ก่อนหน้านี้ สอน. ได้ขอความร่วมมือโรงงานน้ำตาลรับอ้อยสด

เข้าหีบ 60% ต่อวัน ส่วนอ้อยไฟไหม้ 40% ต่อวัน รวมทั้งขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจติดตามป้องกันการเผาอ้อยส่วนมาตรการระยะยาว ขอความร่วมมือให้โรงงานน้ำตาลส่งเสริมชาวไร่คู่สัญญาจัดทำแปลงอ้อยให้เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักรอย่างครบวงจร และขอให้ส่งเสริมโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร การค้ำประกันแบบกลุ่มสำหรับชาวไร่อ้อยคู่สัญญารายเล็ก รวมถึงให้โรงงานน้ำตาลจัดทำแผนการลดไฟไหม้ในแต่ละฤดู

ทั้งนี้ จากมาตรการที่ออกมาคาดว่า ปี 2564 จะไม่มีการเผาอ้อย และจะไม่มีอ้อยไฟไหม้เข้าระบบนายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า มาตรการที่ สอน.สรุปออกมาเป็นไปตามที่ทาง 3 สมาคมได้ยื่นหนังสือเข้าไป โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือด้านสินเชื่อและดอกเบี้ยสำหรับโรงงานน้ำตาลนำไปซื้อรถตัดอ้อยนำมาให้บริการกับเกษตรกร นอกจากนี้ ยังขอให้เร่งบังคับใช้กฎหมายห้ามเผาอ้อย และการหักลดราคาอ้อยที่เผาไปเพิ่มให้กับอ้อยสดด้วย

“มาตรการเหล่านี้คงบังคับใช้ไม่ทันปีการผลิต 2561/2562 เพราะขณะนี้ตัดอ้อยและเริ่มเผา เพื่อนำอ้อยเข้าโรงงานแล้ว 80 ล้านตัน เหลือ 40 ล้านตัน จากผลผลิตที่คาดว่าจะมี 120 ล้านตัน จึงน่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ในปี 2562/2563 ส่วนเป้าหมายการลดฝุ่นจากการเผาอ้อยให้หมดไปในปี 2564 เป็นไปได้ยาก เนื่องจากการเผาอ้อยทำมานานกว่า 10 ปี อาจจะทำได้เพียงแค่ลดสัดส่วนการเผาอ้อยจากปัจจุบันเผาประมาณ 64-65% ให้ได้ลงครึ่งหนึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ส่วนจะทำให้หมดไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการระยะยาวด้านอื่นๆ ที่ออกมาบังคับใช้ร่วมกันต่อไป”

ทันทีที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเลื่อนการพิจารณาห้ามใช้สารเคมีพาราควอต ออกไปอีก 2 ปี โดยให้อยู่ในรูปของการจำกัดการใช้
ส่วนสารเคมีอีก 2 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตก็เช่นกัน ยืนตามมติเดิมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ระบุว่า ยังไม่มีการยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เพราะให้ใช้เฉพาะ 6 พืช ประกอบด้วย ยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด และไม้ผลที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น
ระหว่างนี้ให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการตาม มาตรการ 5 ข้อ อาทิ ทำโครงการศึกษาวิจัยเพื่อลดการใช้สารเคมีและหาวิธีทดแทนการใช้สารเคมี รวมทั้งศึกษาผลกระทบของสารที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิต และผู้บริโภค จัดอบรมให้ความรู้โครงการนำร่องทดสอบหลักสูตรผู้พ่นสารพาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืช เป็นต้น

โดยเฉพาะสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อย่างพาราควอต คาดว่าจะมีความชัดเจนว่าจะเลิกหรือไม่เลิก ภายใน 2 ปี หรือภายใน วันที่ 1 มกราคม 2564 แต่หากสามารถหาสารทดแทนได้ก็ยกเลิกก่อน 2 ปี

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องนี้ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าข้อเท็จจริงของการพิจารณาและโหวตความคิดเห็นของกรรมการวัตถุอันตรายเป็นเช่นไร เนื่องจากภาคประชาสังคมมองว่า เรื่องนี้ไม่ธรรมดา

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในการประชุมพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีการลงมติจากกรรมการ 26 คน จากทั้งหมด 29 คน มี 3 คน ไม่ร่วมประชุม ทำให้มีการลงคะแนนเสียงแบบปิด 26 คน

