ขณะเดียวกันเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้จดทะเบียนจัดตั้ง

“บริษัท ชูการ์เคน อีโคแวร์ จำกัด” ขึ้น เพื่อผลิตสินค้าเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ด้านอุปโภคและบริโภค อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ที่ทำจากชานอ้อยและวัสดุธรรมชาติอื่นๆ เช่น จาน ชาม จากชานอ้อย ตามแผนจะเริ่มการก่อสร้างโรงงานเฟสแรก มูลค่า 300 ล้านบาท กำลังการผลิต 800,000-1,000,000 ชิ้น/วัน คาดว่าจะเริ่มผลิตจำหน่ายได้ต้นปี 2562 วางแผนตลาดเป้าหมายทั้งภายในประเทศและส่งออก

นอกจากนี้ กลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์ ได้จับมือกับพันธมิตรโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เพื่อร่วมกันผลิตอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งทำจากวัตถุดิบชานอ้อย เช่น โถปัสสาวะ และถาดรองสิ่งปฏิกูล สำหรับใช้ในโรงพยาบาล และธุรกิจบริการทางสุขภาพ เพื่อให้สามารถจัดการได้ง่าย แทนที่จะใช้แบบสเตนเลสที่จำเป็นต้องล้างใช้ใหม่ ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการ คาดว่าจะจัดจำหน่ายได้ในกลางปีนี้ ซึ่งนับเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วทำให้เกิดกำไรสูงสุด

เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำตาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางกลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์ได้ขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงงานน้ำตาลใหม่ จำนวน 2 แห่ง กำลังผลิตแห่งละ 20,000 ตันอ้อย มูลค่าลงทุนแห่งละประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มลงมือโรงงานแรกที่อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ก่อน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มผลิตได้ใน ปี 2563-2564 และที่จังหวัดสุรินทร์ จะเริ่มก่อสร้างหลังจากทำโรงงานที่ อ.ชำนิ แล้วเสร็จ เมื่อโรงงานแห่งใหม่แล้วเสร็จทั้งหมดภายใน 5 ปี กลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์จะมีกำลังผลิตรวมประมาณ 70,000 ตันอ้อย

สำหรับปัญหาเรื่องการเปิดเสรีในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลนั้น ทุกอย่างคงจะคลี่คลายในเร็วๆ นี้ โดยที่ผ่านมาการใช้ตัวเลขราคาน้ำตาลหน้าโรงงานอาจจะหยิบยกกันคนละตัว ซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน แต่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก ตอนนี้ทางสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กำลังดำเนินการ คงจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม นโยบายการเปิดเสรีตอนนี้ คิดว่าเสรีแล้ว และการคำนวณราคาอ้อยที่จะแบ่งปันผลประโยชน์ควรจะไปในทิศทางเดียวกัน

“ผมเชื่อว่าอุตสาหกรรมเกษตรทุกชนิด ถ้าเกษตรกรไม่เข้มแข็ง ตัวโรงงานไปไม่ได้อยู่ดี แล้วแต่มุมมอง ถ้าอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเปิดเสรีเลย โรงงานซื้ออ้อยเท่าไรก็ได้ ของเยอะก็ซื้อต่ำ ของน้อยก็ซื้อแพง แข่งขันเหมือนพืชเกษตรทั่วไป แต่ถามว่ายุติธรรมสำหรับเกษตรกรหรือไม่ ผมว่าไม่แฟร์ แต่สิ่งที่ธุรกิจอ้อยและน้ำตาลดำเนินการภายใต้ระบบ 70 : 30 ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ผมถือว่าแฟร์ ถ้าระยะยาว ความยุติธรรม โดยทุกฝ่ายทั้งชาวไร่อ้อยและโรงงานสามารถเดินไปด้วยกันได้ ผมว่าจะทำให้ธุรกิจมีเสถียรภาพมากกว่า”

“ช่องท้อง” ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ จำนวนมาก ได้แก่ ตับ ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร ม้าม ตับอ่อน ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ รวมไปถึงอวัยวะของระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดท้อง จึงมีสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ มากมาย นับเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่นำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์

