน ยางพารา คาดว่า ราคายางพาราแผ่นดิบที่เกษตรกรขายได้จะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 4.33-6.83% อยู่ที่ราคา 39.24-40.18 บาท/กก. โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการแก้ปัญหาราคายางของภาครัฐที่ลดพึ่งพาการส่งออกและเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางพาราในประเทศมากขึ้น

สำหรับ สุกร คาดว่า ราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.50–3.00% อยู่ที่ราคา 60.50–62.00 บาท/กก. เนื่องจากความต้องการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มมากขึ้นจากการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่และประชาชนเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นในช่วงวันหยุดยาวสิ้นปี แม้ว่าสภาพอากาศที่เย็นลงจะเอื้ออำนวยให้สุกรเจริญเติบโตดี และอาจทำให้ปริมาณสุกรออกสู่ตลาดมากขึ้น และกุ้งขาวแวนนาไม คาดว่า ราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.25-3.00 % อยู่ที่ราคา 134.04-137.72 บาท/กก. เนื่องจากความต้องการในการบริโภคเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลปีใหม่ ประกอบกับเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ส่วนสินค้าเกษตรที่จะมีราคาลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง คาดว่า จะลดลงจากเดือนก่อน 0.40-4.07% อยู่ที่ราคา 2.36-2.45 บาท/กก. เนื่องจากมีผลผลิตมันสำปะหลังทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว แต่ระดับราคามันสำปะหลังยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และปาล์มน้ำมัน คาดว่า จะลดลงจากเดือนก่อน 1.07-2.85% อยู่ที่ราคา 2.62-2.67 บาท/กก. เนื่องจากภาวะการส่งออกที่ชะลอตัวจากการค้าน้ำมันปาล์มโลกที่ซบเซา และการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตปาล์มทะลายที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวออกสู่ตลาดยังเกินความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันทั้งภายในประเทศและการส่งออก ทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบยังสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นปัจจัยกดดันราคาที่เกษตรกรได้รับให้ลดลง

นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สศอ. อยู่ระหว่างทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการจัดทำยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือเซอร์คูลาร์อีโคโนมี ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสนอ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณาต้นปี 2562 โดยรายละเอียดยุทธศาสตร์นั้น เบื้องต้นจะเน้นการจัดการขยะให้เป็นศูนย์ อย่างโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตเม็ดพลาสติก จะสนับสนุนให้มีการนำเม็ดพลาสติกมาผลิตเป็นเสื้อผ้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน ล่าสุดมีเอกชนหลายรายเริ่มประกาศลงทุนด้านการรีไซเคิลแล้ว ดังนั้นในยุทธศาสตร์จะมีการกำหนดมาตรการสนับสนุน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อาจออกสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนมากขึ้น

นายณัฐพล กล่าวว่า นอกจากนี้จะเข้าไปเน้นภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรทั่วประเทศ อาทิ การสนับสนุนให้นำแกลบจากโรงสีมาเป็นส่วนประกอบในการผลิตแบตเตอรี่ จากเดิมมักนำแกลบไปใช้ประโยชน์ในการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า แต่แนวทางดังกล่าวยังเกิดมลภาวะขึ้นได้ แต่หากทำมาผลิตแบตเตอรี่จะทำให้กระบวนการจัดการเป็นศูนย์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยแนวทางการกำจัดของเสียในภาคเกษตรนั้นจะไม่ใช่การสนับสนุนให้เกิดการแปรรูป เพราะรูปแบบนั้นจะใช้กับวัตถุดิบหลัก แต่เศรษฐกิจหมุนเวียนจะเน้นการจัดการของเสียเท่านั้น

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) ในพื้นที่จังหวัดตาก ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้ทำการศึกษาเศรษฐกิจสินค้าเกษตรที่สำคัญ รวมทั้งสินค้าทางเลือกที่มีศักยภาพสำหรับปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวนาปี โดยผลการศึกษาพบว่า

กลุ่มที่ 1 การผลิตในพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) และ เหมาะสมปานกลาง (S2) ควรส่งเสริมและพัฒนาโดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพสินค้าสู่มาตรฐาน ควบคู่กับการสร้างกลุ่มที่เข้มแข็งและพัฒนาระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ

กลุ่มที่ 2 การผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และ พื้นที่ไม่เหมาะสม (N) ในกรณีที่เกษตรกรสนใจปรับเปลี่ยนการผลิต ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (มีพื้นที่ S3 และ N รวม 111,065 ไร่) พื้นที่อำเภอแม่สอด อำเภอพบพระ และอำเภอสามเงา พบว่า สามารถปลูกไม้ผลเป็นพืชทางเลือกได้ 50,010 ไร่ และในกรณีเกษตรกรสนใจปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวนาปี (มีพื้นที่ S3 และ N รวม 114,958 ไร่) พื้นที่อำเภอเมืองตาก อำเภอสามเงา อำเภอบ้านตาก และอำเภอแม่สอด จะสามารถปลูกไม้ผลเป็นพืชทางเลือกได้ 36,513 ไร่

สำหรับพืชทางเลือกที่เหมาะในการปรับเปลี่ยน มีจำนวน 4 ชนิด ได้แก่ 1. อะโวกาโด มีต้นทุนการผลิตระหว่าง 9,485-11,725 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 6 ประมาณ 80,250 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 69,452 บาท/ไร่ โดยผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ขายแบบเหมาสวนให้พ่อค้าจังหวัดเชียงใหม่ และปัจจุบันมีกระแสความต้องการของตลาดเพิ่มมากขึ้นจากกลุ่มผู้รักสุขภาพและความงาม 2. กล้วยหอมทอง (ที่มีระบบน้ำเสริมในแปลง) มีต้นทุนการผลิตอยู่ระหว่าง 12,842-17,956 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 18,340-19,250 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 383 บาท/ไร่ในปีที่ 1 และผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในปีที่ 2 เป็น 6,407 บาท/ไร่ ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ขายให้พ่อค้าต่างจังหวัด (ตลาดสี่มุมเมือง) โดยกล้วยหอมคุณภาพยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเป็นสินค้าที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม

3. พืชผักปลอดภัย อาทิ ผักชี มีต้นทุนการผลิต 17,526 บาท/ไร่ผลตอบแทน 48,000 บาท/ไร่คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 30,474 บาท/ไร่ กวางตุ้ง ต้นทุนการผลิต 7,919 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 8,800 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 880 บาท/ไร่ และคะน้า ต้นทุนการผลิต 10,017 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 19,200 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 9,182 บาท/ไร่ โดยผลผลิตทั้ง 3 ชนิด ส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 ขายให้พ่อค้าภายในจังหวัด ซึ่งกระแสความต้องการสินค้าเกษตรปลอดภัยยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งกิจกรรมดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ ลดรายจ่ายในครัวเรือน และเป็นการอนุรักษ์ ลดมลพิษให้สิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง และ 4. เกษตรผสมผสาน ต้นทุนการผลิตรวมทุกกิจกรรม 329,090 บาท/ปี ผลตอบแทน 443,611 บาท/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 114,520 บาท/ปี ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่จำหน่ายในชุมชน และเครือข่ายเกษตรกร ทั้งนี้ กิจกรรมเกษตรผสมผสานสามารถป้องกันความเสี่ยงได้หลายด้าน ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ด้าน นายบุญลาภ โสวัณณะ ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวเสริมว่า หากในกรณีเกษตรกรไม่ปรับเปลี่ยนการผลิต เนื่องจากมีพื้นที่ทำการเกษตรน้อย และปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน แนวทางการพัฒนาควรมุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพดินให้มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ การตรวจวิเคราะห์ดินรายแปลง การใช้สารปรับปรุงบำรุงดินตามค่าวิเคราะห์ดิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น แหล่งน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ สศท.2 ได้มีการหารือและรับฟังข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาดังกล่าว ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับจังหวัด

ซึ่งที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะหลายประการ อาทิ การปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตควรคำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศควบคู่ไปกับด้านเศรษฐศาสตร์ การส่งเสริมการผลิตสินค้าควรที่มีความหลากหลายเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เน้นผลิตสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น และจัดเวทีชุมชนเพื่อสอบถามความต้องการและความเป็นไปได้ในการผลิตสินค้าชนิดใหม่ให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างแท้จริง สำหรับท่านที่สนใจผลการศึกษาเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สศท.2 โทร. 0 5532 2650, 0 5532 2658 หรือ อีเมล zone2