ปรากฏว่า เสียงเห็นด้วยตามมติเดิมยังไม่แบนสารเคมี จำนวน 16 ต่อ 5 คน แน่นอนว่ากรรมการสัดส่วนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มี 5 คน อีก 11 คน มาจากกระทรวงอื่นๆ ส่วนอีก 5 คน ที่คัดค้านและเห็นว่าต้องแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพราะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต่อสุขภาพของผู้คน มาจากกระทรวงสาธารณสุข และนักวิชาการ 1 ท่าน คือ รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ลงมติให้มีการคุ้มครองชีวิตของประชาชนและปกป้องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากสารพิษโดยการเสนอให้มีการแบนสารพิษดังกล่าว

สำหรับอีก 5 คน ไม่ออกเสียง

ผู้อำนวยการไบโอไทย กล่าวว่า มติครั้งนี้ไม่แตกต่างจากครั้งก่อนที่ยืน ไม่แบนสารเคมีŽ แม้ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขเคยมีการพิจารณาและเสนอว่า ต้องแบนสารเคมีพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ส่วนไกลโฟเซต ให้จำกัดการใช้ เพราะมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน แต่สุดท้ายกรรมการก็ยังไม่เห็นแก่พิษภัยที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างของกรรมการวัตถุอันตรายที่มักจะพิจารณาและลงคะแนนให้เป็นไปตามหน่วยงานที่เสนอเรื่องนี้ก็คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้น ไม่ว่าประชุมกี่ครั้งก็คงออกมาแบบนี้

“จากนี้พวกเราจะมีการเคลื่อนไหวด้วยการกดดันรัฐบาล ยิ่งรัฐบาลใกล้จะเลือกตั้ง ในนามพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยังเป็นรัฐบาลอยู่ และยังมีอำนาจ ก็ควรจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายกลับลงมติเช่นนี้ โหวตแบบไม่เปิดเผย ถือว่าไม่รับผิดชอบต่อสังคมไทย และการที่รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ก็น่าคิดว่าหากมาเป็นรัฐบาลอีกก็คงไม่ให้ความสำคัญเช่นกัน ดังนั้น เราจะเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของทุกพรรค เพราะอยู่ระหว่างการเลือกตั้ง ควรต้องออกมาแสดงนโยบายว่า จะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้Ž” นายวิฑูรย์ กล่าว

ที่ผ่านมา ก็มีบางพรรคให้ความสำคัญกับการกำจัดสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคสามัญชน ส่วนพรรคอื่นๆ ยังไม่เห็น ทางเราได้ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายต่างๆ ในการประสานพรรคการเมืองแต่ละพรรคว่า สรุปแล้วมีนโยบายจะไม่เอาสารเคมี อย่าง พาราควอต และสารเคมีอื่นๆ อย่างไร รวมถึงประเด็นเกษตรอื่นๆ ด้วย

เมื่อถามว่า หากไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทั้งพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต จะมีวิธีอื่นมาทดแทนหรือไม่

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม เป็นหน่วยงานหนึ่งในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสนับสนุนให้แบนสารเคมีพาราควอตด้วย เพราะบอกว่าการจำกัดการใช้ให้ปลอดภัยเป็นเรื่องยากมาก ปรากฏว่าก็ยังไม่สนใจคำพูดของหน่วยงานตัวเอง อย่างไรก็ตาม มีวิธีอื่นๆ ที่นำมาทดแทนสารเคมีเหล่านี้ เบื้องต้นมี 3 วิธี คือ 1.อย่างการทำไร่อ้อยเราก็จะใช้รถแทรกเตอร์ติดจอบหมุน เพื่อทำลายวัชพืชแทน ไม่จำเป็นต้องใช้พาราควอต 2.ใช้เครื่องจักรกับเครื่องมือกลผสมกับสารเคมีที่อันตรายน้อยกว่าพาราควอต 3.เป็นการปลูกพืชคลุมดิน เป็นต้น จริงๆ ในหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ก็มีการศึกษาวิจัยอยู่

“ปัญหาที่เกิดขึ้น จะแก้ไขได้ก็ต้องรัฐบาลลงมาจัดการ ทำเหมือนกรณีปัญหาสิทธิบัตรกัญชา หน่วยงานราชการไม่ทำไม่ยกเลิก สุดท้าย รัฐบาลผู้มีอำนาจก็สั่งการลงมาจัดการเรื่องนี้ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีมติแบบนี้เรื่อยๆ อย่างปี 2552 คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ประกาศให้พืชสมุนไพรที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชรวม 13 ชนิด ได้แก่ สะเดา ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 1 ขณะนั้นถูกต่อต้านมาก สุดท้ายรัฐบาลขณะนั้นก็เรียกประชุม และให้ยกเลิกในที่สุด เพราะการที่มาอ้างว่าพืชสมุนไพรเหล่านี้เมื่อนำมาใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชจำเป็นต้องควบคุม ซึ่งไม่ใช่Ž” ผู้อำนวยการไบโอไทยกล่าว

