ข่าวระบุว่า ไทสันจะแบ่งที่ดินจำนวน 20 เอเคอร์ เพื่อปลูกกัญชา

แบบมืออาชีพเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาเเละทำการสำหรับการใช้ประโยชน์จากกัญชาในด้านการรักษา เเละปลูกกัญชาป้อนตลาด

ด้านเจนนิเฟอร์ วูด นายกเทศมนตรีเเห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวชื่นชมไทสันที่จะทำธุรกิจเพื่อชุมชน ซึ่งไร่กัญชาของไทสันจะจัดส่งเพื่อการแพทย์ให้คนที่ต้องการ สร้างรายได้ งานและเงินให้ชาวเมือง

ทั้งนี้ ปัจจุบัน 29 รัฐของสหรัฐ อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ได้ โดยในจำนวนนั้น 7 รัฐรว แคลิฟอร์เนีย อนุญาตให้การซื้อขายกัญชาเพื่อสันทนาการเป็นไปอย่างถูกกฎหมาย เเต่กำหนดให้ผู้มีอายุ 21 ปีขึ้นไปมีสิทธิ์ครอบครอง ขนส่ง และซื้อกัญชาได้ในปริมาณครั้งละไม่เกิน 28.5 กรัม

ส่วนผู้ไม่ต้องการซื้อหากัญชาจากร้านค้า ก็อนุญาตให้ปลูกเองได้เเต่ไม่เกินคนละ 6 ต้น พร้อมห้ามจำหน่ายจ่ายแจกหากไม่มีใบอนุญาต

อย่างไรก็ตาม แม้จะสูบกัญชาได้อย่างเสรี แต่ก็มีกฎห้ามสูบในสถานที่ที่กฎหมายไม่อนุญาตอย่างบริเวณสาธารณะทั้งหมด โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับครั้งแรก 100 ดอลลาร์ และจะสูงขึ้นในครั้งต่อๆ ไป

บริษัทที่ปรึกษาอาร์ควิว เผยแพร่รายงานคาดว่า อุตสาหกรรมกัญชาถูกกฎหมายจะสร้างรายได้ กว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.32 ล้านล้านบาท) และสร้างงานกว่า 400,000 ตำเเหน่งในสหรัฐภายในปี 2564 อีกทั้งรัฐบาลจะเก็บภาษีได้ 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.32 แสนล้านบาท) ภายใน 3 ปี

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการมอบนโยบายที่กรมส่งเสริมการเกษตรว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งดูงานที่เป็นปัญหาสำคัญในแต่ละจังหวัด แล้วเสนอโครงการขึ้นมา เพื่อของบประมาณในการนำไปดำเนินการและการแก้ไขปัญหา

โดยจะดูมิติของเกษตร เน้นจากพื้นฐานส่วนล่างขึ้นมาแก้ปัญหา เพื่อให้ตรงจุดมากที่สุด พร้อมทั้งต้องประสานงานกับพาณิชย์จังหวัดในการพัฒนาด้านการตลาด เพื่อผลักดันด้านราคาของผลผลิตเกษตรด้วย

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ระดับจังหวัดขึ้นมา 2 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ

โดยคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด หรือ Chief of Operation มีเกษตรจังหวัดเป็นประธาน มีหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติงานของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

และร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการสร้างการรับรู้และบูรณาการการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นเอกภาพ และพัฒนาด้านการเกษตรและสหกรณ์ที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งการติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ที่จะเป็นปัญหาหรือส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร และพิจารณาดำเนินการป้องกัน ควบคุมและแก้ไข

รวมถึงการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในเขตจังหวัด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาภาคเกษตรในพื้นที่ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด

ส่วนคณะทำงานชุดที่ 2 คือ คณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ หรือ Operation Team ขึ้นมาสนับสนุนการทำงานอีกชุดหนึ่ง โดยมีเกษตรอำเภอเป็นประธาน และเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน

รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนจากหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งในระดับกรมและที่อยู่ในเขตจังหวัดทั้งราชการบริหารส่วนภูมิภาคและราชการบริหารส่วนกลางเพื่อการแก้ปัญหาปากท้องระยะยาว

