การใส่ปุ๋ยบำรุงต้นในช่วงต้นฝนและปลายฤดูฝนเป็นปุ๋ยขี้ไก่

และปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ผสมกับ สูตร 21-0-0 ส่วนการป้องกันโรคและแมลง ต้นมะพร้าวน้ำหอมที่ยังไม่ออกผลผลิต มีการใช้ยากำจัดเพื่อช่วยให้ต้นมีความสมบูรณ์ กันจากศัตรูจำพวกหนอนหัวดำและด้วง เมื่อมะพร้าวเริ่มออกจั่นเพื่อติดผลก็จะหยุดใช้สารเคมีทันที
“มะพร้าวต่อต้นจะให้จั่นอยู่ที่ 15-18 จั่น ต่อปี ซึ่งใน 1 ปี สำหรับที่สวนออกประมาณ 12 ทะลาย ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งที่สวน 1 ทะลาย จะมีประมาณ 10 ผล ที่สวนก็มีผลผลิตออกขายต่อเดือนก็ประมาณ 2,000 ผล โดยนำเงินที่ขายได้มาเลี้ยงภายในสวนก่อน พอเริ่มมีผลผลิตมากขึ้น คราวนี้ก็จะเป็นผลผลิตที่เลี้ยงดูเราในอนาคต” ดร. ชวัลวิทย์ อธิบาย

ในเรื่องหลักการทำตลาดมะพร้าวน้ำหอม ดร. ชวัลวิทย์ บอกว่า จะเน้นทำการตลาดหลากหลายแบบ เช่น ให้พ่อค้ามาติดต่อซื้อผลผลิตที่สวน และบางส่วนจะส่งให้พ่อค้าแม่ค้าที่อยู่แถวตลาดลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เก็บอาทิตย์ละ 400-500 ผล มีพ่อค้าเข้ามาตัดถึงสวน ให้ผลละ 8 บาท

“ที่สวนตอนนี้ราคามะพร้าวขายอยู่ในราคาที่หลากหลาย ตั้งแต่ 8-20 บาท ทำตลาดแบบทั้งขายส่งและขายปลีก เพื่อที่ให้พ่อค้าแม่ค้าเขาไปทำการตลาดได้ ซึ่งตอนนี้ในอำเภออรัญประเทศเองก็สามารถขายได้เรื่อยๆ ซึ่งผลตอบรับก็ถือว่าดีมาก เพราะภายในตลาดโรงเกลือมีร้านค้าค่อนข้างมาก ดังนั้น แม่ค้าที่ขายของในตลาดเขาก็ต้องใช้มะพร้าวอย่างน้อย ร้านละ 1 ผล เพราะเซ่นไหว้เจ้าที่ก่อนเปิดร้าน จึงทำให้มะพร้าวสามารถขายได้ตลอดที่อรัญประเทศ” ดร. ชวัลวิทย์ บอก

นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้เลี้ยงไก่เพื่อส่งออกไทย เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศจีนกำลังเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนเนื้อสุกร ส่งผลให้ราคาเนื้อสุกรแพงมาก และประชาชนชาวจีนหันมาบริโภคเนื้อไก่ทดแทน ทำให้ระดับราคาเนื้อไก่ในประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นถึงเท่าตัว จึงนับเป็นโอกาสมหาศาลของอุตสาหกรรมไก่ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มโรงงาน 7 แห่ง ที่ผ่านการรับรองไปแล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ เมื่อปี 2561 สำนักงานการขึ้นทะเบียนหรือรับรองแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือ CNCA ประกาศขึ้นทะเบียนบริษัทผู้ผลิตและแปรรูปเนื้อไก่ของไทยจำนวน 7 แห่งเท่านั้น ที่สามารถส่งเนื้อไก่และผลพลอยได้แช่แข็งไปจีนได้ ประกอบด้วย CPF จำนวน 2 โรงงาน GFPT สหฟาร์ม โกลเด้นท์ไลน์ ไทยฟู้ด และ F&F Food จึงทำให้ทั้ง 7 โรงงานนี้ได้รับอานิสงส์ราคา ดังกล่าวทันทีในขณะนี้

