ก.เกษตรฯ งัดกฎเหล็กหลอกขายทุเรียนอ่อน เจอคุก 3 ปี ปรับ 6หมื่น

เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยเปิดตลาดส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน ด้วยวิธีการซื้อขายผ่านออนไลน์ ส่งผลให้ราคาทุเรียนรับซื้อปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลดีแก่เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนในภาคตะวันออก โดยในปีนี้ราคาทุเรียนเหมาสวนสูงถึง 110 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากกว่าทุกปี

ทำให้มีข้อกังวลว่าเมื่อราคาทุเรียนสูงขึ้น อาจส่งผลให้ชาวสวนเร่งตัดผลผลิต ซึ่งทำให้คุณภาพของทุเรียนลดลงนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ติดตามสถานการณ์และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด อาทิ ด้านคุณภาพของทุเรียนส่งออกไปจีน กรมวิชาการเกษตรได้มีพิธีสารกำกับดูแล โดยกำหนดให้การส่งออกทุเรียนคุณภาพมาจากแหล่งผลิตที่ได้รับรอง GAP โรงคัดบรรจุที่ได้รับรอง GMP และตรวจสอบออกใบรับรองสุขอนามัยพืช โดยข้อกำหนด GAP กำหนดให้มีการเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ได้ดำเนินการตรวจสอบในประเด็นทุเรียนอ่อนเพิ่มเติม โดยการทวนตรวจสอบที่โรงคัดบรรจุว่ามีการรับวัตถุดิบที่เหมาะสมเพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพอีกทางหนึ่ง เพิ่มเติมจากมาตรการควบคุมตรวจสอบระดับจังหวัด รวมทั้งมีประกาศกำหนดเรื่องการจดทะเบียน ผู้ส่งออกทุเรียน ซึ่งกำหนดให้ติด sticker ที่ขั้วผล เพื่อให้เป็นช่องทางการแจ้งปัญหาที่ผู้ซื้อพบ และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจะตรวจสอบการติด sticker ก่อนออกใบรับรองสุขอนามัยพืชอีกทางหนึ่งด้วย เป็นต้น

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส โฆษกกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้กำชับให้สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด รายงานสถานการณ์การผลิตและการจำหน่ายไม้ผลภาคตะวันออกทุกสัปดาห์ โดยขณะนี้มีทุเรียนออกสู่ตลาดไปแล้ว 112,817 ตัน คิดเป็น 27.93% และผลผลิตที่ยังไม่เก็บเกี่ยว 291,089 ตัน คิดเป็น 72.07% (ข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2561)

ซึ่งในช่วงปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2561 จะเป็นช่วงที่ทุเรียนออกสู่ตลาดมากที่สุด ไม่ใช่เป็นช่วงต้นฤดูกาลผลิตที่มักประสบกับปัญหาทุเรียนอ่อน อย่างไรก็ดี ได้มีมาตรการป้องกันปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนคุณภาพผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และมีการส่งเสริมในรูปแบบแปลงใหญ่ทุเรียนในภาคตะวันออก จำนวน 23,092 ไร่ มีสมาชิก 3,079 ราย ซึ่งการผลิตทุเรียนคุณภาพในรูปแบบแปลงใหญ่

เป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนเป็นไปอย่างมีระบบ การลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพผลผลิตตามมาตรฐาน GAP ส่งผลให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิก ถ่ายทอดองค์ความรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาดแก่เกษตรกรที่ยังไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก ผ่าน ศพก. เครือข่าย สามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้รับซื้อ ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศได้

“มาตรการด้านการป้องกันการตัดทุเรียนอ่อนนั้น ทางคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ป้องกัน แก้ไขปัญหาเรื่องทุเรียนอ่อน เป็นนโยบายหลักไว้ 3 แนวทาง คือ 1.แนวทางเชิงรุก ด้วยการสร้างความเข้าใจและเพิ่มทักษะความรู้ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกร การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค การสร้างทีมเกษตรกรและหน่วยรับตรวจความสุกของทุเรียนก่อนการเก็บเกี่ยว

2. แนวทางเชิงรับ ด้วยการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อสกัดกั้นทุเรียนอ่อนระดับอำเภอและระดับจังหวัด 3.การนำบทลงโทษทางกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งกฎหมายอาญา มาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”นางดาเรศร์ กล่าว

นางดาเรศร์ กล่าวต่อว่า ข้อสังเกตง่ายๆ ก่อนผู้บริโภคจะซื้อทุเรียนในช่วงนี้ คือ

1.สังเกตก้านผล ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น สากมือ เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่า ก้านผลทุเรียนมีสปริงมากขึ้น ก้านผลบริเวณปากปลิงจะบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน

2.สังเกตหนาม ปลายหนามแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย ดังนั้น เมื่อมองจากด้านบนของผลจะเห็นหนามเป็นสีเข้ม หนามกางออก ร่องหนามห่าง เวลาบีบหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ามีสปริง

3.สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกสีน้ำตาลบนร่องพูอย่างชัดเจน ยกเว้น บางพันธุ์ที่พูปรากฏไม่เด่นชัด เช่น พันธุ์ก้านยาว

4.การชิมปลิง ผลทุเรียนแก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงออกจะพบน้ำใส ซึ่งไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนอ่อน และเมื่อชิมดูจะมีรสหวาน

5.การเคาะเปลือกหรือกรีดหนาม เมื่อเคาะเปลือกผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียงดังหลวมๆ เสียงหนักหรือเบาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพันธุ์และอายุของต้นทุเรียน

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมง ข้างหน้า บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนไว้ด้วย และมีพายุฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่บริเวณประเทศไทยตอนบน สำหรับภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีฝนเพิ่มขึ้น และคลื่นลมบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีกำลังปานกลาง ทะเลมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนแล้ว คาดว่าจะแผ่ขยายเข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในวันที่ 25-27 เมษายน 2561 ในขณะที่ความกดอากาศต่ำ เนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น

โดยจะมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฟ้าผ่า กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ โดยจะมีผลกระทบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนโดยทั่วไป และมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ ในขณะที่ลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้าปกคลุมประเทศไทย ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบน มีพายุฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ มีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมช่องแคบมะละกา ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีฝนเพิ่มขึ้น และคลื่นลมบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ เวลา 06.00 วันนี้ ถึง 06.00 วันที่ 26 เม.ย.นี้ ภาคเหนือ มีเมฆบางส่วน และมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง โดยมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-40 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก และมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง โดยมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆบางส่วน และมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง โดยมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-40 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน และมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 25-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน และมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 ติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังนา ปี 2560 จังหวัดน่าน เดินหน้าจัดตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง 3 ศูนย์ และจัดทำแปลงส่งเสริมการผลิตถั่วเหลืองฤดูแล้งใน 7 อำเภอ พื้นที่รวม 10,000 ไร่ เกษตรกร 2,749 ราย พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตให้แก่เกษตรกร

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังนา ปี 2560 ของจังหวัดน่าน พบว่า ภาพรวมเกษตรกรจังหวัดน่าน มีพื้นที่เพาะปลูกถั่วเหลือง เฉลี่ย 6.5 ไร่/ครัวเรือน ส่วนใหญ่ใช้แรงงานในครัวเรือน ซึ่งพันธุ์ที่นิยมปลูก คือ เชียงใหม่ 60 มีการใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 25 กิโลกรัม/ไร่เพาะปลูกโดยวิธีหว่านเมล็ด ส่วนการดูแลรักษา เกษตรกรยังคงมีการใช้ปุ๋ยเคมี การใช้ยากำจัดวัชพืช และยากำจัดศัตรูพืช ควบคู่ไปกับสารชีวภาพ ผลผลิตเฉลี่ย 280-300 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งเก็บเกี่ยวโดยการจ้างแรงงานคนในท้องถิ่น อัตราค่าจ้าง วันละ 300 บาท/คน จากนั้นพ่อค้าจะเข้ามาบริการสีผลผลิตพร้อมรับซื้อที่ไร่นาของเกษตรกร

จากการติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังนา ปี 2560 (ปีที่ 1 ครั้งที่ 1) จังหวัดน่าน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 (สศท.2) พบว่า ได้ดำเนินการแต่ละกิจกรรม ดังนี้

การส่งเสริมผลิตถั่วเหลืองฤดูแล้ง 10,000 ไร่ โดยจัดทำแปลงส่งเสริมการผลิตถั่วเหลืองฤดูแล้งรวม 7 อำเภอ (อ.ภูเพียง/อ.เมือง/อ.บ้านหลวง/อ.แม่จริม/อ.ทุ่งช้าง/อ.เวียงสา/อ.นาหมื่น) พื้นที่รวม 10,000 ไร่ เกษตรกร 2,749 ราย ซึ่งเกษตรกรจะผลิตช่วงฤดูแล้ง (พฤศจิกายน 2560–เมษายน 2561) ลักษณะผลผลิตที่ขายเป็นเมล็ด ราคาเฉลี่ย 16-18 บาท/กิโลกรัม โดยมีการแจกปัจจัยการผลิตในเดือนธันวาคม 2560 ได้แก่ เมล็ดพันธุ์เชียงใหม่ 60 จำนวน 167 ไร่ เชื้อไรโซเบียม 8,820 ถุง และปุ๋ยเคมี สูตร 12-24-12 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจแปลงจากเกษตรกรผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละอำเภอ มีเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอร่วมลงพื้นที่ตรวจแปลงด้วย

