การเปลี่ยนแปลงหรือสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศชาติได้

ช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วก็จะเห็นการพัฒนาไปอีก 50 ปีข้างหน้า ถ้าเราไปยืนถ่ายภาพที่เดิมเราก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งในหลวง ร.9 ทรงใช้ทฤษฎีง่ายๆ ที่นักถ่ายภาพพึงเข้าใจในเรื่องนี้

เป็นทฤษฎีที่อาจารย์สงครามบอกว่า ได้บทสรุปจากการศึกษางานถ่ายภาพของพระองค์ท่านโดยเฉพาะ

“สิ่งที่ได้จากพระองค์ท่านสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาต่อยอด การพัฒนาตรงนี้ผมเรียกว่าเป็นการพัฒนาก้าวหน้าได้ด้วยภาพถ่าย ได้บทสรุปเรื่องราวจากพระองค์ท่านว่า กล้องคือเครื่องมือที่หยุดกาลเวลาได้”อาจารย์สงครามบอก และว่า

ภาพถ่ายคืออัญมณีแห่งชีวิตที่ถูกเจียระไนโดยนักถ่ายภาพ เพราะฉะนั้นอยากให้ลองย้อนกลับไปดูชีวิตเราในช่วงวัยเด็กที่พ่อแม่เราถ่ายภาพเราไว้ ถ้าไม่มีวันนั้น ต่อให้มีเงิน 1 ล้านบาท คุณก็ไม่สามารถที่จะมองเห็นชีวิตคุณในตอนนั้นได้ ไม่เห็นใบหน้าไม่เห็นการแต่งกาย ไม่เห็นแววตา ดังนั้น กล้องคือเครื่องมือที่หยุดกาลเวลาได้

พัฒนาโครงการพระราชดำริจากภาพถ่าย
นอกจากนี้แล้วพระองค์ทรงรับสั่งเรื่องที่เป็นห่วงระบบของงานถ่ายภาพค่อนข้างเยอะ

อาจารย์สงครามบอก พร้อมกับยกตัวอย่างประกอบคำอธิบายว่า เคยได้ตรัสถามผมว่า “พวกเรา นักถ่ายภาพเอาแบตเตอรี่ไปทิ้งกันที่ไหน อย่าทิ้งลงในแม่น้ำลำคลองนะ มันอันตรายต่อระบบนิเวศวิทยาทางน้ำนะ”

ทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงห่วงใยสิ่งแวดล้อม ทรงห่วงใยประชาชน คิดถึงไปในอนาคตข้างหน้าว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

สำหรับโครงการในพระราชดำริทั้ง 4,000 กว่าโครงการ พระองค์ท่านทรงพัฒนาด้วยวิธีการกดชัตเตอร์ ไปดูได้เลยว่าวันแรกที่ไปดอยอ่างขางเป็นอย่างไร วันแรกที่ไปเขาชะงุ้มเป็นอย่างไร วันแรกที่ไปโครงการชั่งหัวมันเป็นอย่างไร เห็นได้หมดเลยครับ

“กองการส่วนพระองค์ที่เป็นช่างภาพของในหลวง ร.9 ที่ผมรู้จักหลายท่านก็รู้เลยว่าถ้าเจออะไรให้กดชัตเตอร์ถ่ายรูปไว้เลยอีก 10-20 ปีไปถ่ายอีกก็เกิดการพัฒนาได้ด้วยภาพถ่ายทั้งนั้น” อาจารย์สงครามบอก

เหล่านี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของเรื่องราวในความทรงจำถึงพระราชาของปวงชนชาวไทย ที่ยังคงบอกเล่าบอกต่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความปีติอย่างมิรู้ลืม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยน้ำไหลหลาก และน้ำเอ่อล้นตลิ่งจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นและการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่วันที่ 10-29 ตุลาคม 2560 ทำให้เกิดน้ำไหลหลากและน้ำเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ 23 จังหวัด รวม 78 อำเภอ 473 ตำบล 2,785 หมู่บ้าน 42 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 125,372 ครัวเรือน 325,212 คน มีผู้เสียชีวิต 10 ราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ

