ขณะเดียวกันก็จะส่งเสริมการปลูกกาแฟ โดยมีพาร์ตเนอร์ของบริษัท

ที่คาดว่าจะเป็นตลาดรับซื้อ ได้แก่ กาแฟวาวี และกาแฟฮิลล์คอฟ เป็นต้น นอกจากนี้จะมีโซนป่าสามอย่าง ประโยชน์สี่อย่าง และโซนป่าอนุรักษ์ ซึ่งในปีแรกคาดว่าเกษตรกรจะมีรายได้สูงขึ้นถึง 5 เท่า เมื่อเทียบจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ทั้งนี้ บริษัทยังได้วางแผนไว้ว่าจะส่งเสริมและพัฒนาการทำเกษตรในพื้นที่บ้านสองธารให้เป็นเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) จัดทำโครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2560 ภายใต้งบประมาณ 60 ล้านบาท เพื่อสร้างเครือข่ายและยกระดับ SME ในอุตสาหกรรมมะพร้าวและสมุนไพรไทยตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งกลุ่มต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกมะพร้าวซึ่งปีที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ แต่มีปัญหาข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่อาจส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

จึงมอบหมายให้สถาบันอาหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนพัฒนาคลัสเตอร์มะพร้าวเพื่อยกระดับศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น เช่น การให้ความรู้ด้านการเพาะปลูกและคัดเลือกพันธุ์ที่มีคุณภาพการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าในเรื่องการบ่งบอกต้นกำเนิดของผลิตภัณฑ์การยืดอายุ และการลดกลิ่นของมะพร้าวในกลุ่มเครื่องสำอาง โดยธุรกิจมะพร้าวที่เน้นมี 3 กลุ่ม คือ การผลิตกะทิสำเร็จรูป เครื่องดื่มน้ำมะพร้าว และเครื่องสำอางที่ใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบ โดยในส่วนของคลัสเตอร์สมุนไพรจะเน้นการผลิตเป็นอาหารเสริมและเครื่องสำอางซึ่งตลาดมีความต้องการสูงแต่ผลผลิตยังไม่เป็นออร์แกนิก และมีปัญหาด้านมาตรฐาน จึงมอบหมายให้ มทร.ธัญบุรีร่วมกับสมาคมผู้ผลิตยาสมุนไพรไทยรับผิดชอบพัฒนาในด้านกระบวนการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยการรับรองมาตรฐานการผลิตโดยจดทะเบียน อย.รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เป็นต้น

นายพงศ์พิชญ์ ต่วนภูษา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวว่า มทร.ธัญบุรี ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ในกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย เพื่อยกระดับผู้ประกอบการทั้งต้นน้ำ ได้แก่ กลุ่มผู้ปลูกสมุนไพร กลางน้ำ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ประกอบการที่แปรรูปสมุนไพรเป็นเครื่องสำอาง กลุ่มผู้ประกอบการที่แปรรูปสมุนไพรเป็นยา กลุ่มผู้ประกอบการที่แปรรูปสมุนไพรเป็นอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มปลายน้ำคือกลุ่มผู้จำหน่ายค้าปลีกและค้าส่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้จากสมุนไพรโดยมีเป้าหมายให้เกิดการรวมกลุ่ม 5 เครือข่าย ยกระดับผู้ประกอบการ จำนวน 700 ราย ในปี 2560 มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมและองค์ความรู้ให้มีผลิตภาพในด้านต่างๆ สูงขึ้น และพัฒนาศักยภาพผู้ประสานงานเครือข่าย (Cluster Development Agent : CDA) ให้เป็นผู้นำในการพัฒนาในด้านต่างๆ จำนวน 10 ราย ซึ่งจะมีการจัดการประชุมและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการในทุกภูมิภาค เช่น ภาคเหนือ (เชียงใหม่ พิษณุโลก) ภาคอีสาน (ขอนแก่น สกลนคร) ภาคใต้ (พังงา นครศรีธรรมราช) และ ภาคกลาง (สระบุรี จันทบุรี)

สภาเกษตรกรแห่งชาติผวา ขอหารือกรมเจ้าท่า หวั่นหลักเกณฑ์รายละเอียดการแก้ปัญหาการรุกล้ำลำน้ำกระทบเกษตรกร ด้านสมาคมการประมงฯจับมือสภาเกษตรกรฯ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดโครงการฝึกแรงงานไทยทดแทนต่างด้าว 50% ใน 5 ปี

นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า แม้กรมเจ้าท่าจะไม่ลงโทษและปรับย้อนหลังแก่ผู้รุกล้ำลำน้ำตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2560 การไม่เก็บค่าธรรมเนียมผู้เลี้ยงปลาในกระชังและการลดค่าเช่ารายปีแก่ผู้รุกล้ำลำน้ำลง แต่รัฐต้องประกาศรายละเอียดให้ชัดเจน เพราะผู้เลี้ยงปลาในกระชังทั่วประเทศมีไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นครัวเรือน ที่เป็นห่วงคือ กลัวภาครัฐกำหนดหลักเกณฑ์ให้เลี้ยงไม่เกิน 4 กระชัง กระชังละกี่ตารางเมตร รวมทั้งชนิดของปลาด้วย

ด้าน นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่กังวลในรายละเอียดที่ไม่ชัดเจนที่จะออกมาในเร็วๆ นี้จากกรมเจ้าท่า คือ แม้ไม่เก็บค่าธรรมเนียมผู้เลี้ยงปลาในกระชังรายปี แต่กังวลว่าการขออนุญาตอาจไปขัดกับผังเมืองจังหวัดกับกฎระเบียบการควบคุมอาคาร แม้อธิบดีกรมเจ้าท่าแจ้งว่า ไม่ต้องให้วิศวกรเขียนแบบกระชังปลาที่ต้องเสียเงินประมาณ 3,000 บาทขึ้นไป เขียนแบบเองก็ได้ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และสมาคมการประมงฯจึงต้องหารือกับกรมเจ้าท่าก่อนออกรายละเอียดในหลักเกณฑ์ อาทิ เสาเลี้ยงหอยในทะเลหรือลำน้ำ การสร้างกระเตง (กระท่อมเฝ้าหอยในทะเล) บันไดที่ลงจากท่าเทียบเรือ บ้านเรือนที่รุกล้ำไม่มีบ้านเลขที่ การซ่อมแซมเสาหรือฝาบ้านที่รุกล้ำโดยไม่มีการต่อเติมใหม่ ทำได้หรือไม่ เป็นต้น

ส่วนปัญหา พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ทำให้แรงงานต่างด้าวไหลกลับประเทศ ส่งผลให้เจ้าของเรือประมงขาดแคลนแรงงานนั้น สภาเกษตรกรฯ จะทำหนังสือถึงรัฐบาลให้เปิดรับขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวตลอดระยะเวลาผ่อนผันการจับกุม 180 วัน ไม่ใช่รับเฉพาะวันที่ 24 กรกฎาคม-7 สิงหาคม 2560 เนื่องจากแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนมากจนอาจดำเนินการไม่ทัน ควรรับขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวสีเทาที่บัตรหมดอายุและสีดำที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย เพื่อนำแรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบ

“นายจ้างควรพาลูกจ้างแรงงานต่างด้าวไปพิสูจน์สัญชาติที่ศูนย์รับขึ้นทะเบียนใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ค่าทำพาสปอร์ต 1-2 พันบาท ค่าทำวีซ่าเข้าเมือง 450 บาท และการขอใบอนุญาตทำงานอีก 550 บาท ดีกว่าปล่อยให้แรงงานไหลกลับประเทศ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนตัวสูงถึง 1 หมื่นบาท และหากกลับมาไทยก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมมาทำงานเพิ่มอีก 2 หมื่นบาท และใช้เวลานาน อาจทำให้นายจ้างเดือดร้อนในการผลิต”

ขณะเดียวกัน สมาคมร่วมมือกับสภาเกษตรกรฯ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดโครงการฝึกแรงงานไทยทดแทนต่างด้าวที่ขาดแคลน โดยให้สภาเกษตรกรฯช่วยจัดหาแรงงานในแต่ละจังหวัดมาฝึกเป็นแรงงานประมงที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสมาคมการประมงฯ ให้ค่าจ้างรายเดือนเดือนละไม่ต่ำกว่า 1.2 หมื่นบาท ไม่รวมสวัสดิการต่างๆ การประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ถ้าจ่ายเป็นค่าแรงงานรายวันขั้นต่ำ 400-1,000 บาท โดยวางเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปีจะช่วยให้มีแรงงานไทยเพื่อมาทดแทนต่างด้าวสูงถึงประมาณ 50%

