ขั้นตอนต่อมาใส่ท่อพีวีซีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 นิ้ว จำนวน 3 ท่อ

วางเป็นสามเหลี่ยมตามทิศทางการหมุนรอบตัวเองของโลก เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการเคลื่อนตัวไหลของน้ำ และการใส่วัสดุควรเว้นระยะขอบบ่อไว้ราว 50-100 เซนติเมตร หลังจากนั้นใช้ทรายและดินกลบปิดปากบ่อ โดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่ด้านบนบ่อได้ตามปกติ วิธีนี้ไม่สามารถสูบน้ำจากบ่อขึ้นมาใช้ได้ น้ำที่ถูกเก็บลงสู่ชั้นใต้ดินจะเพิ่มปริมาณน้ำใต้ดิน วิธีนี้ยังเหมาะกับสวนเกษตรขนาดใหญ่ ป่าชุมชน สนามกอล์ฟ หรือพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ต้องการความชุ่มชื้น

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการติดตามโครงการบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพ จังหวัดยะลา เป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องทุเรียน เห็นด้วยกับการดำเนินงานของโครงการทุเรียนคุณภาพ เพราะเห็นแล้วว่า มีการดำเนินงานในลักษณะ “ทำน้อยได้มาก” คือการใช้ทรัพยากรต้นทุเรียนที่เป็นทุนเดิม หันมาดูแล พัฒนาให้ได้คุณภาพตามความต้องการของตลาด และใช้ที่ดินส่วนที่เหลือมาทำกิจกรรมทางการเกษตร เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างภูมิคุ้มกันเมื่อราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และให้ประเมินความเสี่ยงด้านต่างๆ ไว้ด้วย เช่น เรื่องราคา ไม่ควรทำพืชเชิงเดี่ยวแต่อย่างเดียว และขอบของคุณมูลนิธิปิดทองหลังพระที่เข้ามาส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมมือในรูปแล็บประชารัฐในพื้นที่

ด้าน นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า จังหวัดยะลามีพื้นที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 67,164 ไร่ สร้างรายได้กว่า 2,000 ล้านบาท ต่อปี จังหวัดยะลาจึงได้กำหนดวาระจังหวัด ในการขับเคลื่อนให้จังหวัดยะลาเป็นเมืองทุเรียน (Durian City) แห่งภาคใต้ตอนล่าง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาคุณภาพ การตลาด โดยดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้แนวนโยบายในการนำศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติ โดยร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ จัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 664 ราย พื้นที่ปลูก 1,125 ไร่ ต้นทุเรียน 22,508 ต้น คาดการณ์ผลผลิต 2,440 ตัน สามารถสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 183 ล้านบาท

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า สถาบันได้เข้ามาดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านตั้งแต่ปี 2559 ประชากรที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ 7 หมู่บ้าน ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเห็นศักยภาพด้านการผลิตทุเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบกับจังหวัดยะลาให้เป็นเมืองทุเรียนซิตี้ จึงได้ร่วมกับจังหวัดยะลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมเกษตรกรให้พัฒนาทุเรียนให้มีคุณภาพ ในปี 2561 เริ่มต้นกับเกษตรกร 18 รายในตำบลตาเนาะปูเตะ อำเภอบันนังสะตา จังหวัดยะลา ตั้งแต่การให้ความรู้ การดูแล บำรุงรักษาไปจนถึงการตลาด ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ต้นละ 3.5 เท่า ปี 2562 จึงได้ขยายผลเป็น 664 ราย จำนวน 22,508 ต้น ครอบคลุมพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คาดการจะมีผลผลิต ประมาณ 2,440.20 ตัน คาดการจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 160 ล้านบาท

การดำเนินงานในปีนี้แค่ร้อยละ 1.4 ของพื้นที่ปลูกทุเรียนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีศักยภาพอีกมากหากหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมมือปศุสัตว์จังหวัด เดินสายให้ความรู้การป้องกัน โรค ASF ในสุกร แก่เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่จังหวัดยโสธร พร้อมทั้งจัดอบรมต่อเนื่องให้กับเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชัยภูมิ นครนายก และอ่างทอง ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยกว่า 3,000 คนในกว่า 20 จังหวัดรู้ทัน และเข้าใจการป้องกันโรค

