ขายวัตถุอันตรายโดยไม่มีฉลากหรือมีฉลากแต่การแสดงฉลาก

ไม่ถูกต้อง โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำและปรับผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 40,000-200,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

“ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูเพาะปลูกพืชของเกษตรกร ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรทั้งปุ๋ย วัตถุอันตราย และเมล็ดพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตรจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคออกตรวจสอบตามโรงงานผลิตและร้านจำหน่ายอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยและวัตถุอันตรายที่ไม่ได้คุณภาพออกไปหลอกขายเกษตรกร ทั้งนี้

หากทราบเบาะแสการผลิตหรือจำหน่ายปัจจัยการผลิตปลอมหรือไม่ได้คุณภาพ สามารถแจ้งได้ที่กลุ่มสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร.0-2940-6670 หรือแจ้งได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร ในเขตภูมิภาคได้ทุกแห่ง”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดเชียงรายว่า จากกรณีแม่น้ำโขงแห้งลงอย่างมาก เนื่องจากเข้าสู่ฤดูแล้งและมีการปิดเขื่อนกั้นน้ำที่เขื่อนจิ่งหงในเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา ของมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งห่างจาก จ.เชียงราย ไปทางทิศเหนือประมาณ 261 กิโลเมตร ล่าสุดมีการประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศขอให้แจ้งไปยังทางการจีนให้ปล่อยน้ำลงมาบ้างแล้ว ศูนย์ควบคุมแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง สิบสองปันนา จึงมีการปล่อยน้ำเข้าเขื่อนในวันเดียวกันในปริมาณ 587 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที และระบายน้ำออกจากเขื่อน ในปริมาณ 819 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำที่หน้าที่ว่าการ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ชายแดนไทย-สปป.ลาว ลึกขึ้นประมาณ 2.30 เมตร เรือเล็กสามารถสัญจรไปมาได้

แต่อย่างไรก็ตาม แม่น้ำโขงยังคงแห้งกว่าปกติ ปราฏให้เห็นเกาะแก่งและโขดหินไปทั่วบริเวณ โดยเฉพาะสามเหลี่ยมทองคำ ที่ อ.เชียงแสน แก่งไก่ คอนผีหลง อ.เชียงของ ไปจนถึงแก่งผาได อ.เวียงแก่น เรือสินค้าขนาดใหญ่ยังไม่สามารถสัญจรไปมาได้ และต้องใช้เรือเล็กในการขนถ่ายไปมา โดยเฉพาะในเขตชายแดนประเทศเมียนมา-สปป.ลาว ที่มีเกาะแก่งและหาดทรายเป็นบริเวณกว้าง

นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ปกติระดับน้ำของแม่น้ำโขงในฤดูแล้งจะอยู่ที่ประมาณ 2 เมตร หรือมากกว่านั้น จากเดิมที่มีระดับเฉลี่ย 6-8 เมตร แต่ปรากฏว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงเหลือต่ำสุดเพียง 1.80 เมตร จึงแก้ไขปัญหาด้วยการประสานงาน กระทั่งจีนให้มีการปล่อยน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ส่วนระยะยาวจะมีการขุดลอกบางส่วน แต่เนื่องจากเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศจึงต้องใช้เวลาหารือกัน ฉะนั้น ทางเจ้าท่าก็มีเรือเล็ก เพื่อดำเนินการบางจุดที่เป็นปัญหาแล้ว รวมทั้งมีการประกาศเตือนการใช้เรือด้วยความระมัดระวัง

ด้านชาวบ้านพื้นที่ อ.เชียงของ ได้ใช้โอกาสที่น้ำลดลงอย่างมาก ลงไปหา “ไก” ซึ่งเป็นสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นตามเกาะแก่งในน้ำโขงกันอย่างคึกคัก เพราะในรอบปีจะสามารถเก็บไกได้เพียง 1 ครั้ง คือในฤดูแล้งนี้เท่านั้น โดยไกที่ได้เมื่อนำมาตากให้แห้งและอบตามภูมิปัญญาชาวบ้าน จะได้สาหร่ายน้ำจืดที่หอมอร่อย สามารถนำมารับประทานหรือปรุงเป็นอาหารต่างๆ ได้ จึงเป็นที่นิยมของคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวไปหาซื้อถึงที่ อ.เชียงของ จึงเตรียมจัดงานแห่ไกน้ำโขงยาวที่สุด ในวันที่ 16 มี.ค.นี้ ที่เขตเทศบาล ต.เวียงเชียงของ

