ขณะที่ราคามะพร้าวผลปี 2561 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน ราคามะพร้าวเฉลี่ย กิโลกรัมละ 9.74 บาท ล่าสุดราคามะพร้าวในเดือนมิถุนายน อยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 5.96 บาท ลดลงจากปี 2560 ในเดือนเดียวกันที่ราคากิโลกรัมละ 14.10 บาท หรือลดลง ร้อยละ 58

วันนี้ (16 กรกฎาคม 2561) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางเข้าร่วมประชุม “การบูรณาการและการปฏิรูประบบการบริหารจัดการภัยพิบัติ” ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 14 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) อาคาร เอส เอ็ม ทาวเวอร์ สนามเป้า เพื่อร่วมหารือถึงแนวทางและมาตรการป้องกันภัยพิบัติของประเทศ จากฐานความรู้งานวิจัยด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศตลอดที่มีการศึกษาที่ผ่านมา

โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานประกอบด้วย สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คณะกรรมการธุรกิจการท่องเที่ยวและบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตลอดจนคณะนักวิจัยผู้ศึกษาด้านภัยพิบัติมาอย่างต่อเนื่อง เข้าร่วมประชุมครั้งนี้

ศาสตราจารย์ นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า สกว. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของภัยพิบัติทั้งในระดับจุลภาคไปจนถึงมหภาค จนส่งผลให้เกิดการสนับสนุนทุนวิจัย ทั้งในเชิงระบบและเชิงประเด็นอย่างต่อเนื่อง ผลสัมฤทธิ์ของงานวิจัยที่เกิดขึ้นได้ยังผลไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบายและการปฏิบัติของพื้นที่จริงสู่เป้าหมายหลายรูปแบบ อาทิ ชุดโครงการลดภัยพิบัติแผ่นดินไหว สถาปนิก วิศวกร ได้มีการนำไปปรับใช้กับการสร้างอาคารในประเทศไทย ทางด้านการศึกษา มีการเพิ่มเติมเนื้อหาด้านการเรียนรู้

การปฏิบัติตนเมื่อเกิดภัยพิบัติในหลักสูตร เป็นต้น การร่วมหารือในวันนี้จึงเป็นประโยชน์ที่ต่อยอดงานวิจัยที่เคยทำมา เป็นฐานสำคัญในการปฏิรูประบบบริหารจัดการภัยพิบัติครั้งใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ หลายโครงการยังได้ก่อให้เกิดผลกระทบและเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกับการแก้ปัญหาอุบัติภัยในประเทศ อาทิ โครงการการบริหารจัดการความปลอดภัยในการท่องเที่ยวและทะเลของเมืองพัทยา ของ นายธงชัย พงษ์วิชัย ผอ. สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 2 กรมเจ้าท่า และคณะ เป็นต้น

ด้าน นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า จากกรณีเหตุการณ์ทีมหมูป่า อะคาเดมี ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ในพื้นที่ จ.เชียงราย และเหตุการณ์เรือล่ม ที่ จ. ภูเก็ต ทำให้ค้นพบแนวทาง 2 ประการ ว่า 1. ผู้ประสบเหตุไม่ใช่แค่คนในท้องถิ่น แต่เป็นนักท่องเที่ยว จึงมีความจำเป็นในการรายงานข้อมูลในพื้นที่มากขึ้น รูปแบบการนำเสนอข่าว ตลอดจนการบูรณาการจัดการภัยพิบัติจึงอยู่ภายใต้โจทย์ที่เปลี่ยนแปลงไป ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นสมัยก่อนเกิดจากคนไปขวางเส้นทางธรรมชาติ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ทราบว่าเส้นทางธรรมชาติบุกไปถึงในพื้นที่ที่ไม่เคยไป

การคาดเดาต่างๆ จึงเกิดความคลาดเคลื่อน “การสื่อสารในภาวะวิกฤต” เป็นสิ่งสำคัญ การทำงานของผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ถูกต้องและสอดคล้องตามกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุดในพื้นที่ประสบเหตุ 2.ด้านความปลอดภัย ที่ผ่านมาเราพบว่า ความไม่ปลอดภัยเรื่องยานพาหนะเกิดจากหลายสาเหตุ

