ขอให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนระเบียบการนำเข้าโดยให้ผู้ประกอบ

การอุตสาหกรรมน้ำกะทิเป็นผู้นำเข้า พร้อมเสนอข้อมูลการนำเข้าย้อนหลัง 2 ปี ก่อนประกาศนำเข้า ต้องสอบถามข้อมูลผลผลิตในประเทศจากกระทรวงเกษตรฯ ให้ชัดเจน พร้อมรับฟังความเห็นจากประชาชนอย่างทั่วถึง นอกจากนั้น ขอให้มีบทลงโทษผู้กระทำผิดเงื่อนไขการนำเข้าและขอให้หน่วยงานระดับจังหวัดกวดขันการลับกลอบนำเข้ามะพร้าวเถื่อนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายกิตติวงศ์ แสงสุวรรณ แกนนำเครือชาวสวนมะพร้าว อ.ทับสะแก กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการรับซื้อผลผลิต หรือ “ล้งมะพร้าว” ในจังหวัดประสบปัญหาผลผลิตตกค้างกว่า 10 ล้านผล ทำให้ไม่สามารถรับซื้อผลผลิตจากชาวสวนได้ตามปกติ ขณะที่เจ้าของ “ล้ง” ยอมขาดทุนด้วยการนำมะพร้าวงอกไปแปรรูปเป็นน้ำมันมะพร้าว และชาวสวนต้องนำมะพร้าวผลไปแปรรูปเป็นมะพร้าวขาวเพื่อขายให้โรงงานผลิตน้ำกะทิส่งออก โดยโรงงานรับซื้อแต่จำกัดโควต้า

“ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและระดับจังหวัด ไม่ได้ให้ความสนใจดำเนินการตามข้อเรียกร้องให้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วน ขณะที่การแก้ปัญหาจาก มติ ครม. โดยยุติการนำเข้าเพียง 3 เดือน ขณะนี้ใกล้สิ้นสุดระยะเวลาในเดือนตุลาคมนี้ แต่ราคาผลผลิตยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะสั้น ดังนั้น ทางออกของเกษตรกรชาวสวนหลายพื้นที่ต้องยึดหลักพึ่งพาตนเอง โดยรวมตัวจัดตั้งสหกรณ์เพื่อให้มีอำนาจในการต่อรอง ให้เกิดเสถียรภาพของกลไกราคาและป้องกันผลกระทบในระยะยาว” นายกิตติวงศ์ กล่าว

สมาคมธนาคารไทย ยันมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เกษตรกรเฉพาะรายย่อย เงินต้นไม่เกิน 2.5 ล้านบาท กู้ยืมเพื่อการเกษตร ให้ชำระหนี้เพียง 50% ของเงินต้น พร้อมยกหนี้ส่วนที่เหลือให้ อีกทั้งให้ชะลอการดำเนินการทางกฎหมายกับลูกหนี้จนถึง 30 มิ.ย. 62 เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรยังคงมีที่ดินทำกินในการหาเลี้ยงชีพได้ต่อไป
ส. ธนาคาร ช่วยลูกหนี้เกษตรกร – นายกฤษฎา บุญราช รมว. เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับสมาคมธนาคารไทย ว่า สมาชิกสมาคมธนาคารฯ ตกลงลดขายหนี้สินเกษตรกรที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2560 จำนวน ที่มีหนี้สินอยู่กับธนาคารไม่เกิน 2.5 ล้านบาท/ราย ในราคา 50% โดยธนาคารสมาชิกสมาคมฯ ดำเนินการขายหนี้เกษตรกรที่เข้าเกณฑ์การช่วยเหลือของภาครัฐ เพื่อให้เกษตรกรยังมีที่ดินทำกิน ตั้งแต่ปี 2549 ถึง ก.ค. 2561 จำนวน 3,200 ราย มูลหนี้ 1,200 ล้านบาท และยังเหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการ 692 ราย มูลหนี้ 430 ล้านบาท

“หลังจากธนาคารเจ้าหนี้ขายหนี้แล้ว เกษตรกรจะเปลี่ยนจากการเป็นลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ มาเป็นกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หรือ กฟก. โดยขั้นตอนการดำเนินการเปลี่ยนเจ้าหนี้คาดว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จประมาณ 4-5 เดือน นับจากนี้หรือประมาณต้นปี 2562 จะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จ”