นางคำ โยงยืน วัย 70 ปี ชาวบ้าน อ.เชียงของ บอกว่า เนื่องจากไกในแม่น้ำโขงมีรสชาดดีไม่แพ้กับสาหร่ายที่นำเข้าจากต่างประเทศ หรือที่จำหน่ายทั่วไป ทำให้ตนและเพื่อนบ้านต่างพากันออกมาเก็บไกที่ติดตามโขดหินในแม่น้ำโขงเป็นประจำ ตั้งแต่เดือน มี.ค.-เม.ย. ของทุกปี หรือบางปีแล้งมากก็จะหาเก็บไกยาวไปถึงเดือน พ.ค. เพราะหากระดับน้ำสูงขึ้นจะไม่สามารถเก็บได้อีกต่อไป ซึ่งไกที่เก็บได้จะนำไปขายให้แม่ค้าในตลาด ราคากิโลกรัมละ 10 บาท แต่ละคนสามารถหาไกได้ประมาณวันละ 5-20 กิโลกรัม แล้วแต่ความชำนาญ จึงสร้างรายได้ให้วันละประมาณ 500- 2,000 บาท

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ตราศรแดง ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการปลูกผักเพื่อการบริโภค ที่ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถปลูกผักเพื่อรับประทาน ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และส่วนที่เหลือสามารถนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง โดยได้ส่งเสริมและให้ความรู้การปลูกผักแก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และในปี 2554 บริษัทได้จัดตั้งมูลนิธิเมล็ดพันธุ์คุณภาพเพื่อการแบ่งปัน โดยเพื่อจัดหาและส่งมอบเมล็ดพันธุ์ผักพร้อมมอบให้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ และมูลนิธิได้ร่วมกับทางโครงการส่งเสริมอาชีภูฟ้า ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมการปลูกผักเพื่อการบริโภคในครัวเรือน รวมถึงการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักเพื่อใช้เองในฤดูถัดไป หรือจำหน่ายเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อ.บ่อเกลือ ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรลดการปลูกพืชไร่บุกรุกป่า

นายอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียน และนักเรียนรู้จักการปลูกผักเพื่อนำไปบริโภคเป็นอาหารกลางวัน จากนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่งว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านที่ศูนย์ภูฟ้าสามารถมีอาชีพที่ยั่งยืน นอกเหนือจากการทำนา นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด เมล็ดคุณภาพเพื่อการแบ่งปันเข้ามาส่งเสริม ให้เกษตรกรปลูก โดยเริ่มจากผักกวางตุ้ง เริ่มแรกเดิมทีเกษตรกรยังไม่เห็นว่าการปลูกผักจะมาช่วยสร้างรายได้หรือเป็นอาชีพให้เขาได้ เราใช้เวลา 7-8 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการของเราสามารถสร้างรายได้จากตรงนี้ได้จริงๆ

ซึ่งจุดประสงค์เริ่มต้นคือ 1.เกษตรกรสามารถปลูกผักมีไว้บริโภคเอง 2.เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์มาปลูกในครั้งต่อไปโดยไม่ต้องซื้อ มูลนิธิเมล็ดพันธุ์คุณภาพเพื่อการแบ่งปันจึงเริ่มก่อตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริม โดยหน้าที่ของเราคือ ดูแลเกษตรกรให้ความรู้ ทำยังไงให้ปลูกและสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ต่อได้

นางพินหฤดา พิศจาร อยู่บ้านเลขที่ 138 หมู่ที่ 5 ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ทาง บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด เข้ามาสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ และให้ความรู้ในกานปลูกผักขี้หูด คุณพินเล่าว่า เมื่อก่อนประกอบอาชีพเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน เมื่อลูกโตจึงอยากทำอาชีพเสริมหลังว่างจากทำนา พอดีกับช่วงที่เมล็ดพันธุ์ศรแดงมาให้ความรู้ และสนับสนุน ในการปลูกผักขี้หูดสร้างรายได้ เพราะผักขี้หูดถือเป็นผักพื้นบ้านทางภาคเหนือ ตนจึงคุ้นเคยเป็นอย่างดี ถ้าจะลองปลูกคิดว่าไม่น่าใช่เรื่องยาก จึงตัดสินใจใช้พื้นที่ 1 งาน เพื่อปลูกผักขี้หูด แต่ตนปลูกเพื่อขายเมล็ดพันธุ์ ทางบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด เป็นผู้รับซื้อ กิโลกรัมละ 400 บาท

