“กุ้ง-ไก่” ผวาถูกเบียดด้วยในที่สุดความน่ากลัวของคู่แข่งอย่าง

“เวียดนาม” ก็ฉายภาพชัดเจน วันนี้หลายสินค้าเกษตร ทั้งมัน กุ้ง ไก่เริ่มเบียดไทยแล้วนางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานการค้าระหว่างประเทศนครโฮจิมินห์ ระบุว่า การส่งออกของเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2560 มีมูลค่า 115,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นยอดส่งออกจากบริษัทผู้ผลิตเวียดนาม 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.6% และเป็นการส่งออกโดยบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามถึง 83,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.3%

โดยตลาดส่งออกสำคัญที่สุด ได้แก่ สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.9% สหภาพยุโรป (อียู) เพิ่มขึ้น 12.8% จีน เพิ่มขึ้น 42.6% อาเซียน เพิ่มขึ้น 27.1% ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 20.6% และเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 26.4%
ขณะที่การนำเข้าเวียดนามมีมูลค่า 118,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการนำเข้าโดยบริษัทของเวียดนาม มูลค่า 46,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.4% และบริษัทต่างชาติในเวียดนาม 71,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.1% แหล่งนำเข้าหลัก คือ จีน เพิ่มขึ้น 15.8% เกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 50.8% อาเซียน เพิ่มขึ้น 19.7% ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 11.6% สหภาพยุโรป เพิ่มขึ้น 14.8% และสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.7%

ทั้งนี้ ปัจจุบันเวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทย มีมูลค่าการค้า 6,196.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวขึ้น 25.7% โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง เพิ่มขึ้น 334.1% รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลดลง 2.88% เม็ดพลาสติก เพิ่มขึ้น 16.82% เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ลดลง 9.40% และน้ำมันสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 59.12%
ผู้เลี้ยงกุ้งวางแผนรับมือ

นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้เวียดนามเลี้ยงกุ้งทะเลไม่น่าเกิน 2 แสนตัน หากมีการส่งออกมากกว่าการผลิตแสดงว่ามีการนำเข้ากุ้งจากประเทศต่างๆ ไปแปรรูปส่งออกไปตลาดอียู สหรัฐ ที่เวียดนามได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) รวมทั้งได้สิทธิพิเศษภาษีต่ำจากประเทศที่มีเขตแดนติดกับจีน แต่ขณะนี้เริ่มมีปัญหา เพราะจีนสงสัยเวียดนามนำเข้ากุ้งจากประเทศอื่นมาแปรรูปส่งเข้าจีน ทำให้ได้เปรียบไทย และเวียดนามประกาศตัวเป็นเทรดเดอร์ และตั้งเป้าส่งออกกุ้งแปรรูปในปี 2568-2570 ถึง 1 ล้านตันต่อปี โดยจะเพิ่มพื้นที่การเลี้ยงกุ้งแทนปลูกข้าวที่ได้ราคาต่ำด้วย ดังนั้น ไทยต้องเตรียมตั้งรับให้ดี

แหล่งข่าวจากวงการกุ้งเปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีการส่งออกกุ้งไทยไปยังเวียดนาม เพื่อแปรรูปส่งออก จำนวนมาก เพราะหลังจากเกิดปัญหาโรคอีเอ็มเอส ผู้เลี้ยงเวียดนามยังไม่ฟื้นตัวได้เร็วเหมือนผู้เลี้ยงไทย

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารเวียดนามเป็นประเทศที่น่ากลัวมาก เพราะเติบโตมาทีหลังไทย แต่วันนี้เท่ากับไทยแล้ว โดยเวียดนามนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศปีละ 5 ล้านตัน เพราะยังปลูกไม่ได้ ตอนนี้เร่งปลูกและใช้ข้าวโพดตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ขณะนี้โรงงานไก่เวียดนามได้รับใบอนุญาตจากญี่ปุ่นแล้ว และค่าจ้างแรงงานเวียดนามเพียง 1 ใน 3 ของไทย นี่คือสิ่งที่คุกคามธุรกิจ!

