กำลังการผลิตน้ำนมดิบของสหกรณ์โคนมและเกษตรกรสมาชิก

ในพื้นที่ส่งเสริมของ อ.ส.ค. มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมบริหารจัดการเพื่อรองรับสถานการณ์และปริมาณน้ำนมดิบส่วนเกิน เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รวมถึงไลน์ผลิตของโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค อาทิ การปรับปรุงเครื่องจักรและโรงงานนม อ.ส.ค. มวกเหล็ก ขอนแก่น ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ และสุโขทัย ซึ่งขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนผลิตภัณฑ์นม ยู.เอช.ที. และผลิตภัณฑ์นมเย็น และการลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ซื้อขายน้ำนมโคระหว่าง อ.ส.ค. และสหกรณ์โคนม ถือเป็นหนึ่งกลไกที่ อ.ส.ค. ได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำนมดิบล่วงหน้า นอกจากจะได้น้ำนมดิบที่มีคุณภาพมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ซื้อขายที่กำหนดแล้ว เกษตรกรสมาชิกยังได้รับราคาที่เป็นธรรม เฉลี่ยอยู่ที่ 19-20 บาท/กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับเกรดหรือคุณภาพน้ำนมดิบของเกษตรกรแต่ละราย

ขณะเดียวกัน อ.ส.ค.ยังได้เตรียมหารือเพื่อร่วมดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์โคนมรายใหญ่ที่มีศักยภาพ อาทิ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด สหกรณ์ไทยมิลค์ จำกัด และสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด เพื่อขยายพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มเติมจากเดิมที่ อ.ส.ค.ได้ร่วมมือกับสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ไปก่อนหน้านี้ โดยเครือข่ายสหกรณ์พันธมิตรจะมีบทบาทร่วมกันในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม การใช้ประโยชน์เครื่องจักรและโรงงานนมของสหกรณ์พันธมิตรในการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค กรณีที่โรงงานนมของอ.ส.ค. ไม่สามารถผลิตได้ทันต่อความต้องการ รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และช่วยรองรับปริมาณน้ำนมดิบส่วนเกินในอนาคต นายณรงค์ฤทธิ์กล่าว

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 พ.ย. 2560 มีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด ครัวเรือนละ 3,000 บาท แบ่งเป็นช่วงภัยพายุตาลัสและเซินกา เสร็จสิ้นวันที่ 30 พ.ย. 2560 และช่วงภัยทกซูรี หย่อมความกดอากาศต่ำ และร่องมรสุมเสร็จสิ้น 31 ธ.ค. 2560 และโครงการปรับเปลี่ยนระบบผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง รวมถึงชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี 6 เดือน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร กรอบวงเงินรวม 4,715.19 ล้านบาท

โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุตาลัสและเซินกา ช่วงตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.-15 ส.ค .2560 จำนวน 1,759,038 ครัวเรือน วงเงิน 3,592.66 ล้านบาท สร้างความเสียหายสิ้นเชิงด้านการเกษตร 43 จังหวัด เกษตรกรรวม 435,059 ราย แบ่งเป็นด้านพืช 419,938 ราย พื้นที่ 3.22 ล้านไร่ ด้านประมง 13,501 ราย พื้นที่บ่อปลา 12,431 ไร่ 3,022 ตารางเมตร ด้านปศุสัตว์ 1,620 ไร่ สัตว์ตายและสูญหาย 60,591 ตัว แปลงหญ้า 92 ไร่

ในส่วนครัวเรือนที่ได้รับพายุทกซูรี หย่อมความกดอากาสต่ำ ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ จนเกิดน้ำไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง ช่วงภัยตั้งแต่วันที่ 16-31 ต.ค. 2560 ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและภารคการเกษตรเป็นจำนวนมาก 250,000 ครัวเรือน วงเงิน 750 ล้านบาท เกษตรรวม 242,311 ราย แบ่งเป็นด้านพืช 209,428 ราย พื้นที่ 1.79 ล้านไร่ ด้านประมง 11,585 ราย พื้นที่บ่อปลา/กุ้ง 13,075 ไร่ 18,664 ตารางเมตร ด้านปศุสัตว์ 21,298 ราย สัตว์ตายและสูญหาย 827,711 ตัว

