ข่าวดีเกษตรกรเมื่อรัฐเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งระบบนับเป็นข่าวดีสำหรับ

พี่น้องเกษตรกรชาวไร่ หลังจากคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) มีมติให้ออกประกาศมาตรการดูแลสินค้าเกษตร 3 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังเส้น และปาล์มน้ำมัน โดยออกประกาศกำหนดให้ผู้ประกอบการรับซื้อ หรือพ่อค้าคนกลางข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวนตั้งแต่ 50 ตันขึ้นไป ผู้ประกอบการรับซื้อมันเส้นตั้งแต่ 15 ตันขึ้นไป หรือคิดเป็นหัวมันสด 45 ตัน ต้องแจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ และราคา ต่อเจ้าพนักงาน กกร. จากเดิมที่กำหนดให้เฉพาะผู้ประกอบการโกดังและโรงงานอาหารสัตว์ที่ครอบครองข้าวโพดตั้งแต่ 50 ตันขึ้นไปเท่านั้น ที่ต้องแจ้งข้อมูลดังกล่าว

การเพิ่มเติมในส่วนของผู้รับซื้อด้วยจะทำให้สามารถตรวจสอบติดตามดูแลผู้ที่อยู่ในระบบการซื้อขายตามบัญชีที่เกิดขึ้นได้ตลอดห่วงโซ่ ส่วนปาล์มน้ำมันกำหนดให้โรงงานรับซื้อทะลายปาล์มสดที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ขึ้นไป

เรื่องนี้เป็นผลมาจากที่ผ่านมามีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ร้องเรียนไปถึงกรมการค้าภายใน ว่าไม่ได้รับราคาที่เหมาะสมตามที่รัฐกำหนด เช่น ปัญหาที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ที่ตั้งราคารับซื้อผลผลิตไว้ต่ำมาก ส่วนใหญ่ให้ราคาเพียง 3 บาทกว่าต่อกิโลกรัม(กก.) เท่านั้น ซึ่งแตกต่างเป็นอย่างมากกับราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคา 8 บาท/กก. ที่ความชื้น 14.5% ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นั่นเท่ากับว่าถึงจะมีการควบคุมราคาที่ปลายทางแล้วก็ตาม แต่เกษตรกรต้นทางก็ยังคงขายผลผลิตได้ราคาต่ำอยู่ดี จึงเป็นที่มาของการเรียกร้องให้มีการควบคุมที่กลางทางด้วย ประกาศของ กกร.ดังกล่าวจึงถือเป็นการกำกับดูแลราคาทั้งระบบ

ไม่เพียงการดูแลต้นทางคือเกษตรกร และการกำกับผู้ใช้ปลายทางอย่างโรงงานผลิตอาหารสัตว์อย่างที่ผ่านมา แต่ยังขึ้นทะเบียนพ่อค้าคนกลางที่จะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรซึ่งถือเป็นกลางทาง ที่เป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อระดับราคาสินค้าของเกษตรกร

ดังนั้น หลังจากนี้ก่อนจะรับซื้อสินค้ากับเกษตรกรก็ต้องมีการลงทะเบียนพ่อค้าคนกลางกันก่อน หากไม่แจ้งก็จะมีความผิดตามกฎหมายราคาสินค้า แน่นอนว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ก็คือพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ ที่จะสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้นและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ที่บางคนอาจใช้ภาวะราคาตกต่ำเป็นข้ออ้างในการกดราคาเกษตรกรยิ่งขึ้นไปอีก

พูดถึงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีคนที่นำไปเชื่อมโยงกับการบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อการเพาะปลูก จนข้าวโพดเหมือนเป็นแพะรับบาป ทั้งที่จริงๆ แล้วพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกข้าวโพดที่ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงนั้นเป็นที่ราบ ไม่ใช่ที่เชิงเขาหรือบนป่าบนดอยอย่างที่ใครเข้าใจ

แต่ที่ชาวเขาต้องทำอย่างนั้นก็เพราะไร้ทางเลือกในการประกอบอาชีพ เมื่อข้าวโพดคือหนทางหนึ่งที่จะได้รายได้มาประทังชีวิตเขาก็จำต้องเลือกทางนั้น อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเช่น สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่มีมาตรการรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ เฉพาะที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีเอกสารยืนยันชัดเจนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยลดปัญหานี้