ได้แก่ อำเภอเมือง-พยุหะคีรี-โกรกพระ-ชุมแสง รวม 39 ตำบล 349 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 15,763 ครัวเรือน 33,097 คน, จังหวัดอุทัยธานี น้ำท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง-ทัพทัน รวม 7 ตำบล 35 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,788 ครัวเรือน 2,923 คน, จังหวัดสิงห์บุรี น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง-อินทร์บุรี-พรหมบุรี และอำเภอท่าช้าง รวม 19 ตำบล 84 หมู่บ้าน 6 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 6,295 ครัวเรือน 16,367 คน, จังหวัดลพบุรี น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ รวม 9 ตำบล 60 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 7,643 ครัวเรือน 22,231 คน, จังหวัดอ่างทอง น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง-ป่าโมก-วิเศษชัยชาญ-โพธิ์ทอง-ไชโย รวม 30 ตำบล 92 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,595 ครัวเรือน 6,747 คน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 6,017 ไร่

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา-บางบาล-เสนา-บางปะอิน-ผักไห่-บางไทร-บางปะหัน รวม 99 ตำบล 589 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 37,463 ครัวเรือน 97,403 คน, จังหวัดปทุมธานี น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง-สามโคก รวม 21 ตำบล 67 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 4,352 ครัวเรือน 11,315 คน, จังหวัดชัยนาท น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง-มโนรมย์-สรรพยา-วัดสิงห์-หันคา รวม 23 ตำบล 114 หมู่บ้าน 4 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 4,151 ครัวเรือน 10,377 คน และจังหวัดสุพรรณบุรี น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง-บางปลาม้า-สองพี่น้อง-เดิมบางนางบวช รวม 37 ตำบล ประชาชนได้รับผลกระทบ 12,523 ครัวเรือน 43,035 คน

เจ้าพระยาระบายน้ำต่อเนื่อง

น้ำที่ท่วมในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 7 จังหวัดในขณะนี้ (31 ตุลาคม 2560) เป็นผลมาจากการเร่งระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา โดยน้ำเหนือเขื่อนจากแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน แม้จะเริ่มลดลง แต่ยังมีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ในระดับสูงที่สถานี P17 อ.บรรพตพิสัย 1,815 ลบ.ม./วินาที ส่วนที่สถานี N.67 อ.ชุมแสงน้ำไหลผ่าน 1,494 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักอย่างเขื่อนภูมิพล มีปริมาตร 10,528 ล้าน ลบ.ม.หรือ 78% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 38.58 ล้าน ลบ.ม. ยังรับน้ำได้อีก 2,934 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาตรน้ำ 8,377 ล้าน ลบ.ม.หรือ 88% น้ำไหลลงอ่าง 14.76 ล้าน ลบ.ม. ยังรับน้ำได้อีก 1,133 ล้าน ลบ.ม. ทั้ง 2 เขื่อนนี้ไม่มีปริมาณน้ำระบาย

ในขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 958 ล้าน ลบ.ม.หรือ 100% มีน้ำไหลลงอ่าง 23.86 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 25.11 ล้าน ลบ.ม.