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่โครงการปรับเปลี่ยนระบบผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ได้แก่ ทุ่งบางระกำ ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง โครงการฯรังสิตใต้ ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด โครงการฯโพธิ์พระยา โครงการฯพระยาบันลือ พื้นที่ 1.41 ล้านไร่ วงเงิน 127.61 ล้านบาท เกษตรกร 68,190 ราย และการชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี 6 เดือน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร 622 แห่ง จำนวนสมาชิก 138,317 ราย มูลหนี้ต้นเงินกู้ 15,568 ล้านบาท ดอกเบี้ยที่ขอชดเชย 233.51 ล้านบาท

เมื่อเร็วๆ นี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย โดยนางสาวสุวิมล บุญทารมณ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร และระดมทุน (ที่ 2 จากซ้าย) พร้อม ดร.เคท บาร์แซค ผู้เชี่ยวชาญด้านสวัสดิภาพสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม (ซ้ายสุด) ร่วมแสดงความยินดีกับ นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือเบทาโกร (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมคณะผู้บริหาร หลังเครือเบทาโกรประกาศยกเลิกการเลี้ยงแม่สุกรแบบยืนซองภายหลังคลอดเป็นรายแรกในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้แม่สุกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลดีต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์และสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) องค์ประกอบที่สำคัญของระบบการจัดการคุณภาพ Betagro Quality Management ที่มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงและการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีคุณธรรม

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. เวลา 07.00 น. ที่จ.บึงกาฬ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เข้าชมความงดงามของดอกกระถินทุ่ง(หรือดอกขี้กลาก)ที่เบ่งบานสีเหลืองอร่ามเต็มบริเวณท้องทุ่งนา รับกับอากาศที่กำลังเย็นสบาย บนเนื้อที่กว่า 4 ไร่ ของนายสุดใจ แสงโพธิ์ เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีที่บ้านดอนกลาง หมู่ที่ 1 ต.บึงโขงหลง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ นักท่องเที่ยวต่างตื่นตาตื่นใจพากันชื่นชมความงดงาม และถ่ายรูปเซลฟี่เก็บไว้เป็นที่ระลึก

นายสุดใจ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตนเองมีที่นาทั้งหมดเกือบ 10 ไร่ ในทุกๆปีที่นาประมาณ 4 – 5 ไร่จะถูกน้ำท่วมในฤดูฝนไม่สามารถทำนาได้จึงปล่อยทิ้งร้างว่างเปล่า ซึ่งหลังจากน้ำแห้งทุกปีจะมีดอกขี้กลากที่ภาษาพื้นถิ่นเรียกกัน(หรือดอกกระถินทุ่ง) ขึ้นมาตลอด โดยเฉพาะช่วงเดือนปลายเดือน ต.ค – ธ.ค.หรือช่วงฤดูหนาวซึ่งในปีนี้ดอกขี้กลากจะขึ้นเยอะมาก อาจเป็นเพราะมีอากาศที่หนาวเย็นพอดี ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาเห็นต้องแวะถ่ายภาพเซลฟี่เก็บไว้เป็นที่ระลึก เพราะความสวยงาม และบอกต่อๆกันปากต่อปากให้มาชมความสวยงาม ในทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมวันหนึ่งเป็นร้อยๆคน