ที่สำคัญยังส่งผลดีต่อการสืบย้อนกลับเพราะการลักลอบนั้นผิดกฎหมาย แต่ข้าวโพดสีเดียวกันหมด จึงต้องมีระบบตรวจสอบโดยดูที่เอกสารสิทธิ ส่วนที่ว่าทำไมวันนี้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงกลายมาเป็นพืชที่เกษตรกรนิยมปลูกกันในทุกภูมิภาค จนกลายเป็นหนึ่งในพืชไร่เศรษฐกิจสำคัญของไทย เช่นเดียวกับข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ฯลฯ

นั่นเพราะข้าวโพดเป็นพืชคาร์โบไฮเดรตสำคัญในการผลิตอาหารสัตว์ เหมือนกับกากถั่วเหลืองและมันสำปะหลัง โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกากถั่วเหลือง ที่นิยมนำมาผสมในสูตรอาหารสัตว์ ส่วนจะผสมในปริมาณมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับสูตรอาหารที่กำหนดคุณค่าโภชนะไว้ อย่างไรก็ดี แม้ว่าเกษตรกรจะหันมาเพาะปลูกข้าวโพดมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็ตาม แต่ผลผลิตข้าวโพดของไทยที่ผลิตได้ต่อปีมีเพียง 4.5 ล้านตัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมที่มากถึง 8.1 ล้านตัน/ปี เนื่องจากข้าวโพดเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอาหารสัตว์ที่ต้องการใช้มากถึงร้อยละ 60 ของสัดส่วนวัตถุดิบทั้งหมด

ขณะที่กากถั่วเหลืองที่เป็นวัตถุดิบอีกตัวที่นิยมใช้นั้น ไทยปลูกได้น้อยเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งจากบราซิลและสหรัฐอเมริกาที่เป็นผู้เพาะปลูกถั่วเหลืองรายใหญ่ของโลก

จากปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศที่มีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ที่มีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์จึงจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบอื่นมาใช้ทดแทน อาทิ ข้าวสาลีและกากข้าวโพด ที่ได้จากการผลิตเอทานอล

โดยเฉพาะข้าวสาลีที่มีคุณค่าทางโปรตีนประมาณร้อยละ 9-10 ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีโปรตีนประมาณร้อยละ 7-8 ที่สำคัญการนำเข้านี้ไม่ได้เป็นไปอย่างเสรี เพราะมีมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ควบคุมอยู่ โดยอนุญาตให้นำเข้าได้เฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศมีน้อย

ที่สำคัญยังเป็นไปตามกฎของ AEC และห้ามนำเข้าในช่วงเดือนกันยายน-มกราคม เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมามากถึงร้อยละ 70 ของทั้งปี และจะต้องรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน ที่ กก.ละ 8 บาท ต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน

ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการคุ้มครองเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ หากแต่ในช่วงที่ผ่านมาพ่อค้าพืชไร่ได้มีข้อเรียกร้องให้ภาครัฐสั่งงดการนำเข้าข้าวสาลี โดยอ้างว่าข้าวสาลีเป็นต้นเหตุให้ข้าวโพดอาหารสัตว์ในประเทศมีราคาตกต่ำ

ทั้งที่สาเหตุที่แท้จริงคือ การลักลอบนำเข้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่าและราคาถูกกว่าของไทย ที่พ่อค้าพืชไร่อาศัยจังหวะนี้นำเข้ามาสวมสิทธิเป็นข้าวโพดไทย เพื่อขายต่อให้กับโรงงานอาหารสัตว์ได้ในราคาขั้นต่ำที่ กก.ละ 8 บาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อมูลลอยๆ แต่เป็นการยอมรับของสมาคมพ่อค้าพืชไร่ต่อ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในที่ประชุมเพื่อแก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ว่าได้มีการลักลอบนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 1 ล้านตันจริง โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่มีการลักลอบมากๆ เพราะราคาในประเทศสูงเนื่องจากผลผลิตออกน้อย

การที่ กกร.ออกโรงแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ด้วยการกำกับดูแลพ่อค้าคนกลางในครั้งนี้ จึงนับเป็นการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการมิใช่เพียงการดำเนินการเฉพาะหน้า และเป็นการมองปัญหาทั้งระบบที่จะช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว ที่เชื่อว่าจะทำให้เกษตรกรได้รับราคาผลผลิตที่เป็นธรรม

