การเริ่มต้นเลี้ยงแมว คุณอัญญาศิริ แนะว่า หากต้องการเลี้ยง

ควรเลือกให้เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องการเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ ควรมีวิธีการเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์พ่อพันธุ์ จมูกได้ระดับ รูจมูกไม่ถึงกับตีบมากไป ลำตัวสั้น ป้อม ขาใหญ่ รอบกะโหลกศีรษะมีใหญ่

แม่พันธุ์ ลำตัวยาว ท้องกว้าง

เหตุผลที่คุณอัญญาศิริ แนะนำให้เลือกลักษณะพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ตามนี้ เนื่องจาก ลูกที่ได้จะได้รับยีนจากพ่อพันธุ์มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแม่พันธุ์มีเหตุผลสนับสนุนเพียงคลอดลูกได้ง่าย และได้ลูกจำนวนมากเท่านั้น

ที่สำคัญ อายุของแมวที่มีสภาวะเหมาะสำหรับการเพาะ และขยายพันธุ์ ต้องมีอายุ 1 ปีขึ้นไป

การผสมพันธุ์ในแมว จำเป็นต้องให้แมวเป็นอิสระ โดยปล่อยให้ตัวผู้และตัวเมียอยู่ด้วยกัน ให้ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติจะดีที่สุด ยกเว้น ฟาร์มแมวที่รับผสมพันธุ์ อาจมีวิธีผสมโดยไม่ยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม คุณอัญญาศิริ เตือนว่า ควรระวังการผสมพันธุ์ โดยไม่ทราบที่มาของคู่ เพราะอาจติดโรคได้ และโรคติดเชื้อดังกล่าวแพร่กระจายได้รวดเร็วมาก อาจทำให้สัตว์เลี้ยงอื่นที่เลี้ยงไว้ด้วยกันติดเชื้อไปด้วย

การตั้งท้องในแมวหิมาลายัน ควรอยู่ระหว่าง 60-65 วัน หากต่ำหรือนานกว่านั้น ลูกแมวที่คลอดมาจะมีสภาพไม่สมบูรณ์ อาจมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งได้

โดยปกติของการคลอดในแมว คุณอัญญาศิริ ให้ข้อมูลว่า แมวก็เหมือนสัตว์ทั่วไปที่สามารถคลอดเองได้ เลียและกัดรก ให้ความอบอุ่นลูกหลังคลอด แต่แมวหิมาลายันบางตัวอาจช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จำเป็นที่ผู้เลี้ยงต้องทำคลอดให้ เนื่องจากแมวหิมาลายันที่นิยมเลี้ยงเป็นพันธุ์หิมาลายันหน้าบี้ หากหน้าบี้มากความคล่องตัวที่จะเลียและกัดรกให้กับลูกแมว อาจทำไม่ได้หรือไม่ถนัด หรือแม่แมวอาจเลือกไม่ทำ

การให้วัคซีน เป็นไปตามตารางการให้วัคซีนของกรมปศุสัตว์ เช่น วัคซีนรวม 5 โรค ฉีดให้ในแมวอายุ 2 เดือน เมื่ออายุครบ 3 เดือน ฉีควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เมื่ออายุครบ 6 เดือน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลูคิเมีย หรือโรคเลือด หลังจากนั้นให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปี

“ลูคิเมีย เป็นโรคที่ติดจากกระแสเลือด โอกาสเกิดขึ้นได้ในแมวทุกตัว แต่ถ้าผู้เลี้ยงทราบแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือได้ของแมวที่เลี้ยงไว้อยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคลูคิเมียก็ได้”

โรคอีกชนิดที่ควรระวัง และมักเกิดขึ้นกับแมวขนยาว คือ ลำไส้อักเสบ หรือ ลำไส้ติดเชื้อ