พื้นที่ตำบลบางบาล อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่หนึ่งที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทุกครั้งที่มีการปล่อยน้ำจากพื้นที่เหนือน้ำลงมา ชาวบ้านบางบาลต้องเตรียมตัวขนของหนีน้ำ และจำทนสภาพใช้ชีวิตกลางน้ำ เปียกแฉะไปจนกว่าระดับน้ำจะลดลงและเข้าสู่ภาวะปกติ

โดยเฉพาะปีนี้ 2560 “ชูเกียรติ บุญมี” นายกเทศมนตรีตำบลบางบาลบอกว่า พื้นที่รับผิดชอบถูกน้ำท่วมมาแล้วถึง 4 ครั้ง ครั้งล่าสุด หลังเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ปล่อยน้ำลงท้ายเขื่อนเกือบ 1,500 ลบ.ม./วินาที ทำให้น้ำท่วมชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางบาล และคลองบางหลวง ในเขตรับผิดชอบ 6 ตำบล คือ ตำบลบ้านกุ่ม บางบาล ไทรน้อย บางชะนี บางหัก และบางหลวงโดด ระดับความสูง 50 เซนติเมตร ถนนในชุมชนถูกน้ำท่วม ชาวบ้านต้องใช้เรือพายในการสัญจร

“พื้นที่รับผิดชอบเกิดน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี เพราะชุมชนตั้งติดแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทุกครั้งที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำจะเกิดน้ำท่วมสองฝั่งแม่น้ำทุกครั้ง โดยเฉพาะปีนี้ตั้งแต่ช่วงฤดูฝน จากเดือนมิถุนายนถึงปัจจุบันเกิดน้ำท่วมและแห้งสลับกันไป รอบนี้เป็นครั้งที่ 4 เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย เพราะใต้ถุนบ้านไม่แห้งสักที เป็นขี้โคลน เปียกแฉะตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ลำบากในการเดินทาง อีกทั้งสวนเกษตรริมน้ำถูกน้ำท่วมจมน้ำตายเสียหายอย่างหนัก

ล่าสุด ชาวบ้านต้องลงมตินำเงินอุดหนุนมาให้ชุมชนทำโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ จากการส่งเสริมการปลูกพืชเกษตรเป็นการแปรรูปสินค้าเกษตรแทน เพราะมองว่าหากนำเงินทั้งหมดไปทำแปลงเกษตรจะเกิดความเสียหายแน่นอนจากน้ำท่วมเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ชุมชนตำบลบ้านกุ่มจึงนำเงินไปลงทุนทำขนมกาละแมโบราณ ตั้งชื่อ “กาละแมนายขนมต้ม” เพราะตำบลบ้านกุ่มเป็นถิ่นกำเนิดนายขนมต้ม บิดามวยไทย มีส่วนประกอบ 3 อย่าง คือ ข้าวเหนียวดำ, น้ำตาลโตนด และมะพร้าว ซึ่งส่วนผสม 2 ส่วนแรกซื้อจากพื้นที่อื่น แต่มะพร้าวซื้อจากคนชุมชน และใช้แรงงานจากเกษตรกรในพื้นที่ 50 ครัวเรือน นำมาแปรรูปขายเป็นของฝาก”

หลังชุมชนริมน้ำเจ้าพระยาร่วมกันกวน “กาละแมนายขนมต้ม” ส่งขาย ปัจจุบันสินค้าเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น มียอดขายดีขึ้น เทศบาลจึงมีแนวโน้มต่อยอดส่งเสริมเพิ่มจำนวนสินค้า รวมทั้งเตรียมส่งเสริมชาวบ้านในเขตรับผิดชอบ 6 ตำบล คือ ตำบลบ้านกุ่ม บางบาล ไทยน้อย บางชะนี บางหัก และบางหลวงโดด ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากหันมาปลูกมะพร้าวเพื่อขายผลผลิตมะพร้าวให้กลุ่มทำขนม เนื่องจากมะพร้าวต้นโตแล้วถือเป็นพืชทนน้ำ คือ น้ำท่วมจะไม่ตาย นายกเล็กตำบลบางบาลกล่าว

แจงความก้าวหน้าโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ คณะกรรมการฯ อำเภอ ไฟเขียวแล้ว 24,168 โครงการ ชุมชนเบิกจ่ายแล้ว 18,925 ล้านบาท คิดเป็น 95% ของวงเงินที่ได้รับการอนุมัติ ระบุ ทุกกิจกรรมคืบหน้าแล้วกว่า75% ภาพรวมเกษตรกรพอใจในระดับมาก-มากที่สุดช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชน

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินงาน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” วงเงินงบประมาณ 22,752.50 ล้านบาท ในพื้นที่ 9,101 ชุมชนทั่วประเทศ (ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท)

หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลัก มีเกษตรตำบลและเกษตรอำเภอร่วมกับชุมชนเพื่อให้งบประมาณได้ลงไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง ถูกต้อง และเป็นธรรมที่สุด ซึ่งตั้งแต่เริ่มดำเนินงานโครงการถึงปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมากโดยผลการดำเนินงาน(ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2560) ชุมชนทั้ง 9,101 ชุมชน ได้เสนอโครงการจำนวน 24,760 โครงการ วงเงิน 20,054.62 ล้านบาท