นางสาวสิริมา วัฒโน รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร กล่าวว่า การป้องกันโรค ASF ในสุกรเป็นวาระแห่งชาติที่่ต้องระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนป้องกันโรค ASF ในสุกร แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่พบการระบาดของโรคในประเทศไทย การจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยในจังหวัดยโสธร จะช่วยสร้างความตื่นตัวให้เกษตรกรรายย่อยที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญมีความพร้อมในการป้องกันอย่างเข้มแข็ง

น.สพ.ปัญญา มูลคำกาเจริญ ปศุสัตว์จังหวัดยโสธร กล่าวว่า ประเทศไทยไม่มีการแพร่ระบาดของโรคนี้และเป็นโรคที่เกิดเฉพาะในสุกรเท่านั้น ไม่ติดต่อหรือเป็นอันตรายต่อสัตว์อื่น ผู้บริโภคสามารถรับประทานหมูได้อย่างปลอดภัย 100% ปศุสัตว์จังหวัดบูรณาการทำงานกับภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการป้องกันโรค การปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้า รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรรายย่อยได้มีความรู้ความเข้าใจโรคนี้มากขึ้น และนำไปสู่การยกระดับการป้องกันโรคในฟาร์มเกษตรกรที่ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงในระบบเปิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การอบรมให้ความรู้เกษตรกรรายย่อยยังนำไปสู่การตั้งกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรในการแจ้งข่าวสาร และช่วยเตรียมความพร้อมเกษตรกรช่วยยกระดับการป้องกันโรคอย่างมีเอกภาพ” น.สพ.ปัญญา กล่าว

น.สพ.จตุรงค์ โยธารักษ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมมือกับปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำเภอ สมาคมผู้เลี้ยงสุกร และบริษัทเวชภัณฑ์คู่ค้า มาช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจโรค ASF และแนวทางการป้องกันโรคแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยในจังหวัดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และร่วมกับปศุสัตว์อำเภอลงพื้นที่ให้ความรู้เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ต่างๆ พร้อมทั้งมอบน้ำยาฆ่าเชื้อ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันโรค จนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินการอบรมทั้งในระดับจังหวัด 20 จังหวัด และให้ความรู้แก่ผู้เลี้ยงรายย่อยถึงที่บ้านรวม 38 จังหวัด สามารถช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้กว่า 3,000 ราย

“บริษัทร่วมกับปศุสัตว์ในพื้นที่เดินหน้าให้ความรู้การป้องกันโรคแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับจังหวัด และระดับชุมชน ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเร่งดำเนินการในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากเป็นอันดับแรก” น.สพ.จตุรงค์ กล่าว

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟยังได้สนับสนุนงบประมาณก่อสร้าง ศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ 2 แห่ง ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และที่จังหวัดมุกดาหาร รวมเป็นมูลค่าเกือบ 4 ล้านบาท ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติในการป้องกันโรคตามแนวชายแดนใน 5 จังหวัดได้แก่ เชียงราย มุกดาหาร นครพนม สระแก้ว และหนองคาย

บริษัทได้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งยกระดับการป้องกันในฟาร์มระบบปิดที่มีระบบการป้องกันโรคให้เข้มข้นยิ่งขึ้น อบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรคอนแทร็กฟาร์มมิ่งของบริษัททุกรายและเพิ่มการซ้อมแผนฉุกเฉินในฟาร์มเพื่อเตรียมความพร้อมต่อเนื่อง

มหาวิทยาลัยมหิดลลงนามความร่วมมือกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ วิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกช่วงวัย เพื่อร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพของคนไทย

