ขณะที่กาแฟพันธุ์โรบัสต้า เป็นสินค้าที่ต้องการในอุตสาหกรรม

มากที่สุดโดยมีความต้องการภายในประเทศปีละกว่า 70,000 ตัน ราคาซื้อขายอยู่ที่ 70-90 บาท/กิโลกรัม ในทางกลับกันผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเมื่อเข้า AEC ก็ทำให้มีการนำเข้ากาแฟผง กาแฟสำเร็จรูปได้ ขณะเดียวกันเมื่อราคาสูง ทำให้พ่อค้าไม่ซื้อผลผลิตของไทย และไปนำเข้าจากเวียดนาม โดยทางสมาคมก็มีการตั้งคณะกรรมการที่จะดูแลเรื่องโควตาขึ้นมาเพื่อช่วยพยุงชาวสวน

โดยปัจจัยหลักมาจากเกษตรกรเปลี่ยนแปลงการปลูกพืชตามราคาพืชที่สูงขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน เป็นต้น ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน รวมถึงนโยบายของภาครัฐไม่แน่นอน เช่น การส่งเสริมไม่ชัดเจน ทำให้พืชที่ปลูกลดลง อีกทั้งผลผลิตกาแฟที่ได้ต่อไร่ไม่สูง ขณะนี้ผลิตได้เพียง 120 กิโลกรัม/ไร่ และปัญหาต้นทุนที่สูง โดยเฉพาะแรงงาน เนื่องจากการปลูกกาแฟต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เมื่อรัฐบาลขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ คนไทยก็ไม่อยากทำงาน เช่นเดียวกับแรงงานต่างชาติก็ไม่ค่อยทำงานในภาคเกษตร ปัจจุบันค่าแรงอยู่ที่ 400-500 บาท/วัน หรือค่าแรงเก็บกาแฟในอดีตเฉลี่ยอยู่ที่ 16 บาท/ถัง หรือ กิโลกรัมละ 1 บาท ปัจจุบันค่าแรงเก็บกาแฟสูงถึง 10-20 บาท/กิโลกรัม จึงทำให้ไทยไม่สามารถสู้อาเซียนได้

“มองวิธีการลดต้นทุน ไม่เพียงแต่เกษตรกรเท่านั้น แต่ภาครัฐต้องมีส่วนช่วย ได้แก่ การหาต้นพันธุ์ที่ดีให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูก การปล่อยเงินกู้ให้เกษตรกร การมุ่งเน้นมาตรฐาน GMP ให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะช่วยทำให้ผลผลิตมากขึ้น โดยมองว่าผลผลิตต่อไร่ควรจะได้ 300 กิโลกรัมขึ้นไป/ไร่ ราคาสูงขึ้น ขณะเดียวกันต้องช่วยหาตลาด”

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม นายพีรพล ประจวบเหมาะ หรือ กำนันหนุ่ย อดีตประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับผู้แทนชมรมวัวลานระดับจังหวัดยื่นหนังสือถึง นาย พงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อขอให้คณะกรรมการระดับจังหวัดทบทวนและอนุโลมให้มีการเล่นวัวลานในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอ้างว่าไม่สามารถออกใบอนุญาตให้มีการละเล่นได้ตามปกตินานหลายปี ขณะที่การเล่นวัวลานสามารถมีการละเล่นได้ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี โดยระบุว่าเป็นประเพณีท้องถิ่น

“ในอดีตทั้ง 2 จังหวัดมีการเล่นวัวลานในงานประจำปี แต่ที่ผ่านมา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถูกสั่งยกเลิกเนื่องจากอ้างว่าจะมีปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ขอให้กรมการปกครองแก้ไขระเบียบกฎหมายให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง จากกลางวันถึง 18.00 น. เป็นเวลากลางคืน หากมีการอนุโลมให้เปิดการละเล่น ชมรมพร้อมรับเงื่อนไขเพื่อจัดระเบียบให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและเป็นไปตามประเพณีท้องถิ่น” นายพีรพล กล่าว