“ราคาไก่ระดับนี้ไม่เคยปรากฏที่ไหนในโลก เช่น ตีนไก่จากตันละ 2,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 4,200 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือ ปีกกลางไก่ จากตันละ 3,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 5,200 ดอลล่าร์สหรัฐ จึงถือเป็นโอกาสอันดีมากของผู้ผลิตเนื้อไก่ทั้ง 7 โรงงาน” นายคึกฤทธิ์ กล่าว

ล่าสุด ประเทศจีนต้องการบริโภคเนื้อไก่จำนวนมหาศาล ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กรมความปลอดภัยด้านอาหารนำเข้าส่งออก สำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ต้องออกตรวจประเมินความปลอดภัยของเนื้อไก่จากหลายประเทศผู้ผลิตไก่ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมาย ซึ่งคณะจากจีนเพิ่งเข้ามาสุ่มตรวจ 10 โรงงานไก่-เป็ดของไทยจากทั้งหมด 22 โรง คาดว่าจะแจ้งผลประเมินออกมาได้ในเร็วๆ นี้ หากจีนประกาศรับรองโรงงานไทยมากขึ้นก็จะสามารถส่งออกเนื้อไก่ไปจีนได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนโรงงานที่ได้รับการรับรอง

นอกจากนี้ ยังมีอีกปัจจัยบวกที่สำคัญ คือประเทศจีนไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไก่จากไทยและชิลี เพียง 2 ประเทศ ขณะที่ไทยได้เปรียบในแง่ระยะทางที่อยู่ใกล้จีนมากกว่า ทำให้อุตสาหกรรมไก่ของไทยมีความสดใสมากนับตั้งแต่นี้ไปจนกว่าจีนจะสามารถคลี่คลายปัญหาขาดแคลนเนื้อหมูของตนได้

สำหรับภาพรวมการส่งออกเนื้อไก่ของไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2562 เป็นปริมาณ 5.4 แสนตัน เพิ่มขึ้น 9.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ประเทศจีนนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ไก่จากไทยใน 7 เดือนแรกของปีนี้รวม 33,500 ตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 712% ส่งผลให้จีนกลายเป็นตลาดส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ไก่จากไทยเป็นปริมาณสูงเป็นอันดับ 3 รองจากยุโรปและญี่ปุ่น ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณการส่งออกเนื้อไก่ของไทยตลอดทั้งปี 2562 น่าจะเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 9 แสนตัน รวมถึงมูลค่าการส่งออกที่น่าจะสูงเกินกว่าเป้าเช่นกัน

“เรามีความได้เปรียบกับประเทศคู่แข่งหลายด้านทั้ง ในแง่มาตรฐานการผลิตที่อยู่ในระดับสากล มีความปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต ที่สำคัญด้วยระยะทางที่ใกล้กัน จึงส่งผลดีต่อการส่งออก ซึ่งจะทำให้ยอดการส่งออกเนื้อไก่ไปจีนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง ทั้งยังส่งผลให้ระดับราคาเนื้อไก่ในประเทศแข็งตัวด้วย” นายคึกฤทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2562 ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับพืชสมุนไพร และพืชเสพติดเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์” กับสำนักงานคดียาเสพติด สำนักงานอัยการสูงสุด โดย นางชนิญญา ชัยสุวรรณ อธิบดีอัยการ ณ ห้องรวงข้าว 204 ชั้น 2 คณะเกษตร อาคารวชิรานุสรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดย นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมเป็นพยานและกล่าวว่า อัยการคือทนายแผ่นดิน เกษตรกรเป็นประชาชนที่อยู่ฐานรากของสังคมไทย ซึ่งปกติเวลาเกษตรกรในชนบทมีคดีความส่วนใหญ่จะแพ้คดีเพราะไม่มีทนายที่ดีมาสู้คดีให้ได้ หากว่าเกษตรกรได้ทนายของแผ่นดินมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงก็เชื่อมั่นได้ว่าสามารถที่จะสร้างให้มีความสมดุลในสังคมมากขึ้น อย่างน้อยที่สุดเกษตรกรเองก็มีที่พึ่งที่ปรึกษา การบันทึกความร่วมมือครั้งนี้เกษตรกรทั่วประเทศทุกคนจะได้ทราบว่าทนายแผ่นดินพร้อมจะเป็นที่พึ่งให้กับเกษตรกรในเรื่องคดีและเรื่องการพัฒนาอาชีพพร้อมกันไปด้วย