ปริมาณน้ำไหลผ่านเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังอยู่ในระดับสูง 2,804 ลบ.ม./วินาทีที่จังหวัดนครสวรรค์ มีการระบายน้ำเข้าคลองฝั่งตะวันตก 464 ลบ.ม./วินาที คลองฝั่งตะวันออก 235 ลบ.ม./วินาที เพื่อเป็นการตัดยอดน้ำลง ทำให้คงระดับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที โดยวันนี้ (31 ตุลาคม) เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำอยู่ที่ 2,647 ลบ.ม./วินาที ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังระบายน้ำอยู่ในระดับ 269 ลบ.ม./วินาที ผ่านประตูระบายน้ำเขื่อนพระราม 6 ที่ 378 ลบ.ม./วินาที เมื่อไหลมารวมกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา (สถานี C29A) วันนี้มีปริมาณน้ำไหลผ่านยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูง 2,712 ลบ.ม./วินาที

เร่งระบายน้ำออกจากทุ่ง

สถานการณ์การระบายน้ำข้างต้นมีผลทำให้พื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกคันกันน้ำ เกิดน้ำไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งต่อเนื่องมาเป็นสัปดาห์ที่ 4 นับจากเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในระดับเกินกว่า 2,600 ลบ.ม./วินาที ประกอบกับน้ำที่ระบายออกมาไม่สามารถระบายเข้าทุ่งรับน้ำในพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา (แก้มลิงบางระกำ) กับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 12 ทุ่งได้ เนื่องจากทุ่งรับน้ำแล้วนี้ได้รับน้ำจนเต็มพื้นที่ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ฝนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ได้ลดลงและกำลังเข้าสู่ฤดูหนาว และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ถูกน้ำท่วมริมฝั่งเจ้าพระยา และประชาชนที่อยู่อาศัยในทุ่งรับน้ำที่รับน้ำเข้ามามากกว่า 1 เดือนแล้ว ทางกรมชลประทานจึงทำแผนเร่งระบายน้ำออกจากทุ่งรับน้ำ โดยเริ่มจากทุ่งบางระกำ (500 ล้าน ลบ.ม.) จะระบายน้ำออกจากทุ่งลงแม่น้ำยม-แม่น้ำน่านบางส่วน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.จนถึง 30 พ.ย. 2560

ทุ่งฝั่งตะวันออก ประกอบด้วย ทุ่งเชียงราก ระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.-10 ธ.ค. , ทุ่งท่าวุ้ง ระบายลงแม่น้ำลพบุรี-ป่าสัก-เจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.-10 ธ.ค. , ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ระบายลงคลองชัยนาท-ป่าสัก ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.-5 ธ.ค. , ทุ่งบางกุ่ม ระบายลงแม่น้ำลพบุรี-ป่าสัก ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.-10 ธ.ค. , ทุ่งบางกุ้ง ระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.-10 ธ.ค.

ทุ่งฝั่งตะวันตก ประกอบด้วย ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ระบายลงแม่น้ำน้อย ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย.-5 ธ.ค. , ทุ่งป่าโมก ระบายลงแม่น้ำน้อย-คลองบางหลวง ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.-20 ธ.ค. , ไทุ่งผักไห่ ระบายลงทุ่งเจ้าเจ็ด ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.-17 ธ.ค. , ทุ่งเจ้าเจ็ด ระบายลงแม่น้ำท่าจีน-เจ้าพระยา เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.-14 ธ.ค. และโครงการโพธิ์พระยา ระบายน้ำลงแม้น้ำท่าจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-4 ม.ค. รวมระยะเวลาการระบายออกจากทุ่งทั้ง 12 ทุ่งกินเวลา 2 เดือนจึงจะเข้าสู่ภาวะปกติ

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 11 เรื่อง “ฝนตกหนักถึงหนักมากและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560)”

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่าเมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (2 พ.ย. 2560) พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 748 กิโลเมตร ทางตะวันออกของจังหวัดสงขลา ประเทศไทย หรือละติจูด 7.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 106.0 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกอย่างช้าๆ คาดว่าจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนเข้าสู่อ่าวไทยในวันนี้ ทำให้ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และลมกระโชกแรง

พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ มีดังนี้

– วันที่ 2-3 พ.ย. 2560 บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่
สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่ง และขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังคลื่นซัดเข้าหาฝั่งในระยะเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 1 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยท่าเทียบเรือและโป๊ะ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 6 ท่า ได้แก่ ท่าเรือท่าช้าง เขตพระนคร ท่าเรือสะพานพระพุทธยอดฟ้า เขตพระนคร ท่าเรือวัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ ท่าเรือวังหลัง เขตบางกอกน้อย ท่าเรือสะพานพระปิ่นเกล้า ฝั่งธนบุรี เขตบางกอกน้อย และท่าเรือสะพานพระราม 8 เขตบางพลัด

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า กทม.ห่วงใยความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเทศกาลงานลอยกระทง พบว่า มีหน่วยงานจัดงานลอยกระทงริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด 9 จุด กทม.จึงได้สำรวจโป๊ะและท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองต่างๆ เพื่อดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน โดยริมแม่น้ำเจ้าพระยามีโป๊ะและท่าเรือ จำนวน 241 ท่า มีสภาพปกติสามารถใช้ได้ จำนวน 190 ท่า ที่ชำรุดมีอยู่จำนวน 51 ท่า ในส่วนของคลองมีโป๊ะและท่าเรือจำนวน 181 ท่า มีสภาพปกติสามารถใช้ได้ จำนวน 125 ท่า ชำรุด จำนวน 56 ท่า โป๊ะและท่าเรือที่มีสภาพปกติสามารถใช้ได้

ทาง กทม.จัดกำลังเจ้าหน้าที่เทศกิจและเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอยู่ประจำทุกจุดเพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน พร้อมทั้งติดตั้งป้ายแสดงจำนวนสูงสุดที่โป๊ะและท่าเรือรับได้อย่างชัดเจนเพื่อแจ้งเตือนประชาชน ส่วนโป๊ะและท่าเรือที่มีสภาพชำรุดได้ติดตั้งป้ายห้ามใช้งานในลักษณะเดียวกัน ขณะเดียวกันด้านสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในวันลอยกระทงระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงสุดที่ประตูระบายน้ำปากคลองตลาด อยู่ที่ระดับสูงกว่า 1.83 เมตรระดับน้ำทะเลปานกลาง อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวอีกว่า กทม.ได้ตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในช่วงวันลอยกระทง ประกอบด้วยหน่วยงานทุกภาคส่วนและองค์กรภาคีเครือข่าย เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานร่วมกันของแต่ละหน่วยงาน พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ผลิต สะสม ห้ามจำหน่ายผู้เล่นดอกไม้เพลิงและโคมลอย ตลอดจนประชาชนทั่วไป ห้ามไม่ให้จุดพลุ ประทัด และห้ามปล่อยโคมลอย หากประชาชนพบเห็นเหตุสาธารณภัย สามารถแจ้งเพื่อขอความช่วยเหลือได้ทางโทรศัพท์สายด่วนหมายเลข 199 และ 1555 ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อถามถึงการขอความร่วมมือห้ามเด็กเก็บกระทงตามท่าเรือ พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ในส่วนนี้ทาง กทม. ขอร้องห้ามเด็กลงไปเก็บหระทงเด็ดขาด เนื่องแต่ละปีได้รับรายงานตัวเลขเด็กที่เสียชีวิตจากกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ในส่วนของคนเก็บกระทงไม่ควรเก็บกระทงของประชาชนทันที อยากให้กระทงลอยออกไปสักพักแล้วค่อยเก็บ เพราะผู้ลอยต่างบางคนได้ตัดเล็บ หรือใส่เส้นผม ซึ่งเป็นคุณค่าทางจิตใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 51 ท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ชำรุดนั้น ครอบคลุม 10 เขต ประกอบด้วย 1.เขตคลองเตย 2 ท่า ได้แก่ บ.เซลล์แห่งประเทศไทยจำกัด และโป๊ะท่าเรือคลองเตย วัดคลองเตยนอก 2.เขตคลองสาน 10 ท่า ได้แก่ ศาลเจ้ากวนอู, วัดทองธรรมชาติ, ยกยอคลองสาน, ตลาดคลองสาน, ท่าเรือคลองสาน, ชุมชันมัสยิดสุวรรณภูมิ, วัดสุวรรณ, ท่าเรือศุภาคาร (ซัวเถา), ท่าเรือปลายถนนลาดหญ้า และเศวตฉัตร 3.เขตธนบุรี 7 ท่า ได้แก่ ศุภาลัยคอนโด, ท่าเรือโรงแรมกรุงเทพแมริออท, วัคบุคคโล, วัดกลางดาวคะนอง, วัดดาวคะนอง, ท่าเรือกรุงเทพ (ฝั่งธนบุรี) และหน้าวัดซางตาครูส 4.เขตยานนาวา 5 ท่า ได้แก่ ท่าเทพพานิชย์, ท่าทรายสาธุประดิษฐ์, สถานีสูบน้ำนางลิ้นจี่, สถานีสูบน้ำคลองตาเริก และอู่ต่อเรือ แอลพีเอ็น