วิธีการปลูกไม่ยุ่งยาก ผักขี้หูดเป็นพืชทนแล้ง ใช้น้ำน้อย เพียงขุดหลุมแล้วหยอดเมล็ดลง หลุมละ 2-3 เมล็ด ใช้ปุ๋ยคอกกลบแค่นั้น

ระบบน้ำ 1 เดือน รดน้ำ 1 ครั้ง หากฝนตกไม่ต้องรดน้ำเลย ผักขี้หูดจะปลูกเพียงปีละครั้ง ชาวบ้านจะเริ่มปลูกผักขี้หูดช่วงเดือนพฤศจิกายน เริ่มเก็บเกี่ยวได้ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน นี่คือ ช่วงระยะเวลาสำหรับขายเมล็ดพันธุ์

การเก็บเกี่ยวจะตัดเฉพาะเมล็ดแก่ๆ นำไปตากแดดแล้วขยี้เอาเมล็ดข้างใน แล้วนำไปตากแดด 3 วัน เพื่อนำเมล็ดไปขาย

เงินลงทุนถือว่าคุ้ม 1 งาน ลงทุนเพียง 2,000 บาท แต่สามารถสร้างรายได้หลายเท่าตัว ในพื้นที่ 1 งาน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 30-40 กิโลกรัม

ฝากถึงพี่น้องเกษตรกรชาวอำเภอบ่อเกลือ หากยังว่างงานอยู่ หรืออยากหาอาชีเสริมแนะนำให้ลองปลูกผักขี้หูดดู ปลูกและดูแลง่าย เงินลงทุนน้อย ทนแล้ง สร้างรายได้ดี

คุณธนิตย์ หนูยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 จังหวัดสงขลา บูรณาการร่วมกับตำรวจ ทหาร ได้จับกุมนกหัวจุก 13 กรง เนื่องจากได้รับการร้องเรียนมาว่า ได้ส่งเสียงดังรบกวน แล้วได้นำส่ง สภ.อ. หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อดำเนินคดี สำหรับโทษคือ ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 4 ปี

นกกรงหัวจุก เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่ก็มีการเลี้ยงทั่วประเทศ ซึ่งมีส่วนหนึ่งเป็นนกกรงที่มิชอบ แต่มาเมื่อปี 2546 ก็ได้มีการนิรโทษกรรม โดยให้ผู้ที่ครอบครองเลี้ยงนกกรงหัวจุก ให้มาแจ้งไว้กับทางการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ส่วนหนึ่งก็ได้แจ้งลงทะเบียนผู้เลี้ยงครอบครองไว้ แต่อีกส่วนก็ไม่ได้มาแจ้ง

ส่วนที่กลุ่มผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก ที่ได้มายื่นหนังสือถึงสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 ที่ผ่านมา โดยสรุปว่า ให้ทางการมีการชะลอการจับกุม ให้ถอนชื่อนกกรงหัวจุกออกจากการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองนั้น

สำหรับทั้งหมดนี้ ทางคุณธนิต บอกว่า เป็นการเกินอำนาจหน้าที่ของสำนักบริหารฯ โดยอำนาจหน้าที่ดังกล่าวนั้น ขึ้นอยู่กับกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวง และรัฐบาลพิจารณา

โดยขณะนี้ผู้ที่เลี้ยงนกกรงหัวจุก ที่ได้แจ้งรายชื่อไว้เมื่อปี 2546 ได้นำหางบัตรหนังสือที่แจ้งไว้ มาแสดงตนเพื่อเอาห่วงสวมนกกรงหัวจุก ถึงวันละ 30-100 ราย ซึ่งต่อไปจะไม่ประสบปัญหาถูกจับกุม

สำหรับการขึ้นทะเบียนนกกรงหัวจุก จะขึ้นกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ขึ้นกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 ส่วน 3 จังหวัด ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ไปขึ้นทะเบียนสำนักฯ สาขาปัตตานี สำหรับผู้ที่ขึ้นทะเบียนได้ ก็เป็นบุคคลที่เคยแจ้งรายชื่อไว้ เมื่อปี 2546 หลังปี 2546 นั้น ขึ้นไม่ได้