นายรัฐวุฒิชัย ใจกล้า นายก อบต.บ้านตุ่น อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดสรรงบประมาณมาให้ระดับฐานรากตำบลละ 2.5 ล้าน เพื่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรปลอดภัยประจำทุกแห่ง สำหรับ ตำบลบ้านตุ่น นั้นเป็นพื้นที่ต้นแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ มาแล้ว ดังนั้นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรปลอดภัย จึงเป็นเรื่องพื้นฐานที่ดำเนินกันมาอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อรัฐบาลตระหนักถึงความเข้มแข็งภาคเกษตรกรรม สนับสนุนงบประมาณมาให้ยิ่งทำให้ระบบการเรียนรู้ด้านเกษตรเข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมทั้งการพาไปศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้ประสบการณ์ยิ่งๆ ขึ้น

“พร้อมกันนี้ทาง ตำบลบ้านตุ่น ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเรื่องอาหารปลอดภัยจากสสส. 7 ล้านบาท ดำเนินการ 2 ปี คือ ปี 2560-2561 จึงนำมาบูรณาการร่วมกัน เดินหน้าเรื่องเกษตรปลอดภัยได้ครบวงจรและ ต่อยอดขยายพื้นที่ให้มากขึ้น ซึ่งมีเป้าหมายการขยายพื้นที่เกษตรปลอดภัยทั้งตำบล”

ด้าน นางกัญญาณัฐ ศรีใจ รองนายกทต.งิม อำเภอปง จังหวัดพะเยา กล่าวว่า มีการประชุมประชาคมทุกหมู่บ้านเห็นด้วย และจะเข้าไปเรียนรู้ศูนย์การเรียนรู้เกษตรปลอดภัย ตำบลงิม จากนั้นจะนำออกมาทำขยายผลทั้ง 10 หมู่บ้าน โดยงบประมาณดังกล่าว นำมาจัดสรรแต่ละหมู่บ้านเพื่อดำเนินกิจกรรมพร้อมกัน

ทั้งนี้ หมู่บ้านภายในเขต ทต.งิม มีการทำเรื่องสมุนไพรพื้นบ้าน เป็นการต่อยอดจากเกษตรปลอดภัยสู่อาหารปลอดภัย ด้วยการใช้สมุนไพรเป็นวัตถุประกอบอาหาร จะเห็นว่าปลอดภัยตั้งแต่การผลิตจนถึงการบริโภค เป็นผลดีที่รัฐบาลได้ตระหนักถึงเรื่องสุขภาพของประชาชน อีกทั้งกระจายงบประมาณลงมาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอีกทางหนึ่ง

บ่ายวานนี้ (13 ก.ค.60) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าโครงการส่งเสริมใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มสูบ โดย การยางแห่งประเทศไทย ปล่อยขบวนรถขนยางล๊อตแรก ให้แก่กรมชลประทานเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินงานด้านการชลประทาน ในปี 2560 ถือเป็นส่งเสริมการใช้ยางในประเทศตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางในภาครัฐ เบื้องต้น กยท. ต้องส่งแผ่นรมควันอัด จำนวน 100 ตัน ในสต๊อกโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางและโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคา ที่จัดเก็บในโกดังทุ่งสงเฟอร์นิเจอร์ 1 อ.ทุ่งสง จ. นครศรีธรรมราช และโกดังขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โดยวันนี้ได้เริ่มต้นทยอยส่งมอบยางจากทั้ง 2 โกดัง จำนวนประมาณ 40 ตัน ซึ่งจะดำเนินการส่งมอบยางให้กลับกรมชลประทานจนครบ 100 ตัน ต่อไป

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำว่า เป็นผลมาจากอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าเกษตรมีน้อยกว่าอุปทานหรือปริมาณผลผลิตในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากที่สุด (Peak) ซึ่งรัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ตลาดนำการผลิตหรือผลิตตามตลาดต้องการ รวมทั้งแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมระบบตลาดออนไลน์

สำหรับสินค้ายุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและประเทศ รัฐบาลได้มีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาและรายได้ของเกษตรกร เช่น ข้าว มีแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 เช่น ส่งเสริมนาแปลงใหญ่และเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP/อินทรีย์ ปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว ปลูกพืชหลากหลาย/พืชปุ๋ยสดลดรอบนาปรัง รวมทั้งประกันภัยข้าวนาปี เป็นต้น