5.เขตราษฏร์บูรณะ 14 ท่า ได้แก่ บมจ.ม.ทรายทอง, บมจ.ม.โกดังไทยฟ้า, นิติบุคคลอาคารชุด ไอวี่ ริเวอร์, บจก.เจริญไทย, บจก.เค.ดับพลิว.ซี, บจก.สยามสหบริการ, บจก.ชลภพ เอสเตท, บจก.เซ็นทรัลธนบุรี, บจก.วายแอลจี แลนด์, บ.ยังท่าทรายมิตรเจริญ, ท่าเรือเอกชน, ธนาคารกสิกรไทย สาขาใหญ่, สถานีสูบน้ำซอยราษฎร์บูรณะ 29, วัดแจ้งร้อน 6.เขตบางพลัด 3 ท่า ได้แก่ ท่าเทียบเรือบ้านเจ้าพระยา, ท่าเทียบเรือบ้านเลขที่ 168, ท่าเทียบเรือทูซีท เพียร์ 92 7.เขตบางซื่อ 2 ท่า ได้แก่ ท่าเรือข้ามสะพานพระราม 7 ท่าเรือสี่แยกบางโพ 8.เขตพระนคร 4 ท่า ได้แก่ โป๊ะท่าเทียบเรือท่าเรือแดง, โป๊ะท่าเทียบเรือธรรมศาสตร์, โป๊ะท่าเทียบเรือราชนาวีสโมสร, โป๊ะท่าเรียบเรือท่าราชวรดิษฐ์ 9.เขตบางกอกน้อย 2 ท่า ได้แก่ ท่าวังหลัง (ศิริราช) และท่าวังหลัง (พรานนก) เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุง และ 10.เขตบางรัก 2 ท่า ได้แก่ วัดม่วงแค สถานีตำรวจน้ำ

“น้ำมันปาล์ม” นิยมใช้ในการทอดอาหารถึง 70% ของน้ำมันบริโภคทั้งหมด น้ำมันปาล์มผลิตจากน้ำมันปาล์มดิบซึ่งมีสีส้มแดงของสารแคโรทีนอยด์ที่เป็นองค์ประกอบ กระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มต้องกำจัดแคโรทีนอยด์ออกเพื่อให้น้ำมันมีสีอ่อนใส ทำให้คุณค่าของน้ำมันปาล์มลดลงอย่างมาก เนื่องจากแคโรทีนอยด์เป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ซึ่งไทยต้องนำเข้าแคโรทีนอยด์จากต่างประเทศ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง แคโรทีนอยด์ที่มีบีตาแคโรทีนเป็นองค์ประกอบสูง มีราคากิโลกรัมละหลายหมื่นบาท หากนำน้ำมันปาล์มดิบมาแยกแคโรทีนอยด์ออกก่อนที่จะนำไปผลิตน้ำมันปาล์มบริโภค หรือไบโอดีเซล จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้น้ำมันปาล์มดิบที่สูงมาก แต่เทคโนโลยีการผลิตแคโรทีนอยด์ยังเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ และซับซ้อน จึงไม่เหมาะกับไทย