ขณะที่มาตรการในการผลักดันราคายางพารานั้น เบื้องต้นได้ขอความร่วมมือให้งดการกรีดยางในพื้นที่ของรัฐบาล 3 หน่วยงาน ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ รวมประมาณ 1 แสนไร่ เริ่มตั้งแต่เดือนนี้ ไปจนถึงเดือนมีนาคม โดยจะมีการชดเชยให้ไร่ละ 1 พันบาท

และจะเร่งส่งเสริมการทำเกษตรแซมยางให้กับชาวสวนยาง หรือปลูกอื่นทดแทน ตั้งเป้าไว้ที่ 2 ล้านไร่ เพื่อลดปริมาณผลผลิตยางพาราภายในประเทศ และส่งออกให้ได้ประมาณ 320,000 ตัน ในปีนี้

พร้อมทั้งได้ขอความร่วมมือกับอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ให้ช่วยหยุดกรีดยางในช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน เพื่อลดปริมาณผลผลิตยางออกสู่ตลาด กระตุ้นความต้องการใช้ยางเพิ่ม ซึ่งจะทำให้ราคายางมีการขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

สำหรับปัญหาหนี้สินเกษตรกรนั้น ล่าสุดที่ประชุมกองทุนฟื้นฟูเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินเกษตร (กฟก.) ได้สรุปข้อมูลทะเบียนเกษตรกรที่มาแสดงตัวตนผู้มีหนี้สินมีมากถึง 2.9 แสนราย ซึ่งในข้อนี้ กม.กองทุน กำหนดไว้ว่า หนี้ที่กองทุนที่สามารถดูแลได้ต้องเป็นหนี้เกษตร ต้องเป็นหนี้สถาบันการเงินหรืององค์กรเกษตรกรเท่านั้น

ซึ่งเมื่อสำรวจแล้วพบว่าในจำนวนทั้งหมดเข้าหลักเพียง 739 รายเท่านั้น มูลหนี้ประมาณ 132 ล้านบาท ดังนั้น จึงต้องมีการหารือปรับระบบใหม่ โดยต้องไปดูข้อกฎหมายเพื่อแก้ไขหลักเกณฑ์ รวมถึงปัญหาข้อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมาย (IUU) ที่ชาวประมงเรียกร้องขอให้แก้ไขกฎหมาย

เนื่องจากรัฐออกกฎหมายเกินข้อท้วงติงของอียู เช่น การขยายเวลาซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วและเครื่องมือติดตามเรือ รวมทั้งผ่อนปรนรายงานการทำงานไต้ก๋งเรือ ซึ่งอาจซึ่งอธิบดีกรมประมงเห็นควรว่าต้องแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง พร้อมทั้งประสานธนาคารพาณิชย์ให้เปิดตู้เอทีเอ็มเพื่อความสะดวกมากขึ้น

เอพีรายงานเมื่อ 6 ม.ค.ถึงสภาพอากาศหนาวเย็นจัดในอเมริกา ฝั่งตะวันออก จนอุณหภูมิติดลบ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ราย ว่ายังคงมีหิมะและลมพัดรุนแรง รวมถึงน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ขณะที่พยากรณ์อากาศระบุว่าแม้พายุจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่อากาศในช่วงสุดสัปดาห์นี้ยังจะคงเย็นจัดต่อไป

ด้านเดลีบีสต์รายงานคำให้สัมภาษณ์ของนายเบนจามิน ซิปเพรล นักอุตุนิยมวิทยา ประจำสำนักงานชั้นบรรยากาศ มหาสมุทรแห่งชาติในเมืองบอสตัน ว่า สภาพอากาศแปรปรวนหนักที่สุดในรอบ 40 ปีของนครบอสตัน ที่มีทั้งกระแสลมหิมะ คลื่นสูง และน้ำท่วมสูงกว่าปกตินั้นเป็นผลมาจากปรากฏการณ์พระจันทร์เต็มดวงใกล้โลกมากที่สุด หรือซูเปอร์ฟูลมูล เมื่อวันพุธที่ 3 ม.ค. ตามเวลาสหรัฐ

