ขออ้างอิงผลวิจัยของ ผศ.วันทนีย์ เกรียงสินยศ แห่งสถาบันโภชนา

กินได้ดีมีประโยชน์ แถมได้สารอาหารมากและไม่ทำให้อ้วน เพราะข้าวเจ้าขัดขาวและข้าวเหนียว เมื่อนำไปบริโภค จะถูกย่อยได้ง่าย เปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้เร็ว ส่วนข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ที่ไม่ผ่านการขัดสี ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีท ถั่วบางชนิด (ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว) รวมทั้งธัญพืชที่กินทั้งเมล็ด เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยได้ช้ากว่า รวมทั้งมีแร่ธาตุ วิตามิน และสารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าด้วย หากบริโภคข้าวหรือแป้งที่ไม่ขัดสีร่วมกับกินผักและผลไม้เป็นประจำจะยิ่งช่วยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น

กรมส่งเสริมการเกษตรได้เผยแพร่ผลงานวิจัยเรื่องการแปรรูปข้าว ของคุณฉลอง เกิดศรี และคุณไพโรจน์ สุวรรณจินดา (2551) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมสาธิตการแปรรูปข้าวในหลากหลายรูปแบบ เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้คนไทยได้รู้จักการแปรรูปข้าวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ สำหรับใช้บริโภคในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเป็นช่องทางสร้างงาน สร้างอาชีพแก่ผู้สนใจไปพร้อมๆ กัน

เมนูนี้ใช้ ข้าวกล้อง 1 ถ้วย เมล็ดบัว 1 ถ้วย ลูกเดือย 1 ถ้วย น้ำเปล่า 2 ลิตร เกลือป่น/น้ำตาลทรายเล็กน้อย

วิธีทำ 1.นำข้าวกล้อง เมล็ดบัว ลูกเดือย มาคัดสิ่งสกปรกออก ล้างน้ำให้สะอาด แช่น้ำ 1 คืน หรือแช่ในน้ำอุ่น 3 ชั่วโมง 2. นำข้าวกล้อง เมล็ดบัว ลูกเดือยที่แช่ไว้ไปต้มให้สุก แล้วนำไปปั่นให้ละเอียด 3. นำส่วนผสมที่ปั่นแล้วไปต้มกับน้ำจำนวน 2 ลิตร ต้มให้เดือด คอยคนไม่ให้ติดก้นหม้อ สังเกตจนกระทั่งมีลักษณะเหมือนข้าวต้มที่หุ่งสุกแล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง 4. นำน้ำที่กรองได้ไปต้มให้เดือดอีกครั้ง อาจเติมเกลือป่น และน้ำตาลทรายเล็กน้อย จึงตักใส่แก้วพร้อมเสริ์ฟ หรือบรรจุใส่ถ้วยออกจำหน่ายในราคา 10-15 บาท

เมนูนี้ใช้ ข้าวไรซ์เบอรี่ 1 ส่วน : เมล็ดบัว ½ ส่วน เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาหาร เช่น ข้าวห่อใบบัว เป็นต้น ข้าวไรซ์เบอรี่ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ทั้งสารเบต้าแคโรทีน แกมมาโฮไรซานอล วิตามินอี ช่วยชะลอความแก่ ผิวพรรณสดใส มีกรดไขมันจำเป็นได้แก่ โอเมก้า 3 มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง ตับและระบบประสาท ฯลฯ ส่วนเมล็ดบัว ช่วยบำรุงม้าน ไตและหัวใจ ช่วยบรรเทาอาการท้องเสียบ่อยๆ ในคนที่ม้านและไตรบกพร่อง ช่วยบำรุงข้อ แก้ร้อนใน และดับกระหาย ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ลดความอ่อนเพลีย