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ดำเนินโครงการพัฒนาระบบการผลิตที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ThaiGAP และ Primary ThaiGAP จัดโรดโชว์อบรมเชิงปฏิบัติการแล้วทั่วประเทศรวม 8 แห่ง สนับสนุนผู้ประกอบการผักและ ผลไม้ให้ได้รับรอง ThaiGAP จำนวน 34 ราย และ Primary ThaiGAP จำนวน 2 ราย โดยแห่งล่าสุดที่เชียงราย เกิดความร่วมมือกับวิสาหกิจในชุมชนผู้ผลิตผลิตผลทางการเกษตร 3 ราย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดเชียงรายที่มุ่งเป้าเป็นฮับภาคเหนือตอนบนด้านสินค้าเกษตรเพื่อรุกตลาดต่างประเทศและสร้างรายได้ให้ชุมชน

นางสาวชนากานต์ สันตยานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรม ITAP สวทช. เปิดเผยว่า “การดำเนินโครงการพัฒนาระบบการผลิตที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ThaiGAP และ Primary ThaiGAP ของโปรแกรม ITAP สวทช. ที่ร่วมกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (2557-2560) ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการผักและผลไม้ไทยได้รับการรับรองไปแล้วทั้งสิ้น 36 ราย แบ่งเป็นมาตรฐาน ThaiGAP จำนวน 34 ราย และ Primary ThaiGAP จำนวน 2 ราย โดยผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้ที่เข้าร่วมโครงการมีความหลากหลายกว่า 70 ชนิด อาทิ เมล่อน มะละกอ มะพร้าวน้ำหอม แคนตาลูป แตงโม กล้วยหอม พริก ทุเรียน มังคุด เงาะ และมะเขือเทศ เป็นต้น”

“ภาพรวมการดำเนินงานพัฒนาขีดความสามารถผู้ประกอบการให้ได้มาตรฐาน ThaiGAP และ Primary ThaiGAP พบว่า ผู้ประกอบการมียอดขายหลังการได้รับการรับรองเพิ่มมากขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางเกษตรให้สามารถเข้าไปขายในโมเดิร์นเทรดได้ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ขณะที่ในปีถัดไปการสนับสนุนมาตรฐาน Primary ThaiGAP จะมีทางหอการค้าจังหวัดทั้ง 75 แห่งรับช่วงดูแลและดำเนินการสนับสนุนผู้ประกอบการผักและผลไม้เพื่อให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ต่อไป ทั้งนี้ ตลอดช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา

ได้จัดโรดโชว์อบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อมาตรฐาน ThaiGAP และ Primary ThaiGAP ตามภูมิภาคต่างๆ รวม 8 แห่ง ได้แก่ ภาคกลางที่กรุงเทพฯ และจังหวัดนครปฐม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดสกลนคร ภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา ภาคตะวันออกที่จังหวัดจันทบุรี และภาคเหนือที่จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดตาก และล่าสุดที่จังหวัดเชียงราย โดยแบ่งออกเป็น 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรอบรมมาตรฐานสำหรับเกษตรกรและบุคคลทั่วไป ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 700 คน และหลักสูตรอบรมที่ปรึกษาเกษตรกร (Train the trainer) ซึ่งมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ร่วมอบรมกว่า 40 คนเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน อันจะสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรการเกษตรด้านผักและผลไม้ มีผลผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัยตามข้อกำหนด ตลอดห่วงโซ่ของการผลิตจากเกษตรกรถึงผู้บริโภค”

นางสาวชนากานต์ สันตยานนท์ กล่าวต่อว่า “ในส่วนของจังหวัดเชียงราย โปรแกรม ITAP สวทช. ได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากทางจังหวัด ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการก ว่า 50 คน อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย สหกรณ์การเกษตรเมืองเชียงราย โครงการอาหารปลอดภัย เชียงรายเป็นสุข กลุ่มข้าว อ.เวียงชัย สำนักงานเกษตรอำเภอแม่ฟ้าหลวง บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด เป็นต้น ซึ่งในการดำเนินกิจกรรมโครงการพัฒนาระบบการผลิตที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ThaiGAP และ Primary ThaiGAP มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดเชียงราย (พ.ศ. 2557 – 2560)

ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานสากลและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งตั้งเป้าจำนวนแปลงที่ได้รับใบรับรอง GAP เพิ่มขึ้น เช่น แปลงหรือฟาร์มข้าว ชา กาแฟ ลำไย ลิ้นจี่ เป็นต้น เพื่อมุ่งเป้าเป็นฮับภาคเหนือตอนบนสำหรับการเป็นศูนย์กลางผลิตผลทางการเกษตรที่ขายไปยังตลาดต่างประเทศ และในโอกาสนี้ โปรแกรม ITAP และหอการค้าจังหวัด ได้นำคณะผู้เข้าร่วมอบรมเยี่ยมชมไร่สิงห์ปาร์ค ของบริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด ชมแปลงตัวอย่างไร่พุทรา ที่มีความสนใจเข้าร่วมพัฒนาเพื่อรับรองมาตรฐาน และสวนผักแม่หมูรัฐวิสาหกรรมชุมชนบ้านแม่สาด

ของนายพงษ์ศักดิ์ ทูลอินทร์ แปลงปลูกลิ้นจี่ ลำไย เงาะ มะม่วง และผลไม้ตามฤดูกาล ที่อยู่ระหว่างการตรวจประเมินเพื่อรับรองการได้มาตรฐาน ThaiGAP โดยในภาพความร่วมมือของโครงการและจังหวัดเชียงราย จะเน้นการหาพันธมิตรเพื่อร่วมจัดทำ มาตรฐาน เบื้องต้นมีวิสาหกิจจำนวน 3 กลุ่มที่ตอบรับเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนชาพญาไพรเล่ามา อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย วิสาหกิจชุมชนสับปะรดแม่ปูคา ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย และวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรบ้านแม่สาด รวมถึงเน้นการสร้างผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น โดยเฉพาะอาจารย์ เพื่อสร้างให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นที่จะให้คำแนะนำผู้ประกอบการผักและผลไม้ในเชียงรายในการดำเนินการตามมาตรฐานต่อไป”

กรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งพัฒนาสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง ส่งเสริมชาวเขาลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาคุณภาพสินค้าการเกษตร นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรชาวเขาบ้านดอยปุย ทอดพระเนตรเห็นชาวเขาปลูกฝิ่นแต่ยากจน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชดำริและพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตั้งโครงการหลวง เมื่อ พ.ศ. 2512 เพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเขา ลดการปลูกฝิ่น และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร ช่วยเหลือราษฎรชาวไทยภูเขาในท้องถิ่นทุรกันดารและยากจน หันมาปลูกพืชเมืองหนาวเพื่อสร้างรายได้ทดแทน และมีหน่วยงานต่างๆ ได้เข้าไปร่วมพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวง โดยจัดทำแปลงสาธิตการเกษตร และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรด้านต่างๆ รวมทั้งให้การฝึกอบรมเกษตรกรชาวเขาในการปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ ทำให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับจนถึงปัจจุบัน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนองงานร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวงตั้งแต่ปี 2536 โดยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพและจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการผลผลิตของสมาชิก ปัจจุบันมีสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงจำนวน 57 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 3 แห่ง กลุ่มเตรียมการสหกรณ์ 8 แห่ง กลุ่มอาชีพ 2 แห่ง กระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และแม่ฮ่องสอน มีสมาชิกซึ่งเป็นชาวเขารวม 10,407 คน ทุนดำเนินงาน 169.814 ล้านบาท โดยสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวง ได้ดำเนินธุรกิจให้บริการแก่สมาชิกทั้งในด้านการให้สินเชื่อเพื่อนำไปประกอบอาชีพ การจัดหาวัสดุอุปกรณ์และปัจจัยการผลิตที่สมาชิกต้องการ การรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกและขนส่งไปยังมูลนิธิโครงการหลวง ตลอดจนการรับฝากเงินจากสมาชิก เพื่อส่งเสริมการออมเงิน