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกมะละกอไว้ในสวนหลังบ้านหลายต้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้ บางต้นออกดอกมีลักษณะก้านยาวๆ ออกดอกเป็นช่อแล้วไม่ติดลูก บางต้นมีผลกลมๆ ไส้กลวง ไม่ติดเมล็ด เนื้อบาง ไม่พบต้นที่ติดผลดก เนื้อหนา อย่างสวนคนอื่นๆ ผมจะต้องแก้ไขอย่างไร และจะมีวิธีคัดเลือกเมล็ดมะละกอจากลูกที่ใหญ่และเนื้อหนาสำหรับทำพันธุ์ ผมต้องทำอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

มะละกอ เป็นพืชที่แปลกกว่าพืชอื่นๆ คือในแต่ละต้นแยกเพศกัน 3 เพศ ประเภทแรก ต้นเพศผู้ ออกดอกเป็นช่อยาว มีดอกย่อยสีขาวจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ทั้งนี้ เราสามารถเปลี่ยนเพศได้ เมื่อคุณทราบแน่ชัดว่ามะละกอต้นนั้นเป็นต้นเพศผู้ ให้ใช้มีดที่คมและสะอาด ตัดยอดให้ขาด เหลือใบไว้สัก 1-2 ใบ แล้วบำรุงต้นให้สมบูรณ์ ให้ปุ๋ยยูเรียละลายน้ำราดที่โคนต้นดีที่สุด ภายในหนึ่งเดือนยอดใหม่จะแทงออกมาให้เห็น หมั่นบำรุงอย่างสม่ำเสมอ ยอดใหม่จะกลายสภาพมาเป็นต้นกะเทย 100 เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นภูมิปัญญาบรรพบุรุษของเราให้ไว้ ประเภทที่สอง ต้นเพศเมีย มีผลกลมขนาดเล็ก ไส้กลวง เมล็ดลีบ เนื้อบาง แต่เกษตรกรรับได้ และประเภทที่สาม ต้นกะเทย ให้ผลขนาดใหญ่และยาว เป็นที่ต้องการของเกษตรกรและผู้บริโภค กรณีที่คุณซื้อมะละกอที่มีผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน มาจากตลาด หากต้องการคัดเลือกเมล็ดไว้ทำพันธุ์ต่อไป ให้แบ่งผลมะละกอที่สุกเต็มที่แล้วตามแนวยาวออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ใช้มีดที่คมและสะอาด ตัดตามแนวขวางให้ได้ 3 ส่วน ดังกล่าว

แล้วนำเมล็ดจากชิ้นส่วนกลาง นำมาล้างน้ำให้สะอาด เลือกเอาเฉพาะเมล็ดสีดำ ส่วนเมล็ดสีน้ำตาลทิ้งไป ผึ่งลมให้แห้ง ก่อนนำไปเพาะเมล็ดให้แช่ในน้ำร้อนที่ 50 องศาเซลเซียส ระดับน้ำร้อนที่เมื่อจุ่มมือลงในน้ำ จะรู้สึกร้อนเกือบทนไม่ได้ เป็นเวลา 20 นาที โอเคเลย ต้นกล้าที่ได้จะเป็นต้นมะละกอกะเทย เกิน 70 เปอร์เซ็นต์ ทดลองดูนะครับ

กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยแผนบริหารจัดการเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ในปี 2562 จัดสรรวงเงินกว่า 5,000 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์ที่ขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่นได้มากู้ยืมไป ต่อยอดธุรกิจและสนับสนุนอาชีพของสมาชิกให้มีรายได้มั่นคง มุ่งหวังให้สหกรณ์เป็นกลไกในการช่วยเหลือและดูแลความเป็นอยู่ให้กับชาวบ้านได้อย่างแท้จริง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) วงเงิน 5,125,000,000 บาท เพื่อสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์ทั่วประเทศ ที่มีความประสงค์จะขอกู้ยืมไปต่อยอดธุรกิจและส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ โดยแบ่งเป็นวงเงินกู้ยืมโครงการปกติ จำนวน 3,125 ล้านบาท