สำหรับดอกกระถินทุ่ง หรือดอกกระถินนา/หญ้ากระเทียม/หญ้าขี้กลาก/หญ้าบัว/ เป็นไม้ล้มลุก อายุปีเดียว มีความสูงประมาณ 1 เมตร มีลำต้นเป็นพุ่มเล็กๆ คล้ายกอหญ้า ใบรูปแถบแคบห่อขึ้นเล็กน้อยยาว 10-60 เซนติเมตร ปลายแหลมหรือทู่ ค่อนข้างอวบหนา แต่เปราะหักง่าย ดอกช่อดอกรูปไข่หรือกลมรี ยาว 1-1.5 เซนติเมตร ใบประดับซ้อนกันแน่น สีน้ำตาลทองหรือน้ำตาลแดง ดอกสีเหลืองสด 3 กลีบ ปลายกลีบจักเป็นครุย ทยอยบานวันละ 1-3 ดอก เมื่อแก่ใบประดับจะแห้งหลุดออก มีเมล็ดอยู่ภายใน การเจริญเติบโตเร็วในดินปนทราย หรือบริเวณที่เป็นดินเปรี้ยว มีน้ำปานกลางและแสงแดดตลอดวัน ซึ่งพบมานาข้าวทิ้งร้าง

สัมผัสเสน่ห์เหลือล้นที่เมืองแห่งทะเลสาบแดนใต้ “สงขลา” โดยฝรั่งหัวใจไทยแท้ “แดเนียล เฟรเซอร์” เดินทางค้นหาเรื่องราวน่ารักๆ ที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ในชุมชนโบราณ ชิมเมนูที่ทำให้ฝรั่งตื่นตาตื่นใจอย่าง ไอติมไข่แข็ง การอจี่ และก๋วยเตี๋ยวหางหมู พร้อมลองใช้ชีวิตตามวิถีประมงบนเกาะยอ

เริ่มด้วยเรื่องราวน่ารักในชุมชนโบราณ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งพิธีกรสุดป่วน “แดเนียล” พาไปชิมเมนูสุดพิเศษอย่าง ไอติมไข่แข็ง โดยใช้ไข่แดงสดเทใส่ไอติม ใช้ความเย็นทำให้ไข่แข็งตัว ความพิเศษของร้านนี้คือสตอรี่ที่ยาวนานเกือบ 100 ปี จากนั้นลองชิมการอจี่ ขนมโบราณเมืองสงขลาที่ห้ามพลาด และชิมก๋วยเตี๋ยวหางหมู วัตถุดับหลักก็คือหางหมู เพิ่มความพิเศษด้วยน้ำซุปน้ำตาลสด จากนั้นไปสัมผัสวิถีชีวิตที่เกาะยอ ล่องเรือชมกระชังปลากะพง และไซนั่ง วิธีการจับปลาแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

ล่องแดนใต้ กับฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2560 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ที่ Facebook:

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน เพจเฟซบุ๊ก “”We love Chakri Dynasty” โพสต์ข้อความพร้อมภาพ คุณสิริกิติยา เจนเซน พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ขณะเกี่ยวข้าวที่บริเวณพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง พร้อมข้อความว่า คุณสิริกิติยา เจนเซน พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เดินทางไปเยี่ยมชมการทำงนของจิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560

ที่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี นายเสนาะ พันธ์น้อย อายุ 59 ปี ชาวต.บ้านกล้วย อ.บ้านหมี่ ได้สืบทอดวิธีการทำเรือผีหลอก มาจากรุ่นปู่ รุ่นพ่อ เดิมเป็นเรือไม้ แต่ปัจจุบันได้พัฒนาดัดแปลง และประยุกต์ให้เป็นเรือสเตนเลส ความยาวเรือ ยาว 32 ศอก พร้อมอุปกรณ์สำคัญในการหลอกปลาและสัตว์น้ำ คือ กระดานไม้ ทาด้วยสีขาวประมาณ 60 เซนติเมตร ปล่อยลงข้างลำเรือเพื่อหลอกปลาให้ตกใจแล้วกระโดดขึ้นมาบนเรือ และมีตาข่ายกันปลากระโดดข้ามเรือ คนหาปลาจึงหันแผ่นไม้สีขาวเข้าหาตลิ่ง ก็ได้ปลากลับบ้านเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งที่หาดูได้ยากแล้ว