คุณอัญญาศิริ บอกว่า สาเหตุของโรคดังกล่าวเกิดจากการที่แมวเลียขนตัวเอง ทำให้ขนติดเข้าไปและรวมกันเป็นก้อนอยู่ในท้อง ก้อนขนดังกล่าวจะไม่ได้รับการย่อย โดยธรรมชาติแมวไทยจะกินหญ้าช่วยเรื่องการขับถ่าย ก้อนขนอาจหลุดออกมากับอุจจาระ ช่วยระบายของเสียในช่องท้องได้ แต่สำหรับแมวหิมาลายัน ไม่ได้รับการเรียนรู้การกินหญ้าช่วยในการขับถ่ายของเสีย ทำให้ก้อนขนไม่ถูกขับถ่ายออก เกิดเป็นก้อน ส่งผลให้ท้องโต เมื่อพบสัตวแพทย์จะได้รับการสันนิษฐานว่า ป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบ และเมื่อก้อนขนอุดตันระบบทางเดินอาหาร และระบบขับถ่าย จะทำให้แมวเสียชีวิตในที่สุด

การแก้ปัญหา คุณอัญญาศิริ บอกว่า เท่าที่ทราบการให้อาหารสูตรกำจัดก้อนขนจะช่วยได้ แมวจะขับถ่ายอุจจาระออกมาพร้อมก้อนขน ฉะนั้น การให้อาหารแมวปกติ ควรให้สูตรกำจัดก้อนขนร่วมด้วย

“การให้อาหารแมวก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรกะปริมาณอาหารให้พอกับจำนวนแมวที่เลี้ยง เพื่อให้กินในครั้งเดียวหมด ถ้าเหลือควรเก็บด้วยการปิดฝา และให้กินอีกครั้งในวันเดียวกัน ไม่ควรเหลือค้างในวันรุ่งขึ้น เพราะกลิ่นอาหารจะหายไป แมวจะไม่กิน ทำให้ต้องทิ้งอาหาร ถือเป็นการสิ้นเปลืองอย่างหนึ่ง”

เมื่อจำเป็นต้องบำรุงขน เพื่อความสวยงาม เพราะแมวหิมาลายัน เป็นแมวที่มีลักษณะเด่นที่ขนและแต้ม เทคนิคของคุณอัญญาศิริในการบำรุงขนแมวหิมาลายัน เธอทำด้วยการนำเนื้อไก่สดต้ม ใส่เกลือ จากนั้นนำเนื้อไก่มาฉีกให้เละๆ ก่อนให้แมวกิน

“เกลือที่ใส่ขณะต้มเนื้อไก่ จะช่วยรักษาระบบภายในช่องท้องของแมว ส่วนเนื้อไก่เป็นโปรตีนที่ดีที่สุดสำหรับแมว ช่วยทำให้ขนมีสุขภาพดี ผลต่อเนื่องคือ แมวมีน้ำหนัก ไม่มีโรค”

ข้อแนะนำในท้ายที่สุด สำหรับคนที่รักแมว คุณอัญญาศิริ ย้ำว่า นอกเหนือจากการเลือกแมวให้ได้คุณลักษณะที่ถูกต้องตามสายพันธุ์แล้ว ควรเลือกฟาร์มที่มีสถานที่เพาะเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน ทั้งยังควรเลือกแมวที่ได้รับการฝึกการกิน การขับถ่ายแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นภาระหลังการซื้อ

ข้อแนะนำที่มากมาย ทำให้ทราบได้ว่า การดูแลเอาใจใส่ การเลี้ยงดู การเพาะและขยายพันธุ์ ของคุณอัญญาศิริ ที่มีต่อแมวเปอร์เซีย หิมาลายัน ไม่ได้เป็นเพียงความชอบเพียงเล่นๆ แต่เป็นความรักที่ทุ่มเทได้ทั้งหมดจริงๆ