ทางคณะกรรมการฯ ระดับอำเภอ พิจารณาและอนุมัติโครงการแล้ว จำนวน 24,168 โครงการ คิดเป็นวงเงิน 19,867.20 ล้านบาท หรือร้อยละ 99.07 จากวงเงินที่ชุมชนเสนอซึ่งกองจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ (CBO) สำนักงบประมาณ 18 แห่ง ให้ความเห็นชอบแล้วทุกโครงการและโอนเงินงบประมาณลงถึงชุมชนแล้วทุกโครงการ

ชุมชนได้เบิกจ่ายงบประมาณแล้ว จำนวน 18,924.98 ล้านบาทหรือร้อยละ 95.26 ของวงเงินที่ได้รับการอนุมัติ แบ่งเป็นค่าวัสดุและอุปกรณ์ 9,793.93 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.16 ของงบประมาณค่าวัสดุและอุปกรณ์ทั้งหมด (9,877.24 ล้านบาท) และค่าจ้างแรงงาน 9,131.05 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 91.40 ของงบประมาณค่าจ้างแรงงานทั้งหมด (9,989.96 ล้านบาท) เฉลี่ยค่าจ้างที่ได้รับ 2,650 บาท/คน

ชุมชนต่างๆ ได้ดำเนินกิจกรรมแล้วเสร็จมากกว่าร้อยละ 75 ของแผนและคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนที่กำหนดไว้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2560 ซึ่งโครงการ มีกิจกรรมหลักที่ชุมชนได้เสนอตามความต้องการในหลายประเภท จำแนกเป็นด้านต่างๆ ตามสัดส่วน คือ

1) ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ร้อยละ 35.19 จำนวน 8,505 โครงการ งบประมาณ 10,572.39 ล้านบาท เช่น การทำปุ๋ยหมัก จากมูลสัตว์ วัชพืช หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การทำน้ำหมักชีวภาพ (เช่น ชุมชนในอำเภอเมืองจังหวัดนครพนม , อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์) ทั้งนี้ คาดว่าชุมชนที่ทำปุ๋ยจะมีเงินจากการจำหน่ายปุ๋ยประมาณ 3-5 แสนบาท/ชุมชน

2) ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช ร้อยละ 20.87 จำนวน 5,043 โครงการ งบประมาณ 3,157.92 ล้านบาท เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่ว พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ เพาะเห็ด หรือทำเกษตรผสมผสาน

3) ด้านปศุสัตว์ ร้อยละ 14.37 จำนวน 3,474 โครงการ งบประมาณ 2,044.07 ล้านบาท กิจกรรม เช่น การไก่พื้นเมือง เพาะเนื้อ หมูหลุม และ เลี้ยงไก่ไข่ (เช่น ชุมชนเลี้ยงไก่ไข่ ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเลย ทั้งนี้ คาดว่าชุมชนที่จำหน่ายไข่ไก่ จะมีเงินจากการจำหน่ายประมาณ 6-8 แสนบาท/ชุมชน)

4) ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิต และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ร้อยละ 12 จำนวน 2,900 โครงการ งบประมาณ 1,221.43 ล้านบาท เช่น แปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารกล้อง กล้วยตาก ผลิตพริกแกง

5) ด้านประมง ร้อยละ 10.74 จำนวน 2,596 โครงการ งบประมาณ 1,387.27 ล้านบาท เช่น การเลี้ยงปลาดุก การลี้ยงปลานิล การเลี้ยงกบ ในบ่อดิน/ในกระชัง

6) ด้านฟาร์มชุมชน ร้อยละ 3.95 จำนวน 954 โครงการ งบประมาณ 1,007.15 ล้านบาท

7) ด้านการจัดการศัตรูพืช ร้อยละ 1.83 จำนวน 442 โครงการ งบประมาณ 231.51 ล้านบาท เช่น การทำเชื้อราไตรโคเดอร์มา บิวเวอเรีย และราเมตาไรเซียม (เช่น อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์)

8) ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน ร้อยละ 0.88 จำนวน 212 โครงการ งบประมาณ 225.98 ล้านบาท เช่น การปลูกปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า

9) ด้านการเกษตรอื่นๆ ร้อยละ 0.17 จำนวน 42 โครงการ งบประมาณ 16.40 ล้านบาท เช่น การทำตลาดสินค้าเกษตรชุมชน การเลี้ยงโค