ข้าวกล้อง ผสมถั่วเขียว

เมนูนี้ใช้ ข้าวกล้อง 1ส่วน : ถั่วเขียว ½ ส่วน เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาหาร เช่น ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ ฯลฯ ข้าวกล้องมีคุณประโยชน์ ช่วยเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย ป้องกันโรคเหน็บชา ปากนกกระจอก สร้างเมล็ดเลือดแดง ช่วยการขับถ่าย ป้องกันมะเร็งลำใส้ ป้องกันโรคโลหิตจาง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ส่วนถั่วเขียว จะช่วยบำรุงตับ สายตา ช่วยขับร้อน ขับปัสสาวะ แก้อาการอาหารเป็นพิษ หรือตัดพิษจากสมุนไพร ช่วยกระตุ้นระบบประสาท ช่วยลดความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลและความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน

ข้อควรระวัง คือ ในถั่วเขียวมีสารพิวรีนสูง เมื่อย่อยสลายตัวจะได้กรดยูริก ถ้ามีสะสมในปริมาณมาก จะทำให้เกิดนิ่วในไต และโรคเก๊าท์ ดังนั้น ผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูง จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วเขียวหรือรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

ข้าวกล้องผสมข้าวโพดหวานและมันเทศ

เมนูนี้ใช้ ข้าวกล้อง 1 ส่วน :ข้าวโพดหวาน1/4 ส่วน : มันเทศ 1/4 ส่วน เหมาะสำหรับประกอบอาหารประเภท ข้าวผัดธัญพืช ฯลฯ ผู้บริโภคนอกจากได้รับจากพลังงาน และสารอาหารต่างๆ จากข้าวกล้องแล้ว ข้าวโพดหวาน ยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 1 และบี 2 มีสารเบต้าแคโรทีน บำรุงสายตา โฟเลตสูง ข้าวโพดหวานต้มช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งได้

ถั่วเหลือง จะช่วยลดไขมันในเลือด มีไฟเบอร์ค่อนข้างสูง ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มนานจึงเป็นตัวช่วยที่ดีในการช่วยลดน้ำหนักทางอ้อม ช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี และอุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยในการทำงานของสมอง ป้องกันอาการทางประสาท นอนไม่หลับ และลดอาการซึมเศร้าได้ดี

พืชตระกูลมันเทศ ประเภทเนื้อสีเหลืองส้ม เนื้อสีม่วงมีสารแอนโทไซยานีน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสื่อมของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองอุดตัน ข้อควรระวัง คือ สตรีใกล้คลอดไม่ควรรับประทานมันเทศ เพราะอาจทำให้พลังงานร่างกายสะดุดหรือมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ

ข้าวกล้อง ผสมเผือก

เมนูนี้ใช้ ข้าวกล้อง 1 ส่วน : เผือก 1 ส่วน เหมาะสำหรับประกอบอาหารประเภทข้าวต้มเผือก ข้าวผัดเผือก เป็นต้น ผู้บริโภคนอกจากได้รับจากพลังงาน และสารอาหารต่าง ๆ จากข้าวกล้องแล้ว ยังได้คุณประโยชน์จากเผือก ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ใช้เป็นยาลดไข้ ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง มีธาตุเหล็กและฟลูออไรต์สูง ช่วยป้องกันฟันผุ ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ช่วยบำรุงลำไส้ และแก้อาการท้องเสีย

ข้อควรระวังสำหรับเมนูนี้คือ หัวและต้นเผือกมีผลึกแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้คัน และมีกรดออกซาลิกสูง ทำให้เกิดโรคนิวในไตและโรคเก๊าท์ได้ จึงไม่ควรรับประทานแบบดิบๆ ต้องนำมาผ่านการต้มหรือหมักก่อนถึงจะรับประทานได้ ทั้งนี้ ผู้บริโภคบางรายอาจมีอาการแพ้เผือกได้ แม้จะทำให้สุกแล้วก็ตามโดยอาการที่พบ คือ คันในช่องปาก ทำให้ลิ้นชา เป็นต้น และการรับประทานเผือกในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ม้ามทำงานได้อย่างไม่เป็นปกติ