สนใจแวะเวียนไปชมน้องเหมียวขนฟูนุ่มน่ากอด สอบถามได้ที่คุณอัญญาศิริ ยิ่งวิริยะ เลขที่ 31/14 หมู่บ้านดินอุดม 1 ซอยวัดลาดปลาดุก ตำบลบางคูลัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ 084-433-8933 ยินดีรับทุกสาย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร. อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ซีอีโอเมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ ฟู้ดอินโนโพลิส นำคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยและหน่วยงานเครือข่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนขยายของฟู้ดอินโนโพลิส ประกอบไปด้วย มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนรวมทั้งสิ้น 30 คน เพื่อร่วมศึกษาดูงานหน่วยงานนวัตกรรมอาหารชั้นนำของโลกที่ประเทศเดนมาร์ก อาทิ อะโกร ฟู้ดปาร์ค มหาวิทยาลัยออร์ฮูส ฯลฯ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเมืองนวัตกรรมอาหารของไทยต่อไป

ดร. อัครวิทย์ ให้เหตุผลถึงการนำเครือข่ายฯ เยือนเดนมาร์กในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีรูปแบบการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่ดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง เริ่มจากเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 5 ล้านคน น้อยกว่าไทยเกือบ 14 เท่า แต่รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรสูงกว่าไทยถึง 10 เท่าตัว และมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงเป็นอันดับ 13 ของโลก นอกจากนี้ เดนมาร์กยังมีวิวัฒนาการผลิตอาหารอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การส่งออกหมูมากที่สุดในยุโรป และเปลี่ยนมาเป็นเกษตรอินทรีย์ จนไปสู่การแปรรูปอาหารและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์เกษตรต่างๆ ตลอดจนการผลิตพลังงานทดแทน พลังงานชีวภาพ และธุรกิจฐานชีวภาพครบวงจร

หน่วยงานที่ ฟู้ดอินโนโพลิส และคณะได้เข้าดูงานคือ อะโกร ฟู้ดปาร์ค ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองออร์ฮุส มีการทำงานที่โดดเด่น ทั้งเรื่องของการบริหารจัดการที่ใช้ทีมงานเพียง 8 คน ในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย ในส่วนของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ ยังได้เข้าเยี่ยมชม Danish Technological Institute (DTI) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำวิจัยและพัฒนาในระดับของการถ่ายทอดเทคโนโลยีงานวิจัยของเดนมาร์กที่มีอายุกว่า 100 ปี โดยในแต่ละปีจะวิจัยและพัฒนาให้กับเอกชนมากถึง 12,000 กว่าราย และสร้างรายรับสูงถึงปีละ 150 ล้านยูโร (หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6 พันล้านบาท) โดยที่มีนักวิจัยอยู่ประมาณ 1 พันกว่าคน และเป็นหน่วยงานวิจัยที่ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล และต้องเลี้ยงตัวเองโดยที่เป็นองค์กรที่ไม่ได้มุ่งหวังกำไร

จากนั้นได้เดินทางไปยัง มหาวิทยาลัยออร์ฮุส ที่มีชื่อเสียงด้านการวิจัยด้านอาหารมาช้านาน โดยมีภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร ที่ทำงานวิจัยร่วมกับภาคเอกชนมายาวนาน มีจำนวนบุคลากรมากถึง 200 คน กระจายอยู่ตามศูนย์วิจัยต่างๆ ของภาควิชา ที่น่าสนใจก็คือการวางยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนานั้นจะต้องสอดคล้องกับทิศทางที่มีการกำหนดของภาคเอกชนในกลุ่มของอุตสาหกรรมอาหาร และนำมาถอดรหัสเป็นแผนงานวิจัย การจัดหาเครื่องมือและบุคลากรของภาควิชาให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว และยังได้เข้าเยี่ยมชม Danish Agriculture & Food Council (DAFC)

ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่ไม่หวังกำไรตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มของเกษตรกรในด้านต่างๆ ที่สำคัญของเดนมาร์กทั้งหมด ปัจจุบันนี้ DAFC มีสมาชิกทั้งที่เป็นเกษตรกร บริษัทผู้ผลิตและแปรรูปอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรทั้งหมด และทำหน้าที่ในการเป็นหน่วยงานที่ต่อรอง ผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและอาหารร่วมกับรัฐบาล และยังทำหน้าที่ในการสร้างตลาดการส่งออกและส่งเสริมการตลาดต่างประเทศของสินค้าเกษตรอาหาร

“การเดินทางไปครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นำเครือข่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร ไปเปิดโลกทรรศน์ด้านการพัฒนานวัตกรรมอาหารในระดับโลก เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอาหารทำงานกันแบบกระจัดกระจาย ต่างคนต่างทำ ทำให้ไม่เกิดการรวมศูนย์ หรือเป็นพลังที่จะขับเคลื่อนไปสู่การเป็นเมืองนวัตกรรมอาหารของอาเซียนและของโลกได้ แม้อุตสาหกรรมอาหารจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล

แต่ไม่เคยมีธงนำว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใด การสร้างเมืองนวัตกรรมอาหารและขยายไปยังส่วนภูมิภาค ถือเป็นการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ และก้าวย่างแห่งการขับเคลื่อน การเดินทางมาครั้งนี้ ผู้แทนเครือข่ายแต่ละแห่งจะถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาส่วนต่อขยายของตัวเอง เพื่อก้าวสู่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของอาเซียน ที่เราจะใช้โอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียนเพื่อประกาศเรื่องนี้” ซีอีโอเมืองนวัตกรรมอาหาร กล่าว

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2561 ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เยี่ยมชมการดำเนินงานโรงงานผลิตน้ำตาล บริษัท เซลลูโลซิก ไบโอแมส เทคโนโลยี จำกัด อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นโรงงานต้นแบบการผลิตน้ำตาลเซลลูโลสจากชานอ้อยด้วยระบบประหยัดพลังงานแห่งแรกในเอเชีย เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สนช. กับองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น หรือ NEDO เพื่อร่วมกันพัฒนา ส่งเสริม ต่อยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงาน ทดแทน ของทั้งสองประเทศ โดย สนช. จะทำหน้าที่ให้การช่วยเหลือด้านวิชาการและการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการของไทย ส่วน NEDO จะให้การส่งเสริมและสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการลงทุน ในด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์

ดร. สุวิทย์ กล่าวว่า โรงงานต้นแบบแห่งนี้จะเป็นทางเลือกใหม่ของการผลิตวัตถุดิบจำพวกน้ำตาลจากวัสดุเหลือทิ้ง จากอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลของไทย เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งจากการแปรรูปขั้นต้นอย่างชานอ้อย นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ น้ำตาลเซลลูโลส โอลิโกแซคคาไรด์ และ โพลีฟีนอล ด้วยการใช้พลังงานที่น้อยกว่าเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ปัจจุบัน

ซึ่งน้ำตาลเซลลูโลสที่ผลิตได้ สามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลเพื่อนำไปผสมกับน้ำมันเบนซิน สำหรับผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์ได้ ส่วนโอลิโกแซคคาไรด์และโพลีฟีนอล สามารถนำไปผลิตเป็นอาหารเสริมสำหรับสัตว์และส่วนผสมในเครื่องสำอาง เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นแรงผลักดันการพัฒนาความร่วมมือ ในการแสวงหานวัตกรรมด้านพลังงานทดแทน ที่เกิดจากความร่วมมือในระดับนานาชาติ พร้อมทั้งจะเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคการศึกษาและภาคการผลิต ในการเรียนรู้เพื่อดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดผลสำเร็จในการสร้างนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนของประเทศไทย รวมถึงการพัฒนาด้านเกษตรกรรม ซึ่งจะเป็นการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถพัฒนาเป็นธุรกิจที่เติบโตได้ในอนาคต

สำหรับโรงงานต้นแบบผลิตน้ำตาลเซลลูโลสจากชานอ้อย อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีกำลังการผลิต 15 ตันชานอ้อย ต่อวัน สามารถผลิตน้ำตาลเซลลูโลสได้ 3.7 ตัน ต่อวัน หรือ 1,400 ตัน ต่อปี และสามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลได้เท่ากับ 700,000 ลิตร ต่อปี