นอกจากนี้ ได้พัฒนาศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองชุมชน โดยจัดตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง (เมล็ดพันธุ์เชียงใหม่ 60) จำนวน 3 ศูนย์ ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.นาน้อย (50 ไร่) อ.บ้านหลวง (96 ไร่) อ.ภูเพียง (154 ไร่) รวม 300 ไร่ เกษตรกร 128 ราย โดยดำเนินการผลิตถั่วเหลืองฤดูฝน (สิงหาคม–ธันวาคม 2560) ปริมาณผลผลิตทั้ง 300 ไร่ รวม 92 ตัน พร้อมจัดทำแปลงเรียนรู้ 3 แปลง แปลงละ 5 ไร่ รวม 15 ไร่ ปริมาณผลผลิตรวม 4.5 ตัน และแจกเมล็ดพันธุ์เชียงใหม่ 60 ที่ผลิตได้ให้แก่เกษตรกรใน 3 อำเภอ รวมทั้งแปลงเรียนรู้ในอำเภอต่างๆ ที่แจ้งความประสงค์ขอรับเมล็ดพันธุ์

การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต เช่น เทคโนโลยีการผลิตถั่วเหลือง เทคนิคการรวมกลุ่ม (Group) การสร้างเครือข่าย (Network) การรวมกลุ่มคลัสเตอร์ (Cluster) และการพัฒนาคุณภาพผลิตเมล็ดพันธุ์พืชชุมชนตามมาตรฐาน รวมถึงจัดกิจกรรม “โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่และงานรณรงค์การผลิตถั่วเหลืองชุมชนแบบครบวงจร” ในเดือนมีนาคม 2561 ณ วัดโป่งคำ ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน มีหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบล ร่วมบูรณาการ

ทั้งนี้ ถั่วเหลืองนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ปัจจุบันยังมีการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ภาครัฐจึงมีนโยบายส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองครบวงจร ด้วยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในการจัดการการผลิต ในช่วงฤดูแล้งเพื่อทดแทนการทำนาปรัง เนื่องจากเป็นพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ช่วยปรับปรุงบำรุงดิน และเป็นการพักดินเพื่อตัดวงจรโรคแมลงศัตรูพืช ซึ่งจังหวัดน่าน นับเป็นพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินงานตามโครงการดังกล่าว

สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จัดหลักสูตรอบรมโครงการอบรมพัฒนาศักยภาพของผู้นำองค์กรเกษตรกรหนุนตัวแทนองค์กรเกษตรกรพัฒนาทักษะการเรียนรู้ สร้างพลังร่วมขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ โดยในครั้งนี้เป็น รุ่นที่ 6 พื้นที่ของภาคใต้ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา ระนอง ตรัง สุราษฎร์ธานี และพัทลุง จัดที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ในระหว่าง วันที่ 20-22 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา

นายสไกร พิมพ์บึง รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) และมูลนิธิสัมมาชีพ (มสช.) ร่วมจัดทำหลักสูตรอบรมโครงการอบรมพัฒนาศักยภาพของผู้นำองค์กรเกษตรกรเพื่อให้ผู้ที่เข้าอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ ในด้านการจัดการวิสาหกิจชุมชน การทำเกษตรอินทรีย์ การวางแผนการผลิต แผนธุรกิจ โดยนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้กับสมาชิกในองค์กรและชุมชนได้เกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของกองทุนฟื้นฟูฯ

ที่มาของการจัดอบรมในครั้งนี้ เกิดจากการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่าง กฟก. กับ มสช. ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร รวมถึงการพัฒนาส่งเสริมการฝึกอบรมทางด้านวิชาการ ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร องค์กรเกษตรกร และพนักงานของกองทุนฟื้นฟูฯ สร้างโอกาสการเรียนรู้การจัดการวิสาหกิจชุมชน การทำเกษตรอินทรีย์ การวางแผนการผลิต แผนธุรกิจ แผนการตลาด และมาตรฐานการผลิต เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างครบวงจรและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

วัฒถุประสงค์หลักนั้น ต้องการพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำของเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเกษตรและเศรษฐกิจในยุคสมัยปัจจุบัน ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ Thailand 4.0 เปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบธรรมดา ให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ หรือ Smart Farming เกิดความสมดุลในการผลิต การซื้อขาย การแปรรูป ตามความต้องการของตลาด เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ด้านการจัดการวิสาหกิจชุมชน และให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์