ข้าวไรซ์เบอรี่ ผสมลูกเดือยและถั่วลิสง

เมนูนี้ใช้ข้าวไรซ์เบอรี่ 1 ส่วน : ลูกเดือย 1/4 ส่วน : ถั่วลิสง 1/4 ส่วน เหมาะสำหรับประกอบอาหารประเภท ข้าวอบสับปะรด ฯลฯ การบริโภคข้าวไรซ์เบอรี่ จะทำให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งสารเบต้าแคโรทีน แกมมาโฮไรซานอล วิตามินอี ช่วยชะลอความแก่ ส่วนลูกเดือยช่วยแก้อาการร้อนใน บำรุงไต บำรุงม้าม ปอด กระเพาะอาหาร ขับปัสสาวะ บำรุงเลือดลมในสตรีหลังคลอด รักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย แก้ไข เหน็บชา ชักกระตุก ลดการตกขาวผิดปกติในสตรี ลดการเก็บมะเร็ง เพราะมีสารคอกซีโนไลด์ ที่มีสรรพคุณในการยับยั้งการเกิดเนื้องอก

ถั่วลิสง อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันที่เป็นประโยชน์ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมและช่วยบำรุงอวัยวะภายในร่างกาย ช่วยบำรุงสมอง เสริมสร้างความจำโดยไขมันในถั่วลิสงเป็นชนิดไขมันไม่อิ่มตัว ช่วยลดความดันโลหินและป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

ข้าวกล้องผสมถั่วแดงและถั่วเหลือง

เมนูนี้ใช้ข้าวกล้อง 1 ส่วน : ถั่วแดง1/4 ส่วน : ถั่วเหลือง1/4 ส่วน เหมาะสำหรับประกอบอาหารประเภท ข้าวผัดธัญพืช ฯลฯ ข้าวกล้อง ให้พลังงานแก่ร่างกาย ป้องกันโรคเหน็บชา ปากนกกระจอก สร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยการขับถ่าย ป้องกันมะเร็งลำไส้ ป้องกันโรคโลหิตจาง มีสารต้านอนุมูลอิสระ

ถั่วแดง มีธาตุเหล็ก แคลเซียมสูง โปรตีนสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำบัดอาการเหน็บชา ใจสั่น ปวดประจำเดือน ช่วยขับพิษ ขับของเหลวในร่างกาย บรรเทาอาการปวดตามข้อกระดูก และถั่วเหลือง ช่วยบำรุงม้าม ขับร้อน ถอนพิษ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ป้องกันการขาดแคลเซียม บำรุงระบบประสาทในสมองเพิ่มความจำ ลดไขมันและคอเลสเตอรอลในร่างกาย

ข้อควรระวังสำหรับเมนูนี้คือ ในถั่วแดงและถั่วเหลืองมีสารพิวรีนสูง เมื่อย่อยสลายตัวจะได้กรดยูริก ถ้ามีสะสมในปริมาณมาก จะทำให้เกิดนิ่วในไต และโรคเก๊าท์ ดังนั้นผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วแดงและถั่วเหลือง หรือรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

“กล้วยไข่” เป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดกําแพงเพชร เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกกล้วยไข่พันธุ์กําแพงเพชร ในระยะห่าง 2×2 เมตร มีการตัดแต่งหน่อทุกระยะการเจริญเติบโตและหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต แปลงปลูกกล้วยไข่จะให้ปุ๋ย 2 ครั้ง คือ หลังปลูกประมาณ 1 เดือน และหลังเก็บเกี่ยว 1 เดือน ปุ๋ยเคมีที่นิยมใช้ คือ ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15, 46-0-0 ใส่ครั้งละ 0.5-1 กิโลกรัม ต่อต้น ส่วนปุ๋ยอินทรีย์จะใช้มูลไก่และกากชานอ้อย อัตรา ไร่ละ 1,000 กิโลกรัม

ด้านการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะอาศัยการสังเกตก่อนเก็บผลผลิต โดยใช้วิธีการนับอายุดูสี ดูเหลี่ยมของผล ดูขนาดผลและนับวันกล้วยไข่ออกดอกบานถึงวันเก็บเกี่ยวประมาณ 45 วัน เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมซื้อขายกล้วยไข่โดยใช้หน่วยในการขายเป็น “ตั้ง” มีเป็นส่วนน้อยที่ทําการซื้อขายโดยชั่งเป็นกิโลกรัม กล้วยไข่คุณภาพดี ต้องมีขนาดหวีสมบูรณ์ 6 หวี ในแต่ละหวี มีไม่น้อยกว่า 12 ผล