สาเหตุของอาการปวดท้องอาจเกิดจากโรคของอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ในช่องท้อง หรืออาจเกิดจากอวัยวะนอกช่องท้อง เรียกว่าอาการปวดท้องที่ร้าวมาจากอวัยวะอื่น (Referred Pain) เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคปอดบวม การติดเชื้อที่ผิวหนัง เช่น โรคงูสวัด เป็นต้น

การหาสาเหตุของอาการปวดท้องประกอบด้วยวิธีต่างๆ มากมาย ตั้งแต่การซักประวัติ ตรวจร่างกาย การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมไปถึงการส่งตรวจวินิจฉัยทางรังสี แม้ว่าจะมีวิธีตรวจมากมาย กล่าวคือ โดยทั่วไปแบ่งช่องท้องเป็น 7 ส่วน เมื่อใช้สะดือเป็นจุดตรงกลาง ลากเส้นสมมุติแนวนอน เหนือเส้นแนวสะดือเป็นช่องท้องช่วงบน ใต้เส้นแนวสะดือเป็นช่องท้องช่วงล่าง ต่อมาลากเส้นแนวตั้งกลางลำตัวแบ่งเป็นช่องท้องซีกซ้ายและซีกขวา และเพิ่มอีก 3 ส่วน คือ ใต้ลิ้นปี่ (Epigastrium) บริเวณรอบสะดือ (Periumbilical area) และบริเวณเหนือหัวหน่าว (Suprapubic area) เมื่อมีอาการปวดท้องในตำแหน่งเหล่านี้มักเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นึกถึงโรคของอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ในตำแหน่งเหล่านี้ ได้แก่

ปวดท้องด้านขวาช่วงบน อาจเป็นโรคที่เกิดจากตับ ถุงน้ำดี ลำไส้ที่อยู่บริเวณนี้ และไตขวา เช่น ตับอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี กรวยไตขวาอักเสบ นิ่วในไตขวา เป็นต้น

ปวดท้องด้านซ้ายช่วงบน อาจเป็นโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหาร ม้าม ตับอ่อน ลำไส้ที่อยู่บริเวณนี้ และ ไตซ้าย เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ม้ามแตก กรวยไตซ้ายอักเสบ นิ่วในไตซ้าย เป็นต้น

ปวดท้องด้านขวาช่วงล่าง อาจเป็นโรคที่เกิดจากไส้ติ่ง ลำไส้ที่อยู่บริเวณนี้ ปีกมดลูกด้านขวา เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ปีกมดลูกขวาอักเสบ เป็นต้น

ปวดท้องด้านซ้ายช่วงล่าง อาจเป็นโรคที่เกิดจากลำไส้ที่อยู่บริเวณนี้ ปีกมดลูกด้านซ้าย เช่น ลำไส้อักเสบ ปีกมดลูกซ้ายอักเสบ เป็นต้น

ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ อาจเป็นโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร ถุงน้ำดี เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ กรดไหลย้อน นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น ปวดท้องบริเวณรอบสะดือ เป็นตำแหน่งของลำไส้เล็ก อาจเกิดจากลำไส้อักเสบ และเป็นอาการเริ่ม ปวดท้องของไส้ติ่งอักเสบได้ (ก่อนจะย้ายไปปวดบริเวณด้านขวาช่วงล่าง)

ปวดท้องบริเวณเหนือหัวหน่าว อาจเป็นโรคที่เกิดจากกระเพาะปัสสาวะ มดลูก เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ มดลูกอักเสบ เนื้องอกมดลูก เป็นต้น นายวิเชษฐ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไป สายงานธุรกิจ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.เสนอกระทรวงการคลัง เพื่อนำเข้าสู่การพิจาณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ บสย.ดำเนินโครงการค้ำประกันสินเชื่อ 2 โครงการ วงเงินรวม 165,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อรายย่อย (Micro Entrepreneur) ระยะที่ 3 วงเงิน 15,000 ล้านบาท กำหนดวงเงิน