ในแต่ละปี จะมีการจัดประชุมตัวแทนสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรของสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์และเจ้าหน้าที่จากโครงการหลวงได้หารือถึงแนวทางในการพัฒนาสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง รวมถึงสร้างความเข้าใจร่วมกันในวิธีการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงให้มีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกในด้านการพัฒนาอาชีพการเกษตรให้มีความเจริญก้าวหน้า

สำหรับในปีนี้ ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ รองประธานและรองผู้อำนวยการมูลนิธิโครงการหลวง ได้มาเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานาด้านสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง ณ โรงแรมกรีนนิมมาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีคณะกรรมการสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มเตรียมสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงและหัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงจากจังหวัดต่าง ๆ เข้าร่วมจำนวน 230 คน ซึ่งภายในงานมีการแสดงนิทรรศการผลความก้าวหน้าของสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง การแสดงและจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของสมาชิก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่มาร่วมในงานอย่างดียิ่ง

การประชุมดังกล่าว ได้รายงานการประเมินผลการดำเนินงานของสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง และมีการมอบประกาศนียบัตรให้กับสหกรณ์ที่ผ่านการประเมินผลการดำเนินงานดีเด่น ประจำปี 2560 ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ สหกรณ์ดีเด่นในพื้นที่โครงการหลวง 3 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงดอยอินทนนท์ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงบ้านอมพาย จำกัด และสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่สะเรียง จำกัด จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นอกจากนี้ ยังมีการคัดเลือกสมาชิกสหกรณ์ดีเด่นที่มีการนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ในในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเสียสละ จำนวน 16 ราย รางวัลเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานส่งเสริมสหกรณ์ดีเด่น เพื่อยกย่องให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่ร่วมส่งเสริมการดำเนินงานให้กับสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงที่ทุ่มเท ตั้งใจทำงานด้วยความเอาใจใส่และปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่ ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกได้แก่ นายอรรนพ เปรมัษเฐียร หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม จังหวัดเชียงใหม่ และยังมีสหกรณ์ที่ได้รับประกาศนียบัตรผ่านการประเมินตามเกณฑ์จัดระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ระดับชั้น 1 จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่ปูนหลวง จำกัด สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงทุ่งหลวง จำกัดและสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงดอยอินทนนท์ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมในการประชุมผู้แทนสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง พร้อมนำเสนอนโยบายในการส่งเสริมสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มีความตั้งใจที่จะส่งเสริมและพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงให้มีความเข้มแข็ง เป็นองค์กรที่ช่วยดูแลชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มีความกินดีอยู่ดีมีรายได้ที่มั่นคง โดยจะนำนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามาส่งเสริมการดำเนินงานให้กับสหกรณ์เหล่านี้

เพื่อให้ชาวเขาที่เป็นสมาชิกสหกรณ์พัฒนาการผลิตสินค้าการเกษตรให้มีคุณภาพ สามารถลดต้นทุนและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งแสวงหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาแนะนำส่งเสริมให้สมาชิกของสหกรณ์ได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้กับการผลิตและแปรรูปสินค้าต่าง ๆ ให้ได้มาตรฐานและช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าด้วย ซึ่งสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงจะต้องมีการ

วางแผนการผลิตที่ชัดเจนและสามารถเข้าไปเรียนรู้วิชาการด้านการเกษตรและเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก) ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงศึกษาจากพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่มีการดำเนินงานจนประสบผลสำเร็จเป็นแปลงตัวอย่างที่เกษตรกรสามารถนำกระบวนการบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตรชนิดต่าง ๆ แบบแปลงใหญ่ไปใช้กับการทำเกษตรในพื้นที่โครงการหลวงได้ ซึ่งคาดหวังว่าสมาชิกสหกรณ์พื้นที่โครงการหลวงจะสามารถก้าวสู่การเป็น Smart Farmer ที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพได้ในอนาคตต่อไป

สศท. 12 เปิดผลศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้า โดยใช้ Agri – Map เผย จังหวัดพิจิตร มีพื้นที่เหมาะสมในการเพาะปลูกข้าวนาปี คิดเป็นร้อยละ 91.90 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด แนะเกษตรกรในพื้นที่ไม่เหมาะสม สามารถปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน และมะพร้าวทดแทนได้ ซึ่งได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