ด้าน นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย ที่ประสบความเดือดร้อนจากการเป็นหนี้ ที่ไม่สามารถชำระคืนได้ โดยการขายหนี้ให้กองทุนของรัฐบาลในราคาส่วนลด 50% จากเงินหนี้เงินต้น ที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลภายใน 31 ธ.ค. 2561 มีมูลหนี้ประมาณ 400 ล้านบาท เมื่อขายในราคาส่วนลด 50% แสดงว่าธนาคารเจ้าหนี้จะขายหนี้ในราคา 200 ล้านบาท

ทั้งนี้ สมาคมธนาคารได้ยื่นหลักเกณฑ์การรับชำระหนี้ สำหรับ กฟก. ที่มีข้อตกลงร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ตามเงื่อนไขที่ กฟก. สามารถรับซื้อหนี้ได้และยกหนี้ส่วนที่เหลือให้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และชะลอการดำเนินการทางกฎหมายกับลูกหนี้ไปจนถึง 30 มิ.ย. 2562 ซึ่งธนาคารได้พิจารณาเห็นว่า ลูกหนี้เกษตรกรที่มีหนี้เงินต้นไม่เกิน 2.5 ล้านบาท เป็นลูกหนี้ที่ธนาคารได้ดูแลช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ รายบุคคล ยกเว้นเกษตรกรที่มีหนี้เกินกว่าเกณฑ์การช่วยเหลือ หรือเกิน 2.5 ล้านบาท จะต้องเจรจากับธนาคารเจ้าหนี้เป็นรายบุคคลต่อไป

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่รัฐบาลมีการจัดตั้ง กฟก. ธนาคารสมาชิกในสมาคม ได้ให้ความร่วมมือ กับรัฐบาลเพื่อช่วยแหลือเกษตรกรอย่างดีเสมอมา ตั้งแต่ ปี 2549-ก.ค. 2561 ได้มีการช่วยเหลือเกษตรกรผ่าน กฟก. ไปแล้ว 3,206 ราย เป็นจำนวนเงิน 1,207 ล้านบาท โดยสมาคมธนาคาร ได้สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเปราะบางในสังคมไทย โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนมาโดยตลอด แต่สมาคมธนาคารไทยและสมาชิก ยังต้องดูแลรักษาวินัยทางการเงินในภาพรวมของประเทศ และผลประโยชน์ให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายควบคู่กันไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ควันหลงบรรยากาศการจัดงาน แสดงผลงานและจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ภายใต้โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ของจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจัดที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน มีการแสดงสินค้า และจำหน่ายของดี สินค้า อาหารพื้นเมือง จาก 72 หมู่บ้าน ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเลือกซื้อ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจชุมชนฐานราก มุ่งเน้นให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากการนำทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่มาใช้ประโยชน์ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ทั้งต่อยอดสู่การให้บริการด้านการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ ตลอดจนสามารถดำเนินงานบริหารจัดการโดยชุมชนเอง

ปรากฏว่า ได้รับความสนใจจากประชาชนมาเลือกซื้อกันจำนวนมากเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะ บู๊ธจำหน่ายอาหาร “ปูนาทรงเครื่อง” จากบ้านนาเมือง หมู่ที่ 8 ต.ป่าแดง อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ซึ่งกลุ่มสตรีสหกรณ์ทอผ้าบ้านนาเมือง นำโดย นางสิงห์ จันทรคุณ ประธานกลุ่มฯ นำอาหารพื้นบ้านปูนาทรงเครื่องที่เป็นอาหารพื้นถิ่น มาจำหน่าย ซึ่งได้ผลตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม จากการสอบถามทราบว่า ทางกลุ่มนำเมนูสุดฮอตมาขายในวันแรก 30 กิโลกรัม ปรากฏว่าขายดิบขายดี ในวันที่ 2 ของงานจึงเพิ่มเป็น 40 กิโลกรัม รวมทั้งเพิ่มเป็น 50 กิโลกรัม ในวันสุดท้ายของงาน โดยมีลูกค้าต่อแถวอุดหนุนจนขายหมดเกลี้ยง ด้วยติดใจในรสชาติอร่อย กรอบๆ มันๆ