“คลื่นปกติในบอสตันอยู่ระหว่าง 2.7 – 3 เมตร เราก็พยากรณ์ว่าน่าจะขยับขึ้นไปสูง 3.6 เมตร แต่ปรากฏว่ามันขึ้นสูงถึง 4.5 เมตร สูงเป็นประวัติการณ์มาก” นายซิปเพรลกล่าว ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้น้ำท่วมเขตซีพอร์ต เป็นระดับน้ำที่ทั้งสูงและเย็นยะเยือกครั้งแรกนับจากปี 2521

วันที่ 5 ม.ค. ซีเอ็นเอ็น รายงานการเปิดตัวสะพานหงยากู๋ สะพานแขวนทำด้วยกระจกใสที่ยาวที่สุดในโลกที่มณฑลเหอเป่ย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ความยาว 488 เมตร สูง 218 เมตร และยังออกแบบเพิ่มเทคนิคพิเศษทำให้สะพานแกว่งไกวสร้างความหวาดเสียว ตื่นเต้นให้นักท่องเที่ยวยิ่งขึ้นไปอีก เปิดให้ใช้บริการแล้ว

สะพานเชื่อมหน้าผาลึก 2 แห่งที่จุดชมวิวหงยากู๋เข้าด้วยกัน สะพานกว้าง 4 เมตร ใช้แผ่นกระจก 1,077 แผ่น แต่ละแผ่นหนา 4 เซนติเมตร “สะพานหงยากู๋เป็นหมุดหมายสำหรับยุค 2.0 ของสะพานกระจกใสในจีน” นายหยาง หมิงหัว ประธานกลุ่มบริษัทปายหลู ผู้สร้างสะพานกล่าวและว่า สะพานใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี เป็นที่สุดของโลกได้แก่ ยาวที่สุดในโลก โปร่งใสที่สุดในโลก และเป็นสะพานแขวนกระจกใสสำหรับคนเดินที่น่าตื่นเต้นที่สุดในโลก

สะพานเปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้เมื่อ 24 ธ.ค. 2560 รองรับคนได้สูงสุด 2,000 คน แต่หากนักท่องเที่ยวต้องการใช้สะพานในช่วงเวลาเดียวกันนั้นจะได้รับอนุญาตให้ใช้เพียงคราวละ 500-600 คน มีพนักงานประจำจุดสะพานตลอดทางเพื่อช่วยให้คนที่ไม่กล้าไปต่อลุกขึ้นเดินสู่จุดหมายปลายทางต่อไป นักท่องเที่ยวต้องสวมถุงเท้าที่เตรียมไว้ให้เป็นพิเศษเพื่อป้องกันผิวกระจกใสแตก

แม้สะพานหงยากู๋ไม่ได้เป็นสะพานกระจกใสแห่งแรกของจีน แต่ทำลายสถิติเป็นสะพานกระจกใสที่ยาวที่สุดในโลก แซงหน้าแชมป์เก่าอย่างสะพานข้ามจางเจียเจี้ย แกรนด์ แคนยอน ที่มณฑลหูหนาน แต่สะพานจางเจียเจี้ยแกรนด์ แคนยอน ยังคงเป็นสะพานพื้นกระจกใสที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูง 300 เมตร

นอกจากนี้ที่มณฑลเหอเป่ยยังมีทางเดินกระจกเลียบภูเขาไท่หางที่มีเทคนิคพิเศษทำให้คนมองกระจกและได้ยินเหมือนกระจกแตกอีกด้วย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนธ.ค. 2560 อยู่ที่ 0.78%YOY ปรับตัวลงจากเดือนก่อนที่ 0.99%YOY ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2560 เฉลี่ยอยู่ที่ 0.66%YOY (เทียบกับปีก่อน) ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นไปที่ 0.62%YOY จาก 0.61%YOY ในเดือนก่อน ส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐานปี 2560 อยู่ที่ 0.55%

เงินเฟ้อทั่วไปเดือนธ.ค. 2560 ลดลงเล็กน้อยเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขยายตัวน้อยลงที่ 18.8%YOY จาก 34.7%YOY ในเดือนก่อน

อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาอาหารสดยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ที่ -0.9%YOY โดยเฉพาะราคาเนื้อสัตว์ รวมถึงไข่และผลิตภัณฑ์นม ขณะที่ราคาผักและผลไม้ขยายตัวเล็กน้อยเพียง 0.22%YOY

ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งยังเป็นผลต่อเนื่องมาจากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในเดือนก.ย. ส่งผลให้ราคาหมวดยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 5.8%YOY ประกอบกับการปรับอัตราค่าไฟฟ้าเอฟที (ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ) รอบเดือนก.ย.-ธ.ค.ขึ้น ก็ยังมีผลให้ดัชนีราคาหมวดไฟฟ้าในที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น 4.2%YOY

คาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2561 จะทยอยฟื้นตัวขึ้นไป อยู่ที่ 1.1% YOY

โดยปัจจัยหลักที่จะส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น มาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยราคา น้ำมันดิบเบรนต์เฉลี่ยในปี 25618 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ที่ 58 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 54 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2560 ประกอบกับการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับบุหรี่และสุราที่จะยังคงมีผลต่อเงินเฟ้อต่อเนื่องไปจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี

อย่างไรก็ตาม ราคาอาหารสดโดยเฉพาะราคาผักและ ผลไม้ยังมีแรงกดดันจากผลผลิตทางการเกษตรที่อาจมีปริมาณออกสู่ตลาดจำนวนมาก ตามแนวโน้มสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตในปีนี้

มองว่าเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ 0.6% ในปี 2561 เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ได้ฟื้นตัวชัดเจนนัก โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้มีรายได้ปานกลาง-น้อย ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ จะถูกปรับราคาขึ้นได้อย่างช้าๆ

เมื่อวันที่ 6 มกราคม มีรายงานว่า เฟซบุ๊ก ก้อย-ตูน koytoonfamily โครงการก้าวคนละก้าวเบตง-แม่สาย ระดมทุนช่วย 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ โพสต์ข้อความพร้อมภาพ ระบุว่า บริจาค 99 บาทขึ้นไป ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา รับกระปุกออมสินที่ระลึกมีลายเซ็นของตูน บอดี้สแลม พร้อมข้อความใช้ชีวิตให้สนุกนะครับ เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม-31 พฤษภาคม 2561 หรือจนกว่าของจะหมด

โดยผู้บริจาคที่มียอดเงินบริจาคตั้งแต่ 99 บาทขึ้นไป ได้รับกระปุกออมสิน 1 ใบ ต่อ 1 รายการ เฉพาะการบริจาคที่สาขาของธนาคารไทยพาณิชย์เท่านั้น กระปุกออมสินมีจำนวนจำกัด 90,000 ใบ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook : ก้าว และ www.kaokonlakao.com

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสประชุมร่วมกับพลอ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการขับเคลื่อนกาฬสินธุ์โมเดล ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ ว่า ได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ใน จ.กาฬสินธุ์ร่วมกันขับเคลื่อนกาฬสินธุ์โมเดล ซึ่งเป็นจังหวัดแรกที่รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นจังหวัดนำร่องที่จะนำมาใช้เป็นโมเดลแก้ปัญหาความยากจนของประชาชน เพื่อยกระดับได้รายประชาชนซึ่งมีรายได้เฉลี่ยในปี 2560 เพียง 50,400 บาท/คน/ปี เพิ่มขึ้นอีก 7% ในปี 2561 หรือ 54,400 บาท/คน/ปี และปี 2561 เพิ่มอีก 10% เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 56,000 บาท/ปี ตามเป้าหมายรัฐบาล ทั้งการสนับสนุนจากส่วนกลาง และการวิเคราะห์ปัจจัยจากในระดับพื้นที่

โดย 1.มอบหมายรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายธนิตย์ เอนกวิทย์ ตรวจสอบอัตรากำลังข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ทุกหน่วยงานใน จ.กาฬสินธุ์ ว่ามีครบถ้วนตามกรอบอัตรากำลังหรือไม่ โดยห้ามข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ประจำ จ.กาฬสินธุ์ไปช่วยราชการที่อื่น โดยเฉพาะเกษตรอำเภอและเกษตรตำบล เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจน

2. มอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และผู้ตรวจราชการกรมในหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.กาฬสินธุ์ อย่างน้อยเดือนละครั้ง และรายงานผลการติดตามมายังกระทรวงเกษตรฯ ประจำทุกเดือน พร้อมทั้งติดตามผลงานในปี 2560 และแผนงานปี 2561 ว่ามีการดำเนินการตามแผนหรือไม่ อย่างไร เช่น โครงการสนับสนุนแหล่งน้ำของกรมชลประทาน