“ปุ๋ยอินทรีย์” ตัวช่วยลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต

ปัจจุบัน เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่อยากได้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยลดต้นทุน และเพิ่มปริมาณผลิตผล ควบคู่กับการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย ครูพิมลพรรณ พรหมทอง หรือ “ครูเอ๋” โทร. 086-421-3130 ครูวิทยาศาสตร์ของวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้ศึกษาเรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้วยไข่ ทั้งด้านความสูง ระยะเวลาในการออกหน่อและจำนวนหน่อของต้นกล้วย ระยะเวลาในการออกปลีของต้นกล้วยไข่ รวมทั้งจำนวนหวีต่อเครือของต้นกล้วยไข่

ที่ผ่านมา เกษตรกรนิยมขยายพันธุ์กล้วยไข่ โดยวิธีการใช้หน่อ โดยทั่วไปการปลูกกล้วยไข่เพื่อเลี้ยงหน่อ ทำได้โดยการใช้ระยะปลูกปกติ และใส่ปุ๋ยไนโตรเจนทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 30 กรัม ถึง 60 กรัม ช่วยทำให้หน่อได้ประมาณ 8-10 หน่อ ต่อต้น ต่อปี วิธีการดังกล่าวต้องใช้เวลานานและสิ้นเปลืองแรงงาน เสี่ยงต่อการเกิดโรคและแมลงเข้าทำลาย หน่อที่ได้มีขนาดไม่สม่ำเสมอกันเป็นปัญหาต่อการเก็บเกี่ยว และการกำหนดปริมาณผลผลิตเป็นอย่างมาก จึงได้นำเอาเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ทำให้ได้ต้นพืชตรงตามพันธุ์ สามารถขยายพันธุ์ได้จำนวนมากในระยะเวลาจำกัด ต้นพืชที่ได้ยังปลอดโรค แมลงที่ติดไปกับต้นพันธุ์ วิธีการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จึงเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลดี

ดังนั้น ครูเอ๋ จึงสนใจศึกษาเรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับต้นกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชรที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพราะการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี ไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและสภาพแวดล้อม ทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มผลผลิตไปพร้อมๆ กัน

ครูเอ๋ ได้ศึกษาชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ต่างชนิดกัน ได้แก่ มูลสุกรเปียก มูลสุกรแห้ง มูลวัวเปียก มูลวัวแห้ง มูลวัวแห้งมาก มูลไก่เปียก มูลไก่แห้ง และมูลไก่แห้งมากมาทดลอง โดยนำมูลสัตว์ ในอัตรา 1 กิโลกรัม ผสมกับ น้ำ 1 ลิตร ราดให้ห่างบริเวณโคนต้น ระยะ 30 เซนติเมตร ทุกๆ 30 วัน แล้วหาค่าเฉลี่ยบันทึกผลการเจริญเติบโตของต้นกล้วยไข่แต่ละต้น ทุกๆ สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 เดือน ในแปลงทดลองจริง เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า มูลชนิดใดมีความเหมาะสม ช่วยให้ต้นกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชรมีการเจริญเติบโตในส่วนที่เป็นลำต้น (ความสูง) และส่งผลดีต่อระยะเวลาการออกหน่อ จำนวนหน่อ ระยะเวลาการออกปลีและจำนวนหวีต่อเครือของต้นกล้วยไข่