นางสิงห์ จันทรคุณ ประธานกลุ่มฯ กล่าวว่า ปูนาทรงเครื่องที่นำมาจำหน่าย เป็นอาหารพื้นถิ่นที่แต่ละปีชาวบ้านจะหาปูนามาประกอบอาหาร โดยเฉพาะปูนาทรงเครื่อง ที่นำหมูอั๋ว และสมุนไพร มายัดไส้ นำไปนึ่งหรือทอดอีกรอบ ทำให้รสชาติ อร่อย มีประชาชนมาเลือกซื้อกันจำนวนมาก โดยขายในราคา 4 ตัว 20 บาท เท่านั้น
“สำหรับผู้ใดสนใจต้องการไปชิมปูนาทรงเครื่อง หลังจบงานนี้ สามารถไปเลือกซื้อได้ที่บ้านนาเมือง อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก”

สัปดาห์หน้าเตรียมรับมือฝนหนักอีกรอบ กรมอุตุฯ เผย เหนือ-อีสาน ฝนเพิ่ม ระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสม ภาคใต้ ทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2 เมตร ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง กรุงเทพฯ-ปริมณฑล วันนี้ ตกหนัก ร้อยละ 40 นักเที่ยวไปไต้หวันสัปดาห์หน้าระวัง ไต้ฝุ่นจ่ามี
เมื่อวันที่ 23 กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น “จ่ามี” (TRAMI) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเกาะไต้หวันในช่วง วันที่ 28-30 กันยายน 2561นี้ ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำได้เคลื่อนไปปกคลุมบริเวณทะเลอันดามันแล้ว ในขณะที่มีลมตะวันออกพัดปกคลุมประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออก

สำหรับการคาดหมาย ในช่วงวันที่ 24-26 ก.ย. 61 บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ส่วนในช่วงวันที่ 27-29 ก.ย. 61 ประเทศไทยตอนบนมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 27-29 ก.ย. 61 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 24 ก.ย.นี้ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ไม่ชอบเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ถ้าตามตลาดนัดหรือตลาดน้ำ หากมีเวลาหรือวันไหนที่ไม่ร้อนมากนัก เป็นต้องไปทุกครั้ง

ตามตลาดน้ำ ตลาดนัดมีของให้ดูให้ชมโดยเฉพาะตลาดน้ำ มีของให้ชิมมากมาย ส่วนมากก็เป็นพืชผลผลิตของชาวบ้าน

พืชผักพื้นถิ่นบางชนิด ไม่คุ้นตา ไม่รู้จัก ก็ได้แต่ทายทัก ไถ่ถามแม่ค้าอารมณ์ดีที่เป็นชาวบ้านแถวนั้น

แม่ค้าบางคนถ้าพูดจาถูกปากถูกคอ ทั้งแจกทั้งแถมกันเลยทีเดียวตลาดน้ำจึงเป็นตลาดของชาวบ้าน เพื่อชาวบ้านและชาวเราโดยแท้

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้แวะเวียนไปตลาดน้ำวัดลำพญา ซึ่งอยู่ในจังหวัดนครปฐม ไปถึงแทบจะหาที่จอดรถไม่ได้ผู้คนมาจากสารทิศ ซึ่งดูได้จากป้ายทะเบียนรถของแต่ละคัน

ลงจากรถเดินดุ่มสู่ตลาด ของกินของใช้ ของสด ของแห้ง ดูละลานตา

หันไปเห็นยอดฟักข้าวและเสาวรส เลยซื้อติดมือมาอย่างละกำ

ด้วยแม่ค้าหน้าตาดี อายุน่าจะเจ็ดสิบ พูดจาฉอเลาะ ริมฝีปากแดงเปรอะไปด้วยน้ำหมาก จึงได้พูดคุยกันถูกคอ และซักไซ้ไล่เลียงจนได้ความว่า สามีเป็นคนปลูก (มีสามีซะแระ) ไว้ตามรั้วบ้าน ด้วยบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำ พวกผักเหล่านี้จึงอวบอูมงดงาม