รองศาสตราจารย์ ดร. สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือด้านการวิจัย เรื่องการพัฒนางานวิจัยและต่อยอดนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ระหว่างคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ซีพีเอฟ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการนวัตกรรมอาหารเพื่อสังคม ที่มหาวิทยาลัยร่วมมือกับภาคเอกชน ในการต่อยอดองค์ความรู้ของมหิดลสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านอาหารเพื่อสุขภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ก่อให้เกิดการพัฒนายั่งยืนของสังคม

ตลอดจนการสร้างเครือข่ายกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนานวัตกรรมอาหาร เพิ่มมูลค่าสินค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อก้าวไปสู่ ไทยแลนด์ 4.0 ขณะเดียวกัน ยังเป็นการนำความรู้ทางเภสัชศาสตร์มาพัฒนาเทคโนโลยีอาหาร เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโภชนเภสัชศาสตร์ในอนาคต และช่วยยกระดับศักยภาพการวิจัยและการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของไทยในระยะยาวด้วย

ดร. สมหมาย เตชะศิรินุกูล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่น ในการวิจัยและพัฒนาอาหาร เพื่อส่งเสริมศักยภาพความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารของไทยและระดับสากล ตามวิสัยทัศน์ “ครัวของโลกที่ยั่งยืน” โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารซีพีเอฟ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยทั่วโลก ค้นคว้าวิจัยเชิงลึกในด้าน โภชนาศาสตร์ พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่หลากหลาย ตอบรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรและอุตสาหกรรมอาหารและสร้างสุขโภชนาการที่ดีแก่ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

“บริษัทฯ นำความพร้อมด้านทีมงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาตรฐานระดับโลก ผสานความร่วมมือและต่อยอดองค์ความรู้ด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อวิจัยพัฒนา นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารเฉพาะทาง และเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย เพื่อผู้บริโภคทุกช่วงวัยและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป” ดร. สมหมาย กล่าว

สำหรับ บริษัท ศูนย์วิจัยและพัฒนาซีพีเอฟ จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2561 ประกอบด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ ศิลปศาสตร์อาหาร และวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการทดสอบอาหารและโรงงานต้นแบบที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากล โดยมีเป้าหมายในการร่วมผลักดันเป้าหมายความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืนของซีพีเอฟ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มห่วงใยสุขภาพ มากกว่า 30% ภายในปี 2563 สอดคล้องกับแนวทางขององค์การสหประชาชาติในการพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพของประชากรโลก

เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย FI Accelerator ร่วมกับ Food Factor บริษัทในเครือบุญรอด ขอเชิญชวนนิสิตนักศึกษาทุกสาขาวิชา และอาจารย์ นักวิจัย ผู้ประกอบการด้านอาหาร เกษตรกร ที่สนใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร สมัครเข้าร่วม ค่ายสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารประเทศไทย 2019 : นวัตกรรมของวัตถุดิบท้องถิ่นและโปรตีนแห่งอนาคต (Thailand Food Innovation – Regional Boot Camps 2019 : Local Ingredient & Future Protein Innovation) พิเศษ! เพื่อร่วมเรียนรู้การแสวงหาโอกาสด้านนวัตกรรมอาหาร และการสร้างคุณค่าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ สมัครเข้าร่วมได้ไม่ว่าท่านจะ อยู่ภูมิภาคใดของประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 13 สิงหาคม 2562 ประกาศผลวันที่ 19 สิงหาคม 2562 ขอสงวนสิทธิ์คัดเลือกภาคละ 150 ท่านเท่านั้น สมัครได้ที่ลิงก์ https://forms.gle/6LV9MUiXrL1SSqH59 ติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: FI Innovation Contest (fb.com/Foodinnopolisinnovationcontest)

นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร (ลำดับที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วย นายโทชิอะกิ ชิมิสึ ผู้บริหาร บริษัท โฟร์ซีดส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ลำดับที่ 2 จากขวา) และ นายภากรณ์ ทิวเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจภัตตาคาร เครือเบทาโกร (ลำดับที่ 1 จากขวา) ร่วมเปิดร้านเทนมัตสึ เทมปุระและเทนด้งต้นตำรับจากญี่ปุ่น ที่พัฒนาสูตรจากเชฟมิชลินสตาร์ สาขาแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างเครือเบทาโกร บริษัท โฟร์ซีดส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท บอสตัน เทรดดิ้ง จำกัด โดยมี พญ. อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ และ คุณปิติภัทร คูตระกูล ร่วมแสดงความยินดี ณ ชั้น G สยามพารากอน เมื่อเร็วๆ นี้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เรือนยอดทึบ ใบสีเขียวเข้มแบบลูกทุ่งๆ โตเร็วแผ่กิ่งก้านสาขาไวมาก

ดอกสีเหลืองเข้มสวยงามออกประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ฝักแบนๆ สีน้ำตาลเข้ม ภายในมีเมล็ดประมาณ 20-30 เมล็ด ต่อฝักสมัยโบราณ มีการสอนถ่ายทอดภูมิปัญญาต่อๆ กันมาว่า เวลาต้องการจะบ่มมะม่วง จะให้สุกเร็วขึ้นก็ใช้ใบขี้เหล็กมาปูรองก้นโอ่งก่อนจะใส่มะม่วงลงไปบ่ม จะได้ผลดี

ตำรายาไทยกล่าวไว้ว่า…

–ดอกและใบ เป็นยาช่วยให้หลับ ระบายอ่อนๆ ขับปัสสาวะ ในยอด ดอกอ่อน และแก่นขี้เหล็กประกอบด้วย สารกลุ่มแอนทราควิโนน (Antraquinone) หลายชนิดมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ทำให้ผ่อนคลายความเครียด ช่วยให้หลับง่าย –แก่น แก้กระษัยปวดเมื่อย ขับระดูขาว ถ่ายพยาธิ แก้เหน็บชา รักษาฝีคัณฑสูตร (ก็ ฝีมะม่วงนั่นแหละ) เป็นฝีที่เกิดจากต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ หรือรอบๆ ทวารหนัก เป็นก้อนคล้ายลูกมะม่วง

อันนี้แถมให้เป็นเกร็ดความรู้จากพุทธประวัติ “คัณฑะ” เป็นชื่อบุคคลที่พระพุทธเจ้าทรงประทานเมล็ดมะม่วงให้นำไปปลูก มะม่วงจึงมีชื่อเรียกในภาษาบาลีว่า “คัณฑามพฤกษ์” หรืออีกชื่อหนึ่งของมะม่วงคือ “อัมพา” เพราะนางอัมพปาลี ได้ถวายที่ดินสวนมะม่วงสร้างวัด ก็เลยได้รับการขนานนามว่า วัดอัมพวัน แปลว่า วัดที่สร้างจากที่ดินปลูกมะม่วงไงครับ

ไม้จากลำต้นขี้เหล็กยังสามารถนำมาทำเครื่องมือกสิกรรมได้ด้วย เช่น ด้ามจอบ ด้ามขวาน ด้ามเสียม บางโอกาสใช้ในงานก่อสร้างก็ยังพอไหว

ถือว่าเป็นต้นไม้ครอบจักรวาลชนิดหนึ่งได้เลย…เดี๋ยวนี้มีการทำเป็น ขี้เหล็กแคปซูล ออกมาจำหน่ายกันหลายแบรนด์ ใครท้องผูก นอนไม่หลับ จิตฟุ้งซ่าน ลองซดแกงขี้เหล็กราดข้าวสักจาน หากไฟธาตุไม่แข็งจริงๆ คืนเดียวรู้ผลครับ

ขี้เหล็ก ปลูกโดยการเพาะเมล็ด เก็บฝักแก่มาแกะเอาเมล็ดข้างในไปเพาะในถุง หรือกระบะก็ได้ตามถนัด รดน้ำให้ชุ่ม วางไว้ที่รำไร