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม นพ. วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่องค์กรสื่อไม่แสวงผลกำไร Orb Media ในสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ผลการศึกษา พบว่าน้ำดื่มบรรจุขวดหลายยี่ห้อที่วางจำหน่ายใน 9 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย มีการปนเปื้อนของอนุภาคพลาสติกขนาดเล็ก อาจมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิดนั้น อย.ชี้แจ้งว่า จากข่าวดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดจากรายงานการศึกษาหรือจากงานวิจัยที่ระบุว่า การปนเปื้อนดังกล่าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ ทั้งองค์การอนามัยโลก และองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกายังไม่ได้รับรองผลการศึกษาดังกล่าว

“สำหรับประเทศไทย น้ำดื่มบรรจุขวดยังคงมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้กำหนดคุณภาพน้ำดื่มบรรจุขวดตามมาตรฐานสากล ประกอบด้วย ภาชนะบรรจุขวดน้ำดื่มที่ทำจากพลาสติกต้องมีคุณภาพเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 295) พ.ศ. 2548 เช่น สะอาดไม่มีสารหรือสีออกมาปนเปื้อนกับอาหารในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่มีจุลินทรีย์ทำให้เกิดโรค พบปริมาณตะกั่วและแคดเมียมในพลาสติกได้ไม่เกินชนิดละ 100 มิลลิกรัม (มก.) ต่อ 1 กิโลกรัม (กก.) เป็นต้น

ในส่วนของน้ำดื่มจะต้องมีคุณภาพตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 61) พ.ศ. 2524 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม อ้างอิงตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก ทางด้านสถานที่ผลิตต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) มีการควบคุมการผลิต ตั้งแต่การปรับคุณภาพน้ำเพื่อขจัดอันตรายและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ จนทำให้น้ำมีมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงต้องมีการล้างภาชนะก่อนการบรรจุทุกครั้ง” นพ.วันชัย กล่าวและว่า ส่วนข้อมูลใหม่จากองค์กรสื่อไม่แสวงผลกำไรของสหรัฐ คงต้องรอเวลาการพิสูจน์จากนานาชาติ รวมถึง USFDA หากมีข้อมูลสามารถพิสูจน์ยืนยันได้ และได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญในระดับนานาชาติ ประเทศไทยก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนข้อกำหนดใหม่

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 20-23 มีนาคมนี้ ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงฟ้าผ่า โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกจะมีผลกระทบในวันที่ 20 มีนาคม ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะเริ่มได้รับผลกระทบในวันที่ 21 มีนาคม 2561 เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมา ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยจะเริ่มแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกก่อน

นายวันชัย กล่าวว่า ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าว ระมัดระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจาก ฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร ไว้ด้วย

นายบรรยง สันติพิทักษ์ เกษตรอำเภอเมืองชุมพร พร้อม นายคณารัฐ บ่าวแอ เจ้าพนักงานส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองชุมพร และ นายสมพงษ์ ระลึกเย็น ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 บ้านบางคอย ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ลงพื้นที่บ้านบางคอยตรวจสอบปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าว (Coconut Black-Headed Caterpillar) กัดกินต้นมะพร้าวของชาวสวนมะพร้าว 2 ราย คือ นางบุปผา มหาแก้ว และ นางภิญญา จันทร์เพ็ญ เป็นบริเวณกว้าง พบต้นมะพร้าวในสวนทั้ง 2 แห่ง ถูกหนอน หัวดำมะพร้าวกัดกินใบเว้าแหว่งเป็นสีน้ำตาลจำนวนมาก จึงให้เจ้าหน้าที่ใช้สว่านเจาะโคนต้นมะพร้าวก่อนฉีดสารเคมีเข้าไป

นายคณารัฐ กล่าวว่า ได้ฉีดสารเคมี “อีมาเมกติน เบนโซเอต” (Emamectin Benzoate) ที่ใช้ป้องกันเพลี้ยไฟขอบปล้องหยักเข้าลำต้นมะพร้าวที่ถูกหนอนหัวดำกัดกิน เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด ซึ่งสาร ดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อผลมะพร้าว หากต้นมะพร้าวสูงเกิน 12 เมตร ขึ้นไป หากไม่รีบฉีดสารเคมี จะทำให้ผลผลิตลดลง และต้นมะพร้าวจะตายในที่สุด อย่างไรก็ตาม หลังฉีดสารเคมี 6 เดือน ต้องเข้ามาตรวจสอบว่าต้นมะพร้าวต้นนั้นยังมีหนอนกัดกินอีกหรือไม่