รศ.พัชรินทร์ ระวียัน คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า คณะอุตสาหกรรมเกษตร จึงจัดโครงการวิจัยการสร้าง “เครื่องต้นแบบระดับโรงงานเพื่อผลิตแคโรทีนอยด์เข้มข้นจากน้ำมันปาล์มดิบ” ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดยเครื่องต้นแบบตั้งอยู่ที่บริเวณที่ศูนย์วิจัย สาธิต และฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ มช.โดยเครื่องต้นแบบระดับโรงงานที่สร้างขึ้น ได้พัฒนามาจากเครื่องต้นแบบระดับห้องปฏิบัติการ ได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ โดยออกแบบให้ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่จำหน่าย หรือสร้างได้ภายในประเทศ ซ่อมบำรุงได้โดยช่างเทคนิคในท้องถิ่น มีกำลังผลิตครั้งละ 100 กิโลกรัม ผลิตแคโรทีนอยด์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ไขมันที่เหลือจากการสกัดแคโรทีนอยด์นำไปผลิตน้ำมันปาล์มบริโภค หรือไบโอดีเซลต่อไปได้

ทั้งนี้ การผลิตแคโรทีนอยด์โดยใช้เครื่องสกัด netmarketingmastery.com และเทคโนโลยีที่เหมาะสม นอกจากจะช่วยให้การทำสวนปาล์มน้ำมันมีความยั่งยืนแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม และอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ผมอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ในเนื้อข่าวบอกว่ารัฐบาลจะเก็บค่าน้ำสำหรับการทำนาของเกษตรกร ผมพิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรเก็บเงินแต่อย่างใด เพราะลำพังไม่เก็บค่าน้ำชาวนาก็ลำบากอยู่แล้ว คุณหมอเกษตร มีความเห็นและจะแนะนำประการใดบ้างครับ ขอขอบคุณ

จากการติดตามข่าวดังกล่าว ผลก็ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะตรากฎหมายออกมาอย่างไร มี น.ส.พ. บางฉบับ ระบุว่ารัฐบาลจะเก็บค่าน้ำเฉพาะเกษตรกรรายใหญ่ที่เขาใช้น้ำไปเพื่อการประมง และการเลี้ยงสัตว์เท่านั้น หากเป็นอย่างนั้นจริงก็จะดี เพราะผลการประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่นั้น ในแต่ละปีได้ผลกำไรมากมาย สำหรับในส่วนของเกษตรกรรายย่อย ไม่ควรไปซ้ำเติมความลำบากอีกเลย ในทางตรงข้ามควรจัดหาเรื่องการจัดการน้ำอย่างถูกวิธี ถ่ายทอดให้เกษตรกรชาวนาดีกว่าเป็นไหนๆ ตัวอย่าง จากงานวิจัยการจัดการน้ำในประเทศญี่ปุ่น