ผลการทดลองพบว่า ต้นกล้วยไข่ที่เจริญเติบโตดีมีจำนวนหน่อมากที่สุด คือ ต้นกล้วยไข่ที่ใช้ปุ๋ยมูลวัวแบบแห้งมาก ปุ๋ยมูลสุกรแบบแห้ง และปุ๋ยมูลไก่แบบแห้ง มีการเพิ่มจำนวนหน่อมากที่สุด จำนวน 9 หน่อ ขณะที่ต้นกล้วยไข่ที่ใช้ปุ๋ยมูลสุกรแบบแห้งมาก ปุ๋ยมูลวัวแบบแห้ง และมูลไก่แบบเปียก มีจำนวนหน่อ 8 หน่อ ส่วนต้นกล้วยไข่ที่ใช้ปุ๋ยมูลสุกรแบบเปียก มูลวัวแบบเปียกและมูลไก่แบบแห้งมาก มีจำนวน 7 หน่อ

ในด้านความสูง พบว่า กล้วยไข่ที่ใช้ปุ๋ยมูลวัวแบบเปียก มีความสูงมากที่สุดเป็น อันดับ 1 คือ 309 เซนติเมตร ที่ได้ผลดีรองลงมาคือ ปุ๋ยมูลไก่แบบแห้งมาก ต้นกล้วยไข่มีความสูงเป็น อันดับ 2 คือ 307 เซนติเมตร ส่วนต้นกล้วยไข่ที่ใช้ปุ๋ยมูลวัวแบบแห้ง และมูลวัวแบบแห้งมาก มีความสูง 300 เซนติเมตร

ครูเอ๋ บอกว่า ปุ๋ยอินทรีย์แต่ละชนิด มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้วยไข่แตกต่างกันออกไป หากต้องการให้ต้นกล้วยไข่มีการเติบโตด้านความสูง ควรใช้ปุ๋ยมูลวัวแบบเปียก ด้านระยะเวลาการออกหน่อ ควรใช้ปุ๋ยมูลไก่แบบแห้ง หากต้องการให้ต้นกล้วยไข่มีจำนวนหน่อมาก ควรใช้ปุ๋ยมูลวัวแบบแห้งมาก หรือปุ๋ยมูลสุกรแบบแห้ง และปุ๋ยมูลไก่แบบแห้ง หากต้องการให้ต้นกล้วยไข่ออกปลีเร็ว ควรใช้ปุ๋ยมูลวัวแบบแห้ง หากต้องการให้ต้นกล้วยไข่มีจำนวนหวีต่อเครือมาก ควรใช้ปุ๋ยมูลไก่แบบเปียก และมูลไก่แบบแห้ง

ประการต่อมา ครูเอ๋ แนะนำให้เกษตรกรนำปุ๋ยอินทรีย์มาใช้ให้ตรงกับระยะเวลาของต้นกล้วยไข่ ในช่วงต้นฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งดินมีความชื้น มีความชุ่มชื้นในฤดูฝนเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้นและออกปลีจนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตกล้วยไข่ในช่วงฤดูฝนพอดี ผลงานวิจัยของครูเอ๋ แสดงให้เห็นว่า การเจริญเติบโตของต้นกล้วยไข่พันธุ์กำแพงเพชรที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต่างชนิดกัน สามารถนำไปใช้งานได้จริงอย่างดีเยี่ยม

มีดตัดกล้วยไข่

กลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร ประกอบด้วย น.ส. พรทิพย์ ชมชื่น นายนฤเบศ แสงเพชร และนายสุรศักดิ์ พรมเอ๋ว ได้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง มีดตัดกล้วยไข่ ภายใต้การดูแลของครูเอ๋ ในฐานะครูที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์

การตัดเครือกล้วยไข่ หากใช้มีดโดยทั่วไป เกษตรกรจะใช้ระยะเวลาตัดเครือกล้วยไข่ประมาณ 1 นาที 40 วินาที แต่มีดตัดกล้วยไข่ของทีมนักศึกษา ช่วยให้ทำงานได้เร็วกว่าเดิม เฉลี่ย 1 นาที 20 วินาที ทั้งนี้ประสิทธิภาพการตัดเครือกล้วยไข่จะได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ใช้งานเป็นหลัก