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง การบูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2562 ซึ่ง สศก. ร่วมมือกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ประกอบด้วย สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 (สสก.3) จังหวัดระยอง สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด และกลุ่มไม้ผล กรมส่งเสริมการเกษตร พิจารณาผลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ปี 2562 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 7 ธันวาคม 2561) พบว่า เนื้อที่ยืนต้นของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 691,521 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 678,203 ไร่ (เพิ่มขึ้น 13,318 ไร่ หรือร้อยละ 1.96) โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 4.57 เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.46 มังคุด ลดลงร้อยละ 0.15 และลองกอง ลดลงร้อยละ 3.45

เนื้อที่ให้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 630,968 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 615,172 ไร่ (เพิ่มขึ้น 15,796 ไร่ หรือ ร้อยละ 2.57) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.54 มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.82 เงาะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.19 ส่วนลองกอง ลดลงร้อยละ 1.86

ผลผลิตรวม ทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 863,258 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 667,025 ตัน (เพิ่มขึ้น 196,233 ตัน หรือ ร้อยละ 29.42) โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งคาดว่าผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้าจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยมังคุดจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 120.06 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย

ต้นมีเวลาพักสะสมอาหารนาน รองลงมาได้แก่ ลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.98 ทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.49 และ เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.26 ด้านผลผลิตต่อไร่ ทั้ง 4 ชนิด คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลบางชนิดไม่ติดผลหรือผลผลิตน้อย ทำให้มีเวลาในการพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้นส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะผลผลิตต่อไร่ของมังคุดและลองกอง คาดว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับในช่วงปลายปี 2561 สภาพอากาศมีความเหมาะสม กระตุ้นให้สามารถติดดอกออกผลได้มากยิ่งขึ้น

ด้าน นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการ สศท.6 กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ ทุเรียนออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 60 ผลผลิตที่ติดในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทอง ซึ่งบางส่วนจะทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 เป็นต้นไป ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงเมษายนถึงพฤษภาคม เงาะ ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 20 จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2562 ในพื้นที่จังหวัดตราด มังคุด ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 8 ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะปากนกแก้ว หากมีฝนตกจะออกใบอ่อนแทนการออกดอก ทั้งนี้ สามารถเก็บผลผลิตรุ่นแรกได้ในช่วงเดือนปลายมีนาคม 2562 จะออกชุกช่วงปลายพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงมิถุนายน 2562 ส่วนลองกอง สถานการณ์ขณะนี้ยังคาดการณ์การออกดอกไม่ชัดเจน ซึ่งลองกองสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี หากสภาพต้นสลดขาดแคลนน้ำ แต่เนื่องจากในช่วงปลายปี 2561 มีฝนตกอย่างสม่ำเสมอ ต้นลองกองยังไม่สลด จึงยังไม่มีพัฒนาการออกดอก

อย่างไรก็ตาม สภาพดิน ฟ้า ที่อากาศแปรปรวนอาจทำให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศในช่วงแรกของภาคตะวันออกที่มีฝนตกทิ้งช่วงไปเร็วกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อการติดดอกออกผล โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และเงาะ ที่ออกดอกเร็วขึ้น จึงเริ่มเห็นพัฒนาการที่ชัดเจน และจะเห็นผลได้ชัดเจนอีกครั้งหลังกลางเดือนมกราคม 2562 เป็นต้นไป และหลังจากนี้ สศท.6 จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีกำหนดลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เพื่อวางแผนบริหารจัดการผลไม้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป สำหรับท่านที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูล ไม้ผลภาคตะวันออกเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี โทร. 0 3835 2435 หรืออีเมล zone6@oae.go.th

โครงการ Big Rock ยกระดับ OTOP ลงพื้นที่ถ่ายทอดเทคโนโลยี “การผลิตเครื่องกรองน้ำอ่อนเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ OTOP” ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดน่าน