อยากไปเยี่ยมชมถึงเรือนชาน แต่ก็ให้เกรงใจสามีของเธอ

แต่ไหนแต่ไรมา ยอดฟักข้าวและเสาวรส และพืชผักพื้นบ้านต่างๆ จะต้องอยู่คู่น้ำพริก ซึ่งเป็นอาหารคู่เคียงคนไทย ทั่วทุกภาคทุกพื้นถิ่นและเป็นสิ่งที่คอยเติมเต็มให้อาหารแต่ละมื้อมีรสชาติ

ยอดผักที่เก็บกินได้โดยไม่ต้องซื้อหาที่เกิดขึ้นทั่วไป ไม่ว่าตามรั้วบ้าน ไร่นาเรือกสวน ก็จะเป็นกระถิน ตำลึง ผักท่อน กะทกรก มะตูม เป็นต้นแต่มียอดผักแสนอร่อยอยากแนะนำให้รู้จักกันมากขึ้น แม้ใครหลายๆ คนอาจเคยลิ้มลองมาแล้วก็ตาม

นั่นก็คือยอดฟักข้าวนั่นเอง ยอดฟักข้าวมีรสชาติอร่อยแบบง่ายๆ คือนำมาลวกพอสุก แล้วนำมาแช่น้ำเย็นสักพักก็จะได้ยอดผักใบเขียวกรอบอร่อย

จะนำมาจิ้มน้ำพริกปลาทู น้ำพริกตาแดง แจ่วบอง ได้ทั้งนั้น

และอีกเมนูเด็ดก็คือ สามารถนำไปผัดไฟแดง แกงเลียง แกงส้ม พูดแล้วคิดถึงข้าวสวยจานโตๆ ขึ้นมาทันที จะมีใครรู้บ้างว่านอกจากอร่อยแล้ว ยอดฟักข้าวนั้นมีประโยชน์มิใช่น้อย โดยสรรพคุณล้ำเลิศไม่แพ้ผักใด นั่นคือ เบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งน้ำตาลในเลือด แถมด้วยวิตามินซี แคลเซียม ธาตุเหล็ก และมีไฟเบอร์อีกต่างหาก

แนะนำกันไปแล้วหนึ่งยอดผักแสนอร่อย

ยอดผักที่อร่อยอีกชนิดหนึ่งคือ ยอดเสาวรส หรือที่เราๆ เรียกขาน กะทกรก

วิธีนำมาประกอบอาหารก็ทำวิธีเดียวกันกับยอดฟักข้าว เพียงแต่ยอดเสาวรสมีรสชาติไม่หวานและมันเท่ากับยอดฟักข้าว เพราะยอดเสาวรสมีรสขมเล็กน้อย แต่ความขมถือว่าเป็นยาขนานดี

ในส่วนของประโยชน์และสรรพคุณคล้ายคลึงกันกับฟักข้าว มีไฟเบอร์สูง มีเบต้าแคโรทีน เช่นกัน

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วถ้าอยากมีผักประดับรั้วบ้านถึงแม้จะดูกรกหน่อยก็ตาม ก็ลองปลูกใส่กระถางใบใหญ่ก็น่าจะเข้าท่าดี ใส่ไม้จัดเป็นที่เลื้อยให้เป็นระเบียบ แค่นั้นก็สามารถรับประทานได้ทั้งผลทั้งยอดตลอดปี

ไปตลาดน้ำเที่ยวนี้ จึงไม่เสียเที่ยว ดีกว่าเดินเดี่ยวในซุปเปอร์มาร์เก็ตวิกฤตอุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลไทยเริ่มแล้ว หลังราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำลงเป็นประวัติการณ์ ทำราคาอ้อยขั้นต้น ปี 2561/62 ร่วงลงมาเหลือแค่ ตันละ 680 บาท ประกอบกับผลผลิตอ้อยเข้าหีบปีนี้สูงถึง 135 ล้านตัน ส่งผลชาวไร่อ้อยทั่วประเทศรวมตัวเข้าพบ “อุตตม”

นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กล่าวถึงปริมาณอ้อยปีการผลิต 2560/2561 เข้าหีบสูงถึง 135 ล้านตัน ซึ่ง “สูงกว่า” ปกติถึง 40%(92 ล้านตัน ในปีการผลิต 2559/2560) ดังนั้น สอน. จึงคาดการณ์ปริมาณอ้อยจะเข้าสู่ภาวะปกติในปี 2561/2562 ขณะที่ราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิต ปี 2561/2562 เมื่อคำนวณแล้วจะเฉลี่ยอยู่เพียง 680 บาท/ตัน เท่านั้น โดยเตรียมประกาศราคาอ้อยขั้นต้นในเดือนตุลาคมนี้ โดยราคาอ้อยที่ลดลงเป็นผลมาจากราคาน้ำตาลทรายดิบตลาดโลกตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำหนดแนวทางเพื่อช่วยเหลือชาวไร่อ้อย โดยจะส่งเสริมให้มีการนำ “น้ำตาลส่วนเกิน” ที่ส่งออกในราคาต่ำไปผลิตเป็นเอทานอลเพื่อผสมน้ำมันเบนซินในการจำหน่ายเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซึ่งแนวทางนี้จำเป็นต้องหารือกับทางกระทรวงพลังงานในการพิจารณาต่อไป เนื่องจากหากน้ำมันแก๊สโซฮอล์ถูกผลิตและจำหน่ายมากขึ้น ชาวไร่อ้อยก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น และเพื่อความยั่งยืนของระบบอ้อยและน้ำตาลทราย สอน. ยังเตรียมส่งเสริมให้มีการทำ “เกษตรแปลงใหญ่” โดยการรวมพื้นที่ปลูกอ้อยรายย่อยเข้ามาบริหารร่วมกัน

เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบันที่จังหวัดบุรีรัมย์ และ “กลุ่มน้ำตาลมิตรผล” ได้ดำเนินการจัดทำต้นแบบการทำไร่อ้อยแบบสมาร์ทฟาร์มมิ่งอยู่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีการสนับสนุนจากโครงการสินเชื่อเพื่อรถตัดอ้อย ดอกเบี้ย 2% โดยในปีนี้ (2562) เตรียมที่จะของบประมาณเพิ่มอีกประมาณ 2,000 ล้านบาท จากเดิมมีอยู่ 3,000 ล้านบาท (งบฯ 3 ปี) และใช้ไปแล้ว 1,800 ล้านบาท

ด้าน นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ถือว่าเป็นวิกฤตของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทีเดียว เมื่อราคาอ้อยขั้นต้นตกลงมาอยู่ที่ 680 บาท/ตัน “กระทบต่อรายได้ชาวไร่อ้อยเป็นอย่างมาก” ดังนั้น ทางสมาพันธ์ได้ยื่นหนังสือต่อนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อขอความช่วยเหลือ และในวันที่ 19 กันยายนนี้ สมาคมชาวไร่อ้อยเตรียมเข้าพบนายอุตตมเพื่อหารือผลกระทบที่เกิดและแนวทางรวมถึงวิธีการช่วยเหลือก่อนเปิดหีบอ้อยในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

“แนวทางช่วยเหลือชาวไร่อ้อยที่เป็นไปได้และไม่ขัดกับข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ก็คือ การขอให้รัฐช่วยลดต้นทุนในส่วนของที่เป็นปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ย ให้มีราคาที่ถูกลงจากปัจจุบันการปลูกอ้อย 1 ไร่/ปุ๋ย 1 ลูก ราคา 500-600 บาท น้ำมันที่ใช้ในเครื่องจักรอย่างเครื่องตัดอ้อย หากได้รับน้ำมันที่มีราคาถูกลงก็จะช่วยลดต้นทุนให้ชาวไร่อ้อยได้มากขึ้น ส่วนปริมาณการปลูกอ้อยลดลงเพราะราคาตกนั้นในครั้งนี้นับว่ารุนแรงที่สุดเมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นมีกองทุนอ้อยฯ ที่ไปกู้เงินแล้วเอาเงินเข้ามาช่วยชาวไร่โดยรัฐ 150-160 บาท แต่กลายเป็นว่าการดำเนินการแบบนั้นเท่ากับรัฐบาลเข้าไปอุดหนุน จึงขัดกับข้อตกลง WTO และประเทศไทยถูกบราซิลฟ้อง มาปีนี้เราไม่มีเงินช่วยจากรัฐบาลแล้ว ดังนั้น ทางออกก็คือ ต้องลดต้นทุนการปลูกอ้อยเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะช่วยได้” นายนราธิป กล่าว