รอสัก 10-14 วัน พองอกสูงได้สักประมาณ 1 คืบกว่าๆ ก็แยกต้นไปปลูกลงดิน

โดยขุดหลุมกว้าง 50×50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร โรยปุ๋ยคอกลงไปรองก้นหลุมซะหน่อยหนึ่ง ผสมกับใบไม้ผุ กาบมะพร้าวสับ แกลบดิบหรือแกลบเผาก็ได้ คลุกให้เข้ากันกลบดินให้แน่น หาไม้ไผ่มาปักหลักประคองไว้กันลมโยกสักนิด จากนั้นรดน้ำเช้า-เย็น

แค่นี้เอง ปลูกไว้บ้าง เผื่อนอนไม่หลับ ก็กินแกงขี้เหล็ก แล้วผูกเปลนอนโคนต้นขี้เหล็ก…ร้องเพลง “นกกระจอกมากินดอกขี้เหล็ก แม่ม่ายก็มักจะได้ผัวเด็ก” เดี๋ยวเดียวก็หลับปุ๋ย

ในช่วงที่สภาพอากาศแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วง อาจส่งผลกระทบต่ออ้อยในระยะแตกกอ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวไร่อ้อยเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกออ้อย มักพบการเข้าทำลายของหนอนกออ้อย 2 ชนิด คือ หนอนกอลายจุดเล็ก ตัวหนอนจะเจาะเข้าไปตรงส่วนโคนระดับผิวดิน และเข้าไปกัดกินส่วนที่กำลังเจริญเติบโตภายในหน่ออ้อย ทำให้ยอดอ้อยแห้งตาย ผลผลิตอ้อยลดลง 5-40% และยังพบหนอนเข้าทำลายอ้อยในระยะอ้อยย่างปล้อง โดยหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในลำต้นอ้อย ทำให้อ้อยแตกแขนงใหม่ และแตกยอดพุ่ม

ส่วน หนอนกอสีชมพู ตัวหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินตรงส่วนโคนของหน่ออ้อยระดับผิวดิน และเข้าไปกัดกินส่วนที่กำลังเจริญเติบโตภายในหน่ออ้อย ทำให้ยอดอ้อยแห้งตาย และแม้ว่าหน่ออ้อยที่ถูกทำลายจะสามารถแตกหน่อใหม่เพื่อชดเชยหน่ออ้อยที่เสียไปได้ แต่หน่ออ้อยที่แตกใหม่จะมีอายุสั้นลง ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของอ้อยลดลงตามไปด้วย

สำหรับแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาหนอนกออ้อยทั้ง 2 ชนิด ให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในแหล่งชลประทาน ควรให้น้ำเพื่อให้อ้อยแตกหน่อชดเชย และในช่วงที่พบกลุ่มไข่ของหนอนกออ้อย ให้ปล่อยแตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา อัตรา 30,000 ตัว ต่อไร่ ต่อครั้ง โดยให้ปล่อยติดต่อกัน 2-3 ครั้ง กรณีพบการระบาดหรืออ้อยแสดงอาการยอดเหี่ยวมากกว่า 10% ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 14 วัน หรือสารอินดอกซาคาร์บ 15% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นโดยใช้น้ำในอัตราส่วน 60 ลิตร ต่อไร่

กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนเกษตรกรจังหวัดยะลาพัฒนาทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน GAP เน้นรวมกลุ่มแปลงใหญ่สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง พร้อมกำหนดแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนทั้งระบบสร้างเสถียรภาพด้านราคาในภาคใต้ตอนล่าง

ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยในโอกาสเดินทางไปร่วมให้ข้อมูลและติดตาม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตรวจราชการโครงการทุเรียนคุณภาพและการบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ณ บริเวณตลาดกลางยางพารา ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ว่า กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล โดยส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการผลิตตามมาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง (GAP) การพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่การส่งออก การรวมกลุ่มทำตลาดล่วงหน้า การยกระดับสินค้าเกษตรที่เป็นอัตลักษณ์และเหมาะสมกับพื้นที่เพื่อเพิ่มมูลค่า