“ส่วนที่ทางผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก ได้มีการขอเปิดรับใหม่ 2547 ดังนั้น ก็จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม 2547 จนถึงปัจจุบัน ถอนบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ให้เป็นนกธรรมดา และให้ชะลอการจับกุมนกกรงหัวจุก เรื่องทั้งหมดเกินอำนาจของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 โดยจะขึ้นอยู่กับรัฐบาล เพราะเป็นปัญหาระดับชาติ” คุณธนิต กล่าว

ทาง คุณสุรเทพ บุญญวัฒน์วณิชย์ นายกสมาพันธ์ผู้เพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุกแห่งประเทศไทย บอกเล่าว่า นกกรงหัวจุกเป็นนกเศรษฐกิจของประเทศ โดยเมื่อปี 2546 แจ้งลงทะเบียนไว้ ประมาณ 400,000 ตัว และจนถึงขณะนี้นกกรงหัวจุกได้ขยายผลเติบโตขึ้น มีประมาณ 2 ล้านตัว โดยมีผู้เลี้ยงกว่า 1 ล้านคน โดยเฉพาะที่เป็นฟาร์มประมาณเกือบ 1,800-1,900 ฟาร์ม

“โดยเฉพาะฟาร์มนกกรงหัวจุกของตน จำนวน 12 กรง เพราะพันธุ์มีผลผลิตประมาณ 10 ตัว/กรง ได้ประมาณ 120 ตัว/ปี ราคา 1,500 บาท ถึง 2,500 บาท/ตัว และหากเป็นนกกรงหัวจุกที่แข่งขันได้ ประมาณ 25,000-50,000 บาท/ตัว”

คุณสุรเทพ ยังบอกอีกว่า นกกรงหัวจุก มีเงินหมุนสะพัดขณะนี้ ประมาณ 3 ล้านบาท/วัน แต่หากเป็นช่วงเศรษฐกิจดี ประมาณ 5 ล้านบาท/วัน ภาพรวมทั้งประเทศ ประมาณ 90 ล้านบาท/เดือน หากทั้งปีรวมแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท โดยจะขยายไปถึงผู้ประกอบอาชีพ เช่น อาหารของนกกรงหัวจุกที่ขายได้ เพาะหนอน ตั๊กแตน ไข่มดแดง มะละกอ พริก บวบ และกล้วย อาชีพทำกรงนก ไม้ไผ่ ทำตะขอ พ่นสีกรงนก กลึงหัวกรงนก ฯลฯ

“ผู้บริหารประเทศ จะต้องมีมุมมองถึงกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงนกกรงหัวจุกว่า นกกรงหัวจุกเป็นประเพณีมาเป็นร้อยปีแล้ว และยังเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญอีกด้วย ภาครัฐและรัฐบาลควรเปิดโอกาส และหันมาส่งเสริมสนับสนุนอาชีพนี้อย่างจริงจังจะดีกว่า”

เรื่องการประกอบอาชีพนกกรงหัวจุก เคยนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อปลดล็อกกฎหมายออกจากสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่ก็มาถูกคว่ำที่วุฒิสภา ความจริงหลายประเทศได้ปลดล็อกนกกรงหัวจุกออกจากสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เช่น ประเทศมาเลเซีย ประมาณ 3 ปี แต่ไทย บรรดานักอนุรักษ์และนักคุ้มครองสัตว์ป่า ทำการคัดค้าน ทั้งจากปลัดกระทรวง เอ็นจีโอ และนักอนุรักษ์

“นกกรงหัวจุกตอนที่เศรษฐกิจดี มีเงินหมุนสะพัดไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ล้านบาท ไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท/เดือน” คุณวรเทพ กล่าว “ตลาดไท” ฟ้อง “ศาลปกครอง” สอบ “ปลัดกระทรวงพาณิชย์” พร้อมพวก ระงับผลคัดเลือก “ตลาดกลางข้าวสาร” ที่ให้ชนะคู่