ค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท ต่อราย ระยะเวลาดำเนินการ 1.5 ปี ต่อยอดจากโครงการระยะ 2 ที่ได้รับการอนุมัติจาก ครม. 13,500 ล้านบาท ช่วยค้ำประกันเอสเอ็มอีไปแล้ว 1.6 แสนราย ล่าสุดมีวงเงิน ค้ำประกันเหลือ 600 ล้านบาท คาดว่าจะหมดในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งโครงการใหม่นี้จะมีการเจรจากับธนาคารให้คิดดอกเบี้ยเอสเอ็มอีถูกลง เพื่อให้เอสเอ็มอีจ่ายเงินงวดน้อยลง จากขณะนี้ธนาคารคิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ เช่น 1.5% ต่อเดือน

นายวิเชษฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเสนอโครงการค้ำประกันสินเชื่อระยะที่ 7 (PGS7) วงเงิน 150,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 1.5 ปี วงเงินค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 40 ล้านบาท ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ บสย.เรียบร้อยแล้ว เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการค้ำประกันสินเชื่อระยะที่ 6 ได้รับอนุมัติมา 1 แสนล้านบาท ล่าสุด เหลือวงเงินค้ำประกัน 26,000 ล้านบาท จะหมดอายุโครงการในเดือนมิถุนายนนี้ สำหรับโครงการในระยะที่ 7 มุ่งเน้นการช่วยเหลือเอสเอ็มอี 3 กลุ่มคือ กลุ่มเอสเอ็มอีใช้บัญชีเดียว กลุ่มเอสเอ็มอีแบงก์รัฐ และกลุ่มเอสเอ็มอีแบงก์เอกชน

“ทั้ง 2 โครงการเป็นแผนงานในไตรมาส 2 ที่ บสย.เตรียมไว้ และเตรียมเสนอโครงการค้ำประกันสินเชื่อนอนแบงก์ ล่าสุดมี 2 ธนาคารให้ความสนใจแล้ว คาดว่า 3 โครงการใหม่นี้จะพร้อมดำเนินการได้ใน ไตรมาสที่ 3” นายวิเชษฐ กล่าว

นางนิภารัตน์ พิสิฐพิทยเสรี รักษาการแทนผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวถึงผลการดำเนินงานค้ำประกัน สินเชื่อ บสย. ไตรมาส 1 ปี 2561 (1 มกราคม-31 มีนาคม) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มียอดอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับ 17 ธนาคารพันธมิตรวงเงิน 23,313 ล้านบาท จำนวนหนังสือค้ำประกัน 31,733 ฉบับ (LG) เป็นไปตามเป้าหมายและแผนวิสาหกิจ ปีนี้ตั้งเป้าหมายค้ำประกัน 1.1 แสนล้านบาท คาดว่าจะช่วยค้ำประกันเอสเอ็มอีได้ประมาณ 1 แสนราย

นายจตุฤทธิ์ จันทรกานต์ รองผู้จัดการทั่วไป สายงานสนับสนุน บสย. กล่าวว่า บสย.ปรับปรุงประสิทธิภาพ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รองรับแผนงานการอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อให้เร็วขึ้นจาก 3 วัน เป็น 1 วันทำการ เบื้องต้นเริ่มดำเนินการกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารกรุงไทยในเดือนพฤษภาคมนี้

เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งใน 6 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล พัทลุง สุราษฎร์ธานี ประมาณ 60 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือขอให้แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำและปัญหาต้นทุนการผลิตสูงต่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

นายครรชิต เหมรักษ์ ประธานชมรมกุ้งสงขลา-นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ราคากุ้งตกต่ำอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อน ต้องการให้คณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) พิจารณาอนุมัติโครงการแทรกแซงราคากุ้งตกต่ำ โดยรับจำนำกุ้งขาวแวนาไมไม่น้อยกว่า 10,000 ตัน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน หรือพิจารณาอนุมัติโครงการรักษาเสถียรภาพราคากุ้งอีกครั้ง หรือมาตรการที่เหมาะสมอื่นๆ สำหรับมาตรการลดต้นทุนการผลิต เสนอให้ลดราคาปัจจัยการผลิต จัดหาหรือสนับสนุนแหล่งเงินทุนปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการห้องเย็น โดยขอรับทราบคำตอบภายในวันที่ 10 พฤษภาคม