ทั้งการต่อเติมยานพาหนะ สถานที่ไม่ปลอดภัย เส้นทางไม่ปลอดภัย ใบอนุญาตขับขี่ไม่มี ในกรณีของเรือยังไม่มีมาตรการความปลอดภัยที่ชัดเจน มีประเด็นที่ไม่เคยพิจารณาทั้งเรื่อง ผู้ให้เช่ายานพาหนะ มีเรื่องของคนสร้างเรือ คนต่อเรือ จรรยาบรรณ บทบาทหน้าที่ความคล่องแคล่วของพนักงานต้อนรับ นอกจากนี้ เรื่องความปลอดภัยเรื่องระเบียบข้อกฎหมายหลายฉบับค่อนข้างล้าสมัย เช่น ข้อปฏิบัติก่อนการปล่อยเรือออกทะเล เช่น การแนะนำวิธีการสวมเสื้อนิรภัย การแจ้งให้ทราบเรื่องทางหนีไฟ ถ้าเกิดเหตุไฟดับจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร เป็นต้น เรื่องของนโยบายต้องเอาเรื่อง “ความปลอดภัย” มาเป็นที่ตั้ง

ดังนั้น ในส่วนของกระบวนการปฏิรูประบบการบริหารจัดการภัยพิบัติ ยังไม่อยู่ในระดับขั้นที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะประชาชนควรรู้บางส่วนยังไม่มี บางส่วนที่มีแล้วมีโอกาสเข้าถึงน้อย แผนนโยบายท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นตอนนี้คือ 1. ลดความเหลื่อมล้ำ 2. สร้างการท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืน 3. ความมีน้ำใจ ไม่ใช่หน้าที่แต่เป็นประเพณีที่พึงรักษาเอาไว้ ทำให้เหตุการณ์ผ่านไปได้ด้วยความประทับใจ และ 4. จะไม่ต่อรองกับความปลอดภัย

ทั้งนี้ล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเป็นแกนนำในเรื่องการบริการจัดการนโยบายความปลอดภัยทางทะเลและมาตรการด้านการท่องเที่ยวอื่นๆ ต่อไปเช่นกัน โดยเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ ในช่วงท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวเสริมว่า ระบบงานวิจัยควรเป็นกล้ามเนื้อหลักในการทำงานเชิงนโยบายภายในกระทรวง นอกเหนือไปจากการป้องกันและการถอดบทเรียน การบริหารจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั้งในมิติต่างๆ ควรมีการเชื่อมโยงการทำงานในทุกภาคส่วน เนื่องจากเป็นลมหายใจใหญ่ของระบบท่องเที่ยว ที่จะช่วยให้กลุ่มคนทุกภาคส่วนอยู่ได้

ด้าน ดร.บั ณฑูร เศรษฐศิโรตน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การป้องกันและจัดการภัยพิบัตินั้นอยู่ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ขององค์การสหประชาชาติ อาทิ ในเป้าหมายที่ 13 Climate Action ที่ระบุว่าดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น เนื่องจากการท่องเที่ยวของประเทศไทยอ่อนไหวต่อปรากฏการณ์นี้ ก้าวหลังจากนี้ ควรมองเป็น 2 ส่วน คือการเคลื่อนงานวิจัยเป็นแบบ “การวิจัยเชิงปฏิบัติการ” นำข้อเสนอแนะจากนักวิจัย

ไปทดลองปฏิบัติเลย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องกรณีถ้ำ ท่องเที่ยวทางทะเล ประเด็นที่ 2 คือต้องเอางานวิจัยกับการยกระดับการทำงานเรื่องการจัดการภัยพิบัติให้ดำเนินการไปพร้อมกัน มีการเจาะจงว่าในพื้นที่ไหน เร่งทำประเด็นใด ต้องเป็นเครื่องมือหลายแบบ มีเครื่องมือย่อยในแต่ละเรื่อง ทั้งนี้ในช่วงท้ายได้มีการสรุปแนวทางการทำงานร่วมกันว่าจะมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน ระหว่าง สกว. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้งในส่วนของ ภาษี เครื่องมือการช่วยเยียวยาหลังการเกิดภัยพิบัติ การจัดการงบประมาณ แผนป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ การจัดทำประมวลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ ซึ่งจะมีการหารือโดยละเอียดร่วมกันต่อไป

ชุดเหยี่ยวดง ลุยตรวจตลาดนัด จตุจักรพลาซ่า ค้น-จับ ร้านค้า ลักลอบขายปะการัง เจอทั้งซากปะการัง และปะการังที่มีชีวิต จึงยึดไว้ตรวจสอบ ว่าเป็นชนิดที่ต้องห้ามหรือไม่ พบบางร้านไหวตัวปิดร้านหนีไปก่อน โดยภายในร้านยังเปิดแอร์เย็นช่ำอยู่เลย