ที่เกษตรกรนำไปปฏิบัติได้ทั่วประเทศ ที่นั่นเขาทำนากันโดยไม่ขังน้ำในนาตลอดเวลา แต่จะระบายน้ำออกและสูบน้ำเข้าแปลง 3-5 ครั้ง ใน 1 ฤดูเพาะปลูก คราวละ 5 วัน ยิ่งในช่วงอากาศร้อนจัดในกลางเดือนสิงหาคม ระยะนี้ข้าวเริ่มอุ้มท้อง หรือชาวนาไทยนิยมเรียกว่า ระยะข้าวกลัดหางปลาทู ปล่อยให้ดินแตกระแหง เพื่อให้ก๊าซไข่เน่าที่เกิดจากการไถกลบตอซับลงในดินซึ่งเป็นพิษกับรากข้าว ให้ระเหยออกจากดินนา ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสให้ก๊าซออกซิเจนที่มีประโยชน์ป้อนให้กับรากต้นข้าว ในเวลาเดียวกันเกษตรกรจะหว่านปุ๋ยให้ตกลงตามรอยแยกของดิน ให้เข้าใกล้รากข้าวมากที่สุด แล้วจึงสูบน้ำเข้านา ไม่ช้าดินจะอ่อนตัวยุบลงปิดทับเอาปุ๋ยไว้ในดินให้รากต้นข้าวดูดไปใช้ประโยชน์ยาวนานขึ้น วิธีดังกล่าวสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงขึ้น 7-10 เปอร์เซ็นต์ นี่คือคุณค่าของการบริหารจัดการน้ำที่เป็นประโยชน์กับชาวนาของเขาจริงๆ

พฤติกรรมการบริโภคกาแฟของคนไทยเพิ่มขึ้นตลอดกว่าทศวรรษมานี้ ทั้งกาแฟสำเร็จรูป กาแฟสด จนธุรกิจร้านกาแฟแข่งกันผุดเป็นดอกเห็ด ตั้งแต่ร้านสแตนด์อะโลน สารพัดตกแต่งไปจนถึงซุ้มร้านกาแฟเล็ก ๆ ร้านเชนกาแฟแบรนด์ยักษ์ ร้านกาแฟในสถานีบริการน้ำมัน และในห้างสรรพสินค้า

วัฒนธรรมสภากาแฟของไทยที่เริ่มจากคนแก่คนเฒ่าในชุมชน พัฒนามาสู่พื้นที่ของ “ร้านกาแฟ” ที่มากับการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้กับชนชั้นกลาง เส้นทางกาแฟของประเทศไทย ที่หากนับก้าวแรกมีต่างชาตินำกาแฟเข้ามาบริโภคตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์กระทั่งมีการนำเมล็ดพันธุ์ทั้งโรบัสต้า และอราบิก้า เข้ามาทดลองปลูก ผ่านยุคผ่านสมัยมาจนประเทศไทยเองก็มีเมล็ดกาแฟสายพันธุ์ที่ติดอันดับโลกเช่นกัน

ผลผลิตเมล็ดกาแฟของโลก ปี 2016 ประมาณ 10 ล้านตัน ไทยผลิตได้ 5-6 หมื่นตัน คิดเป็น 0.55% ของโลก ขณะที่ดีมานด์สูงขึ้นจากความนิยมทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ แต่ปัจจัยเงื่อนไขในประเทศไทยเองที่ทำให้เราผลิตเมล็ดกาแฟได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและตลาดส่งออก

มองรอบข้างใกล้ตัว วันนี้หลายประเทศในอาเซียน และเอเชีย มีตลาดกาแฟที่เติบโตสูงมาก ภาพรูปธรรมแบบสำเร็จรูปหน่อย คือ กาแฟสายพันธุ์แพงและคุณภาพดีที่สุดในโลกผลิตได้ปริมาณจำกัดจากประเทศปานามา Hacienda La Es-meralda กำลังจะนำมาให้ลองลิ้มชิมรสที่ร้านกาแฟในสิงคโปร์ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เป็นประเทศแรกในอาเซียน โดยสต๊อกของเมล็ดกาแฟนำเข้านี้ ชงขายได้เพียง 80 ถ้วยเท่านั้น

พิจารณาจากเทรนด์ของธุรกิจเมล็ดกาแฟ และร้านกาแฟในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย มีอนาคตตามทิศทางของตลาดอยู่มาก ซึ่งไทยติดอันดับกลาง ๆ ของกลุ่มประเทศที่สามารถ “เข้าถึง” กาแฟในระดับน่าสนใจ คำว่า “การเข้าถึง” ที่ว่าคือ การวัดด้วยสถิติจาก “ราคาขาย” ต่อแก้ว