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า จากนี้คงต้องรอดูผลการหารือ ทางผู้ตรวจการแผ่นดินบอกว่า จะเรียกทั้งกระทรวงเกษตรฯ และกรรมการวัตถุอันตรายมาชี้แจงมตินี้ เพราะผลการวิจัยชี้ชัดว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่าง
พาราควอตมีอันตราย แต่เพราะเหตุใดจึงมีมติเช่นนี้ ขณะที่ทางไบโอไทย และมูลนิธิเพื่อผู้บริหาร รวมทั้งเครือข่ายต่างๆ ก็เตรียมจะฟ้องศาลปกครองกรณีมตินี้เช่นกัน และจะฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

ด้าน ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่าตนขอยืนยันมติของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ให้ยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด คือพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจากคำนึงถึงอันตรายด้านสุขภาพแม้จะไม่เกิดขึ้นฉับพลันแต่ก็สะสมในร่างกาย และข้อมูลวิชาการด้านต่างๆ เห็นตรงกันว่าควรเลิกใช้สารอันตรายทั้ง 3 ชนิดนี้ หลายประเทศทั่วโลก ประกาศห้ามใช้พาราควอตเกือบทั้งหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม มีคนถามว่าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าคนเสียชีวิตจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ศ.นพ. ธีระวัฒน์กล่าวว่า ความจริงตายจากทุกตัวรวมกันก็ยังได้ และยิ่งรุนแรงหนักขึ้นไปอีก เพราะสารเคมีพิษเหล่านี้ ออกฤทธิ์กันคนละตำแหน่งของกลไกในมนุษย์ และยิ่งเป็นการเสริมพิษซึ่งกันและกัน กลไกของมนุษย์นั้นมีทั้งเพื่อป้องกันบรรเทาพิษ และขับเคลื่อนพิษไปทำลาย นอกจากนั้น มีกลไกในการช่วยกระพือให้พิษที่ได้รับไปนั้น ออกฤทธิ์รุนแรงขึ้น สารเคมีพิษเหล่านี้เป็นปฏิปักษ์ต่อกลไกบรรเทาพิษ และส่งเสริมให้พิษแรงขึ้น สารเคมีพิษตั้งแต่พาราควอต และสารฆ่าแมลง สามารถระบุกลไกเหล่านี้ได้ ทั้งนี้ อยู่ในตำราทางการแพทย์ด้วยซ้ำตั้งแต่ปี 2012

“การได้พิษเหล่านี้เป็นเวลานานเป็นเดือนเป็นปีก็ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสะสมและเป็นกระบวนการและมีกลไกทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม พาร์กินสัน ได้หลายวิธีจากการที่ผ่านเข้าทางอาหารลงไปในลำไส้ จะกระตุ้นการสร้างโปรตีนที่สามารถเข้าสมองผ่านทางเส้นประสาทได้โดยตรงจากการซึมเข้าทางเยื่อบุ ผิวหนังอ่อน และเข้าทางการหายใจ จะสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดและจากกลไกที่ทำให้เกิดการอักเสบ จะเปิดผนังกั้นของหลอดเลือดในสมองและทะลุเข้าสมองได้โดยตรง ดังนั้น กลไกพิษที่เกิดขึ้น จะเป็นได้ตั้งแต่การทำลายโดยตรงและการทำลายโดยอ้อมและในกรณีของโรคเรื้อรัง จะเป็นการกำหนดให้สมองมีการสร้างโปรตีนบิดเกลียวที่เป็นพิษ นี่เป็นแค่ตัวอย่างของผลกระทบเท่านั้น”Ž ศ.นพ. ธีระวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงรายงานของของคณะกรรมการเกษตรไต้หวัน (Council of Agriculture: COA) ว่า มีการตรวจพบการปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (สุกร) ในผลิตภัณฑ์จากหมู ที่นำเข้ามาจากประเทศเวียดนาม เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2562

แม้ว่ายังไม่มีการรายงาน พบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรอย่างเป็นทางการ จากรัฐบาลเวียดนาม แต่ นาย Phung Duc Tien รองปลัดกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทของประเทศเวียดนาม ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ปัญหาการลักลอบนำเข้าเนื้อหมู บริเวณชายแดนระหว่างจีนและเวียดนาม ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูอย่างรุนแรง ในประเทศเวียดนาม