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดในการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ วางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดร่วมกัน สร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนระดับประเทศ โดยเชื่อมโยงกลุ่มชาวสวนทุเรียนทั้ง 6 ภูมิภาค มาร่วมกันวางแผนกำหนดแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนทั้งระบบ ซึ่งในเบื้องต้นได้คัดเลือกจากเกษตรกรแปลงใหญ่ระดับอำเภอใน 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด นนทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ชลบุรี ศรีสะเกษ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี ระนอง กระบี่ สงขลา นราธิวาส สตูล และตาก

สำหรับการบริหารจัดการผลไม้ของจังหวัดยะลา ซึ่งมีผลผลิตรวมทั้งสิ้น 59,073 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน 41,507 ตัน มังคุด 4,037 ตัน เงาะ 1,371 ตัน และลองกอง 12,158 ตัน ได้ดำเนินการในทิศทางเดียวกับภาพรวมของการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ โครงการทุเรียนคุณภาพและการบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจังหวัดยะลาได้รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มากที่สุดในประเทศ จำนวน 16 แปลง เกษตรกรสมาชิก 951 ราย พื้นที่รวม 6,495.50 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 900 กิโลเมตร/ไร่ เป็นผลผลิตจากแปลงใหญ่รวม 5,845.95 ตัน สร้างรายได้ 320 ล้านบาท ต่อปี

จากการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ทุเรียนที่ผ่านมาส่งผลให้มีผลการดำเนินงาน 5 ด้าน ดังนี้ 1) การลดต้นทุนการผลิต ลดลง 10.1% จาก 8,616 บาท/ไร่ คงเหลือ 7,750 บาท/ไร่ โดยการใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน 2) การเพิ่มผลผลิต เพิ่มขึ้น 8.4% จาก 830 กิโลเมตร/ไร่ เป็น 900 กิโลเมตร/ไร่ โดยการจัดการสวนที่ดีและใช้ปุ๋ยถูกต้อง เหมาะสม มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการผลิต 3) การพัฒนาคุณภาพ ได้มีการกำหนดมาตรฐานการผลิตและเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

รับรองสินค้าที่สามารถทำได้ หรือเป็นที่ต้องการของตลาด 4) การบริหารจัดการผ่านกระบวนการกลุ่มที่เข้มแข็ง เช่น กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และง่ายต่อการเข้าถึงการส่งเสริม สนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านองค์ความรู้ แหล่งทุน ให้เกิดการพัฒนาที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคต 5) ด้านการตลาด โดยการเชื่อมโยงการตลาด/การสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเกษตรกรสามารถรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกส่งตลาดออนไลน์ Facebook และมีการแปรรูป เช่น ทุเรียนทอด ทุเรียนเชื่อม ทุเรียนกวน เพื่อเพิ่มมูลค่าการตลาด สามารถส่ง จำหน่ายทั่วประเทศโดยทางไปรษณีย์ โดยกลุ่มสามารถกำหนดเป้าหมายและแผนปฏิบัติการ รวมทั้งการจัดทำแผนธุรกิจของกลุ่มที่ชัดเจน

ด้าน นายจำนงค์ เพชรอนันต์ เกษตรจังหวัดยะลา กล่าวว่า ทุเรียน นับว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ที่มีเสน่ห์ รูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่น กลิ่นและรสชาติที่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คน สำหรับจุดเด่นของทุเรียนยะลา คือ สภาพภูมิอากาศ และพื้นที่ปลูกที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดเทมีผืนป่า “ฮาลาบาลา” โอบล้อม ทำให้ไม่มีปัญหาน้ำแช่ขัง ทุเรียนจึงมีคุณภาพดี เนื้อแห้ง เนียนนุ่ม รสชาติหอมหวานมันส์ จนได้รับฉายาว่า “ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา” ซึ่งถือเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ รสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ด้วยพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 67,000 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 48,000 ไร่ และมีแนวโน้มการปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น ให้ผลผลิตรวมกว่า 41,000 ตัน ต่อปี สร้างรายได้ 1,600 ล้านบาท ต่อปี จังหวัดยะลาจึงนับเป็นแหล่งปลูกทุเรียนแหล่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ตอนล่าง