วิธีการหาปลาแบบเรือผีหลอก โดยคุณเสนาะล่องเรือไปตามแนวตลิ่งของลำน้ำ ในคลองชลประทาน ชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเศษ ก็ได้ปลาน้อยใหญ่กลับมาเต็มลำเรือ เพราะเมื่อเรือวิ่งผ่านไปตามแนวตลิ่ง ปลาก็จะพากันกระโดดขึ้นลำเรือเอง ก่อนจะไปชนตาข่ายด้านข้างอีกฝังของเรือและตกลงมาในท้องเรือ เขาเผยว่าในคืนหนึ่งจะได้ปลากลับมากว่า 100 กิโลกรัม มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อวันที่ออกหาปลา โดยจะนำไปวางจำหน่ายในช่วงเช้า บริเวณสะพานบ้านกล้วย ริมคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก เป็นอาชีพเสริมนอกจากการทำนา

เรื่องนี้ได้ทราบถึงนายปรัชญา เปปะตัง นายอำเภอบ้านหมี่ จึงได้ไปศึกษาวิถีชีวิต พร้อมเก็บข้อมูล ซึ่งเตรียมเสนอให้คุณลุงเสนะ เป็นปราชญ์ด้านการประมงพื้นบ้านที่ควรอนุรักษ์ไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ “เรือผีหลอก” จากคนรุ่นสู่ลูกหลานรุ่นใหม่ ซึ่งเรือผีหลอก ถือเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในการหาปลาในยามค่ำคืน โดยเฉพาะในคืนเดือนมืด ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด เมื่อนำเรือออกไปถึงจุดเริ่มต้น ก็จะเลื่อนแผ่นกระดานสีขาวมาพาดไว้ข้างเรือด้านริมตลิ่ง และเลื่อนไม้กรีดน้ำที่หัวเรือให้ยื่นออกไปเพื่อกรีดน้ำ โดยจะขับเรือให้มีสภาพเอียงเล็กน้อยตามแผ่นกระดานสีขาว เลาะไปตามชายตลิ่ง เมื่อปลาที่อาศัยอยู่ตามริมตลิ่งตกใจเสียงกรีดน้ำ และสีขาวของแผ่นกระดานก็จะกระโดดขึ้นบนกระดานลงสู่ท้องเรือ ส่วนปลาที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรง ซึ่งพยายามจะกระโดดออกจากเรือ มันก็จะติดตาข่ายที่กั้นไว้ ไม่สามารถหนีได้

นายปรัชญา เปปะตัง นายอำเภอบ้านหมี่ กล่าวว่า ประโยชน์ของเรือผีหลอก ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่มีมลพิษ และไม่ต้องอาศัยสารเคมี หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้สิ้นเปลือง ใช้ความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติเป็นทุน เป็นภูมิปัญญาไทยในท้องถิ่นที่มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม พื้นที่ที่ยังเห็นชาวประมงน้ำจืดใช้เรือผีหลอกหาปลานั้น คือ ที่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี, อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งปัจจุบันหาดูได้ยาก

กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม เผยแพร่บทความผ่านเว็บไซต์ siamensis.org รายงานโดย ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ เรื่อง รายงานการพบหนอนตัวแบนนิวกินี สัตว์รุกรานต่างถิ่นเลวร้ายระดับ 1 ใน 100 ของโลกในประเทศไทย ว่า หนอนตัวแบนนิวกินี มีถิ่นกำเนิดในนิวกินี เมื่อโตเต็มที่แล้วมีลำตัวยาว 5-6 ซม. ปลายแหลมทั้งสองด้านแต่ด้านที่เป็นหัวจะแหลมเล็กกว่า สีด้านหลังเป็นสีน้ำตาลเข้มและมีลายสีน้ำตาลอ่อนพาดกลางลำตัวตามแนวยาว

หนอนตัวแบนชนิดนี้มีรายงานถูกปล่อยและหลุดออกสู่ธรรมชาตินอกถิ่นอาศัยตามธรรมชาติหลายแห่งและมีรายงานรุกรานกินหอยทากท้องถิ่นจนสูญพันธุ์ ทำให้สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) จัดให้หนอนตัวแบนนิวกินีเป็น หนึ่งในร้อยสัตว์รุกรานต่างถิ่นที่น่ากลัวที่สุดของโลก