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ประมาณ 17,000 ล้านบาท และต่อยอดในกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป ซึ่งขณะนี้ มีกองทุนที่เกิดขึ้นอย่างน้อยใน8,828ชุมชน (ร้อยละ 97 ที่จะบริหารโครงการให้เกิดรายได้หมุนเวียน)จากโครงการนี้แล้ว

สศก. ได้ติดตามความก้าวหน้าในพื้นที่ระหว่างดำเนินงานในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาของชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ พบว่า เกษตรกร ร้อยละ 98.76 รับทราบว่าชุมชนได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินโครงการ ซึ่งเกษตรกรร้อยละ 90.07 ได้มีส่วนร่วมในเวทีชุมชนเพื่อจัดทำโครงการด้วย

ด้านโครงการของชุมชน ร้อยละ 61.11 เป็นโครงการที่เกิดขึ้นใหม่ ร้อยละ 35.32 เป็นโครงการที่ต่อยอดจากกิจกรรมที่ชุมชนทำอยู่ประจำ และร้อยละ 3.57 เป็นโครงการปรับปรุงฟื้นฟูโครงการที่ชุมชนได้เคยทำในอดีต ส่วนแรงงานของโครงการ ร้อยละ 98.05 เป็นแรงงานภายในชุมชนทั้งหมด ร้อยละ 1.95 มีการใช้แรงงานจากชุมชนข้างเคียง โดยมีอายุเฉลี่ยของแรงงานอยู่ที่ 51 ปี

แหล่งที่มาของวัสดุและอุปกรณ์ ร้อยละ 45.27 จัดหาจากภายในชุมชนเป็นหลัก ร้อยละ 36.32 จัดหาจากนอกชุมชนแต่ยังอยู่ภายในจังหวัด และร้อยละ 18.41 จัดหาจากนอกจังหวัด เช่น เครื่องมือหรือวัสดุอุปกรณ์เฉพาะ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่ไม่มีแหล่งจำหน่ายภายในจังหวัด ทั้งนี้ โครงการของชุมชนจะเน้นการจ้างแรงงานเกษตรกรที่มีรายได้น้อย เน้นการใช้จ่ายวัสดุจากในชุมชนเป็นหลัก เน้นให้มีกิจกรรมที่เกิดผลประโยชน์ต่อเนื่องต่อชุมชน และให้เกษตรกรได้ตื่นตัวที่จะพัฒนาการเกษตรของชุมชน

ภาพรวมเกษตรกร ร้อยละ 96.12 พึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดต่อโครงการในภาพรวม ส่วนที่เหลือร้อยละ 3.88 พึงพอใจปานกลางและน้อย อย่างไรก็ตามเกษตรกรมีความเห็นว่า ช่วงเวลาในการให้ชุมชนเสนอโครงการนั้นสั้นเกินไป จึงทำให้ยังขาดรายละเอียดหรือความครบถ้วนของโครงการ และช่วงเวลาปฏิบัติงานโครงการอยู่ในฤดูฝนกระทบการทำกิจกรรมบางอย่างไม่สามารถทำได้ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สศก. มีแผนที่จะลงพื้นที่อีกครั้ง ช่วงระหว่างวันที่ 11 – 25 กันยายน 2560 เพื่อประเมินผลด้านบริหารจัดการโครงการของชุมชน ผลลัพธ์ และผลประโยชน์ที่ชุมชนต่างๆ จะได้รับต่อเนื่อง รวมทั้งประเด็นด้านความยั่งยืนของโครงการ และจะรายงานผลให้ทราบในระยะต่อไป

กระทรวงเกษตรฯ แจงผลเบิกจ่ายงบประมาณ ณ 18 สิงหาคม 60 เบิกจ่ายแล้ว ร้อยละ 78.16 แจงจัดสรรงบสร้างผลงานปฏิรูป​ภาค​การ​เกษตรให้เป็นรูปธรรม พัฒนาและสร้างความเข้มแข็งเกษตรกร ย้ำความสำเร็จ ยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการเบิกจ่ายงบประมาณ ปี 2560 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้รับจัดสรรงบประมาณ 90,050.07 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2560) เบิกจ่ายแล้ว 70,386.45 ล้านบาท (ร้อยละ 78.16 ของงบประมาณที่ได้รับ) หากพิจารณาผลการเบิกจ่ายงบประมาณ เมื่อแยกตามประเภทหมวดรายจ่ายงบประมาณ พบว่า