นายสมพงษ์กล่าวว่า ชาวบ้านมาแจ้งว่ามีการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวตั้งแต่ปลายปี 2559 จากนั้นในปี 2560 สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองชุมพรส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาระดมฉีดสารเคมีป้องกันให้เป็นระยะพร้อมใช้ “แตนเบียน” ฆ่าตัวอ่อนของหนอนหัวดำมะพร้าว (แมลงฆ่าแมลง) แต่ปีนี้สถานการณ์มีแนวโน้มอาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา จึงประสานเกษตรอำเภอเมืองชุมพรมาช่วยป้องกัน

ด้าน นายบรรยง กล่าวว่า พื้นที่ อำเภอเมืองชุมพร พบการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวใน 2 ตำบล คือ ตำบลท่ายาง ซึ่งมีการฉีดสารเคมีโคนต้นมะพร้าวครั้งแรกประมาณ 102 ไร่ ส่วนครั้งที่ 2 ประมาณ 153 ไร่ มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 20 ราย รวมฉีดสารเคมีเข้าต้นมะพร้าวไปแล้ว 561 ต้น และที่ ตำบลวังไผ่ มีสวนมะพร้าวได้รับผลกระทบประมาณ 10 ไร่ กำลังเร่งตรวจสอบและฉีดสารเคมีให้

“การดูแลป้องกันหนอนหัวดำมะพร้าวกัดทำลายต้นมะพร้าว คือ ต้องหมั่นทำความสะอาดสวนให้เตียนอยู่เสมอ หากพบการแพร่ระบาดของหนอนชนิดนี้ ในเบื้องต้นขอให้รีบตัดทางมะพร้าวที่ถูกหนอนกัดกินลงมาเผาทำลายโดยเร็ว แล้วรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่เกษตรเข้าไปดำเนินการป้องกันทันที” นายบรรยง กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกดอกมะลิ ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา โดยทำให้ต้นมะลิออกดอกน้อย ส่งผลให้ราคาดอกมะลิ ในท้องตลาดสูงถึงกิโลกรัมละ 800-1,000 บาท

จากการสอบถามนายถั่ว สวนกลาง อายุ 62 ปี เกษตรกรทำสวนมะลิ กล่าวว่า ได้ลงทุนปลูกดอกมะลิ 2 ไร่ ซึ่งในช่วงนี้ของทุกปีดอกมะลิจะออกดอกสีขาวเต็มสวนและเก็บดอกมะลิขายสู่ท้องตลาดได้จำนวนมาก แต่ปีนี้ต้นมะลิออกดอกน้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากอากาศที่แปรปรวน โดยช่วงกลางคืนมีฝนตก รวมถึงปัญหาศัตรูพืช หนอนกัดกินดอกมะลิเสียหาย

“ปกติในช่วงนี้ของทุกปีจะไม่ค่อยมีฝน แดดออกดี ทำให้มะลิออกดอกเต็มสวน และเก็บดอกมะลิได้วันละ 10-15 กิโลกรัม แต่ช่วงนี้สามารถเก็บดอกมะลิได้เพียงวันละ 5-7 กิโลกรัมเท่านั้น ที่ผ่านมาพยายามหาวิธีกำจัดหนอน แต่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ ส่งผลให้รายได้ลดลงจากปีก่อนๆ วันละหลายพันบาท ทำให้ราคามะลิปรับสูงขึ้น เนื่องจากขาดตลาด” นายถั่ว กล่าว