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภา เกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวว่า สำนักงานคดียาเสพติด สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้เล็งเห็นความสำคัญและเจตนารมณ์แห่งกฎหมายยาเสพติดให้โทษ เกี่ยวกับองค์ความรู้ที่ถูกต้องด้านกระบวนการต่างๆ เกี่ยวกับการผลิต การครอบครอง การจำหน่าย การนำเข้า และการส่งออก จึงเห็นสมควรขับเคลื่อนความร่วมมือร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อร่วมมือกันพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกร

ในการสร้างโอกาสที่ดีทั้งในด้านการประกอบสัมมาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรมการด้านเพาะปลูก และการป้องกันและรักษาโรคโดยภูมิปัญญาท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งองค์ความรู้เกี่ยวกับปราชญ์ชาวบ้านที่ถูกต้องตามกฎหมาย และยังเป็นการป้องกันการกระทำความผิดตามกฎหมาย โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือการมิให้ตกเป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายหรือเป้าหมายในการถูกนำไปเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์หรือการหลอกลวงในด้านต่างๆ เป็นต้น จึงนำมาซึ่งการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับพืชสมุนไพร และพืชเสพติดเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์” ดังกล่าวขึ้น

ขณะที่ นางชนิญญา ชัยสุวรรณ อธิบดีอัยการสำนักงานคดียาเสพติด ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นวันที่น่าภาคภูมิใจที่ 2 หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบงานคนละส่วน สำนักงานอัยการสูงสุดรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องคดีความ ความทุกข์ความร้อนของแผ่นดิน ในขณะเดียวกันเกษตรกรคือชนกลุ่มใหญ่ที่สืบทอดมาจากบรรพชน เราทราบดีว่าทุกข์ร้อนของเกษตรกรก็คือทุกข์ร้อนของแผ่นดิน รัฐบาลทุกคณะทุกชุดรวมทั้งสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องสำเหนียกและพยายามช่วยเหลือเมื่อเกษตรกรอยู่รอดปลอดภัยบ้านเมืองก็อยู่รอดปลอดภัยด้วย แต่หากเมื่อไหร่ที่เกษตรกรมีความทุกข์ทน บ้านเมืองก็ทุกข์ทนด้วยเช่นกัน สำนักงานคดียาเสพติดมีความภาคภูมิใจที่เข้ามาร่วมทำงานกับสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยที่เราจะร่วมทำงานจากจุดเล็กๆ ก่อนเกี่ยวกับเรื่องพืชยาเสพติดที่เราจะพัฒนาให้เป็นยาให้เป็นพืชเศรษฐกิจสำหรับเกษตรกร ในขณะเดียวกันเราก็จะจับมือร่วมกันทำในสิ่งที่มากกว่านี้อีกในเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ร้อนของเกษตรกรในด้านอื่นๆ ต่อไปด้วย

5 พันธมิตรเกษตร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ผนึกกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลยั่งยืน

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย สมาคมเกษตรปลอดภัย บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด และ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ประสานความร่วมมือโครงการ “ความยั่งยืนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ด้านสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ” เพื่อยกระดับองค์ความรู้และนวัตกรรมภาคอุตสาหกรรมอ้อย ทั้งระดับฟาร์มและระดับโรงงาน ให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