“ราคาที่เสนอให้มีการแทรกแซง คือกุ้งขนาด 100 ต่อกิโลกรัม ราคา 130 บาท ขนาด 90 ตัว ราคา 140 บาท ขนาด 80 ตัว ราคา 150 บาท ขนาด 70 ตัว 160 บาท ขนาด 60 ตัว 180 บาท ขนาด 50 ตัว 200 บาท ขนาด 40 ตัว 220 บาท และขนาด 30 ตัว ราคา 240 บาท นอกจากนั้นขอให้แก้ปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตสูง ขณะนี้ต้นทุนการผลิตอยู่กิโลกรัมละ 120 บาท สำหรับกุ้งขนาด 100 ตัวต่อกิโลกรัม” นายครรชิต กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดในวันนี้ราคากุ้งยังลดลงอีกเฉลี่ยกิโลกรัมละ 3-5 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ปรับตัวลดลงรุนแรงในรอบหลายปี โดยมีการปรับลดลงนั้นเป็นไปแบบไม่ปกติ เนื่องจากมีผลผลิตกุ้งเข้าสู่ตลาดเท่าเดิม ในขณะที่ราคากลับร่วงลงอย่างรุนแรง เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งบางรายต้องล่อยทิ้งร้างไว้นานกว่า 1 เดือน

นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า จากการที่ ผส.ได้รณรงค์เชิญชวนให้ผู้สูงอายุร่วมโครงการบริจาคเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุให้กับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย โดยเปิดโครงการให้ร่วมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าขณะนี้มีเพียง 400 คนเท่านั้นที่ร่วมบริจาค

จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 50,000 คน ทั้งนี้ เป้าหมาย 50,000 คนที่เป็นเป้าหมาย เป็นการคำนวณจากผู้สูงอายุที่มาลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพมีประมาณ 8 ล้านคน จากจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมดที่มีประมาณ 11 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุที่ไปลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ 3.6 ล้านคน ซึ่งหมายถึงอีกประมาณ 5 ล้านคน น่าจะไม่ได้อยู่ในเกณฑ์คนจนที่รับสวัสดิการก็สามารถบริจาคได้

โดยประมาณเป้าหมายเพียงร้อยละ 1 จาก 5 ล้านคน ก็ประมาณ 5 หมื่นคน ที่น่าจะบริจาคได้ แต่ช่วงที่ผ่านมา ผส. กระทรวงมหาดไทย รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็พยายามเชิญชวนประชาสัมพันธ์ แต่ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมามีผู้มาร่วมบริจาคเพียง 400 คน เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก สาเหตุคิดว่าทุกคนอาจจะคิดว่าเป็นสิทธิที่จะได้ และการนำไปบริจาค ผู้สูงอายุก็อาจจะอยากตัดสินใจด้วยตนเอง

ถ้าหากบริจาคด้วยการไม่รับเบี้ยยังชีพเงินดังกล่าวจะเข้าไปสู่กองทุนผู้สูงอายุเพื่อนำไปใช้สมทบช่วยเหลือผู้สูงอายุยากจนที่รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นอกจากนี้ คาดว่าข้อมูลข่าวสารอาจจะไปไม่ถึง ผู้สูงอายุไม่รู้ช่องทางบริจาคอย่างไร หรือบางคนได้รับเงินผ่านบัญชีทุกเดือนก็ไม่ได้สนใจที่จะบริจาค ซึ่ง ผส.ก็พยายามสื่อสาร ทำเป็นคลิปเชิญชวน ก็อยากจะฝากเชิญชวนผู้สูงอายุที่คิดว่าเงินส่วนนี้อาจจะไม่ได้ใช้อะไรก็สามารถนำไปบริจาค หากบริจาคเป็นจำนวน 12 เดือนหรือครบ 1 ปี จะได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติเป็นเหรียญพระคลัง ผลิตโดยกรมธนารักษ์

อธิบดี ผส.กล่าวด้วยว่า เฉลี่ยแต่ละปีรัฐต้องจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนถึง 64,000 ล้านบาท เพื่อเบิกจ่ายเป็นเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนไว้จำนวน 8 ล้านคน ถือว่าเป็นภาระที่หนักมาก และอนาคตผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น การจัดสรรเบี้ยยังชีพก็จะเป็นภาระรัฐเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ต้องพยายามหาช่องทางให้ผู้ที่มีบริจาคช่วยเหลือผู้ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ ซึ่ง ผส.คงต้องประชาสัมพันธ์เชิงรุกมากขึ้น