จังหวัดพิจิตร มีพื้นที่การปลูกมะม่วงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ประมาณ 27,500 ไร่ มีเกษตรกร 4,905 ครัวเรือน พื้นที่ที่ปลูกมากที่สุดคือ ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก พันธุ์ที่นิยมปลูกและสร้าง รายได้มากที่สุด คือมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 ฟ้าลั่น และเขียวเสวย ส่งขายไปยังตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดเชียงใหม่ ในตลาดต่างประเทศจะเน้นการส่งออกไปยังญี่ปุ่น เกาหลี จีน มาเลเซีย และเวียดนาม คิดเป็นมูลค่าการส่งออกกว่า 700 ล้านบาท ต่อปี

ขณะนี้ผลผลิตมะม่วงสายพันธุ์ต่างๆ ทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศถึง 70% ดังนั้นจังหวัดพิจิตรจึงร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร สมาคมชาวสวนมะม่วงไทย และผู้ประกอบการ จัดงานวัน “มะม่วงโลก” ขึ้น บริเวณที่ทำการกลุ่มพัฒนาคุณภาพไม้ผลวังทับไทร หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร ระหว่างวันที่ 22-24 มีนาคมนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์ผลผลิตของเกษตรกรเพิ่มช่องทางการตลาด รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร บอกว่า การจัดงาน “วันมะม่วงโลก” ครั้งนี้ เพื่อ ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครู้ถึงแหล่งผลิตว่าเป็นแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งเกษตรกรกว่า 95% ได้รับมาตรฐานการรับรอง Good Agriculture Practices (GAP) เป็นการการันตีถึงความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้า และรู้ถึงวิถีชีวิตของชาวสวนมะม่วงของจังหวัดพิจิตร โดยเฉพาะ ตำบลวังทับไทร ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่ดี มีคุณภาพระดับต้นๆ ของประเทศ มีเกษตรกรในท้องถิ่นหันมาสนใจทำสวนมะม่วงเป็นอาชีพกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

“เสน่ห์ของมะม่วงวังทับไทร คือบ่มแล้วไม่เสีย เนื้อแน่น ผิวสวย รสชาติหวานหอม ผลโตกว่าแหล่งปลูกอื่นๆ เนื่องจากสภาพของดิน ตำบลวังทับไทร เป็นลักษณะดินแนวลูกรังปนทราย เหมาะกับการทำสวน ไม้ผล ทำให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของบริษัทส่งออกมะม่วง และพ่อค้าที่รับซื้อมะม่วงในประเทศ จังหวัดพิจิตรจึงได้มีแนวทางในการพัฒนาแหล่งการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม สามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว ย่อมเอื้ออำนวยให้เกิดแรงดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศแวะมาชม อันทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายสินค้าทางการเกษตรโดยในพื้นที่ของตำบล วังทับไทร เป็นเป้าหมายหลักที่จะสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตร เนื่องจากมีการผลิตมะม่วงที่ดีมีคุณภาพ และมีการแปรรูปผลผลิตจากมะม่วง รวมถึงเป็นแหล่งชุมชนที่น่าอยู่ยังคงความเป็นวัฒนธรรมของชาวสวนมะม่วงได้อย่างดี และมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร”

พ่อเมืองพิจิตรระบุด้วยว่า ดังนั้นจังหวัดพิจิตรร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร จึงกำหนดจัดงาน “วันมะม่วงโลก” ขึ้น เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งผลิตมะม่วงที่ดีมีคุณภาพของภาคเหนือ และแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตรของจังหวัดพิจิตร

ด้าน สายันต์ บุญยิ่ง เลขาธิการสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย เสริมว่า ปีนี้ผลผลิตมะม่วงของเกษตรกร ตำบลวังทับไทร ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางธรรมชาติหลายๆ อย่าง ทั้งอากาศที่แปรปรวนเปลี่ยนแปลง รวมทั้งสภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา หรือที่ผ่านมาเกษตรกรเองอาจจะเร่งรีบตัดผลผลิตส่งออก ซึ่งในช่วงผลผลิตยังไม่แก่จัด จึงเป็นปัจจัยสาเหตุที่ความต้องการในตลาดลดลง ทำให้ราคามะม่วงในท้องตลาดตกต่ำกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา โดยมะม่วงดิบอยู่ที่ราคา 15-18 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง รับประทานสุกที่ขึ้นชื่อของวังทับไทรและติดตลาดโลก ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ตันละ 45-50 บาท ซึ่งถือว่าราคาตกต่ำกว่าทุกปีที่ผ่านมา