รายจ่ายลงทุน กระทรวงเกษตรฯ ได้รับจัดสรรงบประมาณ จำนวน 46,032.31 ล้านบาท เบิกจ่ายได้ 33,428.04 ล้านบาท (ร้อยละ 72.62) โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

ระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 0.102 ล้านไร่ เพิ่มความจุ 381.22 ล้าน ลบ.ม. และเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 60 จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 0.777 ล้านไร่ และเพิ่มความจุเก็บกักได้ 439.23 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำชุมชน 4 แห่ง ก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน 44,000 บ่อ ปรับปรุงพื้นที่และจัดทำระบบส่งน้ำในไร่นา และจัดการแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งการปฏิบัติการฝนหลวงและบริการด้านการบิน มีจำนวนพื้นที่เป้าหมายที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการฝนหลวง ทั้งสิ้น 225.31 ล้านไร่

รายจ่ายประจำในส่วนของงบสำหรับดำเนินงาน (ไม่รวมบุคลากร) poipetsix.co.uk จำนวน 18,709.28 ล้านบาท เบิกจ่ายได้ 14,832.38 ล้านบาท (ร้อยละ 79.28 ของงบดำเนินงาน) มีผลการดำเนินงานที่สำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่สำคัญ คือ

ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2560 ได้มีการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ 2,512 แปลง พื้นที่ 3.39 ล้านไร่ เกษตรกร 247,770 ราย จำนวน 73 สินค้า

ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เกษตรกรได้รับการอบรม จำนวน 44,100 ราย จัดตั้งเครือข่าย ศพก. 10,492 ศูนย์ เพื่อให้บริการเกษตรกร

โครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ปี 2560 ปรับเปลี่ยนพื้นที่ 157,701 ไร่ รวม 53 จังหวัด จาก ข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) เป็นอ้อยโรงงาน ปศุสัตว์ ประมง เกษตรผสมผสาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน หม่อนไหม

โครงการเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรได้รับรองการทำเกษตรอินทรีย์ 8,341 ราย 308,000 ไร่ มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ได้รับส่งเสริมแล้ว 59,082 ไร่ รวมเป็นพื้นที่สะสม 308,000 ไร่ โดยพื้นที่ยโสธรโมเดล ดำเนินการถ่ายทอดความรู้ให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกร 3,986 ราย สนับสนุนปัจจัยการผลิต 158 ราย ได้รับการรับรองมาตรฐาน 2,600 ราย และในพื้นที่ทั่วไปถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร 9,759 ราย สนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร 320 ราย ได้รับการรับรองมาตรฐาน 17,952 ราย

โครงการธนาคารสินค้าเกษตร จัดตั้งธนาคารสินค้าเกษตร 7 ประเภท จำนวน 228 แห่ง เกษตรกรได้รับประโยชน์ 34,657 ราย ลดต้นทุน/รายจ่าย 536.86 ล้านบาท และเพิ่มรายได้รวม 91.97 ล้านบาท

การจัดที่ดินในเขตปฏิรูปทีดินเพื่อเกษตรกรรม จัดที่ดินทำกิน 30,264 ราย 354,966 ไร่ การจัดที่ดินชุมชน 11,963 ราย 6,979 ไร่

มาตรฐานสินค้าเกษตร ตรวจรับรองฟาร์ม 107,717 แปลง/ฟาร์ม และอยู่ระหว่างตรวจรับรองอีกกว่า 100,000 แปลง/ฟาร์ม คาดว่าทั้งปีได้ไม่น้อยกว่า 250,000 แปลง/ฟาร์ม รวมปริมาณผลผลิตที่ได้มาตรฐานไม่น้อยกว่า 600,000 ตัน เพื่อขับเคลื่อนงานมาตรฐานครบวงจร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด โดย นายสมบูรณ์ จินตนาผล (ซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขายและบริการ ร่วมมอบเงินบริจาค จำนวน 300,000 บาท เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยบริจาคผ่านทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมีนางหิรัญญา สุจินัย (ขวา) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นผู้รับมอบ ผ่านทางรายการพิเศษ “ประชารัฐร่วมใจ ใต้ร่มพระบารมี”

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม นายอนันต์ ทองระอา รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาเทคโนโลยี และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยภายหลังเข้ารับถ้วยรางวัลพระราชทานประเภท Platinum Award จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 70,000 บาท และเกียรติบัตร ในพิธีปิดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 (Thailand Research Expo 2017)” ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ซึ่งปีนี้ มทส.เป็น 1 ใน 2 หน่วยงานที่ได้รับรางวัลสุดยอด Platinum Award ดังกล่าว