รศ. (พิเศษ) นพ. ทวี โชติพิทยสุนนท์ อาจารย์พิเศษ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากติดเชื้อไวรัสมีหลากหลายสายพันธุ์ และสลับเปลี่ยนเชื้อไวรัสไปมาในแต่ละฤดูกาล ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ สามารถติดเชื้อไวรัสได้ทั้งปี แต่สูงสุดจะอยู่ในช่วงหน้าฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม และในหน้าหนาว กลุ่มเด็กมีอัตราการติดเชื้อสูงสุด อาจเกิดอาการป่วยรุนแรง มีโรคแทรกซ้อนจนถึงต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล หรืออาจเสียชีวิตหากไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยแนะให้ฉีดวัคซีนก่อนถึงฤดูการระบาด เพื่อให้ภูมิคุ้มกันพร้อมสำหรับป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

รศ. (พิเศษ) นพ. ทวี กล่าวด้วยว่า ในปี 2561 ประเทศไทยมีวัคซีนชนิดครอบคลุม 4 สายพันธุ์ มีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว หากใครที่เคยฉีดสายพันธุ์เดิมมาก่อน แนะนำให้ฉีดอีกครั้งที่สถานพยาบาล เพื่อให้ได้รับวัคซีนที่มีสายพันธุ์ตรงกับที่องค์การอนามัยโลกได้แนะนำล่าสุด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ และได้รับประโยชน์จากการป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วยวัคซีนอย่างเต็มที่

พญ. มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า โรคท้าวแสนปมเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นได้บ่อย พบอัตราการเกิดโรคจากประชาชน 2,500 คน พบผู้ป่วยได้ 1 คน ทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสการเกิดโรคเท่ากัน โดยมีอาการก้อนขึ้นตามผิวหนัง อาจมีขนาดเล็กหรือใหญ่มากร่วมกับมีปานสีน้ำตาลขนาดค่อนข้างใหญ่ และรักแร้ตกกระ โรคท้าวแสนปมก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะต่างๆ ได้หลายอวัยวะ เช่น กระดูกสันหลัง ระบบตา ระบบข้อ โรคไต ความดันโลหิตสูง มะเร็ง อาการทางประสาท เช่น ลมชัก ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคท้าวแสนปมที่ได้ผลดี เน้นการรักษาตามอาการ เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนเป็นหลัก

พญ. มิ่งขวัญ กล่าวต่อว่า สำหรับการรักษาก้อนตามผิวหนังจะขึ้นกับตำแหน่งและจำนวนก้อนที่เป็น หากเป็นก้อนเดี่ยวหรือมีจำนวนไม่มากและอยู่ในบริเวณที่ผ่าตัดได้ แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยวิธีการผ่าตัดออก แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ ขอให้ประชาชนอย่าได้รังเกียจ ควรให้กำลังใจผู้ป่วยเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

เปิดเวที รวมความรู้-ปั้นบุคลากรไมซ์รุ่นใหม่

ผศ. สุพจน์ โกวิทยา รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ม.อ.โดยหลักสูตรการจัดการประชุม นิทรรศการ และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (หลักสูตรไมซ์) คณะวิทยาการจัดการ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ จัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการจัดประชุม และนิทรรศการ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจไมซ์ชั้นนำร่วมถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ส่งเสริมการพัฒนา บุคลากรไมซ์รุ่นใหม่ พร้อมผลักดันให้คณะวิทยาการจัดการ ม.อ.เป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้ด้านธุรกิจไมซ์ในภาคใต้

รองอธิการบดี ม.อ.กล่าวต่อไปว่า ม.อ.ตระหนักถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมการจัดประชุม สัมมนา การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ หรือที่รวมเรียกว่าอุตสาหกรรม ไมซ์ ซึ่งช่วยส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก จึงได้เปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรไมซ์มาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีความร่วมมือจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านธุรกิจไมซ์แก่นักศึกษา รวมถึงผู้ประกอบการ หน่วยงาน องค์กร ผู้จัดงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจไมซ์แก่ผู้จัดงาน ที่สำคัญยังเป็นการพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถ เสริมสร้างประสบการณ์แก่นักศึกษา เพื่อให้มีความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคใต้