สำหรับรายงานการพบในประเทศไทยนั้น เริ่มจากคุณมงคล อันทะชัย ได้แปะภาพหนอนตัวแบนนิวกินีกำลังกินหอยทากในบริเวณบ้านแถบอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ในกลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (siamensis.org) เพื่อสอบถามว่าเป็นสัตว์ชนิดใด ซึ่งอาจารย์ยิ่งยศ ลาภวงศ์ ได้ระบุชนิดว่าเป็นหนอนตัวแบนนิวกินี ต่อมาทางกลุ่มสยามเอ็นสิส โดยดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์และนายจิรวัฒน์ ผลเพิ่มพูล ได้ตามไปเก็บตัวอย่างที่บ้านคุณมงคลเพื่อยืนยัน จนมั่นใจว่าเป็นชนิดดังกล่าวจริงๆ

หนอนตัวแบนนิวกินีนี้นอกจากจะเป็นภัยต่อหอยทากท้องถิ่นของประเทศไทย ซึ่งหลายชนิดมีการกระจายพันธุ์ที่แคบและมีความสวยงามมากนั้น ยังเป็นพาหะแพร่เชื้อพญาธิปอดหนู/พญาธิหอยโข่ง ซึ่งติดต่อสู่คนได้ โดยพยาธิดังกล่าวนี้มีหนูเป็นพาหะหลักจึงไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรในร่างกายมนุษย์ได้ แต่ตัวอ่อนจะไปอาศัยอยู่ในระบบประสาทส่วนกลางของผู้ติดเชื้อและตายลง ทำให้เกิดการอักเสบในเยื่อหุ้มสมอง โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อพยาธิจะมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง เป็นไข้ อาเจียนพุ่ง คอแข็ง ตาพร่ามัว ท้องเสีย และปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น

แต่ถ้ามีการติดเชื้ออย่างรุนแรงสามารถนำไปสู่อาการเรื้อรังของโรคจนอาจทำให้เสียชีวิตได้ ทั้งนี้พยาธิดังกล่าวในประเทศไทยก็มีสัตว์หลายชนิดที่เป็นพาหะอยู่แล้วเช่น หอยทากยักษ์แอฟริกาและหอยในกลุ่มหอยโข่ง/ขม ซึ่งพยาธิชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายคนผ่านทางการกิน จึงควรหลีกเลี่ยงการกินหอยที่ไม่สุก รวมไปถึงล้างทำความสะอาดผักในบริเวณที่มีหอยทากและหนอนตัวแบนอาศัยอยู่ให้ดีก่อนรับประทานหรือรับประทานเฉพาะผักที่สุกแล้วเท่านั้นและหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ไม่ได้ผ่านการต้มหรือกรองมาก่อนโดยเฉพาะในแห

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยปีละกว่า 1.8 แสนล้านบาท แต่เป็นยอดจากการส่งออกเพียง 1 พันล้านบาทเท่านั้น ซึ่งตนมองว่าน่าจะทำรายได้มากกว่านี้ จึงมีแนวคิดในการเปิดตลาดสมุนไพร หรือเอาท์เลทกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวซื้อผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร เป็นของฝากจากเมืองไทย โดยเริ่มต้นจากการทดลองเปิดตลาดสมุนไพรที่ศูนย์การค้าเซียร์รังสิต ระหว่างวันที่ 15-25 ธันวาคม ที่ชั้น 3 ลักษณะคล้ายเวลาไปเที่ยวเมืองจีน เกาหลีแล้วพานักท่องเที่ยวไปช้อปปิงสมุนไพรโสม บัวหิมะ เป็นต้น