คิดอัตราดอกเบี้ยตามชั้นลูกหนี้ และวงเงินกู้ยืมโครงการพิเศษ จำนวน 2,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0-1% มีจำนวน 12 โครงการ อาทิ โครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ การสนับสนุนการรวมกลุ่มเครือข่ายธุรกิจสหกรณ์ตลอดห่วงโซ่ การส่งเสริมการและผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ดี การบริหารจัดการธุรกิจรวบรวมผลไม้ในสถาบันเกษตรกร การสนับสนุนเงินกู้ให้กับสหกรณ์ภายใต้นโยบายปรับเปลี่ยนการเกษตร ตามแผนที่ Ari-Map ในนิคมสหกรณ์และโครงการพัฒนาการผลิตน้ำนมโคที่มีคุณภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิตของสหกรณ์โคนม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรเงินส่วนหนึ่งให้สหกรณ์กู้ยืมไปเพื่อช่วยเหลือสมาชิก หากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ หรือกรณีฉุกเฉินที่ต้องการความช่วยเหลือและเยียวยาเร่งด่วน สหกรณ์สามารถขอกู้เงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อนำไปดูแลช่วยเหลือสมาชิกและฟื้นฟูอาชีพหลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติได้ทันท่วงที ซึ่งทางกรมได้ปรับแนวทางในการพิจารณาอนุมัติเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้กับสหกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ทันสถานการณ์ โดยกำชับให้ทุกจังหวัดวางแผนบริหารจัดการเงิน กพส.ที่กรมจัดสรรให้ไป สามารถตอบสนองกับความต้องการของสหกรณ์และความเดือดร้อนของสมาชิกสหกรณ์ โดยเฉพาะเมื่อใกล้ถึงฤดูกาลรวบรวมผลผลิตการเกษตรสำคัญต่างๆ ทั้งข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และผลไม้ สหกรณ์จำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อผลผลิตจากสมาชิก ดังนั้น การพิจารณาอนุมัติเงินกู้จาก กพส.จะต้องทันกับความต้องการของสหกรณ์ด้วย

“เป้าหมายของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ คือเปิดโอกาสให้สหกรณ์ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปใช้ดูแลและสร้างประโยชน์แก่สมาชิก โดยเฉพาะสหกรณ์ขนาดเล็กที่ยังต้องการการพัฒนาเพื่อให้สามารถเติบโตและมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ทุกจังหวัดกลับไปวางแผนในการจัดสรรเงิน กพส. และพิจารณาศักยภาพสหกรณ์ในพื้นที่รับผิดชอบของตนเองว่ามีสหกรณ์ใดที่พร้อมรับการสนับสนุนเงินกู้ยืมจากโครงการพิเศษ โดยเน้นให้สหกรณ์กู้ยืมไปเพื่อดูแลให้ถึงตัวสมาชิกจริงๆ เช่น การนำไปส่งเสริมอาชีพระยะสั้นเพื่อสร้างรายได้ดูแลผลผลิตการเกษตรของสมาชิก

พัฒนาการผลิต การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนถึงติดต่อช่องทางการตลาด เนื่องจากขณะนี้มีห้างโมเดินเทรดหลายแห่งติดต่อเข้ามาเนื่องจากต้องการสั่งซื้อพืชผักผลไม้โดยตรงกับสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์จะต้องกลับไปส่งเสริมให้สมาชิกปลูกผลผลิตที่มีคุณภาพและตรงกับที่ผู้บริโภคและตลาดต้องการ เพื่อป้อนห้างโมเดิร์นเทรดได้นำไปวางจำหน่ายตามสาขาต่างๆ หรือตลาดอื่นๆ ถ้าปริมาณเยอะ ทางห้างจะเปิดพื้นที่ให้สหกรณ์นำผักและผลไม้สดไปขายได้เป็นรายวัน และจะสนับสนุนโรงตัดแต่งโรงคัดคุณภาพผลผลิตให้กับสหกรณ์ด้วย

ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีหากสหกรณ์หันมาสนับสนุนอาชีพสมาชิกโดยผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาด เชื่อว่าในอนาคตข้างหน้าการผลิตสินค้าเกษตรของสหกรณ์จะมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น และส่งผลทำให้สมาชิกสหกรณ์มีรายได้ที่มั่นคงสามารถส่งชำระหนี้คืนให้สหกรณ์ได้ ซึ่งกรมคาดหวังว่าเงิน กพส. จะมีส่วนสำคัญในการช่วยสนับสนุนด้านเงินทุนให้สหกรณ์ได้นำไปดูแลและสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกได้อย่างแท้จริง” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย พร้อมด้วยนักเรียน นักศึกษา จากสถาบันต่างๆ ในจังหวัดสงขลา กว่า 2,500 คน พร้อมใจสวมใส่เสื้อเหลือง โดยยืนเข้าแถวเรียงกัน ร่วมแปรอักษรเป็นคำว่า “สงขลา Bike อุ่นไอรัก” และรูปหัวใจขนาบทั้งสองด้าน นำโดยทีมแปรอักษรจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย เพื่อแสดงออกถึงพลังความรักความสามัคคีของชาวจังหวัดสงขลา โดยใช้พื้นที่รวม 2,400 ตารางเมตร ณ บริเวณหน้าสนามกีฬาติณสูลานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เมื่อเร็วๆ นี้

แก่นตะวัน เมื่อเอ่ยชื่อนี้หลายๆ คนที่สนใจเรื่องของพืชสมุนไพรคงอาจจะทราบมาบ้างว่า “แก่นตะวัน” เป็นอย่างไร มีสรรพคุณอย่างไร แต่กับอีกหลายๆ คนที่มักจะบอกว่าพอจะได้ยินชื่อของ แก่นตะวัน มาบ้างแต่ในรายละเอียดลึกๆ แล้วยังไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร

แก่นตะวัน เป็นพืชต่างถิ่น ต้นกำเนิดอยู่แถวตอนใต้ของประเทศแคนาดา และตอนเหนือของสหรัฐอเมริกาพื้นถิ่นที่อยู่จะมีภูมิอากาศค่อนข้างเย็น แต่แก่นตะวันก็สามารถเจริญเติบโตในเขตร้อนได้ เป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศมาก แม้แต่ในเขตกึ่งหนาวอย่างทวีปยุโรปก็สามารถปลูกแก่นตะวันได้ ฉะนั้น แก่นตะวัน ฝรั่งต่างชาติทั่วยุโรปและอเมริการู้จักกันมานาน

แก่นตะวัน มีชื่อเรียกขานหลายชื่อคนไทยเรียก ทานตะวันหัว หรือ แห้วบัวตอง หรือ แก่นตะวัน ฝรั่งเรียก ซันโช้ก (Sunchoke) หรือ อาร์ติโช้ก (artichoke) ชื่อภาษาอังกฤษว่า เยรูซาเล็ม อาร์ติโช้ก (Jerusalem artichoke) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Helianthus tuberosus L. เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน แต่มีดอกขนาดเล็กกว่า มีหัวใต้ดินคล้ายๆ ขิง ข่า ใช้เป็นที่เก็บสะสมอาหาร ลักษณะต้นของแก่นตะวันจะสูงประมาณ 1.5-2 เมตร มีขนตามกิ่งและใบ ดอกแก่นตะวันมีสีเหลืองสดใสคล้ายดอกทานตะวัน รากใช้เป็นที่สะสมอาหารเรียกว่า “หัว” อยู่ใต้ดิน

ที่หัวของแก่นตะวันมีสรรพคุณเชิงสมุนไพร จะมีสารอินนูลิน (Inulin) ซึ่งเป็นน้ำตาลเชิงซ้อนโมเลกุลขนาดกลาง (Fructooligosaecharide หรือ FOS) เป็นพืชพรีไบโอติก (Prebiolic) ที่มีเส้นใยสูงมาก หากรับประทานเข้าไป สารดังกล่าวจะไปช่วยดักจับยึดไขมันในเส้นเลือดไม่ว่าจะเป็นคลอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือ LDL

“แก่นตะวัน” ถูกจัดเป็นพืชสมุนไพรที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย จากการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์พบว่าแก่นตะวันจะช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน และความดันโลหิตได้