ดังนั้น ไทยจึงมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ภายในภูมิภาคอาเซียน และเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในหมู ปนเปื้อนมากับคนและอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากหมู ที่ไม่ผ่านการปรุงสุกเพื่อการบริโภค จึงได้แจ้งเตือนให้จังหวัดตามแนวชายแดน ที่มีความเสี่ยงสูงประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู

อีกทั้งได้มีการประชุมศูนย์ปฏิบัติการ เฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู (war room) ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉินกรณีเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู

สำหรับความก้าวหน้าของการยกระดับ มาตรการหรือแนวทางการปฏิบัติในการป้องกันควบคุมโรค ให้เป็นวาระแห่งชาติ ได้รับความเห็นชอบจาก นายกฤษฎา บุญราช รมว. เกษตรและสหกรณ์ แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

นายสรวิศ กล่าวว่า ปัจจุบันจากรายงานขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) พบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เกิดการระบาดใน 16 ประเทศ แบ่งเป็นทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ ทวีปยุโรป 10 ประเทศ และทวีปเอเชีย 2 ประเทศ คือประเทศจีนและมองโกเลีย (ยังไม่นับรวมเวียดนาม)
สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีการระบาดของโรคดังกล่าวนี้ พร้อมทั้งได้ขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพและสมาคมต่างๆ รวมทั้งพี่น้องเกษตรกร ที่ได้มีส่วนร่วมและร่วมแรงร่วมใจกัน ในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูอย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพทำให้ประเทศไทยไม่มีการระบาดของโรคดังกล่าวในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ใคร่ขอความร่วมมือในกรณีผู้ที่เดินทางไปศึกษาดูงานหรือไปทำงานในฟาร์มหมูในประเทศ ที่เกิดการระบาดและมีความเสี่ยงสูงที่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู เมื่อเดินทางกลับ ขอให้งดเข้าฟาร์มเลี้ยงสุกรไม่น้อยกว่า 5 วัน พร้อมทั้งให้ปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด และผู้ประกอบการร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม โรงอาหาร สถานประกอบเลี้ยง ให้งดจำหน่าย จ่าย แจกเศษอาหารเหลือจากการรับประทาน ให้ผู้ที่นำไปเลี้ยงหมู เพื่อป้องกันการระบาดของโรคดังกล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ขอย้ำว่า ขอให้เกษตรกรอย่าได้ตระหนก และขอให้มั่นใจในการดำเนินงานที่เข้มงวดของปศุสัตว์ ในการป้องกันโรคไม่ให้เข้ามาสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรของประเทศไทย รวมทั้งขอย้ำให้เกษตรกร ยกระดับการเลี้ยงหมูให้มีระบบการป้องกันโรคเข้าสู่ฟาร์มตามมาตรฐาน GAP

หากเป็นรายย่อยให้ใช้มาตรฐานการป้องกัน และการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจสอบแหล่งที่มาของสุกรก่อนเข้าฟาร์ม และงดเว้นการนำอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก ที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส อย่างน้อย 30 นาที มาเลี้ยงสุกร

นอกจากนี้ ให้สังเกตอาการหมูอย่างใกล้ชิด หากพบแสดงอาการป่วย เช่น มีไข้สูง เบื่ออาหาร ผิวหนังเป็นปื้นแดง และต่อมาเป็นสีเขียวคล้ำ พบภาวะแท้งในแม่หมู และมีจำนวนหมูตายผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือ call center 063-225-6888 หรือที่แอปพลิเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

มาตรา 20 เพื่อประโยชน์ในการจัดทำฐานข้อมูลข้าวเปลือกของประเทศ รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าระวังการซื้อขายข้าวเปลือกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้รับซื้อข้าวเปลือกออกใบรับซื้อข้าวเปลือกทุกครั้ง เพื่อเป็นหลักฐานในการรับซื้อข้าวเปลือกและให้ส่งสำเนาใบรับซื้อข้าวเปลือกให้กรมการข้าว โดยให้มุ่งเน้นการใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
รายละเอียดใบรับซื้อข้าวเปลือก และการส่งสำเนาใบรับซื้อข้าวเปลือกตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมการข้าวประกาศกำหนดโดยความเห็นของคณะกรรมการ โดยจะกำหนดให้แตกต่างกันตามประเภทของผู้รับซื้อหรือลักษณะของการรับซื้อก็ได้