ทีมนักศึกษาได้ออกแบบ มีดตัดกล้วยไข่ ที่มีความคมมากกว่ามีดทั่วไป และปลอดภัยต่อการใช้งานของเกษตรกร โดยใช้เงินลงทุนทำมีดแค่พันกว่าบาท เมื่อนำมาทดลองใช้ตัดเครือกล้วยไข่ ก็ทำงานได้ง่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำให้ผลกล้วยเสียหาย แถมยังชะลอความสุกแก่ของผลกล้วยไข่ให้ช้าลง เหมาะสำหรับให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่นำไปใช้งานในสวน เพราะทำงานได้เร็วกว่ามีดทั่วไป แถมปลอดภัยกว่ามีดทั่วไป

หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หมวดวิชาวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร โทร. 055-711-090 ต่อ 620 www.kpt.ac.th ในวันและเวลาราชการ

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม เวลา 08.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศในวันหยุดสุดสัปดาห์ก่อนจะถึงเทศกาลปีใหม่นี้ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวจังหวัดบึงกาฬ และจังหวัดใกล้เคียง เข้าชมความงดงามของทะเลบัวแดงกันอย่างคึกคัก ที่เกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ ภายในหนองเลิง หนองน้ำสาธารณะซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านสันติสุข หมู่ 5 ต.ดอนหญ้านาง อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มหัศจรรย์บัวริมบึง@ หนองเลิง”

โดยในปีนี้ความน่าสนใจอยู่ที่บัวแดงกลายเป็นบัวชมพูที่มีสีสันสวยงาม โดยเทศบาลตำบลดอนหญ้านางได้จัดให้มีเรือหางยาว ไว้คอยรอรับบริการนักท่องเที่ยว นั่งเรือชมบัว ในราคาเที่ยวละ 100 บาทตลอดเส้นทาง จนนักท่องเที่ยวพอใจ เพื่อเลาะชมความสวยงาม และถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก หรือจะส่งต่อความสวยงามของบัวชมพู ที่เบ่งบานสะพรั่งไปตามสังคมออนไลน์ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีนกหลากหลายชนิดที่บินวนหากินและเล่นน้ำอยู่ในหนองน้ำแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่เย็นสบายอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส

และใกล้กันยังมีสะพานไม้ที่ทอดยาวลงไปในหนองน้ำกว่า 100 เมตร ถือว่าเป็นจุดถ่ายรูปแห่งใหม่ที่ชาวบ้านชุมชนโคกสว่าง และหมู่บ้านใกล้เคียงร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินลงไปถ่ายภาพเซลฟี กับฉากหลังที่มีบัวชมพู บานสะพรั่งสวยงาม โดยตั้งชื่อไว้ว่า “สะพานวัดใจ” โดยชาวบ้านจะเก็บค่าบำรุงรักษาสะพานท่านละ 20 บาทเท่านั้น

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศ พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 23 ธันวาคม 2561 – 29 ธันวาคม 2561

โดยการคาดหมายว่า ในช่วงวันที่ 23-26 ธ.ค. บริเวณประเทศไทยตอนบนมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ แต่ยังคงมีอากาศเย็นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง สำหรับภาคใต้มีปริมาณฝนลดลง ส่วนในช่วงวันที่ 27-29 ธ.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางจะมีฝนฟ้าคะนองในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง

ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 23-26 ธ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย ส่วนในช่วงวันที่ 27-29 ธ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 23-26 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาในบางพื้นที่ ในขณะที่มีลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีอากาศเย็น สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังอ่อนลง ทำให้ภาคใต้มีฝนลดลง

ส่วนในช่วงวันที่ 27-29 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางจะมีฝนฟ้าคะนองในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง

ภาคเหนือ ในช่วงวันที่ 23-29 ธ.ค. อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งอุณหภูมิต่ำสุด 15-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-12 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ ตลอดช่วง โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 17-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส
สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-15 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ ตลอดช่วง โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก ในช่วงวันที่ 23-26 ธ.ค. มีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 27-29 ธ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ในช่วงวันที่ 23-26 ธ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 27-29 ธ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) ในช่วงวันที่ 23-26 ธ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 27-29 ธ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงวันที่ 23-26 ธ.ค. มีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 27-29 ธ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.