ส่วนที่สอง คือ การวิเคราะห์ปัจจัยเกี่ยวข้องที่ส่งผลต่อความยากจนของเกษตรกร แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1. กลุ่มเกษตรกรที่ถูกเอาเปรียบจากกลุ่มนายทุน เช่น การทำสัญญากับนายทุน หรือการกู้หนี้นอกระบบ 2. ปัจจัยการดำเรงชีวิตของเกษตรกรเองไม่เหมาะสม เช่น ขาดอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร พื้นที่การเกษตรไม่เหมาะสม ความแห้งแล้ง น้ำ องค์ความรู้ในการต่อยอดอาชีพทางการเกษตร และ กลุ่มที่ 3. ด้านชีวิตความเป็นอยู่รายบุคคล และครัวเรือน เช่น สภาพแวดล้อมทางสังคม หรือ ปัญหายาเสพติด ซึ่งเมื่อแยกเป็นสามกลุ่มหลักแล้ว จะสามารถกำหนดแผนงานและการให้การสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้

ขณะเดียวกัน การดำเนินการไม่เพียงมุ่งเน้นเฉพาะแสวงหารายได้เท่านั้น แต่ให้มีการพิจารณาเรื่องการลดรายจ่ายในครัวเรือน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาขับเคลื่อนควบคู่กันด้วย รวมทั้งการขยายผลจิตอาสาโครงการพระราชทานในรัชกาลที่ 10 ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรที่ยังทำการเกษตรแบบดั้งเดิม กับเกษตรกรรุ่นใหม่ สมาร์ตฟาร์มเมอร์ หรือเกษตรกรต้นแบบ เข้ามาเป็นผู้ช่วยให้การสนับสนุนการทำงานของเกษตรจังหวัดเกษตรกรตำบล เพื่อร่วมสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และการพัฒนาการเกษตรต่อสู้ความยากจนอีกด้วย

สำหรับในช่วงบ่ายรมว.เกษตรฯ พร้อมคณะได้เดินทางต่อไปยังฝายลำห้วยค้อ บ้านนาโก ต.นาโก อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อเยี่ยมแปลงเกษตรทฤษฏีใหม่ด้วยระบบน้ำหยดโดยใช้พลังงานแสง อาหิตย์พื้นที่ได้รับประโยชน์ 40 ไร่ เกษตรกรจำนวน 13 ครัวเรือน ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิปิดทองในการให้การสนับสนุนงบประมาณ และตรวจเยี่ยมแปลงเกษตรทฤษฏีใหม่ในรูปแบบหลุมพอเพียงบ้านหนองแมวโพง ต.หนองใหญ่ อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ซี่งได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ กรมชลประทาน และกรมพัฒนาที่ดิน พิจารณาขยายผลระบบการบริหารจัดการน้ำและการส่งเสริมการเกษตรทฤษฏีใหม่ที่ภาคเอกชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมโดยเฉพาะระบบตลาดไปยังพื้นที่ที่มีความเหมาะสมให้แก่เกษตรกรให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นด้วย

ยังต้องระแวดระวังกันมากขึ้นเหมือนเดิม ยิ่งพนักงานในองค์กรต่าง ๆ ใช้อุปกรณ์สื่อสารมากกว่า 1 เครื่อง และเข้าถึงการทำงานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแทบตลอดเวลา โอกาสที่มิจฉาชีพไฮเทคจะแฝงตัวเข้ามาขโมยข้อมูลหรือปล่อยไวรัสทำร้ายทำลายระบบมีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

“เทรนด์ไมโคร” ได้คาดการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปี 2561 โดยระบุว่า มี 6 ด้าน ได้แก่ 1.แรนซัมแวร์ (ransomware) หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ที่ปีที่ผ่านมามีการโจมตีสูงมาก และปีนี้ก็ยังมีการโจมตีไม่น้อยกว่าเดิม เนื่องจากแรนซัมแวร์สร้างได้ง่าย และเรียกเก็บเงินเป็นบิตคอยน์ (bitcoin) ทำให้ติดตามได้ยาก รูปแบบการโจมตีมาจากทางอีเมล์เป็นหลักจึงควรมีตัวคัดกรองอีเมล์ และต้องมีซีเคียวริตี้คอยป้องกัน นอกจากนี้ยังสามารถบล็อกได้ตั้งแต่เน็ตเวิร์กรวมทั้งเซิร์ฟเวอร์