สับปะรด ได้ประสานโมเดิร์นเทรดช่วยรับซื้อสับปะรดเพิ่มเติมจากปกติ และให้โรงงานแปรรูปสับปะรดเพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลจากโรงงาน เช่น ภาคเหนือ ซึ่งสถานการณ์ราคาได้คลี่คลายแล้ว

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีแนวทางบริหารจัดการการนำเข้าวัตถุดิบอื่นทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และได้ประสานให้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยรับซื้อจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8.00 บาท ที่ความชื้น 14.5% (ราคา ณ กรุงเทพฯและปริมณฑล) และเพิ่มช่องทางพิเศษให้สถาบันเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายได้โดยตรง รวมทั้งพยายามแก้ไขปัญหาปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เป็นต้น

ยางพารา ในปี 2560 ได้เร่งรัดการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นโดยเฉพาะในหน่วยงานของรัฐ คาดว่าปริมาณความต้องการน้ำยางข้น22,300 ตัน และยางแห้ง 2,900 ตัน ซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในปี 2561 รวมทั้งขณะนี้ กยท. ร่วมกับเอกชน กำลังจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และเชื่อมโยงตลาดท้องถิ่น (108 แห่ง) ตลาดกลาง (6 แห่ง) และตลาดภูมิภาค (3 ประเทศ) ด้วยการซื้อขายยางผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นต้น

คุณโผงเป็นลูกค้าผู้ซื้ออะไหล่รถยนต์ของคุณจำนูญผู้ขายมาหลายปี

คุณจำนูญกู้เงินจากคุณโผง 270,000 บาท ทำหลักฐานเป็นหนังสือว่าคุณจำนูญรับเงินไปแล้ว ลงลายมือคุณจำนูญผู้กู้ไว้ ตกลงดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ต่อปี มีกำหนดชำระเงินระบุไว้ชัดเจน สัญญาข้อ 6 มีว่า “คู่สัญญาตกลงกันว่า ผู้กู้จะชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระเงินไม่ได้เป็นอันขาด”

แล้วคุณจำนูญสั่งจ่ายเช็ค จำนวนเงิน 270,000 บาท ลงวันที่ 28 เมษายน 2554 อันเป็นวันครบกำหนดมอบไว้แก่คุณโผง

ถึงวันกำหนด คุณโผงนำเช็คไปเข้าบัญชี ธนาคารปฏิเสธจ่ายเงิน ด้วยเหตุผล-เงินในบัญชีไม่พอจ่าย คุณโผงนำเช็คและหนังสือที่คุณจำนูญลงลายมือชื่อว่าได้กู้ยืมเงินคุณโผงและรับเงินไปแล้วนั้น มาฟ้องคุณจำนูญเป็นคดีแพ่ง ขอให้ศาลบังคับคุณจำนูญชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณจำนูญต่อสู้คดี และนำสืบว่า ได้มีการตกลงด้วยวาจาเพิ่มเติมจากสัญญากู้ยืมเงินนั้น ให้คุณจำนูญส่งอะไหล่รถยนต์แก่คุณโผงตามจำนวนเงินที่กู้ยืม เป็นการชำระหนี้แก่คุณโผงแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้คุณจำนูญชำระเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุณจำนูญชำระเงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง

คุณจำนูญฎีกาคดี ว่าสัญญาข้อ 6 มีเงื่อนไขที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นโมฆะ เพราะคุณโผงยอมรับอะไหล่รถยนต์มูลค่า 270,345 บาท จากคุณจำนูญไปแล้ว จึงต้องถือว่าคุณจำนูญได้ชำระหนี้ให้คุณโผงแล้วบางส่วน ตามมาตรา 656 วรรคสอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 ก็ดี มาตรา 656 วรรคสองก็ดี ล้วนมีองค์ประกอบสำคัญว่า ต้องเป็นกรณีที่ เจ้าหนี้หรือผู้ให้กู้ยืมยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ทั้งสิ้น ซึ่งตามมาตรา 656 วรรคสาม มีบทบัญญัติว่า “ความตกลงอย่างใดๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวมานี้ ท่านว่าเป็นโมฆะ” นั้น มีความหมายว่า เมื่อผู้ให้กู้ยืมยินยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมแล้ว หากมีข้อตกลงให้คิดมูลค่าสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่ชำระนอกเหนือไปจากจำนวนราคาตามท้องตลาดในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ ก็ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ

ดังนี้ การยินยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมจึงเป็นสิทธิของผู้ให้กู้ยืมฝ่ายเดียวที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ สัญญากู้ยืมเงินข้อ 6 มิได้ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด จึงหาเป็นโมฆะดังที่คุณจำนูญอ้างมาในฎีกาไม่

ส่วนกรณีที่คุณจำนูญนำสืบอ้างว่า เป็นเจ้าหนี้ค่าอะไหล่รถยนต์ที่ส่งให้คุณโผงจริงก็เป็นเรื่องที่คุณจำนูญต้องว่ากล่าวเป็นคดีอื่น

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คุณจำนูญยังไม่ได้ชำระหนี้แก่คุณโผงตามฟ้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 321 ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป

ถ้าเพื่อที่จะทำให้พอแก่ใจเจ้าหนี้นั้น ลูกหนี้รับภาระเป็นหนี้อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นใหม่ต่อเจ้าหนี้ไซร้ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านมิให้สันนิษฐานว่าลูกหนี้ได้ก่อหนี้นั้นขึ้นแทนการชำระหนี้

ถ้าชำระหนี้ด้วยออก-ด้วยโอน-หรือด้วยสลักหลังตั๋วเงินหรือประทวนสินค้า ท่านว่าหนี้นั้นจะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินหรือประทวนสินค้านั้นได้ใช้เงินแล้ว

มาตรา 656 ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นแทนจำนวนเงินนั้นไซร้ ท่านให้คิดเป็นหนี้เงินค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ

ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ

ความตกลงกันอย่างใดๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวมานี้ ท่านว่าเป็นโมฆะ เชียงราย – นายจำเริญ ปันดอน ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงปลาด้วยหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 กล่าวว่า เชียงแสนถือเป็นแหล่งเลี้ยงปลามากเป็นอันดับ 2 ของจังหวัดเชียงราย รองจากอำเภอพาน ชาวบ้านทั้ง 8 หมู่บ้าน 4,900 คน ส่วนใหญ่เลี้ยงปลา แต่ที่ผ่านมาประสบปัญหาต้นทุนสูงจากค่า ซื้ออาหาร โดยเฉพาะในปีนี้ราคาปลาลดลง โดยปลานิลเหลือกิโลกรัมละ 40 บาท หากไม่ใช้หญ้าเลี้ยงปลาคงแย่ โดยใช้สูตร 6 : 4 : 1 คือ หญ้า 6 ส่วน รำข้าว 4 ส่วน และหัวอาหาร 1 ส่วน นำมาบดผสมกัน ทำให้ต้นทุนลดลงถึง 3 ใน 4 ส่วน ขณะที่หญ้าเนเปียร์ฯปลูกง่าย ใช้เวลาแค่ 30-45 วัน ก็ตัดมาใช้ได้

ด้าน นางชฎาพร ออนเขียว ผู้เลี่้ยงปลารายหนึ่งกล่าวว่า เลี้ยงปลานิล 8 ไร่ ซื้อมาครั้งละ 21 กระสอบ กระสอบละ 20 กิโลกรัม เฉลี่ยกระสอบละ 300-500 บาท ครั้งหนึ่งใช้เงิน 6,000-10,000 บาท แต่ปัจจุบันปลูกหญ้าเองทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงเหลือเพียงครั้งละ 1,350 บาท

กาฬสินธุ์ – นายสุวิทย์ คำดี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เผยว่า จากกรณีปลานิลที่เลี้ยงในกระชังบริเวณเขื่อนลำปาวล้นตลาด และมีบางส่วนน็อกตาย เสียหายและสร้างภาระหนี้สินให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง จึงได้มอบหมายให้ประมงจังหวัด ประสานห้างสรรพสินค้าในจังหวัด เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังนำปลามาจำหน่าย เพิ่มช่องทางการตลาด ระบายปลาสดจากกระชังสู่ผู้บริโภคโดยตรง รับความร่วมมือจากห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี เปิดพื้นที่บริเวณหน้าห้างให้วางจำหน่ายปลานิลสด ปลาทับทิมมาร่วมจำหน่ายด้วย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาปลากระชังล้นตลาด ในส่วนของการแก้ปัญหาระยะยาว หากการเปิดตลาดขายปลากระชังสดได้รับความนิยม และเป็นหนทางช่วยให้เกษตรกรผ่านพ้นวิกฤตได้ จะดำเนินการจัดให้ต่อเนื่อง ในช่วงวันที่ 7-9 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ จะจัดเทศกาลกินกุ้งปลากาฬสินธุ์ ให้ทราบถึงแหล่งผลิตปลานิลกระชังและกุ้งก้ามกรามแห่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน เมื่อ 2 เดือนก่อนมีปลากระชังค้างรอจำหน่ายประมาณ 200 ตัน ปัจจุบันเหลือปลาในกระชังรอจำหน่ายประมาณ 100 ตัน เป็นช่องทางการจำหน่ายที่ง่ายและสะดวก ผลตอบรับดี จำหน่าย 1 ตัน 30 นาทีขายหมด