“หากได้รับการตอบรับที่ดีก็เตรียมใช้เซียร์รังสิตเปิดตลาด handjobtw.org เพราะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวแวะพักหลังเดินทางกลับจากการท่องเที่ยวต่างจังหวัด เนื่องจากอยู่ใกล้กับสนามบินดอนเมือง ส่งเสริมให้ซื้อผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเป็นของฝากจากเมืองไทย โดยมุ่ง 4 ผลิตภัณฑ์ เรียกว่าเป็น 4 โปรดักส์ แชมป์เปี้ยน คือ กระชายดำ ไพล ขมิ้นชัน และบัวบก ซึ่งเป็นที่นิยมมากอยู่แล้วเพราะมีสารสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระ” นพ.เกียรติภูมิ กล่าวและว่า นอกจากนี้ ภายในปี 2561 ก็เตรียมพัฒนารพ.การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน ยศเส ให้เป็นเมดิคัล เฮิร์บ ทัวริซึม ลักษณะคล้ายกับวัดโพธิ์ เป็นต้นล่งที่มีหอยและหนอนตัวแบนนิวกินีอาศัยอยู่

ทั้งนี้การกำจัดหนอนตัวแบนนิวกินีนั้นสามารถทำได้สองวิธีคือใช้น้ำร้อนลวกหรือหยอดด้วยเกลือป่น ห้ามใช้การสับหรือหั่นเพราะแต่ละชิ้นจะเติบโตเป็นตัวใหม่ได้และจะกลายเป็นยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นไปอีก อยากขอร้องให้ทุกคนที่พบเห็นช่วยกันกำจัดหนอนตัวแบนเพื่อช่วยชีวิตหอยทากท้องถิ่นของประเทศไทย ถ้าหากใครพบหนอนตัวแบนนิวกินี ขอให้รายงานมาที่กลุ่มสยามเอ็นสิส ผ่านทาง FB กลุ่มที่ siamensis.org หรือผ่านทางกลุ่มไลน์งูเข้าบ้านที่ @sde5284v โดยขอให้ถ่ายภาพและระบุสถานที่พบเพื่อเป็นข้อมูลในการจัดการต่อไป

วันที่ 8 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงสภาพอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดลงต่อเนื่อง บรรดาพ่อค้า แม่ค้าหลายราย ในต.หัวถนน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ นำหนังวัว หนังควายเส้น หรือหนังวัว หนังควายเค็ม มามัดเป็นกำวางขายตามริมถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 24 สายโชคชัย-เดชอุดม ช่วง บ.โคกน้ำทรัพย์ ต.หัวถนน อ.นางรอง มีเพิงร้านค้ามากกว่า 20 ร้าน เนื่องจากชาวอีสานส่วนใหญ่ในช่วงฤดูหนาวขณะก่อไฟผิงจะนิยมนำหนังวัว หนังควายเส้นตากแห้งมาเผาไฟ แล้วทุบกินกับข้าวเหนียว โดยชาวอีสานเชื่อว่าการเคี้ยวหนังเค็มจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายอบอุ่น เนื่องจากหนังเค็มจะเคี้ยวยาก

โดยแต่ละวันจะมีพ่อค้า แม่ค้า นำหนังวัว หนังควายเค็ม มาวางขายเกือบ 10 ราย ซึ่งหนังวัว หนังควายเค็ม จะขายในราคามัดละ 20 บาท หากซื้อ 3 มัด ขายในราคา 50 บาท และซื้อ 7 มัด ขายในราคา 100 บาท ทำให้ได้รับความสนใจจากประชาชน และผู้ที่ขับรถสัญจรผ่านไปมาต่างแวะมาอุดหนุน

นางเตือนใจ ทรั้ง อายุ 50 ปี แม่ค้าขายหนังวัว หนังควายเค็ม บ้านโคกน้ำทรัพย์ ต.หัวถนน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ในช่วงที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น ไปรับหนังวัว หนังควายเค็ม จาก อ.พล จ.ขอนแก่น มาวางขายริมถนน เนื่องจากหนังวัว หนังควายเค็ม เป็นเมนูเด็ดสำหรับชาวอีสาน ที่ชอบนำไปเผารับประทาน ในช่วงก่อไฟผิงคลายหนาว ทำให้มีทั้งประชาชน และนักท่องเที่ยวที่ขับรถสัญจรผ่านไปมาแวะซื้อไม่ขาดสาย ทำให้ช่วงนี้มีรายได้วันละ 2-3 พันบาท