“ดังนั้น สมาคมชาวสวนมะม่วงจึงร่วมกับภาคราชการจัดงานวันมะม่วงโลกขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์ผลผลิตมะม่วงวังทับไทรให้ชาวโลกได้ทราบถึงแหล่งผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพมาตรฐาน ปลอดสาร อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยต่างๆ เกษตรกรก็ต้องพัฒนาผลผลิตของตนเองให้ได้มาตรฐาน ปลอดภัย ปลอดศัตรูพืช และ มีคุณภาพดี ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่ออกโดยกรมวิชาการเกษตรและเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคมะม่วงในตลาดโลก อีกทั้งผู้ประกอบการเองต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้วย”

สำหรับการจัดงานวันมะม่วงโลกครั้งนี้ มีกิจกรรมหลากหลาย เช่น ประกวดผลผลิตมะม่วง แข่ง กินมะม่วง แข่งประกอบอาหารจากมะม่วง การออกร้านจำหน่ายผลผลิตมะม่วง สินค้าแปรรูปจากมะม่วง วัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับการปลูกมะม่วง นิทรรศการจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีรถนำเที่ยวให้กับผู้มาร่วมงานอีกด้วย

พัทลุง – นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานการประชุมการเตรียมการป้องกัน และแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน แต่ขณะนี้ยังมีปริมาณฝนตกกระจายในพื้นที่ จะทำให้พื้นที่มีความชุ่มชื้นเพียงพอที่จะทำให้ไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ และปัญหาภัยแล้ง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะป้องกันและแก้ปัญหาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีคำสั่งมอบหมายภารกิจแก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานปภ. อำเภอ รวมทั้งหน่วยงานสนับสนุน

พื้นที่จังหวัดพัทลุง แม้ว่าจะไม่เกิดปัญหาภัยแล้งมาหลายปี แต่การเกิดไฟป่ายังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกิดจากการเผาวัชพืช การเผาขยะ หรือการทิ้งก้นบุหรี่ของประชาชน ดังนั้นเพื่อที่จะป้องกันปัญหา ดังกล่าว จึงขอให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันบูรณาการทำงานอย่างเต็มที่ ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังป้องกัน เหตุ ไม่เผาทุ่ง ไม่เผาขยะ ไม่เผาป่าเพื่อล่าสัตว์

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ว่า ขณะนี้คณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ระดับตำบลอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ของเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ และแจ้งยืนยันการเพาะปลูก รวมพื้น 521,412.50 ไร่ เกษตรกร 74,243 ราย จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 700,000 ไร่ใน 31 จังหวัด โดยมีเกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว จำนวน 54,507 ราย พื้นที่ 373,251.75 ไร่ คิดเป็น 71.58% จากพื้นที่ยืนยันการเพาะปลูก ซึ่งผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการฯ ระดับอำเภอแล้ว 17,504 ราย พื้นที่กว่า 127,023.75 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มี.ค. 2561)

เบื้องต้นได้กำชับให้คณะทำงานฯ เร่งตรวจสอบแปลงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรขอยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีการจ่ายเงิน จำนวน 2,000 บาท/ไร่ ให้เกษตรกรรายใด เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่แจ้งยืนยันการเพาะปลูกซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบจริงทุกแปลง จึงจะดำเนินการจ่ายเงินให้เกษตรกรผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทั้งนี้ หากเกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือแล้วแต่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ จะถูกดำเนินคดีในข้อหาแจ้งเข้าร่วมโครงการฯ เป็นเท็จ ฐานฉ้อโกงทั้งยังจะถูกตัดสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการฯ และเกษตรกรต้องส่งเงินคืนทั้งหมดอย่างไม่มีเงื่อนไขด้วย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรองรับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการฯที่จะเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวป้อนตลาดในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เร่งประสานและหารือร่วมกับหน่วยงานภาคีภาครัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน อาทิ สมาคมการค้าพืชไร่ ให้เข้ามารับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อคลายความกังวลให้กับเกษตรกรรายย่อยเรื่องตลาดรองรับและราคารับซื้อ ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ มั่นใจได้ว่า จะได้รับเงินช่วยเหลือตามเงื่อนไข ไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ และมีตลาดรับซื้อแน่นอนหากผลผลิตมีคุณภาพและได้มาตรฐาน โดยราคารับซื้ออาจลดทอนตามเกณฑ์ชั้นคุณภาพ ซึ่งจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมแก่เกษตรกรทุกราย