นายสมพล โนดไธสง รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ประธานเปิดงานและร่วมลงนามความร่วมมือโครงการ “ความยั่งยืนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ด้านสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ” พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยบนความท้าทายในเวทีโลก ท่ามกลางพันธมิตรภาคเกษตรกรรมไทย ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ นายกสมาคมเกษตรปลอดภัย นายปราโมทย์ วิทยาสุข ประธานกรรมการ บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด และ นายธนัษ อภินิเวศ ผู้อำนวยการ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ประเทศไทย

ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ส่งออกเป็นลำดับ 3 รองจากยางพาราและข้าว มีขนาดพื้นที่เพาะปลูกอ้อยรวมกว่า 11 ล้านไร่ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยกว่า 430,000 ครัวเรือน คิดเป็นเกษตรกรกว่าล้านราย สร้างรายได้สูงเกือบ 300,000 ล้านบาท ต่อปี นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้จากอ้อย เช่น เอทานอล พลังงานไฟฟ้าชีวมวล กระดาษ ปุ๋ย อาหาร เครื่องสำอาง อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น

ขณะที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีบทบาทสำคัญสูง แต่ปัจจุบันกลับประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งในด้านระบบการผลิต ความแปรปรวนของผลผลิตจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการเผาอ้อย การขาดแคลนแรงงาน รวมถึงการแข่งขันทางการค้าโลก ส่งผลกระทบไปทุกระดับในห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น การประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต เกษตรกร โรงงานอุตสาหกรรม รัฐและเอกชน จึงเป็นทางออกสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลให้มีความยั่งยืน

โครงการ “ความยั่งยืนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ด้านสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ” หรือ Social, Health, Environment, Economics, Partnership for Sustainable Sugarcane (SHEEP for Sustainable Sugarcane) เป็นการดำเนินงานทางวิชาการเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการทั้งระดับฟาร์มและโรงงานที่จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล พร้อมยกระดับสู่สากลในมาตรฐาน 5 ด้าน ได้แก่

1) ด้านสังคม (S-Social) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯ มีความสุข 2) ด้านสุขภาพ (H-Health) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯ และผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดี 3) ด้านสิ่งแวดล้อม (E-Environment) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม 4) ด้านเศรษฐกิจ (E-Economics) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯ มีความเป็นอยู่ที่ดี 5) ด้านพันธมิตร (P-Partnership) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

“แต่ละหน่วยงานต่างตกลงร่วมมือกันตามบทบาทและความเชี่ยวชาญ โดยสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์กลางประสานงาน รวบรวมนักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยและทดลองให้มาตรฐานการผลิตอ้อยและน้ำตาลดีขึ้น สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล รับผิดชอบส่งเสริมงานวิจัย หลักดันนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และปรับปรุงกฎระเบียบให้เหมาะสม สมาคมเกษตรปลอดภัย สนับสนุนด้านวิทยากร สร้างความรู้ พัฒนาทักษะต่างๆ ให้เกษตรกรและทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่ สร้างโรงเรียนอ้อย โดยเกษตรกรเพื่อเกษตรกร บริษัท ซูการ์ มิลเลอร์ จำกัด ประสานความร่วมระหว่างสมาคมโรงงานน้ำตาลและโรงงานอ้อยทั่วประเทศ เพื่อนำแนวทางไปประยุกต์ปรับใช้และเผยแพร่ความรู้ไปสู่บุคลากรในวงการ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด สนับสนุนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน สร้างความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวสรุป

เลื่อนงานเกษตรสร้างชาติ

ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดจัดงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19 – 22 กันยายน 2562 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นั้น