2.การโจมตีที่อุปกรณ์ไอโอที (IOT) ที่ใช้เทคนิคแบบกระจายหรือดีดอส (Distributed Denial of Service) จำนวนมาก ส่งผลให้ระบบหยุดทำงาน ทั้งมีการแฮกเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเพื่อขโมยข้อมูล และใช้เป็นทางผ่านในการโจมตีผู้อื่นได้ด้วย

“วุฒิไกร รัตนไมตรีเกียรติ” ที่ปรึกษาด้านโซลูชั่น ความปลอดภัยทางไซเบอร์ บริษัท เทรนด์ไมโคร ย้ำว่า ควรเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อย ๆ และอัพเดตซอฟต์แวร์ทุกครั้ง

3.การโจมตีอีเมล์ธุรกิจ เกิดขึ้นมากใน 2 ปีที่ผ่านมา โดยก่อนมีมูลค่าความเสียหาย 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ และถึง 9.1 พันล้านเหรียญปี 2560

รูปแบบการโจมตี 1.แทรกซึมเข้าไปในองค์กร 2.แก้ไขข้อมูลภายในให้เกิดการบันทึกข้อมูลปลอมในระบบ 3.องค์กรที่โดนโจมตีจะทำงานตามข้อมูลปลอม และ 4.ผู้ร้ายได้รับเงินหรือของที่เกิดจากกระบวนการปลอม ซึ่งการป้องกัน มีตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้หรือมีศูนย์กลางที่คอยให้คำปรึกษาเมื่อเกิดเหตุ และการมีเทคโนโลยีช่วยตัดสินใจเมื่อพบความผิดปกติ

ภัยคุกคามที่ 4.คือ การสร้างข่าวปลอม (cyber propaganda) ที่อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ เช่น สร้างกระแสลบช่วงเลือกตั้งจึงควรบล็อกการเข้าถึงเว็บที่รู้ว่าปลอม และสร้างการรับรู้ว่าข่าวไหนจริงข่าวไหนปลอม

5.แมชีนเลิร์นนิ่ง (machine learning) englishdefenceleague.org ที่เรียนรู้ซ้ำ ๆ จากเรื่องต่าง ๆ แต่ความแม่นยำขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เรียนรู้ ดังนั้นแมชีนเลิร์นนิ่งยังไม่อาจมาแทนระบบป้องกันความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ได้ทั้งหมด และ 6.บล็อกเชน เป็นเทคโนโลยีด้านการเงินในการบันทึกข้อมูลการทำธุรกรรมไว้หลายแห่ง

จากเดิมเก็บไว้ส่วนกลางเพื่อป้องกันการโจมตีแต่เริ่มมีช่องทางโจมตี เช่น wallet ของผู้ใช้แทน

“แฮกเกอร์พุ่งเป้าที่ข้อมูลส่วนบุคคล และกรรโชกทรัพย์จากบริษัท กำหนดราคาค่าไถ่จากข้อมูลการเงินคำนวณค่าปรับเท่าที่บริษัทต้องถูกเรียกเก็บ”

“ปิยธิดา ตันตระกูล” ผู้จัดการประจำประเทศไทย เทรนด์ไมโคร เสริมว่า องค์กรที่เสี่ยงต่อการโจมตีจะเป็นกลุ่มคอมเมอร์เชียลและการเงิน แต่ภาคการเงินมีวิธีการรับมือได้ดีกว่า

“องค์กรควรคิดมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีก้าวไกลทำให้แฮกเกอร์เก่งขึ้นจึงควรหาวิธีป้องกัน ยิ่งต่อไปกม.ปกป้องข้อมูลทั่วไปของอียูมีผลบังคับใช้ ก็จะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลอกลวงของแฮกเกอร์ ผู้ใช้และองค์กรจำเป็นต้องติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยที่เกตเวย์สำหรับเว็บและอีเมล์เป็นปราการแรกในการป้องกัน”