“เบื้องต้นคาดว่าจะมีผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการฯ ออกสู่ตลาดรวมกว่า 500,000 ตัน สามารถช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ และลดการพึ่งพาการนำเข้าได้ ขณะเดียวกันยังช่วยลดปริมาณการผลิตข้าวซึ่งมีปัญหาผลผลิตเกินความต้องการตามมาตรการลดรอบการปลูกข้าวเพื่อปลูกพืชหมุนเวียน ปีการผลิต 2560/61 ทั้งยังทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและเกิดความยั่งยืนจากปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หมุนเวียนในระบบปลูกข้าว ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า บทบาทภารกิจของสภาเกษตรกรแห่งชาติ คือการดำรงไว้ซึ่งภาคเกษตรกรรม การเปิดโอกาสให้บุตรหลานของเกษตรกรได้เข้าถึงการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการเกษตรของประเทศนั้นจะทำให้เกิดทายาทเกษตรกรทดแทนเกษตรกรในปัจจุบันที่มีอายุเฉลี่ยใกล้ 60 ปี ซึ่งหากประเทศไทยยังไม่หันกลับมานำบุตรหลานเข้ามาศึกษาด้านการเกษตรจะนำสู่ความเสี่ยงต่อการสูญเสียความเป็นประเทศเกษตรกรรม, ความเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลก,

การเป็นครัวโลก และที่สำคัญที่ดินที่ใช้ทำการเกษตรจะสูญเสียไป เนื่องจากเยาวชนคนไทยจำนวนมากมีความคิดปฏิเสธเกษตรกรรม สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงประสานงานกับหน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะทางด้านการศึกษา เพื่อจัดการเรียนรู้ด้านการเกษตรตั้งแต่ระดับประถมศึกษาให้นักเรียนได้เรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบ ต่อเนื่องด้วยการประสานกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีในการส่งเสริมให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้พัฒนาความรู้เพื่อนำไปพัฒนาการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และสำหรับในระดับอุดมศึกษาได้ประสานงานกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้

โดยเมื่อ วันที่ 12 มีนาคม 2561 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ประกาศผลการคัดเลือกนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช. ที่เป็นบุตรหลานของเกษตรกรเข้าศึกษาต่อโดยไม่ต้องสอบในระดับปริญญาตรีหลักสูตร 4 และ 5 ปี ในปีการศึกษา 2561 โดยการประกาศผลครั้งนี้มีรายชื่อของบุตรหลานเกษตรกรที่สภาเกษตรกรจังหวัดทั่วประเทศได้คัดเลือกในเบื้องต้นแล้ว ส่งให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้คัดเลือก ผ่านการคัดเลือกจำนวนทั้งสิ้น 111 คน 14 คณะ ได้แก่ คณะผลิตกรรมการเกษตร 29 คน/คณะวิทยาลัยพลังงานทดแทน 2 คน/คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี 26 คน/คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ 5 คน/คณะบริหารธุรกิจ 12 คน/คณะเศรษฐศาสตร์ 10 คน/คณะพัฒนาการท่องเที่ยว 4 คน/คณะศิลปศาสตร์ 2 คน/คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร 8 คน/คณะวิทยาศาสตร์ 4 คน/คณะรัฐศาสตร์ 5 คน/คณะการจัดการชุมชน 1 คน/ คณะเกษตรป่าไม้ 2 คน และคณะเทคโนโลยีชีวภาพอุตสาหกรรมเกษตร 1 คน