นายคมสัน จำรูญพงษ์ njcarpet-cleaning.com รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าที่สำคัญ (Zoning) โดย Agri – Map จังหวัดพิจิตร โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) ดำเนินการวิเคราะห์สภาพทางกายภาพร่วมกับสภาพทางเศรษฐกิจ และกำหนดแผนงาน/โครงการเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) ปานกลาง (S2) และการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) เป็นการผลิตพืชทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

สำหรับจังหวัดพิจิตร มีสินค้าเกษตรที่สำคัญ ที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงสุด 4 ลำดับแรก ได้แก่ ข้าวนาปี ไข่เป็ด ส้มโอ และมะนาว สำหรับการศึกษาครั้งนี้ สศท.12 ได้ใช้ Agri-Map กำหนดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลทางการผลิต ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ดังกล่าวใช้ประกอบการตัดสินใจทำการผลิตของเกษตรกร และเป็นแผนส่งเสริมการผลิตทางเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่

ด้านนายชีวิต เม่งเอียด ผอ.สศท.12 กล่าวถึงผลการศึกษาว่า จากการใช้ Agri-Map จัดเก็บข้อมูลทางการผลิต ได้แก่ ผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิต ราคา ผลตอบแทน และข้อมูลบัญชีสมดุลของสินค้าเกษตรที่สำคัญ ตัวอย่างในผลการศึกษา พบว่า

ข้าวนาปี มีพื้นที่เหมาะสมในการเพาะปลูก คิดเป็นร้อยละ 91.90 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด มีพื้นที่ไม่เหมาะสมในการเพาะปลูก คิดเป็นร้อยละ 8.10 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด สำหรับพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3,N) ของการปลูกข้าวจังหวัดพิจิตร สามารถปรับเปลี่ยนไปปลูกสินค้าอื่น ได้ดังนี้

ทางเลือกที่ 1 การปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกอ้อยโรงงานทดแทน พบว่า การปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมจะให้ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 1,002.76 บาท หากปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงานจะได้ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 3,841.52 บาท

ทางเลือกที่ 2 การปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวโดยปลูกมะพร้าวทดแทน พบว่าการปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมจะให้ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 1,002.76 บาท หากปรับเปลี่ยนไปปลูกมะพร้าวจะได้ ผลตอบแทนสุทธิ 5,393.21 บาท ทั้งนี้ หากสนใจข้อมูลผลการสำรวจ สามารถขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและคำแนะนำได้ที่ส่วนแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจการเกษตร สศท.12 โทร. 056 803 525 หรือ อีเมล zone12@oae.go.th

ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU – OAE Foresight Center : KOFC) โดย ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.กัมปนาท เพ็ญสุภา ผอ.ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า ความมั่นคงทางอาหารขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การมีอาหารเพียงพอ (Food Availability) การเข้าถึงอาหาร (Food Access) การใช้ประโยชน์จากอาหาร (Food Utilization) และการมีเสถียรภาพด้านอาหาร (Food Stability)

ในปี 2559 สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีดัชนีความมั่นคงทางอาหารสูงที่สุดในโลกจากทั้งหมด 113 ประเทศ รองลงมา คือ ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ ออสเตรเลียและเนเธอร์แลนด์ สำหรับประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 51 โดยได้รับคะแนนรวมทั้งสามด้าน อยู่ที่ 59.5 จาก 100 คะแนน สูงขึ้นจากปี 2558 เท่ากับ 0.5 คะแนน จากคะแนนในด้านความสามารถในการหาซื้ออาหารสูงที่สุดคือ 62 คะแนน รองลงมา คือ ด้านความเพียงพอของอาหาร และด้านคุณภาพ ความปลอดภัยของอาหาร เท่ากับ 58.3 และ 56.8 ตามลำดับ (รายละเอียดภาพ 1) ในกลุ่มประเทศอาเซียน 9 ประเทศ (ไม่รวมบูรไน) พบว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีดัชนีความมั่นคงทางอาหารสูงที่สุดในอาเซียน คือ 83.9 คะแนน รองลงมาคือ มาเลเซีย และไทย ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศลาวเป็นประเทศที่มีดัชนีความมั่นคงทางอาหารต่ำที่สุดโดยมีคะแนนรวมอยู่ที่ 32.7 คะแนน (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบดัชนีความมั่นคงทางอาหารของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ปี 2016