กรมส่งเสริมการเกษตรขอเรียนว่า มีความจำเป็นต้องเลื่อนการจัดงานในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าวออกไปก่อน ด้วยเหตุขัดข้องบางประการ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขออภัย สำหรับผู้สนใจจะเข้าร่วมงานคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เพี่อร่วมกันพัฒนางานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในอนาคต ณ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ผศ. ไพศาล บุรินทร์วัฒนา อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือกันระหว่าง มทร.สุวรรณภูมิ กับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันพัฒนาและประยุกต์การใช้งานบล็อกประสาน และนำไปสู่เชิงพาณิชย์ ร่วมกัน ดำเนินการทดสอบมาตรฐานบล็อกประสานโดยเน้นทางด้านการทดสอบการนำความร้อน และการกันการลามไฟ พร้อมแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดความรู้ตามทฤษฎีและวิชาการของ มทร.สุวรรณภูมิ กับประสบการณ์จริงทางธุรกิจ และอุตสาหกรรมของ “วว” เพื่อแสวงหาองค์ความรู้ร่วมกัน

และร่วมกันพัฒนาบุคลากรของทั้งสององค์กร ด้านการศึกษาวิจัย การพัฒนากิจกรรม การถ่ายทอดด้านบล็อกประสาน และวัสดุก่อสร้าง และเพิ่มโอกาสในการพัฒนางานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในอนาคต ซึ่งการลงนามความเข้าใจในครั้งนี้ นับว่าเป็นการเพิ่มโอกาส และเป็นใบเบิกทางหรือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ และสืบสายสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันต่อไป

ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ วันที่ 16-17 กันยายน 2562 – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) ร่วมกับ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. จัดเวทีพิชชิ่ง 2P Safety Tech Pitching ภายใต้งาน “วันแห่งความปลอดภัยของผู้ป่วยโลก (The 1st World Patient Safety Day)” และ “วันแห่งความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขของประเทศไทย (The 3rd Thailand Patient and Personnel Safety Day)” ที่จัดโดย สรพ. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ โดยเวทีพิชชิ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมด้าน

Innovation for 2P Safety ที่เปิดโอกาสให้ 12 โรงพยาบาลในโครงการ 2P Safety Tech Hospitals นำเสนอนวัตกรรม เพื่อคัดเลือกนวัตกรรมที่มีผลงานดีเด่นใน 3 ด้าน ได้แก่ Care, Change, Collaboration ผลปรากฏ โรงพยาบาลหนองม่วง จังหวัดลพบุรี กับผลงานรถขนส่งอาหารขับเคลื่อนไฟฟ้า คว้ารางวัลด้าน Collaboration ขณะที่ด้าน Care มี 2 แห่งคือ โรงพยาบาลมหาสารคาม กับผลงาน Smart OPD และโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก กับผลงานเครื่องมือ Stop Fall ส่วนรางวัลด้าน Care คือ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ กับผลงานระบบบริหารเวรเปล ซึ่งทุกนวัตกรรมต้นแบบที่พัฒนาจะเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทปัญหาของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ช่วยให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลมีความปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น สนับสนุนการเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ต่อไป

พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ รองผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. เปิดเผยว่า การประกวดนวัตกรรมในโครงการ 2P Safety Tech (Patient and Personal Safety Technology Awards) หรือโครงการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรในโรงพยาบาล” เป็นความร่วมมือระหว่าง สรพ. และ สวทช. ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ประกอบกับความต้องการที่จะใช้นวัตกรรมเพื่อเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา ซึ่ง สวทช. มีเครือข่ายนวัตกร (Innovator) ที่สามารถรับโจทย์ไปพัฒนาต่อได้ โดยโครงการ 2P Safety Tech ปี 2561 มีจำนวนโรงพยาบาลเข้าร่วมทั้งสิ้น 18 แห่ง