ชุดเหยี่ยวดง / เมื่อวันที่ 17 ก.ค. นายถิรเดช ปาละสุวรรณ หัวหน้าชุดเหยี่ยวดง พร้อมด้วย นายนุวรรต ลีลาพตะ รองหัวหน้าชุดฯ นายนาวี ช้างภิรมย์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ นายสมศักดิ์ ภู่เพ็ชร์ ผอ. ส่วนยุทธการด้านป้องกันและปราบปราม สำนักป้องกันปราบปรามและควบคุมไฟป่า นายชาติชาย ศรีแผ้ว หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 1 ภาคกลาง นายจิตรพล บุญเลิศ หน.นปพ.2 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์

พร้อมเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชุดปฏิบัติการพิเศษฉลามขาว และเจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ปทส. นำหมายค้นศาลอาญาที่ 278 และ 279/2561 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 เข้าตรวจค้นร้านจำหน่ายปะการัง เลขที่ B539 และ B538 ภายในตลาดจตุจักรพลาซ่า ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงและเขตจตุจักร กทม.

จากการตรวจสอบ ห้อง B538 พบปะการังและดอกไม้ทะเลผิดกฎหมาย มี น.ส. สุพัตรา แสงคำ อายุ 24 ปี รับเป็นผู้ดูแลร้าน ส่วนห้องเลขที่ B539 เจ้าของร้านไหวตัวปิดร้านไปก่อน เจ้าหน้าที่จึงนำคีมมาตัดกุญแจ เมื่อเปิดออกดูพบว่า ภายในร้านยังเปิดแอร์เย็นฉ่ำอยู่

จากการตรวจค้นพบซากปะการัง ซุกซ่อนอยู่บนฝ้าเพดานที่ดัดแปลงเป็นห้องใต้หลังคา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังเข้าจับกุม ร้าน marine world เลขที่ 24 โซน D พบปะการังอ่อน ยังมีชีวิต 1 ต้น มี นายสิขรินทร์ ศิริบูรณ์ อายุ 30 ปี เป็นผู้ดูแล จึงทำการตรวจยึดปะการังทั้งหมดไว้ตรวจสอบต่อไป

นายถิรเดช กล่าวว่า กรมอุทยานฯ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ว่าในตลาดนัดจตุจักร มีการลักลอบค้าปะการังผิดกฎหมาย จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่กรมประมง เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องสัตว์น้ำ และเชิญ นายนิพนธ์ พงษ์สุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง มาตรวจสอบแยกประเภทของปะการัง

การตรวจค้นครั้งนี้ ได้ขอหมายค้นทั้งหมด 4 ร้าน ซึ่งสามารถเข้าตรวจค้นได้เพียง 2 ร้าน ที่เปิดบริการ ส่วนอีก 2 ร้าน ปิดบริการ จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าภายในมีสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ ขณะที่อีก 1 ร้าน ที่ตรวจพบปะการังอ่อนนั้น เจ้าหน้าที่เดินไปพบกำลังจะปิดร้านจึงขอตรวจค้น

“ปะการัง ถือว่าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทหนึ่ง จึงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบ และแยกประเภทว่าประเภทใด สามารถครอบครองได้ ประเภทใดไม่สามารถครอบครอง เบื้องต้นแจ้งข้อหา น.ส. สุพัตรา มีและครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยผิดกฎหมาย ส่วนนายสิขรินทร์ เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหามีสัตว์ป่าคุ้มครอง ไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งให้พนักงานสอบสวน บก.ปทส. ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะติดตามเจ้าของร้านที่ปิด มาสอบสวนดำเนินคดีต่อไปด้วย” หัวหน้าชุดเหยี่ยวดง กล่าว

ดร. อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอป เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2561 ณ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งดำเนินการโดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ วว. โอกาสนี้ วว. ได้ส่งมอบเครื่องบดน้ำพริก ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนน้ำพริกแม่มยุรา ต.วัดพริก อ.เมือง จ.พิษณุโลก ทั้งนี้เครื่องบดน้ำพริกดังกล่าว

สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า ช่วยให้เกิดการจ้างแรงงานผู้สูงอายุในชุมชน พร้อมทั้งช่วยขยายช่องทางการตลาดสู่ภาคใต้และตลาดฮาลาล ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย และประเทศในแถบตะวันออกกลาง นอกจากนี้ วว. ยังได้ติดตามการทดสอบเครื่องกวนทอฟฟี่โปรตีนสูงจากรำข้าวจงรัก เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต อ.เมือง จ.พิษณุโลก พร้อมทั้งสำรวจโรงงานและรับโจทย์เพื่อพัฒนาเครื่องแบนกล้วยตากแม่โสม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เพื่อทดแทนแรงงาน

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ นายอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา (PAC) อุทยานแห่งชาติ (อช.) ภูซาง จ.พะเยา ครั้งที่ 2/2561 ณ ห้องประชุมศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อช. ภูซาง ได้มีการหารือเรื่องประกาศขอความร่วมมือห้ามซื้อ-ขาย นำเข้า-ส่งออก ไม้สน (เกี๊ยะ) ทุกหมู่บ้าน รอบ อช. ภูซาง ทั้งนี้ ทาง อช. ภูซาง ได้มีประกาศขอความร่วมมือไปยังผู้นำทุกหมู่บ้านแจ้งเตือนประชาชนในหมู่บ้านของตนเองทราบและถือปฏิบัติ เพื่อป้องกันการใช้ไม้สน (เกี๊ยะ) เป็นเชื้อไฟในครัวเรือนต่างๆ รวมทั้งป้องกันการลักลอบตัดไม้สน (เกี๊ยะ) ในเขตป่าอนุรักษ์ของ อช. ภูซาง

นายวิรุฬห์ กล่าวว่า ประกาศดังกล่าวสืบเนื่องจากการประชุมของ PAC ครั้งที่ผ่านมา ในที่ประชุมได้หารือกันถึงการเฝ้าระวังและป้องกันการลักลอบตัดไม้สน (เกี๊ยะ) ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของ อช. ภูซาง ซึ่งเจ้าหน้าที่รายงานว่า พบไม้สน (เกี๊ยะ) ที่มีวางขายตามตลาดชายแดน หรือในตลาดสดภายในพื้นที่ อ.ภูซาง ส่วนหนึ่งมีการนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน คือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาว

ประเด็นดังกล่าวเป็นความกังวลของเจ้าหน้าที่ อช. ภูซาง เนื่องจากปัจจุบัน ไม้สน (เกี๊ยะ) บนดอยมีจำนวนไม่มาก และพบมีการลักลอบเจาะลำต้นหรือตัดฟันเพื่อนำเนื้อไม้ส่วนที่มีน้ำมันสนไปขายตามตลาดสด ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบตัดไม้สน (เกี๊ยะ) ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก ทาง อช. จึงได้มีประกาศห้ามการซื้อ-ขาย หรือนำเข้า-ส่งออก ไม้สน (เกี๊ยะ) อย่างเด็ดขาด และแจ้งผ่านผู้นำทุกหมู่บ้านให้แจ้งเตือนแก่ประชาชนทุกพื้นที่ หากพบเบาะแสต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ด้าน นายบันทม สมสุวรรณ หน.อช. ภูซาง กล่าวว่า ประกาศขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์ ห้ามมิให้ ซื้อ-ขาย ไม้สนเขา (เกี๊ยะ) ของ อช. ภูซาง เพื่อป้องกันและรักษาต้นไม้สนเขาที่มีอยู่อย่างจำกัดไม่ให้ถูกตัดทำลาย เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันมีการจำหน่ายไม้สนเขา (เกี๊ยะ) เพื่อทำเชื้อเพลิงตามตลาดนัดชายแดน ไทย-ลาว และตลาดชุมชนทั่วไป ไม้สนเขามีแหล่งที่มาจากการลักลอบนำออกมาจากป่าธรรมชาติเกือบทั้งหมด จากการตรวจสอบป่าสนเขาในเขต อช. ภูซาง มีอยู่เพียง ร้อยละ 2 ของพื้นที่ทั้งหมด พบมีการลักลอบตัดฟันและขุดเจาะไม้สนเขาเป็นจำนวนมาก ทาง PAC ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้มีมติมอบหมายให้ อช. ภูซาง ขอความร่วมมือผู้นำชุมชนรอบแนวเขต อช. ภูซาง แจ้งประชาชนห้ามมิให้มีการเก็บหาและจำหน่ายไม้สนเขาตามตลาดนัดหรือตลาดชุมชน