ด้าน นายคารม อิ่มจำรอง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง กล่าวว่า เนื่องจากมีนายทุนหลายบริษัท เข้ามาส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงปลากระชังที่บริเวณเขื่อนลำปาว มีทั้งผู้เลี้ยงปลากระชังอิสระ และเป็นเกษตรกรรายใหม่หลายราย ขาดความรู้ความชำนาญในการบริหารจัดการทั้งปล่อยเลี้ยงให้อาหารและการตรวจสภาพน้ำ ทำให้เกิดปัญหาปลาล้นตลาดและน็อกตาย

อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดขายปลากระชังสดครั้งนี้ ทำให้ผู้บริโภคได้ปลาสด คุณภาพดีกว่าปลาแช่แข็งในห้างแถมยังราคาถูกกว่าท้องตลาดและถูกกว่าปากกระชังอีกด้วย

“เพราะเป็นการขายตรงระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตกับ ผู้บริโภค โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง” หลังจากได้เข้าศึกษาดูงานด้านการพัฒนาที่ดิน ที่ โครงการศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแนวทางพระราชดำริไว้ โดยมี บุญช่วย ช่วยระดม ผู้อำนวยการโครงการศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม คอยให้คำปรึกษานำแนวพระราชดำริของพระองค์ไปประยุกต์ใช้

ทั้ง อาคม เข็มทอง และ นิตยา สว่างวงศ์ สองสามีภรรยาวัย 49 ปีเท่ากัน จึงพากันกลับมาพลิกฟื้น “ไร่เข็มทอง” บนผืนดิน 40 ไร่ ในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลธรรมเสน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งทั้งคู่ได้ลงทุนซื้อมาในสนนราคา ไร่ละ 70,000 บาท โดยใช้รถไถปรับแปรสภาพจากบ่อลูกรังเสื่อมโทรมริมเชิงเขา เป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง ที่หลายคนคิดว่าไม่น่าจะสามารถปลูกอะไรได้ ให้กลายสภาพเป็นผืนดินเรียบ พร้อมปรับสภาพดินด้วยการใช้ปุ๋ยคอก แล้วช่วยกันปลูกพืชผักและผลไม้มากมายหลากหลายชนิด เช่น หน่อไม้ มะขามยักษ์ สะเดา มะฮอกกานี มะม่วง ส้มโอ น้อยหน่า มะพร้าว กระท้อน กล้วย ขนุน ลำไย หมากเม่า หนำเลียบ กระเจี๊ยบ มะนาว มะกรูด ละมุด เกาลัด

นอกจากนี้ ยังปลูกผักสวนครัวอีกหลายชนิดผสมผสานอยู่ร่วมกัน toobnetwork.com เป็นพืชผักที่ปลอดสารพิษ ไม่ใช้สารเคมี บางชนิดสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไว้รับประทานได้ตลอดปี ปลูกไว้กิน เหลือก็เอาไปขาย บางชนิดเป็นผักพื้นบ้าน เช่น ต้นหนำเลียบ รวมทั้งลูกหมากเม่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นผลไม้พื้นบ้านมีลักษณะออกผลเป็นพวงเม็ดเล็กๆ มีรสชาติอมเปรี้ยวมักชอบขึ้นอยู่ในป่า หารับประทานได้ยากนำมายำกินเป็นอาหารอร่อย