โดยร่วมพิชชิ่ง 12 แห่งสำหรับโรงพยาบาลที่มีความก้าวหน้าในการดำเนินนวัตกรรมแล้ว ซึ่งเกณฑ์การตัดสินนวัตกรรมดีเด่นที่สำคัญคือ ผลสัมฤทธิ์ที่มีผลปฏิบัติแล้วนั่นเอง สำหรับรางวัลนวัตกรรมที่มีผลงานดีเด่นประกอบด้วยกัน 3 ด้าน คือ ด้าน Collaboration ได้แก่ โรงพยาบาลหนองม่วง จังหวัดลพบุรี กับผลงานรถขนส่งอาหารขับเคลื่อนไฟฟ้า 4.0 ขณะที่ด้าน Care มีด้วยกัน 2 รางวัล โดยรางวัล Care ในมุม attractive ได้แก่ โรงพยาบาลมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม กับผลงาน Smart OPD เพิ่มคุณค่า ลดระยะเวลารอคอย และรางวัล Care ในมุม expected quality ได้แก่ โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส กับผลงานเครื่องมือ Stop Fall และรางวัลด้าน Change ได้แก่ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ กับผลงานระบบบริหารเวรเปลเพื่อคุณภาพและความปลอดภัย

นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวเสริมว่า เป้าหมายของโครงการ 2P Safety Tech ที่ สวทช. ร่วมกับ สรพ. จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในโรงพยาบาล โดยนวัตกรรมนั้นๆ จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยและบุคลากรที่ปฏิบัติงานของในโรงพยาบาลได้ โดยมีโรงพยาบาลจำนวน 18 แห่งจากทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ซึ่งแนวทางสร้างนวัตกรรมของ 2P Safety Tech จะเน้นทำงานร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ประกอบการหรือนักพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ (Health Tech) และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต้นแบบที่เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทปัญหาของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง เพื่อช่วยให้ระบบงานบริการในโรงพยาบาลสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนผู้ป่วยและบุคลากรการแพทย์ของโรงพยาบาล

ด้านโรงพยาบาลที่ได้รางวัลนวัตกรรมดีเด่นด้าน Care กับผลงานเครื่องมือ Stop Fall แพทย์หญิงจันทรา นราตรีคูณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาระบบบริหารสุขภาพ โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นจากปัญหาที่มีเด็กเล็ก ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 4 ปี ตกเตียงบ่อยๆ ทุกปี ซึ่งได้ทำการแก้ไขปัญหาหลายทางแล้ว เช่น ทำริชแบนด์ หรือป้ายเตือนต่างๆ ซึ่งได้ผลไม่ดีนัก จึงเกิดเป็นความคิดในการที่จะหาตัวช่วย ตอนแรกคิดถึงเหมือน airbag (ถุงลมนิรภัย) ของตัวรถ ถ้ารถชนจะมี airbag เด้งออกมา แต่พอมาคุยกับผู้พัฒนานวัตกรรมแล้วบอกว่าไอเดียนี้ทำยาก จึงได้ปรับเปลี่ยนเป็นแนวคิดป้องกันไว้ก่อนดีกว่า ด้วยการทำเซ็นเซอร์ยกเตียงขึ้นเพื่อเป็นการป้องกันเบื้องต้น

เกิดเป็นโครงการพัฒนาระบบป้องกันการตกเตียงในเด็ก (stop fall in childhood) เพราะเด็กจะมีพฤติกรรมตามแม่ ถ้าแม่มาชงนมเด็กจะคลานตามลงมาเลย นวัตกรรม stop fall เมื่อแม่ลงจากเตียงแล้วไม่ได้ยกไม้กั้นเตียงขึ้นภายใน 10 วินาที ระบบตรวจจับการยกไม้กั้นเตียง และระบบเตือนเมื่อไม่ยกไม้กั้นเตียงจะทำงานทันที ด้วยแสงไฟและเสียงที่จะส่งสัญญาณเตือนติ๊ดๆ ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ที่เตือนโดยอัตโนมัติ สามารถส่งแจ้งเตือนไปที่โทรศัพท์มือถือของพยาบาล และที่ Nurse Station ด้วย ซึ่งตอนนี้มีเตียงต้นแบบ stop fall ที่ทดลองใช้จริงแล้วจำนวน 4 เตียง ส่งผลให้เกิดความปลอดภัยของผู้ป่วย รวมถึงผู้ดูได้เกิดความตระหนักในการเฝ้าระวังมากขึ้น และสามารถป้องกันการตกเตียงในเด็กได้