การอบรมในครั้งนี้เป็นการอบรมผู้นำหรือตัวแทนองค์กร 77 จังหวัด จำนวน 14 รุ่น รวม 2,700 คน โดยใช้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเป็นสถานที่อบรม ในพื้นที่ภาคใต้ จัดอบรมทั้งหมด 2 เวที ที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เวทีแรกจัดไปเมื่อวันที่ 30 มีนาคม – 1 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา และในวันที่ 20-22 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา เป็นเวทีที่ 2 แต่ละรุ่นมีเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมโครงการ 193 คน มีความคาดหวังว่าผู้ที่อบรมไปแล้วสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปลงมือปฏิบัติได้จริง และนำไปถ่ายทอดให้กับสมาชิกคนอื่นๆ นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปต่อยอดความรู้ด้านต่างๆ ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ พัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรสมาชิกสามารถเป็นเกษตรกรมืออาชีพ ยืนหยัดได้บนลำแข้งของตนเอง มีรายได้เป็นกอบเป็นกำเลี้ยงดูครอบครัวสมาชิกภายในองค์กรได้ นายสไกรกล่าว

วันที่ 25 เมษายน ที่จังหวัดตรัง ผู้สื่อข่าวรายงานหลังจากสถานการณ์ราคากุ้งตกต่ำลงอย่างมาก ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ทำให้เกษตกรเลี้ยงกุ้งในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลา นครศรีธรรมราช และตรัง ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความช่วยเหลือ ล่าสุดพบปัญหาเพิ่มคือ กุ้งที่เลี้ยงภายในบ่อของเกษตรกร ต.สุโส๊ะ อ.ปะเหลียน เกิดอาการป่วยกะทันหัน และตายไปเป็นจำนวนหลายบ่อ สาเหตุเบื้องต้นน่าจะมาจากสภาพอากาศที่ร้อนอย่างมาก กุ้งที่เลี้ยงไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จึงมีการช็อกและตายอย่างรวดเร็ว เหมือนกับโรค อีเอ็มเอส (โรคกุ้งตายด่วน) ที่มักจะเกิดกับกุ้งเป็นประจำทุกปี

นายห้าหรน กองข้าวเรียบ อายุ 50 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ต.สุโส๊ะ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง กล่าวว่า ปีนี้ตนเลี้ยงกุ้งขาว จำนวน 12 บ่อ ตายไปแล้ว 7 บ่อ ที่เหลือ 4-5 บ่อ จับไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงเวลา ปกติจะจับได้ บ่อละ 5 ตัน แต่ขณะนี้จับได้ 2-3 ตัน เท่านั้น ก่อนหน้านี้หวังว่ากุ้งจะมีราคาดี แต่กลับมาขาดทุน ก่อนที่กุ้งจะตายยกบ่อก็ต้องรีบจับ แม้ว่าจะไม่ได้ตามขนาดที่ต้องการก็ตาม

“รอบนี้ขาดทุนไปกว่า 1 ล้านบาท ยังจับไม่หมด ถ้าจับหมด น่าจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ถ้ายังเป็นแบบนี้อนาคตแย่แน่ๆ นอน รอวันตายไปจากภาวะขาดทุนที่เกิดขึ้น อยากฝากกรมประมงให้ช่วยเข้ามาดูและให้ความช่วยเหลือด้วยว่าเกิดจากปัญหาอะไร เกษตรกรหมดแรงหมดใจกันทุกคนแล้ว” นายห้าหรนกล่าว

วันที่ 25 เมษายน ภายในบริเวณอ่างเก็บน้ำสวนสาธารณะพรุยน บ้านพรุยน หมู่ที่ 6 ต.หนองบ่อ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ชาวบ้านพบเห็นฝูงผีเสื้อจำนวนหลายแสนตัว บินมาเกาะบริเวณต้นหว้า จำนวน 20 ต้น มีการรวมตัวกันบินมาเกาะกันเป็นกลุ่มก้อน ช่างเป็นภาพที่สวยงามและหาดูได้ยาก ประกอบกับบริเวณนั้นบรรยากาศโดยรอบร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน ชวนมาชมฝูงผีเสื้อเป็นอย่างมาก

นายสุกฤต ใสสงค์ อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนย่านตาขาวรัชนูปถัมภ์ อยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 6 ต.หนองบ่อ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ได้ชวนน้องๆ มาเดินเที่ยวเล่น และให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวว่า ตนเองเป็นคนอาศัยอยู่ในพื้นที่แถวนี้ ชวนน้องๆ และเพื่อนๆ มาเดินเล่นกันเป็นประจำ และก็พบเห็นฝูงผีเสื้อสีดำมาเกาะที่ต้นหว้าในช่วงที่ต้นหว้าออกดอก ซึ่งพบเห็นเป็นประจำทุกปี ทั้งตนและคนที่อยู่ในบริเวณนี้ก็จะออกมาเที่ยวชมผีเสื้อดำตลอด ซึ่งรูสึกแปลกใจแต่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่สวยงามน่าชื่นชม