“นิตยา” บอกว่า เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นบ่อดินลูกรังเก่าปลูกอะไรไม่ได้ผล หลังซื้อมาปรับพื้นที่แล้วจึงทดลองนำต้นไผ่กิมซุงประมาณ 500 หน่อ มาปลูก เพราะเป็นไผ่ที่โตไวปลูกเป็นแนวรั้วสามารถเก็บกินได้เร็วกว่าอย่างอื่น หากมีมากก็จะเก็บหน่อไปขายได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ต้นไผ่ยังเป็นไม้ประเภทยืนต้น ที่สำคัญคือต้องการจะปลูกป่า โดยการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งมองว่าโครงการเขาชะงุ้มสามารถทำได้ตามแนวพระราชดำริของพระองค์ ดังนั้น ประชาชนคนธรรมดาก็น่าจะทำได้เช่นกัน จึงเริ่มปรับปรุงพื้นที่จุดนี้ที่เป็นดินลูกรังให้เป็นที่ว่างเปล่า จากนั้นเริ่มปลูกต้นไม้ทีละต้น ไล่เรียง

จากทุนที่มีน้อย แต่ค่อยๆ ปลูกพืชผักไปเรื่อยๆ จนขณะนี้มีพืชผักผลไม้หลากหลายชนิด “ส่วนพื้นที่ท้ายไร่เคยปลูกข้าวโพด พอเริ่มจะเก็บเกี่ยวฝักได้ก็เกิดปัญหา มีฝูงลิงจำนวนมากที่อาศัยอยู่บนภูเขาลงมากัดแทะกินเสียหายทั้งหมด จึงพยายามลองคิดหาวิธีการป้องกันฝูงลิงรุกรานพืชไร่ ด้วยการปลูกต้นมะกรูดไว้ประมาณ 500 ต้น เป็นมะกรูดที่เพาะจากเมล็ดมีอายุยืนยาว ปรากฏว่าต้นมะกรูดเป็นพืชที่มีหนามแหลมคม และมีกลิ่นฉุน ทำให้ฝูงลิงไม่เข้ามาในพื้นที่อีก ซึ่งนอกจากปลูกไว้ป้องกันฝูงลิงรุกรานแล้ว และยังสามารถตัดใบมะกรูดส่งขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท โดยมีพ่อค้าแม่ค้ามาตัดเองถึงสวน เพราะใบสวย และปลอดสารเคมี”

“นิตยา” ระบุด้วยว่า พืชผักในไร่เข็มทองจะใส่ปุ๋ยมูลคอก ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงจึงปลอดสารพิษทุกอย่าง สังเกตได้จากมีผึ้งมาเกาะอาศัยทำรังตามต้นลำไย ต้นมะตูมเป็นจำนวนมาก และที่นี่ยังอนุรักษ์เลี้ยงควายไทยไว้ 3 ตัว

ซึ่งปัจจุบันจะพบควายอยู่ในท้องถิ่นน้อยลงแล้ว โดยใช้มูลควายไปเป็นปุ๋ยใส่พืชผักเจริญงอกงามดี อย่างขนุนมีลูกห้อยติดดินเลย ยอมรับว่าศาสตร์ของพระราชาสามารถนำมาใช้ได้ผลดีมาก จะเห็นว่าหลายภาคส่วนรวมทั้งประชาชนจำนวนมาก ที่ได้นำแนวพระราชดำริของพระองค์มาทดลองใช้ปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ดู ปรากฏว่าได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง

ด้าน “บุญช่วย” เผยว่า จากการลงสำรวจพื้นที่ทราบว่าใกล้เคียงกับโครงการเขาชะงุ้ม มีสภาพเป็นดินลูกรังแทบจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย แต่ด้วยความเข้าใจและความสนใจของประชาชนและเกษตรกร ได้เข้ามาเรียนรู้ที่โครงการ ได้เห็นในพื้นที่โครงการว่าแม้จะเป็นพื้นที่ดินเสื่อมโทรมใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ แต่พระองค์ได้มีแนวพระราชดำริให้เห็นเป็นรูปธรรม จากพื้นที่ดินเสื่อมโทรมที่จะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ สามารถที่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เกษตรกรหลายคนที่ได้เข้ามาเรียนรู้ จึงน้อมนำเอาศาสตร์ของพระราชา นำผลสำเร็จที่ได้จากเขาชะงุ้มนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงดินที่เสื่อมโทรม เป็นดินลูกรังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ นำไม้ไผ่ ไม้ป่ามาปลูก