หมวด 5
การกำกับดูแลการผลิตข้าว

มาตรา 21 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดให้มีการทำเขตศักยภาพการผลิตข้าวของประเทศโดยมีเขตครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ และประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป
เขตศักยภาพการผลิตข้าวของประเทศตามวรรคหนึ่ง ให้จัดทำโดยการวิเคราะห์พื้นที่การผลิตข้าวทั่วประเทศ ทั้งพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกข้าวและพื้นที่ที่ไม่มีความเหมาะสม ทั้งด้านกายภาพและด้านการตลาด เพื่อประโยชน์ในการกำหนดให้มีการผลิตข้าวตามกลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดทางเศรษฐกิจ ภูมิสังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ โดยให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนด

มาตรา 22-27 ตัดออก

มาตรา 27/1 เพื่อประโยชน์ในการให้มีพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเหมาะสมแก่การแพร่พันธุ์ข้าวเพื่อนำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่าย ให้กรมการข้าวมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าว

พันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเหมาะสมแก่การนำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย ให้กรมการข้าวประกาศให้เป็นพันธุ์ข้าวรับรองโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป รวมทั้งเผยแพร่พันธุ์ข้าวดังกล่าวต่อประชาชน

ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้คุณภาพ อันจะสร้างความเสียหายต่อชาวนาหรือเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง ให้อธิบดีกรมการข้าวโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศว่าพันธุ์ข้าวใดเป็นพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้คุณภาพ และเมื่อได้มีการประกาศแล้วให้สั่งให้ระงับการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจากพันธุ์ข้าวดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด และให้ถือว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นมีความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงาน

เจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
การตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าว การประกาศและการเผยแพร่พันธุ์ข้าว รวมทั้งการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมการข้าวประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

มาตรา 27/2 เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ชาวนาใช้พันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพในการเพาะปลูก ให้ชาวนาซึ่งปลูกข้าวโดยใช้พันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์ ซึ่งได้เพาะปลูกในเขตศักยภาพการผลิตข้าวที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศ หรือเพาะปลูกในพื้นที่ของตนเองหรือพื้นที่ที่ตนเองมีสิทธิตามกฎหมายได้รับความช่วยเหลือ ส่งเสริม หรือสนับสนุนตามมาตรการที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

มาตรา 27/3 ในการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าวจะมอบหมายให้ผู้ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวและจัดทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอต่ออธิบดีกรมการข้าวก็ได้
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจสอบและจัดทำรายงาน ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมการข้าวประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

มาตรา 27/4 เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าว การตรวจสอบ กำกับ ควบคุม และรับรองพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมทั้งบทกำหนดโทษ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช แต่อำนาจในการอนุญาต การสั่งการ และการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวกับพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมทั้งการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหน้าที่และอำนาจของกรมวิชาการเกษตรหรืออธิบดีกรมวิชาการเกษตร ตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชนั้น ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของกรมการข้าวหรืออธิบดีกรมการข้าว แล้วแต่กรณี ตามพระราชบัญญัตินี้

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บรรดากฎกระทรวง ประกาศ รวมทั้งหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไปจนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวง ประกาศ หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ประกอบกับกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช

มาตรา 27/5 ในกรณีที่ปรากฏว่ากฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชในส่วนที่เกี่ยวกับการตรวจสอบกำกับและการควบคุมการผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้บังคับ ไม่สอดคล้องกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางในการปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป

มาตรา 28/1 ในกรณีที่มีการยึดข้าวเปลือกที่นำเข้ามาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าตามกฎหมายใด ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) ถ้าไม่ปรากฏเจ้าของหรือผู้ครอบครอง หรือพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือศาลโดยคำพิพากษาถึงที่สุดไม่พิพากษาให้ริบ และผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองมิได้ร้องขอรับคืนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ยึด หรือวันที่ทราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือวันที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดไม่พิพากษาให้ริบ แล้วแต่กรณี ให้ข้าวเปลือกที่ยึดไว้ดังกล่าวตกเป็นของกรมการข้าวเพื่อจัดการตามที่เห็นสมควร
(2) ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาล และศาลได้พิจารณาแล้วมีคำพิพากษาให้ริบ ให้ข้าวเปลือกที่ริบนั้นตกเป็นของกรมการข้าวเพื่อจัดการตามที่เห็นสมควร
ในกรณีจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อระบบผลิตข้าว ตลาดข้าวภายในประเทศ หรือเศรษฐกิจของประเทศ ให้กรมการข้าวดำเนินการทำลายข้าวเปลือกที่ตกเป็นของกรมการข้าวตาม (1) หรือ (2) ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทำลาย ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นให้แก่ทางราชการ