วันที่ 4-12 ธันวาคม 2561 กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย นาย อรุณ คงแก้ว นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ สำนักเทคโนโลยีชุมชน และคณะ ลงพื้นที่จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การผลิตเครื่องกรองน้ำอ่อนเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ OTOP” ให้แก่ ผู้ประกอบการ OTOP และผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดน่าน ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลนาปู่ป้อม อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลผาสิงห์

อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งสิ้น 90 คนโดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้เรื่องน้ำ การปรับปรุงคุณภาพน้ำ และได้ฝึกปฏิบัติผลิตสารกรองสนิมเหล็ก ผลิตเครื่องกรองน้ำอ่อนมีกำลังการผลิต 600-1,000 ลิตร/ชั่วโมง จำนวน 65 ชุด นำไปติดตั้งใช้งานในกลุ่มผู้ประกอบการ OTOP เครื่องกรองน้ำอ่อนเป็นเทคโนโลยีพร้อมใช้ที่มีต้นทุนต่ำ บำรุงรักษาง่าย สามารถผลิตขึ้นมาเองได้ ผลจากการฝึกอบรมครั้งนี้เกิดวิทยากรตัวคูณระดับท้องถิ่นสามารถขยายผลการดำเนินงานในท้องถิ่นต่อไป

อาชีพเกษตรกรรม ถือได้ว่าเป็นอาชีพหลักของคนไทยที่สืบทอดกันมาช้านาน จนทำให้เกิดงานอาชีพที่ใกล้เคียงและเสริมสร้างงานทางการเกษตรเกิดขึ้นมากมาย เช่น การทำปุ๋ย การทำเครื่องมืออุปกรณ์เพื่อใช้ในการเกษตร รวมถึงการทำภาชนะบรรจุผลผลิตทางการเกษตร เช่น “ก๋วย” หรือภาคกลางเรียกว่า “เข่ง” พบมากทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เรียกได้ว่าเป็นแหล่งผลิตก๋วยที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่งในภาคเหนือ

คุณวรรณ ยามเมาะ ชาวบ้านใหม่สามัคคี อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตนยึดการสานก๋วยเป็นอาชีพเสริมภายหลังทำการเกษตร มากว่า 10 ปี โดยไม้ไผ่ที่นำมาสานก๋วยปลูกไว้เอง มีพันธุ์ไผ่บ้าน ไผ่ป่า และไผ่ซางป่า

“ไม้ไผ่ ที่นำมาสานใช้ไม้ไผ่อายุประมาณ 1–5 ปี ขึ้นไป ที่สำคัญต้องเป็นไม้ไผ่สดเท่านั้น เนื่องจากถ้าเป็นไม้ไผ่แห้งจะหักง่าย จากนั้นนำไม้ไผ่มาตัดให้ได้ความยาว 1.62 เมตร หลังจากนั้น ใช้มือหรือเครื่องจักรผ่าไม้ไผ่ให้เป็นซีกๆ แล้วตัดส่วนที่เรียกว่า ตาไม้ทั้งตานอกและตาในให้หมด นำเข้าสู่เครื่องจักรเพื่อผ่าเป็นซีกให้เล็กๆ บางๆ เรียกว่า “ตอก” แล้วนำไปตากแดดประมาณ 1 วัน เพื่อให้ตอกแห้ง และป้องกันการเกิดเชื้อราก่อนนำมาสานก๋วยหรือเข่ง”

สำหรับรูปแบบหรือลวดลายที่นำมาสาน เป็นแบบตาจน เนื่องจากมีความโปร่งระบายอากาศได้ดีเมื่อนำไปใช้บรรจุพืชผัก อีกทั้งยังประหยัดตอกที่นำมาสานอีกด้วย หลังจากได้ตอกที่ตากแดดแล้ว นำมาสานฐานหรือ “การก่อก้นก๋วย” โดยใช้ตอก 28 เส้น ต่อด้วยสานขึ้นรูปใช้ตอก 7 เส้น และเก็บความเรียบร้อยของงาน (การไพปากก๋วย) ราคาใบละ 4–4.50 บาท