“เพื่อให้การอนุรักษ์ป่าสนเขาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คงอยู่กับป่าธรรมชาติตลอดไป ทาง อช. ภูซาง จึงขอความร่วมมือกับผู้นำชุมชนได้ประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ห้ามมิให้มีการเก็บหา หรือจำหน่ายไม้สนเขา (เกี๊ยะ) ซึ่งเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ พ.ศ. 2454 พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 โดยขอให้ใช้วัสดุอื่นทำเชื้อเพลิงแทนไม้สนเขา เพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” นายบันทม กล่าว

ด้าน นายอนุศาสตร์ สุริยา กำนัน ต.ภูซาง อ.ภูซาง กล่าวว่า ภายหลังแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ชุมชนบ้านฮวก ซึ่งเป็นชุมชนชายแดนไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนเริ่มมีการปรับเปลี่ยนวัตถุที่นำมาเป็นเชื้อเพลิงแล้ว โดยไม่นิยมใช้ไม้สนเขา (เกี๊ยะ) หันมาใช้เปลือกของผลปาล์มน้ำมันมาเป็นเชื้อเพลิงแทน ในตลาดนัดชายแดนทุกวันที่ 10 และ 30 ทุกเดือนจะมีพ่อค้าแม่ค้านำผลปาล์มมาขาย และมีประชาชนซื้อไปใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนไม้สนเขา (เกี๊ยะ) เช่นกัน

นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” ว่า ตามที่มีการให้สัมภาษณ์ของ นายแพทย์โสภณ เมฆธน ประธานคณะทำงานกัญชาเรื่องการปลดล็อกในเดือนพฤษภาคม 2562 และสามารถใช้ได้เพียงสามโรค นั้น
ในความเป็นจริงนั้น กระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนการตกลงและการพิจารณาข้อบ่งชี้ในการใช้ทางการแพทย์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้คนป่วย ได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างน้อยก็คือในด้านคุณภาพชีวิต

นอกจากนั้น ไม่ควรจะจำกัดอยู่ในสามโรคเท่านั้น แต่ควรเป็นโรคที่เรื้อรังและไม่มีทางรักษาหรือการรักษาได้ผลไม่ดีด้วย และจะเป็นในรูปของการให้ประกบกับยาแผนปัจจุบันที่ใช้อยู่เดิมและติดตามผลว่า อาการที่เป็นอยู่สามารถควบคุมได้ดีขึ้นหรือไม่ จนกระทั่งสามารถลดจำนวนชนิดและปริมาณของยาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้

ทั้งนี้ รูปแบบของกัญชาที่จะนำมาใช้จะเป็นที่ได้จากในประเทศโดยเล็งถึงการใช้น้ำมันกัญชาเป็นอันดับแรก ซึ่งจะมีการควบคุมให้คุณภาพคงที่ และรู้ปริมาณสารออกฤทธิ์ได้ระดับหนึ่งและสามารถใช้ความเข้มขันเท่าใด รวมทั้งเลือกตัวออกฤทธิ์ว่าจะเป็นตัวใดมากกว่ากัน และโดยที่มีการควบคุมการใช้ แพทย์ท่านใดเป็นคนสั่ง สั่งให้ใคร และสามารถบันทึกผลการรักษาได้

โดยไม่ได้ถือเป็นการวิจัย ส่วนการวิจัยอย่างเต็มรูปแบบนั้น จะเป็นในเรื่องการพัฒนาสูตรกัญชา ที่ควรจะเก่งกว่ารูปแบบของกัญชาที่ใช้ในทางการแพทย์ทั่วโลกขณะนี้ และการคัดเลือกสายพันธุ์และการผลิตที่กระชับและได้ผลผลิตสูง ซึ่งเป็นการวิจัยพัฒนาในลักษณะของการก้าวกระโดดจากเดิมที่ทั่วโลกมี

3,000 โรงรมควันยางพารา สูญ 2 พันล้านบาท เหตุพิษกำแพงภาษี สหรัฐ-จีน ทำราคา “ยางรมควัน” ผันผวนรายวัน เร่งพลิกกลยุทธ์การผลิต เพิ่มแปรรูปน้ำยางสดเป็นน้ำยางข้น 70% ลดยางรมควันเหลือ 30% น้ำยางข้นแปรรูปได้หลากหลาย พร้อมวอนรัฐผ่อนปรนเงื่อนไขเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ธ.ก.ส. 15,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกำหนดสถาบันเกษตรกรต้อง “กำไร” เหตุราคายางตกขาดทุนต่อเนื่องกันหลายปี

นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ ผู้จัดการ กลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ สถาบันเกษตรกรผู้ส่งออกยางรายใหญ่ภาคใต้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีที่สหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีการค้า 45% กับประเทศจีน และการที่นักลงทุนซื้อขายล่วงหน้าที่ตลาดยางเซี่ยงไฮ้ ล้วนส่งผลให้เกิดการกดราคายางลดลง และส่งผลต่อสถาบันการเกษตร เนื่องจากไทยส่งออกยางไปสู่จีนปริมาณมาก และจีนนำไปผลิตล้อยางรถยนต์ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาถึง 40%

ทั้งนี้ สถานการณ์ราคายางพาราผันผวนเกิดขึ้นทั้งในส่วนน้ำยางสด และยางรมควัน ส่งผลให้สถาบันในกลุ่มสหกรณ์ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่ราคายางรมควันลดต่ำกว่าราคารับซื้อน้ำยางดิบในช่วงราคาผันผวน แต่ผู้ค้ายางรายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีการป้องกันความเสี่ยงผ่านการสต๊อกยางพาราในปริมาณมาก รวมถึงเข้าลงทุนในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ขณะที่สถาบันเกษตรกร เช่น สหกรณ์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากราคายางที่ผันผวนวันต่อวันได้ เพราะไม่มีเงินทุนสะสมเพียงพอที่จะสต๊อกยางพาราที่รับซื้อมา

ด้าน นายเรืองยศ เพ็งสกุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย (วคยถ.) และสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) กล่าวว่า กลุ่ม วคยถ. ประกอบด้วยสมาชิกโรงรมควันยางพารา ประมาณ 250 โรง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ และพัทลุง ขาดทุนโดยเฉลี่ย โรงรมละ 500,000 บาท/ปี นับตั้งแต่ ปี 2560 เป็นต้นมา เฉลี่ยทั้งกลุ่มเสียหายราว 125 ล้านบาท ทั้งนี้ จากโรงรมทั่วประเทศกว่า 3,000 ราย ความเสียหายรวมอาจถึง 2,000 ล้านบาท

จากการประชุมร่วมกับสถาบันเกษตรกร เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มยาง ฯลฯ ประมาณ 100 กว่าราย พบว่า สถาบันเกษตรกรหลายแห่งเปลี่ยนอัตราส่วนการผลิตน้ำยางสดเพื่อการแปรรูปเป็นน้ำยางข้น ประมาณ 70% และอีก 30% เป็นยางรมควัน จากเดิมที่อัตราส่วนเท่ากัน 50% เนื่องจากยางรมควันมีตลาดรองรับเพียงการแปรรูปเป็นล้อยางรถยนต์ส่งออกไปจีน ในขณะที่น้ำยางข้นสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น หมอน ที่นอน ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย และอุปกรณ์การแพทย์ สำหรับส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย และขายตลาดภายในประเทศ

ส่วนที่รัฐบาลสนับสนุนแหล่งเงินทุนช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรยางพารา จำนวน 2 โครงการ ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) งบประมาณ 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร 10,000 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกร เพื่อลงทุนและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการแปรรูปยางพารา จำนวน 5,000 ล้านบาท นายเรืองยศ กล่าวว่า ในส่วน 10,000 ล้านบาท ยังคงเหลืออยู่กว่า 8,000 ล้านบาท เนื่องจากสถาบันเกษตรกรยางพาราติดเงื่อนไขที่กำหนดว่า ต้องเป็นสถาบันเกษตรกรยาง กลุ่มยาง ฯลฯ ที่ดำเนินการมาแล้ว 3 ปี และมีผลกำไร รวมไปถึงกรรมการสถาบันเกษตรกรยาง คู่สมรสจะต้องลงนามยินยอมร่วม และต้องมีคณะกรรมการ 15 คน ซึ่งมีหลักประกัน เงินกู้ เป็นหลักทรัพย์ โดยเฉพาะที่ดิน เป็นต้น และจะต้องมีเอกสารแสดงกว่า 20 รายการ โดยต้องผ่านการตรวจสอบพิจารณาจากคณะกรรมการอีกหลายคณะ