ด้าน นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า ปีการผลิต 2561/62 คาดว่าจะมีปริมาณอ้อยอยู่ที่ 125-130 ล้านตัน ถือว่า “ลดลงจากปีที่แล้วไม่มาก” แต่สถานการณ์ตอนนี้ก็คือ ราคาน้ำตาลโลกตกลงมาก ส่งผลกระทบมายังตลาดในประเทศของไทยแน่นอน ทั้งในส่วนของโรงงานน้ำตาลและตัวชาวไร่อ้อยเอง ทางออกในขณะนี้และเพื่อสร้างความยั่งยืนในส่วนของฝั่งชาวไร่อ้อยก็คือ จะต้องทำให้ต้นทุนลดลงด้วยการเพิ่มปริมาณอ้อย โดยไม่ใช่การขยายพื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น และให้มีคุณภาพยีลด์/ไร่ สูงขึ้น

โดยในส่วนของโรงงานน้ำตาลก็ต้อง “ขจัด” น้ำตาลออกไป ต้องลดต้นทุนการผลิตน้ำตาล ซึ่งขณะนี้ทุกโรงงานทำอยู่ เช่น แทนที่จะผลิตน้ำตาลเพียงอย่างเดียวต้องสามารถนำไปทำอย่างอื่นได้ด้วย เช่น เอทานอล การทำเชื้อเพลิงไปผลิตชีวมวล เป็นต้น ขณะเดียวกัน เนื่องจากน้ำตาลเป็นสินค้าคอมมิวนิตี้จึงต้องลดปริมาณ “ซัพพลายลง” ในทางจิตวิทยาจะส่งผลต่อราคา

“ไม่ว่าจะชาวไร่หรือโรงงานปีนี้ต้องช่วยกันมากขึ้น เราใช้เวลาหารือกันมาตลอด และเมื่อถึงจุดหนึ่งรัฐต้องเข้ามาช่วย แต่เราจะใช้เงินจากกองทุนอ้อยฯ มาช่วยแบบเดิมไม่ได้แล้ว หลายแนวทางเราคุยกันและมีทางออก แต่เรายังไม่มีวิธีที่จะใช้มันโดยต้องไม่ผิด WTO”

กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนผู้ปลูกพริกระวังโรคเหี่ยวเหลืองทำลายผลผลิตในช่วงอากาศชื้น

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาในระยะนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากลมมรสุม เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้อากาศชื้นและมีฝนต่อเนื่อง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราสาเหตุของโรคพืชต่างๆ ได้

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจพืชที่ปลูกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้ระวังเชื้อราทำลายผลผลิต เช่น โรคเหี่ยวเหลือง ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา Fusarium Oxysporum ในช่วงระยะพัฒนาทางด้านลำต้นถึงเริ่มมีดอก พบมากในดินที่เป็นกรด ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีมากเกินไป นอกจากนี้ โรคเหี่ยวเหลืองพริกจะแพร่ระบาดได้ดีในสภาพอากาศมีความชื้นสูง โดยสามารถแพร่ระบาดไปกับน้ำ ฝน ลม และส่วนขยายพันธุ์

โรคเหี่ยวเหลืองพริก ลักษณะอาการที่สังเกตได้คือ เริ่มแรกเชื้อจะเข้าทำลายโคนต้น โดยใบที่โคนต้นมีอาการใบเหลืองและเหี่ยว หากอาการรุนแรงจะพบรอยช้ำที่โคนต้น ต้นหักพับ ใบเหลืองแห้ง และเหี่ยวตายในที่สุด ระยะเวลาเกิดโรค ประมาณ 2-7 วัน หลังเชื้อเข้าทำลาย