“นับเป็นผลความสำเร็จในความร่วมมือระหว่างสภาเกษตรกรแห่งชาติกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่มอบให้สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัดทำการคัดเลือกบุตรหลานเกษตรกรเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาด้านการเกษตร ให้คงไว้ซึ่งทายาทเกษตรกรและประเทศเกษตรกรรม และในปีถัดไปใคร่ขอเชิญชวนให้เกษตรกรติดต่อกับสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดในการพัฒนาบุตรหลานให้เป็นทายาทเกษตรกรของท่านต่อไป” ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล่าว

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์จะเกิดพายุฤดูร้อนในประเทศไทยระหว่างวันที่ 20-23 มีนาคมนี้ โดยพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอาจได้รับผลกระทบในวันที่ 21 มีนาคม จึงขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แจ้ง ป้ายโฆษณาและต้นไม้ใหญ่ เนื่องจากจะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตกและฟ้าผ่าจากพายุฤดูร้อนดังกล่าว

“นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทุกสำนักงานเขตเตรียมความพร้อมในการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ โดยเฉพาะบริเวณจุดอ่อนและพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งสัญจรบนท้องถนนและอาศัยอยู่ในบ้านเรือนให้รวดเร็วที่สุด” พล.ต.อ.อัศวินกล่าว และว่า ขอให้ประชาชนร่วมแจ้งข่าวสารมายัง กทม.ว่าบริเวณใดมีน้ำท่วมขังสูง หรือพบเหตุป้ายล้ม ต้นไม้โค่นล้ม ให้แจ้งมายังสายด่วย กทม.1555 ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กทม. 0-2248-5115 และทุกสำนักงานเขตทันที

การนอนกรน เกิดจากกล้ามเนื้อคอคลายตัวขณะหลับจนทำให้ช่องคอแคบลง ซึ่งส่งผลให้ต้องหายใจเข้าออกแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทางเดินหายใจแคบลงจนถึงจุดหนึ่ง ความแรงของลมหายใจที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนเกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้มีเสียงกรนตามมา

นอกจากนี้การกรนยังเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เกิดการปิดกั้นของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดจากการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อภายในระบบทางเดินหายใจ เช่น ลิ้น ลิ้นไก่ เพดานอ่อน คอ หรืออาจเกิดจากสารหล่อลื่นในระบบทางเดินหายใจลดลง ทำให้เกิดอาการแห้ง และบวม ทางเดินหายใจจึงแคบลง เมื่อหายใจจึงเกิดเป็นเสียงกรน

พญ.พรรณทิพา สมุทรสาคร กล่าวว่า นอกจากการนอนกรนแล้ว ยังมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea : OSA) อาจมีการหยุดหายใจร่วมด้วย เมื่อเนื้อเยื่อคอหรือลิ้นหย่อนลงไปปิดทางเดินหายใจส่วนต้น ร่างกายจะพยายามหายใจเข้ามากขึ้นเพื่อให้อากาศผ่านเข้าทางเดินหายใจที่ตีบลง ยิ่งทำให้ทางเดินหายใจแคบขึ้นจนกระทั่งปิดสนิท คล้ายกับการดูดชิ้นของอาหารด้วยหลอด ชิ้นของอาหารจะติดที่ปลายหลอด ทำให้ไม่สามารถผ่านไปได้ อาหารในที่นี้เปรียบเสมือนอากาศนั่นเอง

เมื่ออากาศไม่สามารถผ่านทางเดินอากาศที่ปิดสนิท ร่างกายจึงไม่สามารถนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ เมื่อสมองขาดออกซิเจน จะทำให้ผู้ป่วยตื่นขึ้นในรูปแบบการหายใจแรงหรือไอแรง เพื่อปรับตำแหน่งของลิ้นใหม่ ในวงรอบของการนอน อาจมีการกรนและภาวะหยุดหายใจหลายครั้ง เป็นผลทำให้ผู้ป่วยนอนหลับไม่เพียงพอและสมองได้รับออกซิเจนไม่เต็มที่ อาการที่บ่งบอกว่ามี ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และควรปรึกษาแพทย์