ด้าน ผศ.ดร. บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ คณบดีคณะวิทยาการจัดการ ม.อ. กล่าวว่า หลักสูตรไมซ์จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้นจากที่คณะวิทยาการจัดการได้ลงนามความร่วมมือกับทีเส็บในการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายด้านการศึกษาไมซ์ในภูมิภาคภาคใต้ วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับความรู้ของบุคลากร ในธุรกิจไมซ์ ทั้งอาจารย์ผู้สอน บุคลากร และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ พร้อมทั้งเสริมสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างบุคลากรในภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมไมซ์

ทางด้าน นางอรชร ว่องพรรณงาม ผอ.ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บ มีกลยุทธ์สำคัญประการหนึ่งคือการดำเนินงานพัฒนาและยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถ ของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย ซึ่งเป็นภารกิจที่อยู่ในขอบข่ายความรับผิดชอบของฝ่ายพัฒนาศักยภาพ อุตสาหกรรมไมซ์ การดำเนินงานพัฒนาหลักสูตรไมซ์มาตรฐานสากล และการจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จึงเป็นภารกิจที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การพัฒนาของทีเส็บ

ผศ.ดร. เกสรี ลัดเลีย รักษาราชการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เผยถึงกิจกรรมการอบรมปฏิบัติการ การพัฒนาครูสอนไม่ตรงสาย 9 กลุ่มสาระ ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาชายแดนใต้ ซึ่ง มรภ.ยะลาจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ครูสอนไม่ตรงสาย 9 กลุ่มสาระ ได้แก่ กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระภาษาไทย กลุ่มสาระสังคมศึกษา กลุ่มสาระศิลปะ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระ วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษา และกลุ่มการศึกษาปฐมวัย

ผศ.ดร. เกสรี กล่าวต่อว่า การที่โครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาชายแดนใต้จัดกิจกรรมขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3 จังหวัดแดนใต้ให้สามารถตอบโจทย์ของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่สังคมขนาดใหญ่ ทั้งในระดับภูมิภาคและสังคมโลก รวมถึงเพื่อหารือและกำหนดแนวทางจัดทำฐานข้อมูลสภาวการณ์ด้านการศึกษา

“ทั้งยังต้องการพัฒนาศักยภาพครูที่อยู่ในพื้นที่ให้สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถคิดวิเคราะห์เรียนรู้ด้วยตนเอง มีลักษณะที่พึงประสงค์และมีทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ตามเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนพัฒนาครูสอนไม่ตรงสาย 9 กลุ่มสาระให้มีความมั่นใจและสามารถ ยกระดับคุณภาพการศึกษาที่ยกฐานะครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงอย่างแท้จริง และจัดระบบการศึกษาและ ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพครูอย่างต่อเนื่อง” ผส.ดร. เกสรี กล่าว

เชื่อมชายแดนมาเลย์ – เพิ่มค้าขายระหว่างประเทศ

คมนาคมทุ่ม 3.7 หมื่นล้าน สร้างมอเตอร์เวย์ สายหาดใหญ่ ถึงชายแดนไทย-มาเลเซีย เพิ่มทางเลือก ให้ประชาชนไม่ต้องพึ่งแต่ถนนเพชรเกษม และยังช่วยระบายการจราจรที่หนาแน่น เล็งชงเข้าครม.ปลายปีนี้ คาดแล้วเสร็จปี 2565

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดสัมมนาเพื่อประเมินความสนใจของภาคเอกชน ในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายหาดใหญ่ไปถึงชายแดนไทย-มาเลเซีย ระยะทางประมาณ 62 กิโลเมตรว่า จากเดิมประชาชนที่จะสัญจรไปยังภาคใต้นอกจากเดินทางด้วยทางอากาศแล้ว ยังจะสามารถเดินทางได้โดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 หรือ ถนนเพชรเกษม ได้เพียงเส้นทางเดียว

ส่งผลให้มีปริมาณรถที่เดินทางสะสมจำนวนมาก โดยเฉพาะเส้นทางที่จะมุ่งหน้าสู่ด่านชายแดนสะเดา และ ปาดังเบซาร์ ซึ่งเป็นด่านชายแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงถึง ปีละเกือบ 500,000 ล้านบาท