หมวด 6
บทกำหนดโทษ

มาตรา 29-31 ตัดออก

มาตรา 32 มีแก้ไข
มาตรา 32 ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือไม่ให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสาร หรือวัตถุใดๆ ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือเรียกตามมาตรา 16 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 33 มีแก้ไข
มาตรา 33 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

มาตรา 33/1 ผู้ใดออกใบรับซื้อข้าวเปลือกอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 33/2 ผู้ตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวผู้ใดจัดทำรายงานผลการตรวจสอบอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 33/3 ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้มีการตรวจสอบหรือรายงานผลการตรวจสอบโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง

มาตรา 33/4 ผู้ใดจัดทำรายงานผลการตรวจสอบขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดในรายงานดังกล่าวอันเป็นเท็จ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นรายงานที่แท้จริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 33/5 ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจาการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการหรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการหรือไม่มีการกระทำจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย

มาตรา 33/6 ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวประกอบด้วย กรรมการตามมาตรา 6 (1) (1/1) และ (2) และให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกรรมการและเลขานุการและปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม โดยอธิบดีกรมการข้าวเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการและอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการร่วม และให้คณะกรรมการดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการตามมาตรา 6 (3) และ (4) ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
การได้มาซึ่งกรรมการตามมาตรา 6 (3) และ (4) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องกำหนดและประกาศภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา 34 ในวาระเริ่มแรก ให้กรมการข้าวเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการตามมาตรา 21 วรรคสอง และเสนอต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อให้มีการจัดทำเขตศักยภาพการผลิตข้าวของประเทศ ซึ่งต้องจัดทำให้แล้วเสร็จภายในสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป
ในกรณีที่จัดทำเขตศักยภาพการผลิตข้าวในพื้นที่ใดแล้วเสร็จก่อนกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทยอยประกาศเขตศักยภาพการผลิตข้าวนั้น ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
ในกรณีที่ไม่อาจจัดทำเขตศักยภาพการผลิตข้าวตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จทั่วประเทศได้ภายในเวลาที่กำหนด ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานพื้นที่ที่ยังไม่ได้ประกาศเขตศักยภาพการผลิตข้าว พร้อมทั้งให้ชี้แจงเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการให้ครบถ้วนตามวรรคหนึ่งได้ให้คณะรัฐมนตรีทราบ

มาตรา 34/1 ให้พันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองพันธุ์ตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองแล้วตามมาตรา 27/1 วรรคสอง
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้กรมการข้าวประกาศรายชื่อพันธุ์ข้าวตามวรรคหนึ่ง ในราชกิจจานุเบกษาและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไปภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา 35 ตัดออก

มาตรา 36 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดทำโครงสร้างกรมการข้าว กรอบอัตรากำลัง ข้าราชการและพนักงานราชการ และกำหนดงบประมาณ รวมทั้งการดำเนินการอื่นใดอันจำเป็นเพื่อให้สามารถรองรับ การดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของกรมการข้าวตามพระราชบัญญัตินี้ ภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 37 ตัดออก

นายกฯย้ำปมร่าง พ.ร.บ.ข้าว รบ.เจตนาดี ป้อง สนช.ไม่มุ่งหวังเอาเป็นเอาตายกับใคร แค่ต้องการช่วยชาวนาไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ข้าว ว่าเป็นกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เสนอมายังรัฐบาลเนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ จึงจำเป็นต้องให้รัฐบาลพิจารณา ซึ่งได้พิจารณาส่งกลับไปแล้ว ได้ให้ปรับประเด็นต่างๆ ที่มีปัญหา สิ่งที่เอามาเผยแพร่กันวันนี้เป็นการนำสิ่งที่ไม่มีกฎหมายตัวจริงมาเผยแพร่ ทำให้เกิดความเกลียดชังกันทั่วไปหมด ทั้งที่เจตนารมณ์ของ สนช.และรัฐบาล มุ่งหวังดูแลเกษตรกรให้มากขึ้น ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบไม่ว่าใคร ซึ่งไม่ได้มีผลกระทบกับเกษตรกร ทั้งการเก็บเมล็ดพันธ์ุ การแลกเปลี่ยน และการขายเมล็ดพันธุ์ เพียงแต่ไปดูส่วนที่เป็นภาคเอกชนว่าจะทำอย่างไร