อาจเป็นของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดของใครหลาย ๆ คน หลังจากเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ทางการรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศให้การเสพ “กัญชา” เพื่อความบันเทิง กลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายใน 10 เมืองของรัฐ

กฎหมายใหม่นี้ทำให้ร้านขายกัญชาที่มีใบอนุญาตในเมืองซานดิเอโกแทบทุกร้านคึกคักมาก ผู้คนเข้าคิวเป็นชั่วโมง ๆ หน้าร้าน ตั้งแต่คนหนุ่มสาวยันคนชรา เพื่อซื้อกัญชามวน หรือกระทั่งอาหารที่ผสมกัญชา

“วิลล์ เซนน์” เจ้าของ “Urbn Leaf” ร้านขายกัญชาถูกกฎหมายในเบย์ปาร์ก ซานดิเอโก เล่าให้กับ “แอลเอไทมส์” ฟังว่า เขาคิดแค่ว่าคนจะมาซื้อกัญชาจำนวนมากกว่าปกติในวันนี้ แต่ไม่คาดคิดว่าจะขนาดต่อแถวออกไปนอกร้าน

รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นรัฐแรกในอเมริกา ที่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมายเมื่อ 22 ปีก่อน

ปัจจุบันรัฐแห่งนี้เป็นตลาดที่มีการซื้อขายกัญชาเพื่อการแพทย์ที่ค่อนข้างใหญ่ และถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ปัจจุบันชาวอเมริกันเริ่มมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการสูบกัญชาเพื่อความบันเทิงในมุมมองที่เปลี่ยนไป ไม่ได้มองว่าเป็นยาเสพติดต้องห้ามอีกต่อไป

“VOX” รายงานผลวิจัยจาก”Gallup” ในปี 2017 ว่า 64% ของประชากรผู้ใหญ่ของอเมริกาสนับสนุน

ให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย เนื่องจากมองว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากทศวรรษก่อนที่มีเพียง 36% เท่านั้นที่ให้การสนับสนุน ทำให้ผลโหวตในรัฐแคลิฟอร์เนียกว่า 57% สนับสนุนให้การเสพกัญชาเพื่อความบันเทิงกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายการเสพกัญชาเพื่อความบันเทิงในที่สุด

การเปลี่ยนแปลงล่าสุดนี้ ทำให้การเสพกัญชาเพื่อความบันเทิงเป็นสิ่งถูกกฎหมายใน 10 เมืองในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งไม่รวมลอสแองเจลิสกับซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ โดยกำหนดให้ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป ต้องซื้อจากร้านที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ห้ามเสพในที่สาธารณะ เช่น ร้านอาหาร หรือสวนสาธารณะ และต้องเสพห่างจากเขตโรงเรียน 300 เมตร สามารถครอบครองได้ไม่เกิน 28.5 กรัม

และปลูกได้ไม่เกิน 6 ต้นที่บ้าน และต้องปลูกโดยมิดชิด เนื่องจากยังผิดกฎหมายระดับประเทศอยู่

อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องโทษคดีกัญชา สามารถร้องขอให้ศาลกำหนดโทษให้ใหม่เพื่อล้มล้างโทษ และสามารถร้องขอให้ลบประวัติอาชญากรรมได้ ก่อนหน้านี้มีรัฐเล็ก ๆ เช่น โคโลราโด วอชิงตัน โอเรกอน และอะแลสกา ผ่านกฎหมายดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ตาม 4 รัฐดังกล่าว มีประชากรรวมกันเพียง 17 ล้านคน และมูลค่าจีดีพีรวมราว 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

ขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนียรัฐเดียว มีประชากรมากถึง 40 ล้านคน และจีดีพี 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

แคลิฟอร์เนียจึงกลายเป็นรัฐใหญ่รัฐแรกที่ผ่านกฎหมายอนุญาตเสพกัญชาเพื่อความบันเทิง มีคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ “กรีนเวฟ” ระบุว่า จะมีเงินหมุนเวียนในอุตสาหกรรมกัญชามากถึง 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2018 ทำให้รัฐเก็บภาษีเพิ่มได้จำนวนมาก