ส่วนวิธีการรับประทานก็จะนำไปเผาไฟให้ไหม้พอประมาณ ก่อนนำมาทุบเอาคราบไหม้ออก ก็สามารถนำไปรับประทานได้ และยังสามารถนำไปปรุงแต่งเป็นเมนูอาหารได้หลายชนิด อาทิ ยำหนังเค็ม ต้มซุปหนังเค็ม หรือนำไปแกง แล้วแต่ความชอบ

สำหรับหนังเค็มที่นำมาขาย จะมีจุดเด่นคือ มีรสชาติอร่อย นุ่มไม่แข็ง สามารถเผาไฟแรงได้ไม่ไหม้ และสามารถนำไปเผากับเตาแก๊สได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไหม้ เพราะจะมีการผลิตเส้นขนาดใหญ่ เผื่อลูกค้าที่ไม่ถนัดในการเผา ที่สำคัญยังมีความสะอาดปลอดภัย ไร้สารเจือปน เพราะส่วนผสมในการผลิตมีเพียงเกลือ และรำอ่อนเท่านั้น

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการเตรียมปรับเปลี่ยนวิธีจ้างแรงงานประมงเป็นแบบเงินเดือนขั้นต่ำ 12,000 บาท และจ่ายผ่านทางธนาคาร เพื่อดึงดูดให้คนไทยหันกลับมาทำงานประมง ว่า งานภาคประมงเป็นงานที่ลำบากกว่างานบนบก ดังนั้น เมื่อค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างบนบก คนจึงไม่นิยมทำกัน ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทยเท่านั้น แม้แต่คนต่างด้าวก็จะเลือกไปทำงานบนบก เพราะงานสบายกว่า ค่าจ้างสูงกว่า จึงเป็นที่มาของการจ้างงานแบบเงินเดือนขั้นต่ำ 12,000 บาท ซึ่งหากเฉลี่ย 30 วันก็ตกวันละ 400 บาท ซึ่งสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำคือวันละ 300 บาท จึงถือว่าเป็นอัตราค่าจ้างที่สูง จึงน่าจะสามารถดึงดูดให้คนหันมาสนใจแรงงานภาคประมงได้มากขึ้น ที่สำคัญคือจ่ายแบบเงินเดือนผ่านทางธนาคาร เพราะลูกจ้างกลับขึ้นบกก็สามารถกดเอทีเอ็มเพื่อรับเงินได้เลย

“สมัยอดีตคนอีสานเข้ามาทำงานภาคประมงกันมาก เนื่องจากค่าจ้างสูงกว่าการทำงานบนบก เช่น ลงเรือ ค่าจ้างอยู่ประมาณ 300 บาท ส่วนบนบกประมาณ 150 บาท แต่งานบนบกมีการพัฒนามากขึ้น เป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น ค่าแรงก็เพิ่มขึ้น จนมาทัดเทียมกันกับแรงงานภาคประมง ดังนั้น เป็นเรื่องปกติที่คนจะเลือกทำงานที่สบายกว่าและค่าตอบแทนพอๆ กัน ขณะที่การจ้างงานประมงไม่มีการเพิ่มเลย จึงต้องมีการพัฒนาการจ้างงานประมงให้สูงกว่าการทำงานบนบก จึงจะดึงดูดคนมาทำงานได้” นายอนุรักษ์ กล่าวและว่า แนวคิดนี้ก็ริเริ่มมาจากนายกสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างงานใหม่ และมีการเจรจากับทางกรพม่าในการส่งแรงงานมาทำงานภาคประมงแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งกลางเดือน พ.ย.นี้ อธิบดีกรมแรงงานพม่า ก็จะเข้ามาหารือกับตนด้วย