แหล่งข่าวจากกลุ่มตลาดไท เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561 บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด หรือตลาดไท ได้ยื่นฟ้องปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อศาลปกครอง โดยอาศัย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เพื่อขอให้ระงับผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ประกอบการจัดตั้งตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พิจารณาให้ตลาดไทเป็นผู้ชนะการคัดเลือกร่วมกับ บริษัท ตะวันนา ไนท์บาซาร์ จำกัด (ตลาดตะวันนา/ตลาดต่อยอด)

เพื่อเริ่มดำเนินโครงการในเดือนเมษายน 2561 หากพิจารณาจากหลักเกณฑ์ทีโออาร์กำหนดเงื่อนไขว่า ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์ด้านนี้มาไม่น้อยกว่า 10 ปี ต้องมีพื้นที่และระบบการบริหารจัดการตลาด ต้องลงทุนเองทั้งหมด กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปช่วยทำประชาสัมพันธ์ให้เท่านั้น ประเด็นที่คัดค้านไม่ใช่เรื่องการจัดแบ่งงบประมาณไปให้ 2 ตลาด เพราะตลาดไทได้วางแผนประชาสัมพันธ์ว่า จะได้รับการคัดเลือกให้ทำตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกให้ผู้ประกอบการรับทราบแล้ว หากจัดตั้ง 2 ตลาด มีระยะทางห่างกันเพียง 7-8 กม. เกรงว่าจะเกิดปัญหาการแย่งลูกค้ากันเอง ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ

อนึ่ง เรื่องนี้ยืดเยื้อมาตั้งแต่กลางปี 2560 หลังจาก กรมการค้าภายใน รับมอบนโยบายจาก นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อดีต รมว. พาณิชย์ จัดทำทีโออาร์เปิดรับสมัคร เอกชน โดยมีกลุ่มตลาดไทซึ่งเป็นกลุ่มทุนของนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์, ตลาดท่าข้าวเขาใหญ่ของบริษัท บูรณากาญจน์ จำกัด จ.สุพรรณบุรี และกลุ่มตลาดตะวันนา ซึ่งเป็นกลุ่มทุนของ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี มาสมัครและแสดงวิสัยทัศน์ในเดือนกรกฎาคม และคัดเลือกเหลือ 2 ราย ก่อนเปิดแสดงวิสัยทัศน์อีกรอบ และได้ประกาศผลคัดเลือก 2 รายดังกล่าวเป็นผู้ชนะร่วมกัน แต่ทางตลาดไทไม่พอใจผลการพิจารณา จึงได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2560 แต่เมื่อ วันที่ 26 มกราคม 2561 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แจ้งยืนยันผลพิจารณา 2 ราย เช่นเดิม จึงนำมาสู่การร้องต่อศาลปกครองครั้งนี้

นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ยังไม่ทราบการฟ้องร้องของตลาดไท แต่ไม่ได้มีความกังวล พร้อมที่จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย

ธุรกิจเกษตรมึนตึ้บ พิษบาทแข็งทำส่งออกแย่ ทำต้นทุนแพงกว่าคู่แข่ง หวั่นกระทบรายได้เกษตรฐานราก ไก่ส่งออกต้องขอเพิ่มราคาไปญี่ปุ่น ส่วนจีน หันไปซื้อข้าวหอมจากกัมพูชา-เวียดนาม แถมผู้ส่งออกต้องลดราคาซื้อข้าวจากชาวนา วอนรัฐแก้ปัญหา

นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรม ทูน่าไทย เปิดเผยว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 31 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ นั้น จะกระทบต่อสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ที่ยังต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก รายได้ที่รับมาจะไม่สามารถกระจายได้ถึงตัวเกษตรกร เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นให้เติบโตมากขึ้น

สิ่งที่ผู้ส่งออกอยากเห็นในขณะนี้คือ ค่าบาทที่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่ขึ้นๆ ลงๆ เพื่อที่จะสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่าง เหมาะสม การปรับค่าเงินบาทในลักษณะผันผวนนี้ ทำให้ ไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้เลย แต่การแข่งขันด้านส่งออกของผู้ประกอบการมีความสามารถอยู่แล้ว

นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อ ส่งออกไทย กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา เชื่อว่าผู้ประกอบการได้ประกันความเสี่ยงเอาไว้แล้ว การส่งออกไก่ ขณะนี้อยู่ที่ 31 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นกว่า 10-11% เทียบกับปีที่ผ่านมา ค่าเงิน 33-34 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ

เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว ไทยจะเจรจากับผู้นำเข้าไก่ เพื่อขอปรับราคาขึ้นเพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป อย่างน้อย 10-11% แต่ก็เป็นเรื่องยาก เพราะตลาดหลักของไทยคือญี่ปุ่นปัจจุบันเงินเยนก็แข็งค่าขึ้นเช่นกัน ปัจจุบัน ขายเฉลี่ยตันละ 2,500-2,600 ดอลลาร์ ปีก่อนเฉลี่ย 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้ไทยขายข้าวได้ลำบาก เนื่องจากค่าเงินของคู่แข่งไม่ได้แข็งค่าด้วย โดยในขณะนี้ไทยต้องขายข้าว เฉลี่ยตันละ 440 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขายที่ตันละ 400 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่เพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งยังขายที่ 400 ดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งเงินบาทแข็งข้าวไทยจะแพงขึ้น สุดท้ายผู้ส่งออกกลับไปซื้อข้าวจากเกษตรกร ในราคาที่ต่ำลง จากกิโลกรัมละ 12 บาท เหลือ 10.80 บาท เพื่อให้ แข่งขันในตลาดได้

“การส่งออกของไทยลำบากขึ้น ทั้งในส่วนของค่าเงินบาท และยังมีปัญหาจีนเทสต๊อกข้าวเก่า และจีนที่เป็นตลาดข้าวหอม ของไทย ปัจจุบันสั่งซื้อจากกัมพูชา และเวียดนาม มากขึ้นเท่าตัว เพราะราคาต่ำเพียงตันละ 700-900 บาทเท่านั้น ส่วนข้าวไทยราคาสูงถึง ตันละ 1,100 บาท”

นายหลักชัย กิตติพล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันราคายางพาราในประเทศตกต่ำอยู่แล้ว และกว่า 90 % พึ่งพาการส่งออก เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น มูลค่าการส่งออกยางจะลดลง ส่งผลให้เกษตรกรได้รับลดลงด้วย เงินบาทแข็งค่าแตะ 31 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา

จากกรณีโรคพิษสุนัขบ้าระบาดในหลายพื้นที่ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้แล้วหลายรายด้วยกันนั้น เมื่อวันที่ 15 มี.ค. นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานการควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา ว่า สถานการณ์ของโรคในปัจจุบันไม่รุนแรงเท่าปี 2559 และ 2560 ประเด็นข่าวที่เกิดขึ้นจำนวนมากในขณะนี้ เป็นผลมาจากที่กรมปศุสัตว์มีการเร่งรัดสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 อย่างจริงจัง

เจตนารมณ์ของกฎหมายไม่ให้เกิดโรคระบาด หากเกิดโรคต้องทำให้สงบอย่างรวดเร็ว ไม่ให้แพร่กระจายไปที่อื่น ซึ่งต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยประกาศเขตโรคระบาด รัศมี 5 กม. ให้มีการสำรวจสุนัข-แมว ในรัศมี 5 กม. ให้ได้ 100% และดำเนินการฉีดวัคซีนให้ได้ 100% สั่งกักสัตว์ที่มีเจ้าของห้ามออกนอกบริเวณบ้าน ยกเว้นได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หากพบสัตว์เป็นโรคหรือสัตว์สัมผัสกับสัตว์ป่วยหรือสงสัยว่าเป็นโรค เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการทำลายสัตว์ทันที

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-12 มีนาคม 2561 มีจังหวัดประกาศพื้นที่เขตโรคระบาดชั่วคราว 37 จังหวัด และขณะนี้คงเหลือประกาศ 26 จังหวัด ซึ่งบางจังหวัดมีเพียง 1 จุด บางจังหวัดมีเพียง 2-3 จุด (1 จุด มีรัศมี 5 กม.) โดยที่จังหวัดที่มีประกาศ 1 จุด มีจำนวน 8 จังหวัด จังหวัดที่มีประกาศ 2 จุด มีจำนวน 11 จังหวัด จังหวัดที่มีประกาศ 3 จุด มีจำนวน 3 จังหวัด และจังหวัดที่มีประกาศมากกว่า 3 จุด มีจำนวน 4 จังหวัด ซึ่งประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวมีอายุ 30 วัน นับตั้งแต่วันประกาศ โดยไม่มีโรคระบาดเกิดขึ้นอีก