คุณรัชนีกร แดงขาวเขียว ชาวบ้าน หมู่ที่ 3 บ้านใหม่สามัคคี อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้รับซื้อตอกและก๋วยสำเร็จรูป เล่าว่า การรับซื้อตอกเพื่อส่งให้กับผู้สาน รวมถึงการรับก๋วยสำเร็จรูปในแต่ละหมู่บ้านเพื่อส่งต่อให้กับพ่อค้ารายใหญ่ มีตารางวันและเวลาในการรับส่งผลิตภัณฑ์ คือ วันจันทร์ไปเอาตอกที่หมู่บ้านห้วยจะค่าน บ้านปางมะเยา ปละบ้านป่ากู้ ในอำเภอเชียงดาว วันศุกร์บ้านแม่จา ทุ่งข้าวพวง วันเสาร์บ้านสัน บ้านแม่ข้อน และบ้านม่วงง้ม วันอาทิตย์บ้านใหม่สามัคคี บ้านสหกรณ์ ส่วนวันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสบดี จะไปรับก๋วยสำเร็จรูปโดยเมื่อครบกำหนด 1 สัปดาห์ หลังจากที่นำตอกไปส่งจะกลับไปรับก๋วยที่สานเสร็จแล้ว โดยก๋วยจะถูกวางซ้อนกัน แถวละ 50 ใบขึ้นไป เนื่องจากสะดวกต่อการนับจำนวนและการเก็บรักษา

“แต่เดิมนั้นตนเองมีอาชีพขับรถไถนาและได้ผันมาเป็นอาชีพแม่ค้ารับส่งก๋วย เนื่องจากอาชีพขับรถมีการบำรุงและซ่อมแซมต้นทุนสูง แต่สำหรับรับส่งก๋วยนั้นเป็นอาชีพที่มั่นคง ซึ่งมั่นใจได้ว่าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน รวมถึงในอนาคต การสานก๋วยเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ยังคงดำเนินต่อไปและเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่คนไทยโดยเฉพาะอำเภอเชียงดาว สามารถยึดเป็นอาชีพหลัก อีกทั้งความต้องการผลิตภัณฑ์ที่จะนำไปใส่พืชผักผลไม้ยังคงจำเป็นที่จะต้องใช้ควบคู่กันไป”

จากอาชีพการเกษตร ผนวกเข้ากับภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงความต้องการของตลาดที่สอดคล้องกับผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างรายได้ให้เกษตรกร จากการสานก๋วย ภาชนะบรรจุพืชผลทางการเกษตร โดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในหมู่บ้านและยังสามารถทดแทนกันได้ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเป็นอย่างดี

“บ้านท่าลี่” หมู่บ้านเล็กๆ ริมลำน้ำสงครามในตำบลโซ่ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ เป็น 1 ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอโซ่พิสัย ท่าลี่ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “มนต์เสน่ห์แห่งแม่น้ำสงคราม” เพราะมีเอกลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามของ “แก่งหิน-สายน้ำ”

จังหวัดบึงกาฬ โดย สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ คัดเลือกให้ “บ้านท่าลี่” เป็นหนึ่งในชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี หรือเรียกสั้นๆ ว่า “แอ่งเล็ก เช็คอิน” โดยสนับสนุนงบประมาณให้กับชุมชนบ้านท่าลี่ จัดอบรมความรู้เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้นำชุมชน ส่งเสริมให้ชาวบ้านร่วมกันค้นหาอัตลักษณ์ของชุมชน และมีส่วนร่วมในวางแผนการท่องเที่ยว พัฒนาภูมิปัญญาพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์ OTOP พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน ส่งเสริมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และอาหารพื้นถิ่น เพื่อสร้างจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเยี่ยมชม ใช้จ่ายเงินเป็นค่ากินอยู่ และซื้อสินค้าโอท็อปติดมือกลับบ้าน ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้คนในชุมชนอย่างทั่วถึง